บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAX
วันหาเรื่องแห่งชาติ?
หลังจากเฝ้ารอนักผจญภัยโดยรอบหมดความสนใจต่อกลุ่มของพวกเราแล้วผมก็ถูกทั้งสี่คนซักถามที่มาที่ไปของถุงทองใบใหญ่ใต้โต๊ะว่าไปได้มาอย่างไร
เนื่องจากไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดบังผมจึงตัดสินใจเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พวกเขาฟังตัดเพียงช่วงของทีมพญามังกรค้ำฟ้าออกไปเพื่อความกระชับส่งให้ปฎิกิริยาของแต่ละคนที่ได้ฟังล้วนต่างพากันทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันทั้งนั้น
"เจ้ายักษ์นั่นที่แท้ก็เป็นมอนสเตอร์ระดับหายนะงั้นเหรอ..."
"ว่ากันว่าในรอบร้อยปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครปราบมอนสเตอร์ระดับหายนะได้เลย แต่ว่าอาทัส... เจ้ากลับ..."
แจ็ค และครินซ์รำพึงเสียงเบาอย่างเหม่อลอยขณะเหลือบมองมาทางผมราวกับสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวส่วนคาร์ลก็จ้องมองผมด้วยแววตาเปล่งประกายแฝงความรู้สึกบางอย่าง
"อาทัส... แสดงว่าตอนนี้ระดับของเจ้าก็..."
โซน่าเอ่ยขึ้นพลางยกมืออันสั่นเทาชี้มาทางผมเห็นท่าทาง และคำพูดแบบนั้นผมก็พอเข้าใจความหมายได้ จึงล้วงมือลงไปในกระเป๋าสะพายข้างหยิบบางสิ่งออกมา
"ระดับมิธริลน่ะ"
"!!!"x4
ดวงตาทั้งสี่คู่พลันเบิกโพลงขณะจ้องมองบัตรนักผจญภัยถูกประดับด้วยชิปสีเงินเปล่งประกายในมือของผมเป็นสายตาเดียวกันพวกเขาพากันอ้าปากกว้างเกือบจะร้องออกมาอีกครั้งแต่ก็รู้ตัวยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองไว้ทัน
"ม-- ไม่อยากจะเชื่อ! ทั้งที่เจ้าพึ่งเป็นนักผจญภัยได้ไม่นานแต่กลับเลื่อนขึ้นมาเป็นระดับมิธริลในเวลาเพียงไม่กี่วัน!"
"พวกข้าใช้เวลาถึง 2 ปีแต่ยังได้เพียงระดับเงินเท่านั้นเองนะ..."
ทั้งครินซ์ และโซน่ากล่าวออกมาเสียงค่อยขณะยกมือป้องปากตัวเองด้วยความรู้สึกตกตะลึงระหว่างนั้นผมก็ทำการเก็บบัตรนักผจญภัยกลับเข้ากระเป๋าสะพายข้างตามเดิม
ชักรู้สึกผิดขึ้นมาแล้วสินี่ผมเผลอไปทำร้ายจิตใจของพวกเขารึเปล่านะ? พวกเขาทำงานเป็นนักผจญภัยมานานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับภารกิจมาก็มาก ทว่ากลับยังอยู่เพียงระดับเงินเท่านั้นแต่ต้องมาเจอใครที่ไหนไม่รู้ที่พึ่งมาเป็นนักผจญภัยเพียงไม่กี่วันก็สามารถกระโดดขึ้นเป็นนักผจญภัยระดับมิธริลตัดหน้าไปเสียอย่างงั้น
"เจ้านี่มันสุดยอดจริง ๆ อาทัส!!!"
แต่แล้วทันใดนั้นแจ็คก็ได้กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มเบิกบานพลางยื่นมือไปคว้าแก้วเบียร์ทำจากไม้ขึ้นมาถือ
"ฝีมือเจ้ามันเหนือกว่าระดับมิธริลไปแล้วจะเลื่อนขั้นอย่างรวดเร็วก็ไม่แปลก! ยังไงก็ยินดีด้วยนะ!"
หัวหน้าปาร์ตี้กล่าวทั้งรอยยิ้มกว้างพลางยื่นแก้วไม้ในมือมาตรงหน้าผม ส่งให้ของเหลวสีเหลืองอ่อนในแก้วกระเพื่อมไปมา
คนอื่น ๆ เอง ก็เริ่มหายจากอาการตกตะลึงก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วหยิบแก้วไม้ของแต่ละคนที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือแล้วยื่นมาตรงหน้าผมเช่นกัน
"ยินดีด้วยนะ อาทัส"
"ยินดีด้วยนะครับ"
"ยินดีด้วยจ๊ะ"
ผมกระพริบตาปริบ ๆ มองการกระทำอันคาดไม่ถึงของพวกเขาแทนที่จะรู้สึกอิจฉาคนที่พึ่งมาใหม่แล้วได้ดีกว่าแต่พวกเขากลับยินดีให้กับผมเสียอย่างงั้นช่างต่างจากนิสัยของรุ่นพี่ในที่ทำงานจากโลกก่อนลิบลับ
ระหว่างนั้นผมไม่รู้เลยว่าปากของตัวเองเผลอยกรอยยิ้มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ
"อ่า... ขอบใจนะ"
ผมยกมือสวมเกราะขึ้นจับหูแก้วเบียร์ที่ได้รับมาจากบริกรกระต่ายสาวเมื่อครู่ขึ้นมาก่อนจะยื่นแก้วไม้ในมือไปชนกับแก้วของพวกเขาพร้อมกันส่งให้เบียร์ในแก้วของทุกคนกระฉอกออกมาเล็กน้อย
"หมดแก้ว!!!"
แจ็คตะโกนขึ้นเสียงดังทั้งรอยยิ้มกว้างก่อนจะยกแก้วเบียร์ในมือขึ้นกระดกรวดเดียว
"หมดแก้ว!"x3
อีกสามคนเองก็กล่าวทวนคำพูดของหัวหน้าปาร์ตี้ก่อนที่แต่ละคนจะยกแก้วเบียร์ในมือขึ้นกระดกรวดเดียวเช่นกัน
"หมดแก้ว"
ผมระบายรอยยิ้มพร้อมกับพูดตามก่อนจะยกแก้วเบียร์ในมือของตัวเองขึ้นกระดกดื่มของเหลวสีเหลืองอ่อนให้หมดในทีเดียว
รสชาติของเบียร์ขมนุ่มคอ และเปรี้ยวนิด ๆแต่ค่อนข้างจางพอสมควร อาจจะเพราะผสมน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณล่ะมั้ง? หากทำให้เบียร์เย็นกว่านี้อีกสักหน่อยก็น่าจะมีรสชาติที่ดีกว่านี้
แต่ดูจากยุคสมัยนี้แล้ว พวกอุปกรณ์ทำความเย็นอย่างตู้เย็นคงยังไม่มีคนคิดค้นขึ้นมาสินะ
"ฮ่า! แบบนี้ต้องฉลอง! เห็นแก่ความเหนื่อยยากและความสำเร็จของเจ้า อาหารมื้อนี้ข้าหัวหน้าปาร์ตี้แจ็คผู้นี้จะเป็นคนเลี้ยงเอง!"
หลังจากซดเบียร์เสียหมดแก้วในทีเดียวแล้ว แจ็คก็กระแทกก้นแก้วไม้ลงบนโต๊ะอย่างแรงก่อนจะยิ้มกว้างประกาศก้องให้พวกเราได้ยิน พร้อมกับผายมือไปยังอาหารจำนวนมากบนโต๊ะ
"จะดีรึ?"
"ดีอยู่แล้วล่ะน่า!ภารกิจกว่าครึ่งเจ้าเป็นคนจัดการเองทั้งหมดเชียวนะ! หนำซ้ำเฟลมมิ่ง วูล์ฟกว่าสิบตัวไม่มีทางที่พวกเราแค่สี่คนจะจัดการได้หรอกความดีความชอบทั้งหมดต้องยกให้เจ้าเลย อาทัส!"
แจ็คตอบกลับคำถามผมทันควันทั้งรอยยิ้มอารมณ์ดี พลางรับเบียร์แก้วใหม่จากบริกรกระต่ายสาวที่นำมาเสิร์ฟเพิ่ม
"อย่าได้เกรงใจไปเลย อาทัสพวกเราได้ไปร้องเรียนกับพนักงานกิลด์แล้วว่าข้อมูลในภารกิจที่ได้แจ้งจำนวนมอนสเตอร์เอาไว้ผิดพลาดพวกเขาก็เลยจ่ายค่าชดเชยให้เราเพิ่มเป็น 600 เหรียญทองเชียวนะ"
โซน่ายิ้มบางกล่าวด้วยน้ำเสียงละมุนพลางส่งแก้วไม้เปล่าคืนให้แก่บริกรกระต่ายสาว ก่อนจะรับเบียร์แก้วใหม่มาจิบทีละนิด
"อีกอย่างนะเงินที่ได้รับมาจากการขายวัตถุดิบของมอนสเตอร์ที่ล่ามาก็ได้มาในราคาถึง 158เหรียญทอง โดยเฉพาะหูของโทรลทั้งสองอันที่ขายได้อันละ 20 เหรียญทองเชียวนะ"
ครินซ์กล่าวเสริมทั้งที่ยังมีอาหารอยู่เต็มปากก่อนจะยกเบียร์แก้วใหม่ขึ้นซดไปหนึ่งอึก
ผมเลื่อนสายตามองแต่ละคนที่มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าพร้อมกับทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย และสนุกสนานบรรยากาศเช่นนี้ผมไม่ได้รู้สึกมานานแค่ไหนแล้วนะ?
ครั้งสุดท้ายคงจะเป็นตอนงานฉลองจบปริญญาล่ะมั้ง?
"ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่เกรงใจล่ะนะ"
ในเมื่อพวกเขาต้องการแบบนั้นผมก็ไม่ขัดข้องก่อนจะตัดสินใจเริ่มทานอาหารจานเนื้อตรงหน้าที่มีกลิ่นหอมกลุ่นของสมุนไพรโชยออกมา
งานเลี้ยงฉลองเล็ก ๆของพวกเราดำเนินไปประมาณสองชั่วโมง ในที่สุดทุกคนก็ทานอาหารต่อไปไม่ไหวรวมถึงเริ่มรู้สึกเมาจากฤทธิ์ของเบียร์แล้วด้วย ส่วนผมก็ยังคงเป็นปกติสุขเช่นเดิมเนื่องจากร่างกายนี้ไม่มีความรู้สึกอิ่ม และเบียร์รสอ่อนก็ไม่ทำให้ผมติดดีบัพ 'เมา' แต่อย่างใดอันเนื่องมาจากค่าความต้านทานสถานะผิดปกติที่สูงลิ่วของอาทัสนั่นเอง
จากนั้นโซน่าก็ทำการแบ่งเงินรางวัลให้กับผมเป็นจำนวนถึง400 เหรียญทองแต่ด้วยความที่ว่าจำนวนขนาดนี้มันมากกว่าครึ่งของเงินรางวัลเสียอีกผมจึงตัดสินใจปฏิเสธไปเพื่อไม่ต้องการเอาเปรียบพวกเขา
หลังจากคุยเรื่องการแบ่งเงินรางวัลอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายเงินรางวัลที่ผมได้รับก็คือ 300 เหรียญทอง ส่วนอีก 452เหรียญทองที่เหลือพวกเขาจะไปแบ่งกันเอาเอง
เมื่อพวกเราออกมาข้างนอกกิลด์นักผจญภัยแล้วผมก็ขอตัวลาจากปาร์ตี้เพื่อไปทำธุระส่วนตัวที่ยังตกค้างอยู่พวกเขาทำการอวยพรให้ผมโชคดี ก่อนจะโบกมือลาส่งอย่างเป็นมิตร
ช่างเป็นปาร์ตี้ที่ดีจริง ๆ
มือซ้ายกระชับถุงหนังบรรจุทองแท่งที่พาดไว้บนบ่าไว้แน่นพร้อมกับมือขวากระชับด้ามจับดาบที่พาดไว้บนบ่าไว้แน่นเช่นกันก่อนจะเริ่มก้าวเท้าสวมเกราะย่ำไปตามพื้นถนนอันคลาคล่ำไปด้วยผู้คนตรงไปยังเขตอุตสาหกรรมเพื่อนำทองที่ได้รับมาไปผ่อนจ่ายหนี้กับลุงแซนด์คอฟ
ระหว่างเดินถนนก็เริ่มแคบลงพร้อมกับจำนวนคนบางตาลงทุกทีบ้านเรือนในทัศนวิสัยเริ่มเปลี่ยนเป็นทรุดโทรมก่อนจะได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดังมาจากรอบทิศทางและกลิ่นเหม็นไหม้เริ่มลอยเข้ามาแตะจมูกแต่ด้วยความเคยชินผมจึงไม่รู้สึกอะไรต่อกลิ่นเหม็นมากนัก
เดินไปตามถนนได้สักพักในที่สุดตรงหน้าก็ปรากฏอาคารหินหลังหนึ่งที่หน้าร้านมีการติดป้ายประกาศว่า 'ปิดทำการชั่วคราว' กระนั้นผมก็ไม่สนใจทำการย่ำเท้าก้าวผ่านประตูเข้าไปในอาคารอย่างรวดเร็ว
เมื่อเข้ามาแล้ว ผมก็สัมผัสได้ถึงไอความร้อนระอุและเสียงการทำงานของคนหลายคนจากหลังร้านอย่างชัดเจน พลางใช้สายตากวาดมองอาวุธและชุดเกราะหลากหลายชนิดวางอยู่ตามชั้นวางของ หรือห้อยอยู่ตามกำแพง
"แซนด์คอฟ"
ผมตะโกนเรียกชื่อเจ้าของร้านพร้อมกับก้าวเท้าเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ยืนรออยู่สักพักชายแก่ตัวเตี้ยก็ได้เดินออกมาจากประตูหลังร้านเสื้อกล้ามที่สวมเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อส่งกลิ่นเหม็นขมคอโชยออกมา
"ที่แท้ก็เป็นเจ้า? คราวนี้จะจ่ายเท่าไหร่ล่ะ?"
แซนด์คอฟยกยิ้มกว้างกล่าวถามด้วยน้ำเสียงห้าวดุดันแทนคำตอบผมทำการวางถุงหนังบรรจุทองแท่งใบใหญ่ลงบนเคาเตอร์ไม้จนเกิดเสียงของโลหะกระทบกันดังกึกก้อง
"ในถุงนี้มีทั้งหมด 19,000 เหรียญทอง"
ดวงตาของตาลุงตัวเตี้ยพลันลุกวาวพลางยื่นมืออันสั่นเทาเข้าไปหยิบทองแท่งจากในถุงหนังออกมาดูเผยให้เห็นทองแท่งต้องกับแสงของคริศตัลบนเพดานส่องประกายแวววาวสวยงาม
"น-- นี่เจ้าไปเอาทองมากมายมาจากไหนอีกแล้ว!?ร-- หรือว่าจะเป็น..."
"มอนสเตอร์ระดับหายนะตัวที่สองน่ะ"
ผมกล่าวตอบคำพูดที่ค้างเติ่งของแซนด์คอฟทันควันส่งให้สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นอาการตกตะลึงแบบปกปิดไม่มิด
"ตัวที่สองงั้นรึ!!? ไม่อยากจะเชื่อ..."
เขากล่าวพึมพำกับตัวเองเสียงเบาพลางจ้องมองทองแท่งภายในถุงนิ่งด้วยสีหน้าราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
"อย่างที่คิดไว้จริง ๆ ว่าข้ามองคนไม่ผิดเจ้าเป็นผู้ที่คู่ควรตามคำสอนของบรรพบุรุษ"
ชายแก่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดูนุ่มผิดปกติพลางเงยหน้าขึ้นมามองผมทั้งสีหน้าลึกล้ำก่อนที่เขาจะทำการเก็บทองแท่งกลับเข้าไปในถุงหนัง
"แล้วฝักดาบของข้าดำเนินไปถึงไหนแล้วล่ะ?"
ผมทำเป็นเมินคำพูดของเขาแล้วเอ่ยถามถึงความคืบหน้าในการสร้างฝักดาบราคาแพงพลางเหลือบมองไปยังประตูหลังร้านที่เปิดอ้าซ่าแผ่ไอความร้อนระอุออกมาตลอดเวลาพร้อมกับมีเสียงการทำงานของคนหลายคนอยู่ในนั้น
"อ้อ! ดำเนินไปได้ด้วยดีเลยล่ะ ตอนนี้แร่มิธริลและแร่ดวอร์ฟเวนถูกหลอมละลายเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วส่วนแร่ควอเทียมนัสกำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการหลอมด้วยลาวาอยู่แต่มันก็เกินครึ่งแล้วล่ะ อีกสักวันสองวันก็น่าจะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปแล้ว"
ลุงแซนด์คอฟยกมือขึ้นกอดอกกล่าวตอบด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องผมที่ไม่เข้าใจวิธีการทำงานของช่างตีเหล็กดีนักจึงพยักหน้ารับรู้ทั้งที่ยังไม่เข้าใจแต่ในเมื่อรู้ว่างานกำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นก็ไม่มีปัญหาอะไร
"หึ หึ ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ทั้งที่เจ้าติดหนี้ข้าตั้งสี่หมื่นเหรียญทองแท้ๆ ด้วยจำนวนเงินขนาดนั้นข้าคิดว่าเจ้าน่าจะหามาให้ข้าในเวลาสักปีสองปีเสียอีกแต่นี่ผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่วัน เจ้าก็หามาได้ถึงสามหมื่นเหรียญทองเสียแล้วแทนที่จะเป็นข้าที่จะต้องรอให้เจ้านำเงินมาผ่อนหนี้ กลับกลายเป็นเจ้าที่จะต้องมารอข้าทำฝักดาบให้เสร็จเสียอย่างงั้นฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!"
ชายแก่ตัวเงี้ยยกแขนขึ้นพาดเคาเตอร์พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มขำก่อนจะหัวเราะออกมาในประโยคสุดท้าย พร้อมกับตบฝ่ามือหนาลงบนเคาเตอร์หลายครั้ง
"ก็นะพอดีแถวนี้มอนสเตอร์ระดับหายนะมันค่อนข้างชุมน่ะ"
"เจ้าพูดเหมือนกับพวกมันเป็นเพียงผักที่ขายตามท้องตลาดเลยนะ!"
ตบมุกไวดีแฮะ ตาแก่คนนี้
"เฮ้! แซนด์คอฟ! แอบหนีไปอู้งานเหรอฟะ!กลับมาช่วยพวกข้าเดี๋ยวนี้!!!"
ทันใดนั้นเองเสียงตะโกนกร้าวก็ได้ดังขึ้นมาจากหลังร้านฟังจากน้ำเสียงก็รับรู้ได้เลยว่าผู้พูดอารมณ์ไม่ดีมากแค่ไหน
"รู้แล้วโว้ย!!!ข้าเป็นคนจ้างพวกเจ้านะเฟ้ย!"
แซนด์คอฟเองก็ตะโกนตอบกลับไปอย่างดุเดือดพร้อมกับฝ่ามือหนาของชายแก่ตัวเตี้ยได้คว้าถุงหนังบรรจุทองแท่งมาถือไว้ในมือ
"ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอตัวกลับก่อนละนะ"
เมื่อเห็นว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่กำลังรั้งตัวแซนด์คอฟเอาไว้ส่งผลให้การทำงานล่าช้า ผมจึงตัดสินใจขอตัวลากลับเพื่อไม่ต้องการจะไปขัดขวางการทำงานของพวกเขา
"โอ้! งั้นโชคดีนะ!"
แซนด์คอฟเองก็ยกมือขึ้นโบกลาแบบลวก ๆก่อนจะรีบจ้ำอ้าวไปยังประตูหลังร้านส่วนผมก็หันหลังก้าวเดินตรงไปยังประตูทางออกของร้าน
"แซนด์คอฟ!!!"x6
"มาแล้วโว้ย!!!"
เสียงตะโกนของชายแก่ 6 คนร้องเรียกชื่อดังกระหึ่มไปทั่วร้านส่งให้แซนด์คอฟที่กำลังเดินกลับไปหลังร้านต้องตะคอกตอบกลับเสียงดังก้องทั้งเส้นเลือดปูดโปนบนหน้าผาก
พวกคนแคระนี่สื่อสารกันได้ดุเดือดดีแฮะ...
"กลับไปทานอาหารของโรงแรมต่อดีมั้ยนะ?"
ระหว่างเดินทางกลับผมก็พึมพำกับตัวเองฆ่าเวลาท้องฟ้าตอนนี้เริ่มมืดค่ำแล้วส่งผลให้ผู้คนบนถนนในเขตอุตสาหกรรมเบาบางมากจนแทบไม่พบใครเลยสักคนจะว่าไปแล้วบรรยากาศของที่นี่ตอนมืดค่ำมันน่าวังเวงยังไงไม่รู้ชอบกล
"หืม?"
ทันใดนั้นเองระหว่างกำลังเดินไปตามถนนอันเต็มไปด้วยฝุ่นควันผมก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกมุ่งร้ายจากรอบทิศทางกำลังซุ่มอยู่ในมุมมืดของบ้านเรือนและอาคาร ส่งให้ผมต้องหยุดฝีเท้าลง พลางปักแบล็ค แกรนด์ซอร์ดลงบนพื้น
แกร็ก!
หมวกเกราะพลันประกอบตัวขึ้นครอบคลุมศรีษะพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบ ๆ ก็พบว่าในบริเวณนี้ไม่มีใครอยู่สักคนนอกจากพวกที่กำลังซ่อนตัวอยู่ไม่ไกล
"ข้าไม่รู้หรอกนะว่าพวกเจ้าต้องการอะไรจากข้าแต่ซ่อนตัวต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ ออกมาซะ"
ผมยืนกอดอกกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมดังสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณไม่นานนักก็ได้ปรากฏร่างของชายฉกรรจ์สวมชุดเกราะเต็มอัตราศึกหลายคนเดินออกมาจากซอกอาคารก่อนจะเดินมาล้อมรอบตัวผมไว้
ดวงตาใต้หมวกเกราะกวาดมองแต่ละคนกำลังฉีกยิ้มเหี้ยมพร้อมกับถืออาวุธครบมือ ก่อนที่ผมจะเหลือบไปเห็นเจ้าหัวโล้นและเจ้าหน้าบากที่มีใบหน้าอันแสนคุ้นตายืนหลบอยู่หลังฉากเพียงเท่านี้ผมก็พอจะเดาเหตุผลของพวกมันได้แล้ว
"พวกเจ้าต้องการอะไรจากข้า?"
แม้จะพอคาดเดาถึงเหตุผลได้แล้วแต่ผมก็ลองถามหยั่งเชิงดูก่อนสักพักก็ได้มีร่างของชายฉกรรจ์สวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายเดินออกมาจากกลุ่มตาขวาถูกปิดด้วยผ้าปิดตาสีดำบ่งบอกถึงยี่ห้อคนเลวสุด ๆและมีร่างกายแข็งแรงกำยำสูงใหญ่เกือบเทียบเท่าผมเลยทีเดียว
"กล้าถามมาได้นะ เจ้าจำไม่ได้รึไง!ว่าเจ้าได้ทำร้ายคนของข้าทีมพายุทมิฬไปน่ะ!"
ไม่ทันไรชายตาบอดก็ชี้นิ้วมาทางผมพร้อมกับตวาดเสียงดังก้อง ส่งให้ชายฉกรรจ์โดยรอบกู่ร้องออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
"แล้วเจ้าคือ?"
ผมเมินเฉยต่อเสียงกู่ร้องและคำพูดตะโกนด่าทอของชายฉกรรจ์โดยรอบกล่าวถามชายตาบอดสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายทั้งสีหน้าเคร่งขรึมใต้หมวกเกราะ
"นี่เจ้าเป็นพวกบ้านนอกรึไงกัน!? ถึงได้ไม่รู้จักข้า! ข้าคือ จากัวร์เน่! นักผจญภัยระดับมิธริล หัวหน้าทีมพายุทมิฬจำใส่กะโหลกของเจ้าไว้ซะ!!!"
"ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เจ้าบ้านนอก!"
"ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมา!? ท่านจากัวร์เน่คือเพื่อนสนิทของเกรวิล ชายผู้แข็งแกร่งที่สุดในเมืองเลยนะเฟ้ย!!!"
"เจ้าโง่เอ้ย! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!"
ชายตาบอดเพียงข้างเดียวนาม จากัวร์เน่ตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเหี้ยมพร้อมกับเสียงของชายฉกรรจ์โดยรอบได้เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะพูดหยอกล้อผมอย่างสนุกปาก
แม้จะถูกตะโกนด่าทอ และหยอกล้อก็ตามแต่ผมก็ยังคงยืนกอดอกนิ่งไม่ไหวติง ทำเป็นหูทวนลมยืนรอให้พวกมันหัวเราะจนกว่าจะพอใจ
และแล้วก็เป็นไปตามคาดสีหน้าของพวกชายฉกรรจ์จากที่ตอนแรกกำลังยิ้มเหี้ยมพร้อมกับพูดหยอกล้อก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าโกรธขึงเมื่อเห็นว่าผมไม่มีท่าทางตอบโต้อย่างที่ควรจะเป็น
"พล่ามจบรึยัง?"
ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบทั้งที่ยังคงยืนกอดอกอยู่เช่นเดิมส่งให้สีหน้าของพวกเขาเริ่มถมึงทึงมากขึ้นส่วนชายตาบอดที่อ้างตัวว่าเป็นนักผจญภัยระดับมิธริลก็กัดฟันแน่นใบหน้าพลันบิดเบี้ยวเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ตอนแรกข้าคิดจะให้โอกาสเจ้าได้มาก้มกราบต่อหน้าข้าเพื่อเป็นการขอโทษแต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว!"
เขากัดฟันกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณหนึ่งครั้งส่งให้ชายฉกรรจ์สวมชุดเกราะสีเทาหม่นรอบกายเริ่มขยับเข้ามาใกล้ผมทีละก้าว
"ช่างน่าสมเพชนัก"
ผมเอ่ยคำสั้นพลางคลายมือออกจากท่ากอดอกก่อนจะกำหมัดยกขึ้นตั้งท่าเตรียมรับมือกับพวกชายฉกรรจ์สวมชุดเกราะเต็มอัตราศึกรอบกาย
แม้พวกเขาจะมีเจตนาต้องการฆ่าผมอย่างชัดเจนแต่ด้วยความที่ว่าตอนนี้ยังคงอยู่ในเขตตัวเมือง เอาเป็นว่าผมจะไม่ทำให้พวกเขาถึงตายละกัน
แค่หักกระดูกสักท่อนสองท่อนก็น่าจะพอล่ะมั้ง?
"หนอยแน่! ตีมันให้ตาย!!!"
เมื่อชายตาบอดสวมชุดเกราะสีเงินเปล่งประกายได้ยินคำพูดดูถูกของผมเขาก็ถึงกับคิ้วกระตุกอย่างแรง ก่อนจะตะโกนสั่งการด้วยความโกรธเกรี้ยวสุดเสียงส่งให้พวกชายฉกรรจ์รอบกายเริ่มก้าวเท้ายาวตรงมาหาผมเร็วกว่าเดิม
ให้ตายสิ... วันนี้มันวันหาเรื่องแห่งชาติรึไงกันนะ?
หลังจากนั้นไม่นาน...ก็ได้มีเสียงร้องโหยหวนของเหล่าชายฉกรรจ์นับสิบดังก้องไปทั่วบริเวณสร้างความตื่นกลัวให้แก่ประชาชนในละแวกนั้นเป็นอย่างมากจนเกิดเป็นเรื่องเล่าหลอนในเวลาต่อมา...
_____________________________________________________
อัพเมื่อวันที่ 20/2/2564