บทที่ ยี่สิบแปด
ถ่านร้อนในมือ
ฟ้ายามโพล้เพล้ค่อยๆ แ่แสงลงเหลือเพียงแสงอุ่นสีทองคล้ายละอองคลอเคลียเหนือปลายหลังคาเรือนฟ่านหนิงออกไปทานอาหารที่โถงใหญ่กับบิดา เสียงพูดคุยและกลิ่นอาหารอบอวลอยู่ในโถงบ่าวไพร่ต่างพากันไปช่วยงานกันที่โถงใหญ่ทำให้บรรยากาศโดยรอบเรือนที่พักด้านในจึงพลันเงียบสงัด
ในยามเงียบสงัดเช่นนี้จ้าวจวิ้นหยางก้าวย่างไร้เสียงเข้ามาอย่างระมัดระวังถึงแม้จะไม่มีผู้ใดเงาร่างสูงในชุดตัวยาวสีดำสนิทพรางกายไปกับความมืดที่เริ่มโรยตัวเขากวาดตามองรอบทาง เห็นเพียงแสงตะเกียงสองสามดวงวางประปรายบ่าวเฝ้าทางเดินนอกมีแต่ไม่มากนัก เขาอาศัย่จังหวะที่ผู้เฝ้าเรือนเผลอไผลถึงแม้จะชั่วครู่เขาก็แอบก้าวเข้ามายังเรือนของฟ่านหนิงอย่างง่ายดาย
เสียงฝีเท้าเขาเบาราวกับไม่แตะต้องพื้นไม้เปิดประตูไม้บานเล็กด้วยมืออย่างแ่เบา เสียงเอี๊ยดครืดเบาๆ ดังขึ้นแต่ก็ดับไปในความเงียบของลมพัดอย่างรวดเร็ว
ภายในห้องของฟ่านหนิงอบอวลด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้แห้งที่ใส่ไว้ในตลับวางไว้ตามมุมของห้อง ห้องถูกจัดเรียบง่ายแต่งามประณีตตรงริมหน้าต่างมีโต๊ะหนังสือ กองสมุดบันทึกการเดินทางที่นางเพิ่งอ่านเรียงซ้อนอยู่อีกฝั่งหนึ่งคือโต๊ะเครื่องแป้งไม้เนื้อดีใต้แสงตะเกียงน้ำมันไส้ยาวเปล่งประกายส่องให้เห็นเงาตะคุ่มของข้าวของเครื่องใช้สตรีเรียงราย
จ้าวจวิ้นหยางหยิบตลับหยกที่เก็บแนบอกออกมา สายตาเขานิ่งขรึมครู่หนึ่งพลันก้าวตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งไม้หลังจากหาจุดที่เหมาะสมที่สุดและคิดว่านี่คือจุดที่ดีที่สุดเขาวางตลับหยกเล็กลงตรงมุมโต๊ะอย่างตั้งใจให้ฟ่านหนิงเห็นได้โดยง่ายแม้ต่อให้นางไม่ยอมบอกเื่ที่ปิดบังก็เถอะสุดท้ายเขาก็ไม่ได้คิดจะเก็บไว้เองนางจะมาหาว่าเขาใจแคบคิดเล็กคิดน้อยไม่ได้แต่ที่ทำเช่นนี้เพราะให้เอ่ยปากมอบให้ตรงๆ ก็เสียท่าเกินไป
ขณะจะผละออกหลังทำภารกิจสำเร็จสายตาคมกลับเหลือบไปเห็นกล่องไม้เนื้อเงาวางเรียบร้อยอยู่ตรงชั้นวางของข้างๆกล่องทรงยาวพอดีมือ ขอบสลักลายงดงาม เขาขมวดคิ้วในทันที ความทรงจำผุดวาบขึ้น สิ่งนี้คือของที่เสวียนชิงเหยียนบุตรชายเ้าเมืองฉีหลานมอบให้ฟ่านหนิงก่อนนางจะออกจากเมือง แม้จะเหลือบมองเห็นครู่เดียวเขาก็จำได้เช่นว่ามีโอกาสพินิจมาเป็อย่างดี
แววตาคมเข้มส่องประกายวาววับจ้าวจวิ้นหยางเดินไปหยิบกล่องขึ้นมา น้ำหนักเบาเพียงพอจะกะได้ว่าเป็ของบางอย่างที่ประณีตเขาหรี่ตามองก่อนจะค่อยๆ เปิดฝากล่องอย่างไม่คิดห้ามใจ
ด้านในมีปิ่นหยกแท่งหนึ่งวาวใสสะท้อนแสงตะเกียงเป็ประกายเขียวอมฟ้า รูปทรงอ่อนช้อยประดับหัวปิ่นด้วยแกะสลักลายมู่เหมียนฮวา[1]ละเอียดอ่อนทุกส่วนบ่งบอกถึงฝีมือช่างชั้นเอก แค่เพียงเห็นก็รู้ว่ามีค่าสูงส่ง
เสวียนชิงเหยียนผู้นั้น... “หึ” คล้ายมีไฟบางอย่างลุกวาบขึ้นมาในตาแต่ก็เปลี่ยนกลับมาอย่างรวดเร็ว เสียงหัวเราะในลำคอหลุดออกมาแ่ต่ำในใจเขาพลันคิดรำคาญปนขบขัน เ้าผู้นั้นคงหมายจะฝากความในใจให้นางชัดๆแต่จนบัดนี้เขายังไม่เคยเห็นฟ่านหนิงปักปิ่นนี้บนเรือนผมเลยสักครั้งทั้งที่สตรีโดยมากคงภูมิใจนักหากได้รับของล้ำค่าจากบุตรชายเ้าเมืองระดับนั้นแต่คุณหนูฟ่านผู้นี้กลับเก็บไว้ในกล่อง ไม่แม้แต่จะหยิบมาใช้
“คงไม่ชอบผู้ให้เท่าไรสินะ” เขาพึมพำเบาแทบไม่เป็เสียงจ้าวจวิ้นหยางมุมปากยกยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ สีหน้าผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัดขณะเดียวกันกลับรู้สึกประหลาดในอก เขาเลื่อนฝ่ามือเคาะนิ้วกับปิ่นหยกแล้วปิดกล่องลงเรียบร้อยดังเดิม วางมันกลับลงที่โดยไม่มีสิ่งใดผิดเพี้ยนก่อนหันสายตามองไปรอบห้องอีกครั้ง
จากนั้นก็หมุนกายก้าวออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ ประตูไม้ถูกปิดลงแ่เบาราวกับไม่เคยมีผู้ใดย่างกรายเข้ามาเงาร่างสูงใหญ่ของจ้าวจวิ้นหยางค่อยๆ กลืนหายไปกับความมืดยามราตรีทิ้งไว้เพียงตลับหยกที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งที่ต่างจากเดิมรอให้เ้าของห้องเข้ามาพบเจอ
หลังจากร่วมโต๊ะอาหารค่ำกับบิดาแล้ว ฟ่านหนิงก็ขอตัวกลับเรือนของตนนางให้สาวใช้ตักน้ำร้อนเตรียมอ่างไว้สำหรับชำระกายหลังจากที่ใช้วิธีเช็ดตัวมาหลายวันเพราะเลี่ยงไม่ให้แผลโดนน้ำยามนี้กลิ่นสมุนไพรอบอวลอยู่ในห้องอาบน้ำที่มีไอควันคลอเคลียเมื่อก้าวลงไปในอ่างไม้ ผิวขาวราวหยกเปลี่ยนขึ้นสีชมพูฝาดเพราะัักับน้ำอุ่นนางแช่อยู่ครู่หนึ่งก็ขึ้นจากอ่าง แล้วเปลี่ยนเป็ชุดนอนผ้าไหมบางสีอ่อนเนื้อผ้าแนบกายเบาสบายรับกับรูปร่างอรชร ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องนอน
เมื่อมาถึงฟ่านหนิงนั่งลงที่โต๊ะเครื่องแป้งด้านหน้ากระจกทองเหลืองไฟตะเกียงส่องให้ใบหน้าที่เปียกชื้นแลดูนวลยิ่งขึ้น จางไป๋ซินยืนอยู่ด้านหลังค่อยๆใช้ผ้าแห้งเช็ดไล่น้ำตามเส้นผมยาวดำขลับให้คุณหนูอย่างเบามือ
ฟ่านหนิงมองเงาตัวเองในกระจกก่อนจะยกมือขึ้นแตะหน้าผากซึ่งเคยพันผ้าไว้เวลานี้นางให้จางไป๋ซินแกะผ้าพันแผลออกไปแล้วก่อนไปอาบน้ำ ที่ตอนนี้เหลือเพียงรอยแผลปิดสนิทเป็แนวสีคล้ำเตรียมตกสะเก็ด นางจ้องมองรอยนั้นครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจยาว
“ไม่เป็ไร” นางพึมพำเบา “ตัดผมหน้าม้าปิดก็คงพอได้ไม่ได้รุนแรงนัก” แม้คำพูดคล้ายไม่ใส่ใจแต่ในใจยังอดรู้สึกขุ่นข้องอยู่เล็กน้อย สตรีใดจะอยากมีแผลเป็บนใบหน้าฟ่านหนิงกลับทำได้เพียงต้องย้ำว่าความงามหรือการออกเรือนหาใช่เื่ใหญ่กลับมาใหม่ครั้งนี้เพียงรักษาครอบครัวให้พ้นภัยเท่านั้น
จากนั้นขณะกำลังจะจะเปลี่ยนไปหยิบเครื่องหอมประทินผิวสายตาก็สะดุดเข้ากับตลับหยกเนื้อแวววาวที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งแทน ฟ่านหนิงชะงักไปทันทีมือเรียวยกขึ้นหยิบมันมาแล้วพลิกดูอย่างพินิจนางจำได้ดีว่าเป็ตลับเดียวกับที่จ้าวจวิ้นหยางเคยถือมาข่มขู่นางแลกกับการที่เขา้าให้นางยอมเปิดปาก แต่ครั้งนั้นนางปฏิเสธเด็ดขาดแล้วสิ่งนี้มาอยู่ตรงหน้าได้อย่างไร?
คิ้วเรียวยาวของนางขมวดเข้าหากันแน่น แววตาหยีลงเล็กน้อยคล้ายพยายามคาดเดา สุดท้ายจึงตัดสินใจเปิดตลับหยกออก เมื่อฝากล่องค่อยๆ แง้มออกกลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ลอยออกมาด้านในเป็ยาขี้ผึ้งเนื้อใสเนียนเรียงอยู่เต็มตลับเล็กๆ เนื้อยาสะท้อนแสงไฟแวบวับ
ฟ่านหนิงมองสิ่งนั้นแล้วดวงตาสั่นไหววูบหนึ่ง “ยาไร้รอยของเขาจริงๆ หรือ?”
ความสงสัยประดังขึ้นมา จ้าวจวิ้นหยางเอามาให้นางอย่างนั้นหรือ? แล้วเขาเข้ามาในห้องนางได้อย่างไรหากไม่ใช่แอบย่องเข้ามาเช่นหัวขโมย บุรุษผู้นั้น...กล้าเกินไปแล้วจริงๆเพียงแค่คิดว่าอีกฝ่ายอาจยืนอยู่ในห้องของนางไม่กี่เค่อก่อนหน้านี้ ฟ่านหนิงก็เผลอกำตลับหยกแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“คิดว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้หรือ!” นางเอ่ยเสียงเบาในลำคอใบหน้าแดงจัดขึ้นมาเล็กน้อยระคนทั้งโกรธทั้งขัดใจทว่ายามก้มตามองตลับหยกในมืออีกครั้ง ความโกรธก็ผ่อนคลายลงั์ตาเต็มไปด้วยความลังเล หากมองจากใจจริง ยานี้ถือว่ามีค่ายิ่งนักน่าจะหามาไม่ง่ายนัก คนอย่างเขาคงไม่มอบให้ผู้ใดโดยง่ายๆ แต่นี่กลับอยู่ในมือนาง
สุดท้ายฟ่านหนิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง คลายมือออกช้าๆ “เอาเถอะ ข้าจะยกให้ถือเป็สักครั้งและจะเป็ครั้งเดียว” นางพึมพำกับตนเอง
ดวงหน้าปรากฏความระแวงผสมปนเป ความคิดวนเวียนในหัวทั้งเื่ตลับหยกเื่ที่เขาแอบเข้ามาในห้อง และเื่ที่ไม่อยากยอมรับว่าในใจลึกๆมีบางส่วนที่รู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมาอย่างไม่รู้เหตุผล
ขณะนั้นจางไป๋ซินที่ยืนอยู่ด้านหลังยังคงเช็ดผมให้นายหญิงไม่ได้ทันเห็นความเปลี่ยนแปลงในแววตา ฟ่านหนิงจึงแตะยาขึ้นมาที่ปลายนิ้วแล้วรีบวางตลับหยกลงบนโต๊ะเครื่องแป้งอีกครั้งแสร้งทำเป็ไม่สนใจนัก ก่อนขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ไปที่เตียงดึงผ้าม่านบางปิดรอบเตียงแล้วเอนกายลงจากนั้นถึงเริ่มทาตัวยาที่แผลอย่างเบามือ
สองวันถัดมาหลังอาการดีขึ้นมาก ฟ่านหนิงแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีม่วงแดงทับทิมปักลายดอกเหมยสีเงินอ่อนระยิบระยับเมื่อแสงอาทิตย์ส่องต้องยิ่งขับให้ผิวขาวผ่องดูงามเด่นนางนั่งรถม้าออกจากจวนคณะทูตเข้าสู่วังหลวงตามคำเชิญขององค์หญิงสองและองค์หญิงสี่ที่ให้คนมาแจ้งไว้ั้แ่วันก่อน
เมื่อก้าวเข้าสู่ตำหนักนางกำนัลก็เชิญนางไปที่โถงด้านในที่ที่จัดไว้สำหรับการเรียนพิณขององค์หญิงไม่ใช่โถงรับแขกปกติฟ่านหนิงที่ก้าวเข้าไปก็เริ่มได้ยินเสียงสายพิณดีดดังขึ้นเป็ระยะๆกลิ่นกำยานหอมอ่อนโชยมาปะปนอยู่รอบกายฟ่านหนิงก้าวเข้าไปเห็นองค์หญิงสองนั่งอยู่ข้างโต๊ะพิณด้วยท่าทางสงบ ส่วนองค์หญิงสี่กลับนั่งเอนกายครึ่งๆกลางๆ บนเก้าอี้ มือเล็กกดสายพิณแบบขอไปที ใบหน้าเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย
จนพอเห็นฟ่านหนิงก้าวเข้ามาองค์หญิงสี่ก็ชูหน้ายิ้มดวงตาเป็ประกาย "คุณหนูฟ่าน เ้ามาพอดีเลย! เ้าดีดพิณเป็หรือไม่?มาช่วยข้าเร็ว พี่หญิงรองกำลังจะตีข้าแล้ว"
ฟ่านหนิงชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ "พอเล่นได้อยู่บ้างเพคะ"นางเดินมาหยุดที่ด้านหน้าย่อตัวทำความเคารพก่อน
"เช่นนั้นก็ดีเลยเ้าเล่นให้ข้าดูที"องค์หญิงสี่เอนตัวมาข้างหน้าสีหน้ากระตือรือร้นขึ้นทันตา
ฟ่านหนิงยกมือประสานตรงหน้า สีหน้าเกรงใจ "มิควรเพคะ นี่เป็พิณขององค์หญิง หม่อมฉันหาได้คู่ควรไม่"
องค์หญิงสองที่นั่งอยู่เงียบๆพลันเอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความเอ็นดู "น้องสี่เ้าเห็นหรือไม่เ้าทำให้นางลำบากใจ อย่ารบกวนแขกเข้าใจไหมพวกเราชวนคุณหนูฟ่านมาเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ มิใช่เพื่อจะให้นางมาแสดงฝีมืออีกทั้งนางเพิ่งหายเจ็บได้ไม่นาน จะให้มาดีดพิณต่อหน้าพวกเราเช่นนี้มันไม่เหมาะนัก" องค์หญิงสองสอนน้องสาวแสนดื้อรั้น
แต่ดูเหมือนองค์หญิงสี่จะไม่ฟังใบหน้ากลมดื้อดึงเผยรอยยิ้มกว้าง "ก็ข้าอยากฟังนี่ อีกอย่างข้าเองก็ไม่อยากฝึกต่อแล้ว ถ้าคุณหนูฟ่านยอมเล่นแทนข้าก็ไม่ต้องนั่งตรงนี้ให้ปวดหัวอีก"พูดพลางยื่นมือเล็กๆผลักพิณเข้าหาฟ่านหนิง
องค์หญิงสองถึงกับส่ายศีรษะเบาๆ อย่างปลงใจ "น้องสี่ผู้นี้ทั้งเกียจคร้านทั้งดื้อรั้นหากไม่ใช่เื่เที่ยวเล่นก็ไม่มีความกระตือรือร้นเลยสักนิด"
ฟ่านหนิงเห็นท่าทางรบเร้าขององค์หญิงสี่อีกทั้งสายตาเว้าวอนเหมือนเด็กที่รอขนม จึงหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนพยักหน้ารับ "องค์หญิงสี่อาจจะทรงเหนื่อยล้ากฌเท่านั้นเพคะและถ้าเป็ความปรารถนาและช่วยแบ่งเบาให้องค์หญิงสี่ได้เช่นนั้นหม่อมฉันก็ขอทำเื่มิควรแล้ว"
องค์หญิงสี่ถึงกับปรบมืออย่างยินดี "ดี! เช่นนี้เลย คุณหนูฟ่านมานั่งตรงนี้"
ฟ่านหนิงมานั่งลงตรงหน้าพิณมือเรียววางลงบนสายพลางปรับสีหน้าทำสมาธิเล็กน้อย ลมหายใจของนางค่อยๆ สงบลงใบหน้าแฝงรอยอ่อนโยน เสียงสายพิณพลันดังขึ้น เสียงที่ใสกังวานราวหยดน้ำค้างตกกระทบแก้วใส พลิ้วไหวดั่งสายลมพัด ทุ้มลึกเหมือนคลื่นน้ำเสียงพิณลอยคลออยู่ในตำหนักชวนให้ทุกคนต้องเงียบฟัง
ระหว่างนั้นเององค์ชายสามที่มาเยี่ยมเยือนพบองค์หญิงสี่อย่างที่ทำประจำก็ก้าวเข้ามาใกล้ตำหนักเสียงพิณลอยแว่วออกมาเรียกความสนใจ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "น้องสี่เล่นพิณไพเราะถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อไร?"
เมื่อผลักบานประตูเข้ามาก็พบกับภาพตรงหน้าที่มิใช่องค์หญิงสี่ที่นั่งดีดพิณ แต่เป็หญิงสาวผู้มีผิวขาวดุจหยกใบหน้าอ่อนหวานดุจดอกเหมยยามผลิบาน ปลายนิ้วเรียวแตะสายพิณเบาๆแววตาสงบแต่เปล่งประกายมีเสน่ห์ เสียงพิณที่พรั่งพรูออกมาราวจะกลืนกินหัวใจผู้ฟัง
องค์ชายสามยืนนิ่งไปชั่วขณะราวกับเข้าไปในแดน์ความงามและเสียงพิณที่ไพเราะของนาง ทำให้เขาแทบลืมแม้แต่การหายใจพร้อมกันนั้นก็นึกไปถึงครั้งที่อยู่โค่วเฉียนซานยามที่เห็นความแข็งแกร่งของจิตใจไม่หวาดกลัวของสตรีนางนี้ผุดขึ้นมานางเผชิญภัยโดยไม่ถอย ทั้งคำพูดที่ตรงไปตรงมา ทั้งรอยยิ้มที่บางครั้งก็แฝงเลศนัย
เมื่อเพลงพิณจบลง ความเงียบงันแผ่คลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถูกแทนด้วยเสียงปรบมือขององค์หญิงสี่ "ไพเราะยิ่งนัก! ข้าว่าข้าไม่ต้องฝึกแล้วให้คุณหนูฟ่านมาดีดแทนทุกครั้งก็คงจะดี"
องค์หญิงสองหัวเราะเบาๆ พลางส่ายหน้า "เ้านี่มันเหลวไหลจริง"
ตอนนั้นเองที่องค์ชายสามจึงก้าวออกมาจากเงาเดินเข้าสู่โถงเสียงฝีเท้าทำให้ฟ่านหนิงเงยหน้าขึ้นทันที นางรีบลุกขึ้นถวายความเคารพอย่างนอบน้อม"คารวะองค์ชายสามเพคะ"
เขายกมือโบกเบาๆ ดวงตายังคงจับจ้องที่นาง "ไม่ต้องเคร่งพิธีนัก ตามสบายเถิด"
ฟ่านหนิงก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วนั่งลงอีกครั้งจากนั้นองค์ชายสามก็เดินเข้ามานั่งร่วมวงกับสตรีทั้งสามด้วย
องค์หญิงสองเอ่ยต่อ "ว่าไปคุณหนูฟ่านดีดพิณได้ไพเราะนักข้าเองยังอดทึ่งไม่ได้ ไม่เพียงเสียงจะใสกระจ่าง หากแต่ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก"
องค์หญิงสี่ยกคางขึ้นอย่างภูมิใจ "เห็นหรือไม่ข้าบอกแล้วว่าอยากฟังนางดีด เพราะข้ารู้สึกได้เลยว่าคุณหนูฟ่านต้องมีพร์นี้" แล้วหันไปยิ้มตาเป็ประกายใส่ฟ่านหนิง "ต่อไปเ้ามาบ่อยๆเถิด ข้าจะได้ไม่ต้องฝึกเอง"
ฟ่านหนิงเอียงศีรษะลงตอบด้วยถ้อยคำสุภาพ "หากองค์หญิงโปรดปรานเช่นนั้นเมื่อมีโอกาสหม่อมฉันจะไม่ปฏิเสธเพคะ" จนตอนนี้นางก็ยังไม่คิดว่าจะได้มีวันนี้ที่ทำให้ราชวงศ์ของมู่ก่านพอใจในตัวนางเพราะชาติที่แล้วเื่ที่เกิดขึ้้นนี้ล้วนเป็ถังหลันชิงทั้งนั้น ทั้งได้รับคำชมเื่กิริยารูปโฉมและความสามารถไม่มีเ้าแล้วก็ดีนัก... ฟ่านหนิงนึกเย้ยในใจ
ส่วนองค์ชายสามฟังอยู่นานก็เอ่ยแทรกเสียงทุ้มแต่แฝงความอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด "เสียงพิณของคุณหนูฟ่านไม่เพียงไพเราะหากแต่ยังทำให้ผู้ฟังคล้อยตาม ราวกับนำความสงบมาให้ นับว่าเป็พร์ที่หาได้ยาก"
คำพูดนี้ทำเอาฟ่านหนิงหน้าขึ้นสีเล็กน้อย นางรีบก้มลงแก้เก้อ "ฝีมือเพียงเล็กน้อย หาได้คู่ควรแก่คำชมเพคะ"
องค์หญิงสองหัวเราะเบาๆ "เ้าก็ถ่อมตัวเกินไปแล้วจากนี้มาช่วยข้าเคี่ยวกรำหลิงเจียวเถอะ"
"ไม่เอา...ไม่เอานะ!" เด็กสาวรีบเด้งตัวขึ้นมาโบกมือเป็พัลวัน แค่คิดว่ามีพี่สาวค่อยดุมีฟ่านหนิงคอยสอนพิณ นางจะต้องเฉาตายแน่ๆส่วนคนอื่นอีกสามคนพลันหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกันเมื่อเด็กน้อยหลุดสีหน้าหวาดหวั่นขึ้นมาจริงๆ
หลังจากสนทนาในตำหนักองค์หญิงสี่อยู่นานจนแสงอาทิตย์คล้อยลงมาอีกฝั่งเป็่หลังเที่ยงฟ่านหนิงจึงขอตัวลุกขึ้น กล่าวคำลาพร้อมถวายคำนับอย่างสุภาพ “วันนี้หม่อมฉันรบกวนเวลาขององค์หญิงทั้งสองมากแล้วเกรงว่าบิดาจะรออยู่ จึงใคร่ขอตัวกลับเพคะ”
องค์หญิงสองพยักหน้าน้อยๆสายตาเปี่ยมด้วยความเอ็นดูและพอใจในตัวฟ่านหนิงอย่างมาก “เช่นนั้นเ้าก็กลับไปพักผ่อนเถิดจำไว้อย่าฝืนกายเกินไปนัก ถ้าไม่ไหวก็ปฏิเสธคำเชิญได้ ข้าเข้าใจดี”
ส่วนองค์หญิงสี่กลับทำหน้ามุ่ย “อย่าปฏิเสธเลยๆเ้ามาหาข้าเถอะ แล้วจะกลับเสียแล้วหรือข้าเพิ่งจะเพลิน...” แต่จากนั้นก็ถูกพี่สาวหันมองตาดุๆ ก็ต้องยอมหยุดรั้งฟ่านหนิงแล้วโบกมือส่งแทน
ขณะที่องค์ชายสามที่นั่งเงียบพลันยืนขึ้นเช่นกันรอยยิ้มประดับบนใบหน้าคมเข้ม “พอดีข้าก็จะกลับเช่นกันเช่นนั้นก็เดินไปพร้อมกันเถิดคุณหนูฟ่าน”
ฟ่านหนิงมิอาจปฏิเสธได้ไม่ว่าจะแสร้งขออยู่ต่อหรือจะขอเดินไปคนเดียว ไม่ว่าทางไหนก็ดูล่วงเกินผู้เป็องค์ชายจึงต้องค้อมกายตอบรับเบาๆ ทั้งสองจึงก้าวออกจากตำหนักพร้อมกันเสียงรองเท้ากระทบหินอ่อนดังสม่ำเสมอฟ่านหนิงเดินช้ากว่าบุรุษเล็กน้อยให้เดินเยื้องตามหลังเพื่อรักษาระยะและวางตัวให้เหมาะสม
จนองค์ชายสามต้องเอียงหน้าเล็กน้อยเวลาจะสนทนาด้วยเขากล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่แฝงความตั้งใจไม่ใช่พูดเรื่อยเปื่อย “ครั้งก่อนที่เราได้ไปที่ิเยว่หู เป็เวลากลางวันหากเ้าหายดีทันก่อนคณะทูตกลับ ข้าจะพาเ้าไปอีกครั้งดีหรือไม่ เ้าจะว่าอย่างไร?”
ฟ่านหนิงชะงักเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าลงมากกว่าเดิมหลุบสายตาลงทันทีริมฝีปากยกยิ้มบางๆ ไม่แสดงท่าทางดีใจหรือห่างเหินให้ชัดเจนนางต้องทำตัวให้นิ่งที่สุด “เื่นี้ต้องอยู่ที่กำหนดการของคณะเพคะ”
องค์ชายสามหัวเราะเบาๆ “ไม่ปฏิเสธย่อมถือว่ายังมีหวัง” น้ำเสียงเขานุ่มนวลแต่แววตามั่นคงจนฟ่านหนิงรู้สึกใจสั่นอย่างหวาดเกรง นางจึงเปลี่ยนเื่สนทนาทันทีต้องหยุดคุยเื่ส่วนตัวเป็อย่างแรก และไปถามไถ่ถึงการฝึกการดนตรีขององค์หญิงทั้งสองแทน
ตอนแรกก็รู้สึกดีที่ทำให้ครั้งนี้ตัวเองไม่เสื่อมเสียทั้งได้รับคำชมจากการมาร่วมคณะทูตแต่ตอนนี้นางเริ่มรู้สึกตัวเองได้ถือถ่านร้อนมาในมือเสียแล้ว จึงต้องทิ้งให้เร็วก่อนที่มือจะไหม้ไปกว่านี้
ทั้งคู่เดินไปจนกระทั่งถึงลานกว้างด้านหน้าวังพอดีกับที่คณะทูตจากต้าหลิงเฉิงออกมาจากห้องประชุมกับเหล่าขุนนางมู่ก่านสีหน้าของแต่ละคนยังคงเคร่งขรึมจากการสนทนาราชการหนักหน่วง
ฟ่านหนิงที่เหลือบเห็นบิดาของตนก็ดีใจอย่างยิ่งฟ่านซือิที่มีใบหน้าขึงขังทว่าเมื่อเห็นบุตรสาวก็ผ่อนคลายลงนางจึงรีบย่อตัวถวายความเคารพองค์ชายสาม “หม่อมฉันขอตัวเพคะ” ก่อนจะหมุนกายก้าวฉับตรงไปหาบิดา
เหล่าขุนนางและคนของคณะทูตต่างพากันถวายความเคารพองค์ชายสามตามธรรมเนียมเช่นกันในขณะที่ด้านหลังสุด จ้าวจวิ้นหยางปลายเท้าชะงักพลางเหลือบมองเหตุการณ์ทุกอย่างไม่คลาดสายตาเขาเห็นแววตาขององค์ชายสามที่ทอดมองตามฟ่านหนิง จนหลุดหัวเราะเยาะออกมาในลำคอเบาๆความรู้สึกตงิดใจผุดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
แววตาเช่นนั้นเหมือน...เสวียนชิงเหยียนไม่ผิดเพี้ยนที่มองจนถึงขั้นมอบปิ่นหยกล้ำค่า พลันมุมปากก็ยกยิ้มเย้ยหยัน ‘ที่ต้าหลิงเฉิงมีเจิ้งเปาหย่งหรือตอนนี้ที่มู่ก่านก็มีองค์ชายสามอีกคุณหนูใหญ่ผู้นี้เห็นทีจะใกล้ถึงวัยออกเรือนเต็มที’
พร้อมกันนั้นเขาก็ย้อนกลับไปนึกถึงบทสนทนากับนางเมื่อไม่กี่วันก่อนเสียงของนางยังดังก้องอยู่ในหู “ข้าไม่คิดจะออกเรือนอยู่แล้ว” ทว่าเวลานี้กลับมีบุรุษมากมายรายล้อมเ้าไม่ออกเรือนได้จริงหรือ?
หากอีกฝ่ายเป็เพียงเจิ้งเปาหย่งหรือลูกขุนนางธรรมดานางยังกล้าปฏิเสธอย่างไม่ใส่ใจ แต่หากเป็องค์ชายผู้สูงศักดิ์ นางยังจะพูดคำเดิมหรือไม่เขาเลิกคิ้วสูง ดวงตาเต็มไปด้วยรอยครุ่นคิดก่อนจะรู้ตัวแล้วเริ่มสะบัดศีรษะไล่ความคิดนั้นทิ้ง ‘แล้วข้าจะเดือดร้อนใจแทนนางไปเพื่ออะไร’ เขาพึมพำกับตนเอง นางจะแต่งหรือไม่แต่งมันก็ไม่เกี่ยวกับข้าเหมือนที่นางว่า ข้าจะชอบใครก็ไม่เกี่ยวกับนางเช่นกัน
ทว่าความจริงแล้ว เขากลับรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆเหมือนมีก้อนอะไรบางอย่างแน่นอยู่ในอก ความหงุดหงิดเล็กน้อยที่ไม่อาจอธิบายได้ทำให้คิ้วเข้มขมวดแน่นโดยไม่รู้ตัว
ท้ายที่สุดจ้าวจวิ้นหยางก็สรุปให้ตัวเองบางทีก็คงเพราะอยากรู้อยากเห็นทั่วไป สตรีที่ทั้งดื้อรั้น เย่อหยิ่ง แถมยังมากแผนการเช่นนางบุรุษคนใดจะรับมือได้ และบุรุษเช่นใดที่นางจะยอมรับ นี่ไม่ใช่เื่น่าสนใจหรือ?
เขาแค่อยากรู้เท่านั้นเอง...หรือไม่จริง?
[1] มู่เหมียนฮวา (ดอกงิ้ว)