Santianamarir เซนเทียน่ามารีอาร์ 1 (ผู้ฟูมฟักจากโลกต้องห้าม)

    การพบหน้า

    การพบหน้า

                เซนเทียน่ามารีอาร์ คือโรงเรียนเวทย์มังกรที่ตั้งอยู่ในแคว้นเซนเทียน่าเรียกได้ว่าเป็นเมืองหลักของโลกเซนเทียแห่งนี้การรวบรวมเผ่าพันธุ์ครึ่งผสมที่เรียกว่าอสุรเทวาให้ได้มารวมตัวกันในการฟูมฟักมังกรต้องผ่านเงื่อนไขเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือการถูกเลือกจากพ่อและแม่ของมังกรสารจะถูกส่งให้กับเด็กที่ถูกเลือกได้มายังโรงเรียนแห่งนี้เมื่อถึงเวลาไม่ว่าผู้ฟูมฟักนั้นจะอยู่ภพใดก็ตาม

            ในภพที่ทั้งสี่ถูกแบ่งแยกจากผู้สรรค์สร้างเซนเทียโลกที่สามารถรวมทุกเผ่าพันธุ์ของสามภพได้ถูกเรียกว่าโลกที่ถูกซ่อนแต่มีเพียงภพเดียวที่ถูกห้ามไว้ที่ไม่สามารถข้ามผ่านมายังโลกนี้ได้ นั่นคือมนุษย์แต่แล้วเมื่อโลกที่ถูกซ่อนถึงคราวที่ชะตาต้องเปลี่ยนแปลงเด็กจากภพที่ถูกห้ามกลับเหยียบย่างมาที่แห่งนี้ในวันหนึ่ง

     

    วันปฐมนิเทศ   

            “ท่านเซนดริน เขามุงดูอะไรกันไม่รู้ที่โถงทางนั่นไปกันไหมคะ” ลาร์เฟียที่คล้องแขนเซนดรินเข้ามาในโถงทางของเซนเทียน่าฯเอ่ยชวน เมื่อเห็นว่าเหล่าเด็กใหม่เก่าต่างให้ความสนใจห้องโถงด้านในที่ถูกจัดไว้เป็นส่วนห้องรวมตัวนั่งเล่นของเหล่านักเรียนมีคนมาออกันเนืองแน่นจนล้นออกมาเต็มโถงทางเดินที่เชื่อมไปยังจุดต่าง ๆของโรงเรียนแห่งนี้ได้

            “ไม่ล่ะยืนตรงนี้เดี๋ยวก็ต้องเข้าหอประชุมแล้ว” เซนดรินบอกปัดสีหน้าเหนื่อยหน่ายเบือนไปหาอีกคนที่เดินตามมาเงียบ ๆ ด้านหลัง

            “นายล่ะจะไปรึเปล่า” เซนดรินหันไปเอ่ยถามคนที่เดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ

            “ไม่” ฮาร์มตอบเสียงเรียบเขาไม่ชอบที่ที่มีคนอยู่รวมกันมาก ๆ ไม่ชอบความวุ่นวายและไม่ชอบเป็นเป้าสายตาที่เดินผ่านมาตลอดทางกับทั้งสองก็มีแต่คนซุบซิบเมื่อเห็นเขาจนรู้สึกอึดอัด 

            เมื่อความวุ่นวายที่โถงทางผ่านพ้นไปเด็กทุกคนในโรงเรียนต่างถูกเรียกไปรวมตัวกันที่หอประชุมใหญ่ในที่สุดก็ได้รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นขึ้นคืออะไร

            เด็กมนุษย์ถูกพาขึ้นมาบนเวทีเผ่าพันธุ์จากโลกต้องห้ามที่ได้ประจักษ์แก่สายตาของชาวโลกที่ถูกซ่อนครั้งแรกในที่นี้เสียงซุบซิบนินทาทำฮาร์มขัดใจ แต่เมื่อมองไปหัวใจเขาก็เต้นโครมคราม เขาจ้องมองเด็กหญิงมนุษย์นิ่งไม่วางตาตัวเล็กผมดำขลับนัยน์ตาสีเขียวมรกตกับร่างกายที่ติดจะผอมบางและใบหูที่เด่นชัดว่าไม่มีบนโลกนี้นั่นทำให้เป็นจุดสนใจได้ไม่ยากเลย

            ผิดกับเซนดรินที่ดูจะหัวเสียมากเมื่อเห็นเด็กมนุษย์เข้าก่อนเขาจะหายออกไปจากการปฐมนิเทศและไม่กลับเข้ามาอีกเลย

            “ยี้!...เด็กมนุษย์หรือนี่ น่ารังเกียจ อ๊ะ! ท่านเซนดรินรอข้าด้วย” ลาร์เฟียออกวิ่งตามคนที่ลุกออกไป

            นั่นคือครั้งแรกที่ฮาร์มพบกับเนย่า เด็กมนุษย์สบตามองเขาเธอคือคนที่เขารอหรือไม่...ใช่คนที่เขารอมาตลอดรึเปล่า คำถามในหัวมากมายแต่ก็ถูกปิดบังไว้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

            เขาไม่รู้ว่าเซนดรินหายไปไหนตั้งแต่เมื่อเห็นเด็กมนุษย์จนเมื่อเข้าห้องเรียนในห้องปีเดียวกันซึ่งมีเด็กมนุษย์อยู่ด้วยแน่นอนสิ่งแปลกปลอมย่อมไม่มีใครยอมรับ แม้กระทั่งอาจารย์ในคาบแรก 

            “ฉันล่ะผิดหวังมากจริง ๆที่การเป็นเชื้อโรคของใครคนหนึ่งอาจทำให้เพื่อน ๆ รังเกียจจนไม่อยากจะเข้ามานั่งที่นี่” เสียงของอาจารย์คนแรกที่เขาเจอในการเรียนการสอนเอ่ยเหยียดหยามเด็กมนุษย์ 

            “คาดว่าอาจารย์คงจะไม่ได้ฟังคำปฐมนิเทศของอาจารย์ใหญ่ทรีบาสว่าต้องให้เกียรติแก่เชื้อโรคที่อาจารย์กำลังพูดถึง” จากคนที่ไม่เคยพูดอะไรเกินสามประโยค นี่เป็นครั้งแรกที่เขาออกตัวแทนใครคนหนึ่งที่เขาคาดหวังว่าจะใช่คนที่เขารอมาตลอด

            เด็กมนุษย์หันมาสบตาเขาด้วยสายตาขอบคุณแต่เขาก็ทำเพียงเมินเฉยทำเป็นไม่เห็นมันยังไม่แน่ชัดว่าจะใช่หรือไม่และเขาก็อยากจะมั่นใจอีกสักหน่อย

            การแอบมองจากไกล ๆดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เขาถนัดที่สุดในคาบวิชาภาษามังกรที่ทุกคนจะได้เรียนรู้พื้นฐานที่จะได้คุยกับมังกรของตนเองฮาร์มใช้ต้นไม้ใหญ่บริเวณใกล้เคียงเป็นที่หย่อนใจและคอยสังเกตการณ์และแล้วสิ่งที่ตัวเขาเองไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเช่นกัน

            จุมพิตโฮล์เบเรียสเกิดตื่นตัวมันถูกกระตุ้นเมื่อรู้สึกถึงพลังงานที่เหนือกว่าได้ และเขาไม่อาจควบคุมแม้จะรู้ตัวอยู่ตลอด แต่ก็ห้ามอำนาจดำมืดที่เข้ามาครอบงำเขาชั่วขณะไว้ไม่ได้

            ร่างกายของเด็กชายร่วงหล่นสู่พื้นหญ้าเย็นเยียบเขาเจ็บปวดทรมานกับการฝืนบังคับตัวเองให้ต่อสู้กับอำนาจในตัวเขาความเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกค้อนใหญ่ทุบอยู่กลางอกนี้ทำเขาเจ็บจุกจนพูดไม่ออก

            ภาพเด็กหญิงมนุษย์คนนั้นที่กำลังตื่นกลัวมังกรตัวใหญ่ที่เกิดคลั่งอาละวาดช่างอยู่ไกลลิบจนเขาไม่สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยได้เลย

            ดวงตาที่เริ่มพร่าเลือนจวนสติจะดับวูบ จู่ ๆเสียงก้องกังวานราวกับบทคาถาประโลมใจก็ดังขึ้น ในนาทีนั้นความเจ็บปวดรุนแรงหายไปและเขาก็กลับมามีสติอีกครั้ง

            “นายเป็นอะไร มานอนกลิ้งอะไรตรงนี้” เซนดรินเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าฮาร์มนอนอยู่บนพื้นร่องรอยโดยรอบราวกับถูกตะกุยเกลือกกลิ้งจนพื้นหญ้านุ่มสวยหายไปเป็นวงกว้างฮาร์มหอบหายใจคล้ายกับคนเพิ่งได้อากาศเข้าปอด

            “เปล่า” คนถูกถามลุกขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้สนใจจะปัดเศษดินเศษหญ้าที่เปรอะเปื้อนแม้แต่น้อย

            เสียงที่เด็กคนนั้นเอ่ยออกมาความรู้สึกที่ถูกชะล้างในจิตใจ มันทำให้เขาแปลกใจ เมื่อหันกลับไปมองมังกรคลั่งสีแดงตนนั้นก็สงบลงนอนหมอบราบให้กับเด็กมนุษย์ราวกับที่ทำไปนั้นมันขาดสติ 

            ในค่ำคืนนั้นฮาร์มเฝ้าคิดทบทวนว่าเหตุใดร่างกายของเขาจึงเกิดปฏิกิริยาต่อต้านกันเองรวมถึงเด็กมนุษย์ที่พูดภาษาแปลก ๆ ที่ยังดังก้องในหัวจนเขานอนไม่หลับ

            “คิดอะไรอยู่เหรอ” ในมุมห้องดำมืดภายในหอพักโรงเรียนที่เป็นแบบห้องเดี่ยวที่ถูกจัดสรรจากทนายห้อง ร่างหนึ่งปรากฏ หน้ากากสีขาวผ้าคลุมดำผู้ฟูมฟักเงาของเขาปรากฏร่างขึ้น

            “มีมนุษย์มาที่นี่” ฮาร์มตอบเสียงเรียบ ก่อนจะเบือนหน้าไปอีกทางเขายังคงจมกับความคิดกับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            “เจ้ารู้สึกเช่นไร” ชายหน้ากากก้าวเข้ามาหาพร้อมกับนั่งลงที่ปลายเตียงของเขา

            “เหมือนจะดีใจ” 

            “เธอคือผู้ฟูมฟักเจ้า” ชายหน้ากากไขข้อข้องใจของเขาในทันที 

            “ข้าควรเปิดเผยตัว?” ฮาร์มหันกลับมาพร้อมกับคำถาม

            “ยังก่อน เจ้าควรมอบอาวุธให้นางก่อนอาวุธจากเปลือกไข่” 

            “ข้าไม่มีเปลือก” พูดแล้วเขาก็ก้มมองเท้าตัวเองเขาไม่มีของขวัญอะไรจะมาให้กับคนที่เขารอคอยมาตลอดเลยสักอย่าง

            “อันที่จริงเปลือกที่ว่าก็คือเขาของเจ้าที่เคยถูกตัดทิ้งไปและตอนนี้มันก็อยู่ในร่างกายเจ้าถูกใช้เป็นภาชนะเพื่อกักขังดวงจิตโฮล์เบเรียสไปแล้ว” ชายหน้ากากถอนหายใจเบา ๆ

            “ข้าควรทำเช่นไร?” 

            “ในเมื่อให้ของที่เปรียบเสมือนตัวแทนเจ้าแก่นางไม่ได้ก็จงหาอาวุธประทับร่างสิ” ชายหน้ากาแนะนำ

            “อย่างไร?”

            “ถ้านางเป็นผู้ฟูมฟักของเจ้าจริงนางจะหาอาวุธของเจ้าพบไม่ยากไม่ว่ามันจะอยู่ที่ใดก็ตาม แต่สิ่งที่จะยอมให้อาวุธเจ้าประทับได้ก็ต้องยินยอมด้วยซึ่งนั่นก็ต้องไปเสี่ยงดวงเอา” ชายหน้ากากลุกขึ้นยืน พร้อมกับก้าวไปหยุดตรงหน้าของเด็กชายที่นั่งอยู่บนเตียง

            “ข้าไม่รู้จะหาเปลือกหรืออาวุธที่มีประจำกายของข้าออกมาให้นางได้เช่นไร” ฮาร์มยังคงก้มหน้านิ่ง

            “ได้สิ เกร็ดของเจ้านั่นไง” 

            “ข้าไม่มีเกร็ด” ฮาร์มตอบ แต่แล้วชายหน้ากากชายหน้ากากก็ใช้นิ้วสัมผัสไปตรงบริเวณหัวใจของเขาพลันมันก็ปรากฏเกร็ดแข็งหนาขึ้น มันมีสีดำเงาเหลือบเขียว 

            “ร่างกายเจ้าถูกหลอมรวมกับเปลือกไข่ไปแล้วนี่จึงเป็นส่วนแทนที่เจ้าจะมอบให้นางได้” ชายหน้ากากสัมผัสเกร็ดแข็งหนานั่นเบา ๆ

            ฮาร์มจิกกรงเล็บลงไปบนอกตนเองอย่างไม่ลังเลก่อนจะถอดเกร็ดตนเองออกมาจนเป็นแผลใหญ่ เลือดสีดำมากมายไหลจนเปื้อนชุดนอนสีขาวของเขาเขาหลับตาแน่นก่อนจะดึงมันออกมาช้า ๆ จนมันมาอยู่ในมือ ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างแต่ฮาร์มก็ไม่ปริปากร้องบ่นหรือแสดงสีหน้าอาการใด เกร็ดดำเงานั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นอัญมณีสีเขียวมรกตรูปวงรีราวกับจะอำพรางว่าแท้จริงแล้วมันคือสิ่งใด

            “เจ็บปวดหน่อยนะและอีกอย่างเจ้าก็เลือกจะเรียกใช้สิ่งที่ยมทูตให้มาได้” ชายหน้ากากมองภาพเด็กชายที่เพิ่งดึงส่วนหนึ่งของตนเองออกมาจากร่างด้วยแววตาเรียบเฉยและบอกถึงสิ่งพิเศษที่พวกยมทูตมอบให้

            “พวกไหนกันที่ข้าจะฝากของสำคัญแล้วมันจะไม่ทำหาย” ฮาร์มเงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่เขาไม่ไว้ใจใครเลย นอกเสียจากคนตรงหน้านี้

            “ลองเรียกดูสิ” ชายหน้ากากฉุดแขนเขาให้ลุกขึ้นเพื่อให้ฮาร์มได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรับมอบมา ส่วนหนึ่งเขามีพลังอำนาจของยมทูตบวกกับตัวเขาเองคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นตายมาโดยตลอดเขาจึงสามารถเรียกใช้ผู้ที่ข้ามผ่านความตายไปแล้วกลับมารับใช้เขาได้แต่เงื่อนไขที่จะเรียกมา ต้องมีพันธะห่วงใยกับโลกที่จากไปอยู่ 

            สิ่งเหล่านี้เขาไม่เคยใช้มาก่อนเพราะไม่ใช่สิ่งจำเป็นและเขาก็ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับพวกโลกความตายแต่ครั้งนี้เห็นทีว่าจะต้องใช้อย่างเลี่ยงไม่ได้

            ฮาร์มรวบรวมสมาธิวาดมือออกไปพื้นเบื้องล่างปรากฏเปลวไฟสีเขียวโหมไหม้ก่อนเสียงกรีดร้อง จะดังก้องไปทั่วเหล่าสรรพวิญญาณต่างๆ ไม่ว่าจะมังกร หรือเหล่าครึ่งพันธุ์ต่างกรูขึ้นมาเพื่อขอรับบัญชาจากเขา

            “เรียกใช้เพียงตนเดียวก็พอ พรายเฝ้าสมบัติเจ้าฝากไว้กับมันได้ มันจะตามหาเจ้าของที่ควรได้จนเจอและมอบให้” ชายหน้ากากจับไหล่ของเด็กชายไว้ราวกับจะทำให้เขาได้รับรู้สติ ไม่ถูกพวกสรรพวิญญาณเรียกร้องมากไปจนเผลอไผลดึงพวกมันมาใช้จนมากเกินกำลัง

            ในเสี้ยวหนึ่งของใบหน้าคมคายแสงจากเปลวไฟสีเขียวนั่น ส่องสะท้อนเสี้ยวหน้าที่คล้ายกับกะโหลกที่ทำจากแก้วใสลักษณะพิเศษของผู้ที่คาบเกี่ยวความเป็นตายเป็นเช่นนี้ ชายหน้ากากรับรู้มันมาตลอดแต่ตัวเด็กชายอาจไม่รู้ตัว 

            ชะตาของเด็กตรงหน้าเขาเกี่ยวข้องมากมายกับหลายสิ่งแต่จุดมุ่งหมายที่เขาอยากให้เป็นไป คือเด็กคนนี้ได้เป็นใหญ่แม้ว่าจะมีอีกคนที่อาจจะได้แย่งชิงกับเด็กคนนี้ในอนาคตก็ตาม 

            ฮาร์มยื่นมือเข้าไปในเปลวไฟสีเขียวนั่นก่อนจะควานคว้าดวงวิญญาณมาหนึ่งดวง หนึ่งดวงที่เขาไม่เคยลืม

            “เฮรีม ข้าขอฝากสิ่งนี้ไว้กับเจ้าจนกว่าจะเจอผู้ที่เป็นเจ้าของมัน เจ้าจะทำเช่นไรก็สุดแล้วแต่เพื่อมอบให้นางในเวลาที่เหมาะสม” ฮาร์มเอ่ยเรียกดวงวิญญาณตนหนึ่งที่เขาเลือกมาได้เขาส่งอัญมณีสีเขียวให้ดวงวิญญาณตรงหน้าก่อนมันจะอันตรธานหายไปพร้อมกับเปลวไฟสีเขียวที่มอดดับลง

     

            การได้เฝ้ามองเด็กมนุษย์ทำในสิ่งต่าง ๆมันคือทางหนึ่งที่ทำให้จิตใจเขาสงบจนวันที่เขาและเธอถูกทำโทษให้ไปนำขนปีกวูฟวิงค์มาเพื่อเป็นส่วนผสมในการปรุงยาของอีรอสเขาก็ได้พบว่าอาวุธของเขาเลือกประทับร่างแล้ว

            ร่างของวูฟวิงค์สีดำทะมึนตัวใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างเด็กมนุษย์ในคืนนั้นทำให้เขาเบาใจว่าอย่างน้อยอาวุธเขาก็ถึงมือเธออย่างปลอดภัย

            วูฟวิงค์ที่ไม่เคยเหยียบย่างพื้นพิภพเซนเทียมานับหลายร้อยปีปรากฏกายอย่างสง่างามโดยมีอัญมณีสีเขียวตรึงไว้กลางหน้าผากมันยอมเป็นอาวุธประทับให้กับเด็กมนุษย์เขารู้สึกได้

            เขาเพียงมองรีสเงียบ ๆ แต่ไม่พูดอะไรมีแต่เซนดรินที่เอ่ยกำชับกับมัน ก่อนมันเดินตามเด็กมนุษย์ไปว่า…

            “อย่าให้ใครแตะเธอได้แม้แต่ปลายผม” คล้ายกับรู้ว่านี่คือสิ่งที่จะปกป้องเด็กมนุษย์ได้และเซนดรินก็หันกลับมาถามคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างสงสัย

            “นายรู้เรื่องนี้รึเปล่าฮาร์ม”

            “ไม่” ฮาร์มตอบเสียงเรียบก่อนจะผละจากไป

            “กลิ่นอายพลังจากวูฟวิงค์ มันคล้ายนาย” เซนดรินว่าต่อ

            “หากนายคิดว่าใช่ก็คงใช่” เขาตอบแค่นั้นก่อนจะหายกลับเข้าไปในเซนเทียน่าฯทันที

            คืนที่สองที่ชายหน้ากากมาหาเขาและสอนวิธีสร้างไข่และจำลองมังกรขึ้นมาในแบบที่เขาเองก็ไม่เคยพบเห็น เขาใช้เวทย์ธาตุที่มีติดตัวขึ้นมาร่ายมนต์สร้างไข่มังกรขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ มันสามารถจำลองร่างมังกรได้เพียงแค่เชื่อมจิตส่วนหนึ่งไว้เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม

            เป็นครั้งที่สองในรอบหลายปีที่เขาเห็นอิสตรีนางนี้อยู่ข้างผู้ฟูมฟักเงาของเขา หญิงสาวที่มีร่างกายสีม่วงแต่เบื้องล่างภายใต้กระโปรงยาวกรุยกลายและผ้าคลุมผมสีม่วงหวานนั้นการเยื้องย่างคล้ายกับจะเลื่อนลอยมาใกล้หรือจะเรียกว่าเลื้อยเข้ามาเสียมากกว่าแต่ชายหน้ากากก็ไม่เคยแม้แต่จะแนะนำให้เขาได้รู้จักฮาร์มทำได้เพียงจ้องมองดวงตาสีอำพันคู่นั้นอย่างมีคำถาม

            “ข้าไม่เคยอยู่ห่างเจ้าจงจำข้อนี้ไว้” หลังจากถ่ายทอดวิชาจำแลงร่างมังกรต่าง ๆ ให้ชายหน้ากากก็เอ่ยสำทับกับเขาอีกครั้ง และฮาร์มได้แต่พยักหน้ารับ

            “รอผู้ฟูมฟักเจ้ามีพลังเพิ่มขึ้นกว่านี้เจ้าค่อยเปิดเผยตัว จากนี้พยายามอย่าให้จุมพิตสำแดงฤทธิ์ของมันได้ยิ่งพลังผู้ฟูมฟักเจ้ามีมากมันอาจจะพยายามต่อต้านและคิดจะย้ายหนีไปเพื่อปกป้องตัวมันเอง” มีหลายเรื่องเกี่ยวกับดวงจิตของโฮล์เบเรียสที่ชายหน้ากากกังวลเขายังไม่รู้ความสามารถของมันแน่ชัดแต่พอจะรับรู้ได้ว่าในบางครั้งที่เด็กมนุษย์มีพลังเพิ่มขึ้นมันมักจะพยายามแสดงตัวออกมาคล้ายกับว่าถ้าวิญาณที่มันอาศัยอยู่อ่อนแอเกินไปจนไม่ปลอดภัยกับมันมันก็จะย้ายหนีออกไปได้โดยง่าย

            “ข้ารู้สึกได้เหมือนกับว่าโฮล์เบรียสจะรับรู้การเคลื่อนไหวที่เป็นไปอยู่ผ่านจากสายตาของข้าเพียงแค่มันไม่ยอมลงมือเองหรืออาศัยข้าลงมือแทน เหมือนกำลังรออะไรอยู่เหมือนมันกำลังเปลี่ยนเป้าหมาย” ฮาร์มเอ่ยขึ้นจากสิ่งที่เขารู้สึกได้เพราะในบางครั้งเขาเหมือนไม่ใช่ตัวของตัวเอง โกรธเกรี้ยวอย่างไม่มีเหตุผลแต่เขาก็สะกดกลั้นมันไว้ไม่แสดงให้ใครเห็นหรือรับรู้

            “คงไม่อันตรายมาก แต่มีโอกาสเป็นไปได้หากจุมพิตปรากฏขึ้นมากกว่าหนึ่งเจ้าอาจจะสูญเสียตัวตนฉะนั้นอย่าประมาท หากพบดวงจิต จงไล่เก็บกวาดทีละดวงอย่าให้มีโอกาสพวกมันได้ใกล้กันเมื่อนั้นพลังที่เจ้ามีอาจไม่เพียงพอ แต่ถ้าผู้ฟูมฟักและเจ้าได้เชื่อมจิตกันอย่างสมบูรณ์ภาชนะก็คงจะแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อนั้นเจ้าก็จะไม่ถูกแทรกความคิดได้แต่ข้าก็ยังยืนยันคำเดิมอย่าให้ดวงจิตโฮล์เบเรียสอยู่ใกล้กันจนเกินไปจงรีบเก็บกวาดทีละดวงการรวมมันมาไว้กับเจ้าอาจจะมีผลเสียหากเจ้าไม่เข้มแข็งพอ ต่อจากกนี้ก็พยายามฝึกฝนหน่อยนะ” ชายหน้ากากกำชับอีกรอบ 

            “เข้าใจแล้ว” ฮาร์มพยักหน้ารับก่อนร่างของชายหน้ากากจะหายไปพร้อมกับสตรีสีม่วงผู้นั้นการจากไปครั้งนี้เขาไม่รู้เลยว่าจะได้พบหน้ากันอีกเมื่อไรแต่สิ่งที่ชายหน้ากากสอนให้เขาจะจำไว้ใช้ไม่ลืม

             จากนี้เป้าหมายของเขาคือผู้ฟูมฟักที่เขารอคอยมาตลอดชีวิต เธอจะต้องอยู่รอดปลอดภัยเพียงแค่เด็กมนุษย์นั่นมีพลังมากพอ เขาก็จะทำหน้าที่ของเขาได้ดีขึ้นขอแค่อย่ามีใครเขามาแทรก

            พลันดวงตาสีดำสนิทนั้นก็แปรเป็นสีแดงเรืองขึ้นในความมืดราวกับตอบรับความคิดชั่วร้ายที่คาดหวังว่าจะไม่ให้มีใครมาแยกเขาและเด็กหญิงมนุษย์คนนั้นได้อีก

    คล้ายกับเรื่องSantianamarir เซนเทียน่ามารีอาร์ 1 (ผู้ฟูมฟักจากโลกต้องห้าม) ที่คุณอ่าน

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954
    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    (The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    279K 178
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เทพมารลิขิตฟ้า

    เทพมารลิขิตฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    72K 42
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405