สายตาของ บิดานาง ผู้าุโทั้งสองมองมายังปู้มั่วเสวียนเหมือนพึ่งทำความเข้าใจกับปู้มั่วเสวียนผู้นี้
"ท่านพ่อ ข้ากับน้องชายอยากรับคำอวยพรจากท่านพร้อมกัน ท่านอนุญาตหรือไม่"
บิดาของนางได้ยินก็พยักหน้าอนุญาตแล้วกวักมือเรียก เด็กชายที่อยู่ข้างเสาผู้นั้นมายืนข้างกายปู้มั่วเสวียน
"เฉินต่ง"
ปู้เฉินต่งยามนี้รู้สึกทั้งใทั้งมือเย็น ปกติคนที่เรียกเขาจะเป็ฮูหยินรอง บิดาไม่เคยได้เรียกชื่อเขาเลยสักครั้ง
"คารวะท่านพ่อ ท่านปู่ ท่านย่า ฮูหยินรอง "
"เ้าสองคนเมื่อไปถึงตี้ซูแล้วก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนให้ดี เชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ "
เมื่อได้ยินบิดาของตนกล่าวออกมาเช่นนี้พร้อมกับลูบหัวเด็กสองคนตรงหน้า ยิ่งทำให้สายตาของนายท่านผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าต่างรู้สึกดีและอบอุ่นหัวใจยิ่งนักที่พี่น้องสองคนนี้รักใคร่ปรองดองกันและไม่ทำตัวดื้อดึงเช่นเมื่อก่อน
"ขอบคุณท่านพ่อ"
ปู้มั่วเสวียนและปู้เฉินต่งกล่าวออกมาพร้อมกัน ปู้เฉินต่งยามนี้รู้สึกดีใจเหลือเกินที่บิดาแสดงท่าทีเช่นนี้กับเขา เมื่อก่อนเพื่อกล่าวอวยพรก็ถูกไล่ไปแล้ววันนี้กับลูบหัวเขาคล้ายเห็นเขาเป็บุตรชายที่เขาให้ความห่วงใย เหตุการณ์เช่นนี้มักเกิดกับเพียงบุตรของฮูหยินรอง เท่านั้น
"เอาล่ะพวกเ้าไปตี้ซูได้แล้ว "
เสียงเอ่ยของนายท่านเ้าของจวนดังขึ้นทำให้บุตรชายและบุตรสาวของเขาก้าวเดินขึ้นรถม้าของตนไป
ปู้มั่วเสวียนได้นังรถม้ากับน้องสาวของนางปู้ฮุยฮุย ดูเหมือนสีหน้าของปู้ฮุยฮุยจะไม่พอใจเล็กน้อยที่ปู้มั่วเสวียนนั่งอยู่ที่นี่ด้วยกัน
ปู้มั่วเสวียนเลือกที่จะมองข้ามสายตาเช่นนั้นเด็กสาวคนนี้ควรฝึกเก็บอารมณ์ของตนสักหน่อยมิเช่นนั้นต่อไปอาจจะลำบากแล้ว
"พี่มั่วเสวียนพ่อใกล้ถึงตี้ซูท่านลงไปก่อนดีหรือไม่"
"มีสิ่งใดหรือ เหตุใดจึงให้ข้าลงก่อน "
ปู้ฮุยฮุยเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ก็เพราะไม่อยากให้คนเห็นว่านางนั้นนั่งรถม้ามาคันเดียวกับปู้มั่วเสวียนผู้โง่เขลาอย่างไร ทั้งครั้งนี้ก็หวังดีจะช่วยเหลือปู้มั่วเสวียนเสียด้วย
"ก็ข้ารู้น่ะสิว่าท่านคงอยากไปนังร้านหนังสือภาพใช่หรือไม่ ที่นั่นคงมีหนังสือที่ท่านชอบดูมาก"
"แต่เวลานี้เราต้องไปเรียนมิใช่หรือ"
"ก็ปกติท่านอยากไปที่นั่น ข้าก็อุส่าหวังดีบอกท่านแล้ว ข้าไม่บอกท่านพ่อกับท่านแม่แน่นอน"
ปู้ฮุยฮุยเอ่ยออกมาแบบนี้แต่ในความคิดนางนั้นต้องนำเื่นี้ไปเล่าให้มารดานางฟังแล้วให้มารดานำเื่ไปบอกบิดานาง คนโง่เช่นปู้มั่วเสวียนจะแก้ตัวก็ไม่มีใครเชื่อแน่นอนหากนางยืนยันด้วยตัวเอง วันนี้ทำให้มารดาของนางต้องโดนติเตียนจากคนในจวน นางจะยืนยันให้เห็นว่าปู้มั่วเสวียนยังคงเหลวไหลเช่นเดิม
"เอาล่ะ ไปเรียนหนังสือ อย่าได้ว่อกแว่ก ข้าไม่รู้ว่าเมื่อก่อนตนเป็เช่นไร แต่การแนะนำของเ้าอาจทำให้ตัวเ้าถูกมองว่าไม่ดีได้ "
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยเตือนสติน้องสาวนางนี้ให้รู้ตัวว่าสิ่งที่นางพูดออกมานั้นดูจะไม่เหมาะเท่าใด
"ฮึ"
ปู้ฮุยฮุยไม่สบอารมณ์ทันที เหตุใดปู้มั่วเสวียนจึงกล้าตอบกลับนางเช่นนี้กันหากเป็เมื่อก่อนคงดีใจจนเนื้อเต้นแล้วที่จะไม่ได้เข้าไปเรียนที่ตี้ซู ครั้งนี้คิดจะมาเตือนสติข้าหรือ ไม่ดูหน้าตาโง่ๆของตัวเองเสียบ้าง
เมื่อรถม้าไปถึงตี้ซู ปู้ฮุยฮุยก็รีบเดินลงจากรถม้าก่อนทันที ทั้งยังรีบเดินไปหาสหายของนางที่ยืนเกาะกลุ่มกันอยู่ ปู้มั่วเสวียนก็ไม่สนใจพฤติกรรมเช่นนี้ของปู้ฮุยฮุย หากเป็เด็กสาวคนอื่นโดนกระทำเช่นนี้คงจะรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งเป็แน่ เด็กก็มีเื่เครียดของเด็ก แต่นางไม่ใช่เสียหน่อย
ปู้มั่วเสวียนเดินลงจากรถม้าก็พบว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมายังตัวนาง ปู้เฉินต่งที่ลงมาจากรถม้าอีกคันหลังจากปู้ปัวเยียนลงไปแล้วเห็นว่าปู้มั่วเสวียนถูกมองด้วยสายตาเช่นนี้ เขาก็รีบเดินหนีหายไปเช่นกัน ผู้คนในตี้ซูทุกคนต่างรับรู้ว่าปู้มั่วเสวียนนั้นโง่เขลาชอบสร้างปัญหาเป็อย่างมาก หากวันใดที่มายังตี้ซูได้วันนั้นจะต้องมีเื่เล่าของนางให้ได้เล่ากันอย่างขำขัน
ปู้มั่วเสวียนมองไปยังป้ายสถานศึกษาคำว่า ตี้ซู เขียนได้อย่างงดงามทั้งยังหนักแน่นคนที่เขียนตัวอักษรนี้ต้องเป็คนที่มีความสามารถด้านศาสตร์และศิลป์ ปู้มั่วเสวียนมองพิจารณาบนป้ายนั้นครู่หนึ่งก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินหยุดข้างนางแล้วมองป้ายแผ่นนั้นเช่นกัน แล้วเขาก็กล่าวขึ้นมาคล้ายพูดกับตัวเอง
"งดงามนัก"
"เห็นด้วย"
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยออกมายืนยันอีกเสียง เด็กหนุ่มผู้นั้นหันหน้ามามองปู้มั่วเสวียนอย่างแปลกใจ ปู้มั่วเสวียนก็พยักหน้าช้าๆยืนยันอีกครั้งพร้อมทั้งเอ่ยต่อ
"ผู้ที่ลงลายมือบนป้ายนั้นต้องมีความสามารถทั้งด้านศาสตร์และศิลป์อย่างดีเยี่ยม "
"ใช่แล้ว! ผู้ที่เขียนตัวอักษรบนแผ่นป้ายนั้นมีความสามารถดังเช่นเ้าว่าไม่ผิด "
"งดงาม"
"มั่นคง"
ทั้งสองคนสนทนากันเช่นสหายที่รู้จักกันมานาน ทั้งสองคนเดินตรงเข้าไปหน้าประตูตี้ซูแล้วพูดคุยเกี่ยวกับตัวอักษรที่บนป้ายนั้นอย่างออกรส
"เ้ารู้หรือไม่ ป้ายนั้นใครเป็คนเขียนขึ้นมา"
เด็กหนุ่มนั่นเอ่ยขึ้นอย่างคนที่รู้เื่ทุกสิ่งแล้วมากกว่าปู้มั่วเสวียนก็แล้วกัน
"ให้ข้าเดา ต้องเป็คนใหญ่คนโตใช้ได้ และมีความรอบรู้เป็ที่สุด..."
ปู้มั่วเสวียนเอ่ยออกมาเช่นนี้ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มผู้นั้นมองนางอยู่ตั้งใจหรือนางจะรู้ว่าใครเป็คนเขียนแผ่นป้ายนี้แล้ว เขาลุ้นหนักยิ่งจน
"จะต้องเป็อาจารย์ในตี้ซู "
"ใช่ที่ใดกันเล่า! ผู้ที่เขียนป้ายนั้นคือฮ่องเต้ต่างหาก"
"อ้อ เช่นนั้นหรือ ข้ามัวแต่นึกเพียงตื้นเขิน "
"เ้าพึ่งมาที่ตี้ซูครั้งแรกเช่นข้าหรือไม่"
"ไม่ ข้ามาหลายครั้งแล้ว เ้าดูอายุเท่าๆข้าเหตุใดจึงพึ่งเข้ามาศึกษาตี้ซู"
"ก็มารดาข้าไม่อนุญาต ข้าร่างกายอ่อนแอมาโดยตลอดจึงโดนสั่งห้ามแล้วพี่สาวข้าก็กลัวว่าจะมีคนมารังแกข้า แต่ตอนนี้นางแต่งออกไปต่างแคว้นแล้ว จึงไม่มีใครบ่นสิ่งใดให้ข้าฟังอีก"
"เช่นนั้นเ้าก็สบายแล้วสิ ได้มาตี้ซูสมใจเช่นนี้"
"ใช่ ข้าใฝ่ฝันอยากมาเรียนที่นี่ตลอดเวลา ที่นี่เป็สถานศึกษาที่เปิดกว้างที่สุดแห่งหนึ่งในแผ่นดินไม่ว่าแคว้นใดก็ไม่มีเช่นตี้ซู"
"แตกต่างเพียงใดหรือ"
"ที่นี่ บุรุษและสตรีจะร่ำเรียนด้วยกัน ไม่แบ่งแยกว่าเ้าจะเป็หญิงหรือชายเ้าสามารถก้าวขึ้นมามีตำแหน่งสำคัญของแคว้นได้ด้วยความสามารถของเ้าเอง"
"ก้าวหน้าเพียงนี้เชียว"
"ใช่แล้ว ตี้ซูของแคว้นตี้เป็สถานที่ไม่เพียงสร้างคนทั้งยังคัดเลือกคนที่มีความสามารถมารับใช้อาณาจักร ่เช้าเราไปเรียนด้วยกันได้ส่วน่บ่ายจะมีวิชาให้เลือกว่าจะเรียนวิชาใด โดยส่วนใหญ่่เช้าจะเป็พวกความรู้ทั่วไปที่เรียนกันได้ทั้งบุรุษและสตรี ่บ่ายจะเป็วิชาที่เลือกได้ว่าเ้าจะเรียนสิ่งใดแต่จะเป็วิชาเฉพาะ บุรุษอยากไปเรียนดีดพิณกับสตรีก็ได้ สตรีอยากไปเรียนขี่ม้ายิงธนูก็ได้ อยู่ที่เราจะเลือกลงเรียนเอง"
"น่าสนใจ ดูล้ำหน้านัก"
ปู้มั่วเสวียนหันไปมองสถานศึกษาตี้ซูอีกครั้งก็พบว่า ที่แห่งนี้ยิ่งใหญ่อลังการเป็แน่แท้กินพื้นทีู่เาหนึ่งลูกเลยทีเดียว