74.จ้าวสำนักคุนหลุน
เฟยหานตงหันไปจุดเทียนขณะที่ไป๋หลงกำลังนิ่งเงียบ ครุ่นคิดว่าจะตอบคำถามของเขาอย่างไร
เฟยหานตง คาดว่าฝันนี้คงไม่ธรรมดานางถึงได้คิ้วขมวดเป็นปมเช่นนั้น ก่อนจะกลับมานั่งข้างกายไป๋หลงอีกครั้ง
“ข้า...ฝันเห็นอดีตก่อนจะเกิดเป็นมังกรขาว”ไป๋หลงกล่าวขณะเบือนหน้าหนีไม่กล้าสบตากับเฟยหานตงด้วยเกรงว่าจะเห็นแววตาเสียใจจากอีกฝ่ายที่ตนรับรู้ถึงความทรงจำในอดีตที่มีผู้ชายอีกคนในชีวิต ซึ่งคนผู้นั้นไม่ใช่เฟยหานตง
“อดีตก็คือสิ่งที่ผ่านไปแล้วเจ้าเห็นเจ้ารับรู้ แต่อย่าได้ยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น เพราะอดีตมีทั้งทุกข์และสุขการยึดติดกับสิ่งที่ล่วงเลยไปแล้ว จะทำให้เจ้าเป็นกังวล และไม่มีความสุข”เฟยหานตงกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนขณะกุมมือไป๋หลง
ไป๋หลงหันกลับมามองหน้าเฟยหานตงด้วยความคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินเขาพูดเช่นนี้เดิมทีนึกว่าเขาจะไม่พอใจ หรือเสียใจที่นางฝันเห็นเยี่ยนเฟยแต่เขากลับพูดจาปลอบโยน
“ข้าฝันเห็นแค่ตอนที่ข้าพบกับเยี่ยนเฟยครั้งแรก ข้าเพิ่งรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเขาเป็นลูกครึ่งระหว่างมารและเทพซ้ำยังเป็นเทพมังกรแห่งตงไห่ด้วย”ไป๋หลงกล่าว “ครั้งแรกเขาบาดเจ็บสาหัสเพราะถูกเอ้อหลานเสินตามสังหารข้าช่วยเขาเอาไว้จนหายดี แต่จู่ๆวันหนึ่ง ข้าพบว่าเขาหายไปข้าออกตามหาจึงพบว่าเขาถูกกำลังต่อสู้กับเหล่ามารนับสิบ สุดท้ายมารพวกนั้นถูกสังหารแต่เขาก็บาดเจ็บสาหัสอีกครั้ง ที่สำคัญยังถูกพิษเล่นงาน ข้าช่วยรักษาบาดแผลให้เขาจนเขาเกือบหายดี ข้าก็ถูกเรียกตัวไปสวรรค์จัดการกับภัยพิบัติครั้งใหญ่บนโลกมนุษย์ส่วนเรื่องอื่นๆข้ายังไม่ทันได้เห็นก็สะดุ้งตื่นเสียก่อน”ไป๋หลงกล่าวด้วยความเสียดาย
“มังกรตงไห่”เฟยหานตงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบยากจะอ่านว่าเขารู้สึกอย่างไร “ร่างเทพมังกรของเขาก็คงจะมีเกล็ดสีน้ำเงินได้ยินว่ามังกรตงไห่นั้นงามมาก”เฟยหานตงพึมพำเบาๆ“ข้าอยากรู้นักว่าร่างมังกรของข้ากับเขาใครจะงามกว่ากัน”
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เพราะข้าไม่เคยเห็นร่างมังกรของเจ้ามาก่อน”ไป๋หลงกล่าว“ว่าแต่เจ้าเป็นมังกรฟ้า เกล็ดของเจ้าก็คงจะเป็นสีฟ้าด้วยใช่ไหมข้าอยากเห็นร่างจริงของเจ้า ข้าว่าต้องงามไม่แพ้ร่างนี้แน่นอน”ไป๋หลงเอ่ยถามด้วยความสงสัยเนื่องจากคนตรงหน้ามีนิสัยเย็นชา ไม่ชอบสุงสิงกับใคร จึงมีน้อยคนนักที่จะได้เห็นร่างเทพมังกรของเขา
แม้กระทั่งตัวเธอเองในภพชาติที่เป็นบุตรบุญธรรมของเทพมังกรทอง ก็ไม่เคยเห็นเขา ในร่างมังกรเช่นกันเธอเคยถามเขาว่าเหตุใดเขาจึงไม่แปลงร่างเป็นมังกรบ้าง เขาตอบว่า มังกรไม่มีมือต้องใช้เท้าในการหยิบจับสิ่งของ รู้สึกว่าหากหยิบจับของกินจะสกปรกเพราะเท้ามีไว้เดินดังนั้นเขาจึงชอบร่างคนมากกว่า
แน่นอนว่าเทพมังกรทุกตัวก็คิดเช่นเดียวกับเขาเพียงแต่เทพมังกรทั้งหลาย ยังแปลงร่างเป็นมังกรบ้างเป็นครั้งคราวแต่คนตรงหน้ากลับไม่เคยแปลงร่างเป็นมังกรอีกเลยนับตั้งแต่เขาพ้นช่วงวัยรุ่นของมังกร
“หากเจ้าได้เห็นก็จะรู้เองว่าเกล็ดของข้ามีสีอะไร”เฟยหานตงยิ้มลึกลับ“เมื่อมีสาวงามมาร้องขออยากเห็นร่างจริงของข้าเช่นนี้ทำให้ข้าอยากกลายร่างเป็นมังกรเสียเดี๋ยวนี้แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ข้าเป็นเพียงมนุษย์ ดังนั้นเจ้าก็ดูร่างนี้ไปก่อนหากยังไม่พอใจ...”เฟยหานตงว่าขณะโน้มหน้าเข้าไปใกล้สาวงามจนจมูกแทบจะชนกัน“ข้าจะให้เจ้าได้เห็นร่างจริงของเนื้อหนังในตอนนี้ที่ปราศจากเสื้อผ้าแทน...”
คนฟัง ตกใจที่จู่ๆคนหน้าตายก็โยงเข้าไปเรื่องใต้สะดือใบหน้างดงามของเฟยหานตงอยู่ห่างแค่คืบ ขณะที่กลิ่นกายของบุรุษเพศโอบล้อมรอบตัวไป๋หลงรู้ว่าสึกว่าอากาศเย็นๆพลันร้อนอบอ้าวขึ้นมาในฉับพลัน รู้สึกว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าว ก่อนจะรีบผลักศีรษะของคนรูปงามออกให้ห่าง
“ไป... เจ้ากลับไปนอนห้องเจ้าเลยข้าจะนอนแล้ว!”ไป๋หลงออกปากไล่ด้วยความเขินอายก่อนจะทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ดึงผ้าขึ้นคลุมศีรษะจนมิดเพื่อหลบหนีสายตาแวววาวของเฟยหานตงที่รู้ทันว่านางกำลังเขินอาย
“ที่เจ้ารีบไล่ข้าไปเพราะกำลังนึกภาพตอนที่ข้ากำลังเปลือยใช่หรือไม่”น้ำเสียงที่ปกติเฉยชาราบเรียบพลันเย้าแหย่ขึ้น ขณะที่คนพูดกำลังเดินจากไป
“ตุบ!”ไป๋หลงขว้างหมอนซึ่งทำจากหยกใส่เฟยหานตงด้วยความเขินอาย
โชคดีที่เฟยหานตงรับไว้ได้ทันหาไม่คงได้ศีรษะแตกแทน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าทำให้สตรีเขินอายจนเกินไปหาไม่อาจหัวแตกตาย....
“เจ้าคิดจะสังหารข้าโดยการใช้หมอนหยกเป็นอาวุธหรือ”น้ำเสียงของเฟยหานตงแฝงความไม่พอใจเอาไว้
ไป๋หลงได้ยินแล้วพลันผุดลุกขึ้นนั่งเห็นได้ชัดว่านางหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ ก่อนจะยิ้มแหย “แหะ แหะ ขอโทษทีข้าลืมไปว่าหมอนในภพนี้ ทำมาจากของแข็งไม่ว่า จะทำจากหยกหรือไม้ หมอนในภพนี้ก็ไม่ควรขว้างปาใส่ผู้อื่น”ไป๋หลงทำสีหน้าสำนึกผิด“ในอีกภพที่ข้าจากมา หมอนทำจากนุ่น ที่เอาไว้ทำผ้าห่ม หรือเบาะรองนั่ง”
เฟยหานตงก้มมอง หมอนหยกในมือที่เกือบจะกลายเป็นอาวุธสังหาร ขณะนึกขึ้นได้ว่าในอาณาจักรไกลโพ้นทะเลออกไปก็นิยมใช้นุ่นมาทำหมอนแต่ใช้รองศีรษะ แทนที่จะรองคอแบบที่พวกตนใช้
“คราวหลังก็ระวังหน่อย”เฟยหานตงกล่าวขณะหยิบหมอนกลับไปหาไป๋หลง พร้อมทั้งวางหมอนกลับไปที่เดิมกดตัวไป๋หลงให้ลงนอนแล้วห่มผ่าให้นา
“หลับเถอะ ข้าเองก็จะไปนอนแล้ว”เฟยหานตงกล่าวก่อนจะก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของนางอย่างแผ่วเบา
“อืม”ไป๋หลงขานรับขณะดึงผ้าห่มขึ้นปิดไปถึงครึ่งหน้าด้วยความอาย ขณะมองตามเฟยหานตง ที่เดินออกจากห้องไปหลังจากเป่าเทียนจนดับ...
ท่ามกลางความมืดไป๋หลงนอนครุ่นคิดถึงท่าทางของเฟยหานตงในคืนนี้...แม้เฟยหานตงจะพยายามเก็บซ่อนอารมณ์แห่งความเศร้าโศก ทว่าเขากลับไม่รู้ตัวเลยว่าแววตาของเขาได้ทรยศตัวเองเสียแล้ว เฟยหานตงมีเรื่องอะไรปิดบังกันแน่เหตุใดเขาจึงเศร้าโศก จนเผลอแสดงมันออกมาโดยไม่รู้ตัว... และดูเหมือนเรื่องนี้จะเกี่ยวกับอดีตของเธอเพราะเฟยหานตงมีท่าทางเศร้าโศกหลังจากตนพูดถึงเยี่ยนเฟย
ในยามปกติเฟยหานตงหากได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเยี่ยนเฟยจะต้องชักสีหน้าใส่เธอแต่คราวนี้เขากลับพูดจา คล้ายกับว่าขอเพียงเธอมีความสุขไม่ว่าเธอจะยังคงรักเขาอยู่หรือไม่ เขาก็จะไม่ขัดขวางและยินดีกับเธอที่ได้เลือกเส้นทางนั้นเพื่อตัวเอง
หากหลังจากที่บอกเฟยหานตงว่าตนจะไม่เปลี่ยนใจหากเขามีสีหน้าท่าทางดีขึ้น เธอจะไม่มานั่งคิดกังวลแบบนี้ทว่าพอยิ่งพูดถึงเรื่องนี้คล้ายกับว่าเขายิ่งพยายามเก็บงำความเศร้าเอาไว้
“เจ้าคนโง่งม...มีเรื่องอะไรในใจเหตุใดไม่พูดกับข้าตรงๆ”ไป๋หลงบ่นพึมพำนึกเหนื่อยใจกับนิสัยของคนปากหนักอย่างเฟยหานตง
เช้าวันรุ่งขึ้นผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้าสู่รอบที่สอง ต่างรวมตัวกันอยู่ที่ลานประลองเสียงพูดคุยจอแจด้วยความตื่นเต้นของผู้เข้าแข่งขันดังระงมไปทั่วทั้งลาน
ขณะที่ผู้ชมรอบสนามหลายคนที่เห็นลูกหลานของตัวเองเข้ารอบ ก็อดจะคุยโม้โอ้อวดไม่ได้พร้อมทั้งยิ้มหน้าบานด้วยความอารมณ์ดี
ท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างเย็นสบายและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี จู่ๆพลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นผู้คนพากันเงยหน้ามองท้องฟ้า คล้ายกับว่าบนนั้นมีอะไรน่าสนใจเกิดขึ้นเมื่อไป๋หลงเงยหน้ามองฟ้าจึงพบสาเหตุของเรื่องราว บริเวณนั้นปรากฏแสงสีขาวส่องสว่างเปล่งประกายเรืองรองแสงที่ทำให้รู้สึกเย็นตาเย็นใจ เป็นแสงแห่งเซียนผู้บรรลุธรรมสูงสุด
ขณะที่แสงค่อยๆหดเล็กลงทุกคนจึงเห็นได้ชัดว่าเจ้าของแสงคือเซียนในชุดสีขาว หน้าตาอายุราวๆหกสิบเจ็บสิบปีคาดว่าคนผู้นี้คงสำเร็จเป็นเซียนตอนอายุมาก จึงได้มีหน้าตาชราเช่นนี้แต่จะเรียกชราก็ไม่ถูกเพียงแต่ดูแล้วพอจะเดาอายุออกแต่หน้าตาเขาไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่นอย่างที่ควรจะมีเท่านั้น
เซียนผู้นั้นมือข้างนึงลูบเคราขณะอีกอีกข้างกระทุ้งไม้เท้าในมือ ก้อนเมฆที่เขาใช้เป็นพาหนะก็พุ่งเหินจากท้องฟ้าลงยังบริเวณที่สำนักเซียนทั้งหลายนั่งอยู่
“คารวะ...ท่านจ้าวสำนักคุนหลุน/คารวะ...ท่านจ้าวสำนักคุนหลุน”เสียงทักทายของเหล่าเซียนดังขึ้นพร้อมกันขณะที่สำนักเซียนน้อยใหญ่ต่างยืนค้อมตัวคำนับผู้เป็นใหญ่แห่งหุบเขาคุนหลุน
“คารวะเหล่าสำนักเซียนทั้งหลาย”จ้าวสำนักคุนหลุนประสานมือคารวะกลับทักทายบรรดาสำนักเซียนทั้งหลายขณะส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยเมตตา และความอบอุ่นให้แก่คนเหล่านั้น
“ท่านจ้าวสำนัก...เชิญท่านนั่งขอรับ”รองจ้าวสำนักคุนหลุนกล่าวขณะผายมือไปยังที่นั่งซึ่งเป็นตำแหน่งของจ้าวสำนักซึ่งเว้นว่างไว้ให้เฉพาะจ้าวสำนักเท่านั้น
“ขอบใจๆ”จ้าวสำนักว่าพลางยิ้มขณะตบบ่ารองจ้าวสำนักแสดงความสนิทสนม ในสายตาคนทั้งหลายจ้าวสำนักผู้นี้ดูอารมณ์เป็นกันเองอย่างมาก
ทว่ามีเพียงรองจ้าวสำนักเท่านั้นที่รู้ว่าฝ่ามือที่ตบลงมาของจ้าวสำนักแฝงไปด้วยพละกำลังมหาศาลจนรู้สึกได้ถึงเลือดที่พุ่งทะลักผ่านลำคอขึ้นมา เขาได้แต่สะกดกลั้นความเจ็บปวดรีบกลืนเลือดนั้นลงไปเพื่อไม่ให้ผู้คนทั้งหลายที่จ้องมองอยู่เกิดความตื่นตกใจ
‘ลอบทำร้ายข้า...เจ้าเล่ห์นักตาเฒ่า!’รองจ้าวสำนักก่นด่าทางกระแสจิตขณะที่ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสทั้งๆที่เดือดดาลจนอยากจะฆ่าคน
จ้าวสำนักได้ยินเสียงผ่านกระแสจิตที่อีกฝ่ายจงใจให้เขาได้ยินเพียงคนเดียวก็หันมามองรองจ้าวสำนัก ด้วยรอยยิ้มซ่อนมีดดาบอาบยาพิษ “ข้าเก็บตัวเข้าฌานไม่กี่เดือนเหตุใดสีหน้าเจ้าจึงไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ดูเหมือนจะซูบซีดอยู่บ้างงานในสำนักใช่หนักเกินไปหรือไม่” จ้าวสำนักว่าพลางทำท่าจะตบลงบนบ่าของรองจ้าวสำนักอีกรอบทว่าอีกฝ่ายกลับเบี่ยงตัวออกหลบฝ่ามือได้อย่างฉิวเฉียด แสร้งทำสีหน้าหนักใจพร้อมทั้งค้อมกายคารวะ
“ขออภัยท่านจ้าวสำนักไม่ใช่งานที่หนักเกินไปเป็นข้าน้อยที่ไร้ความสามารถจัดการสำนักใหญ่โตเช่นนี้ไม่ไหวดังนั้นจึงเหน็ดเหนื่อยไปบ้าง แต่เมื่อท่านจ้าวสำนักกลับมางานเหล่านี้ย่อมไม่ใช่เรื่องหนักหนาสำหรับจ้าวสำนักผู้มีความสามารถเช่นท่านอย่างแน่นอน”รองจ้าวสำนักกล่าวยกยอ
‘ฮึ...สอพลอเก่งจริงนะ!’จ้าวสำนักคุนหลุนด่ากลับทางกระแสจิต ‘เจ้ามารร้ายอย่าได้คิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าเข้าสิงศิษย์น้องของข้า!’จ้าวสำนักคุนหลุนหรี่ตามอง รองจ้าวสำนักตรงหน้าที่ถูกสิงสู่ด้วยความรู้ทัน
หากเป็นผู้บำเพ็ญเซียนทั่วไปคงมองไม่ออกแต่เขาฝ่าด่านสุดท้ายของกิเลสไปได้แล้วดังนั้นจึงมีพลังหยั่งรู้ย่อมแยกแยะว่าผู้ใดคือมาร ผู้ใดคือเทพเซียนโดยเฉพาะศิษย์น้องผู้นี้แต่เดิมมีจิตใจมัวหมอง โอกาสที่จะบรรลุธรรมขั้นสุดมีน้อยนักสุดท้ายเขาคงพ่ายให้กับกิเลส ร่วงลงสู่หนทางมาร จนมารตนนี้ได้ช่องเข้าสิงร่างพลังของมันร้ายกาจมาก เซียนทั้งหลายในที่นี้ต่างไม่รู้ถึงตัวตนของมัน... แต่กระนั้นเขาก็ยังดูไม่ออกว่ามันมีพลังมากเพียงใด....แต่น่าจะมากพอที่จะสังหารเทพเซียนทั้งหมดได้ แม้จะมีมากถึงเกือบห้าสิบคนก็ตาม
“ลำบากเจ้าแล้วจริงๆเจ้าก็นั่งดูเถิด มาดูการแข่งขันที่จะเริ่มดีกว่า”จ้าวสำนักคุนหลุนเห็นอีกฝ่ายเสแสร้งไม่ไหวถลึงตาตอบกลับ แต่ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี ขณะส่งกระแสจิตตอบกลับมา
‘เจ้ารู้แล้วจะทำอะไรข้าได้จะร้องโวยวายบอกทุกคนว่าข้าเป็นมารอย่างนั้นหรือ ฮึฮึถ้าเช่นนั้นข้าก็ถือโอกาสนี้เข่นฆ่าสังหารเซียนรุ่นใหม่อย่างพวกเจ้าหน่อยก็แล้วกัน...ดูจากพลังพวกเจ้าช่างอ่อนด้อย สู้เหล่าเทพเซียนที่ข้าเคยเข่นฆ่าไม่ได้จริงๆ’รองจ้าวสำนัก หันมายิ้มทว่าดวงตาดำมืดเต็มไปด้วยความกระหายที่จะเข่นฆ่า...
‘ไว้เจ้าลงมือเข่นฆ่าเมื่อไหร่ก็ถึงคราวตายของเจ้าเอง ข้าไม่จำเป็นต้องร้องตะโกนบอกใครว่าเจ้าเป็นมาร เพราะสุดท้ายจะมีผู้กำราบเจ้าเองและคนผู้นั้นก็ไม่ใช่ข้า...’จ้าวสำนักคุนหลุนเหยียดยิ้มเย้ยหยันดูแคลนไม่เห็นมารร้ายตรงหน้าอยู่ในสายตา
‘แม้ว่าข้าจะเป็นอดีตจอมมารคนล่าสุดหรือ...’เสียงจอมมารตอบกลับวาดหวังจะได้เห็นท่าทางตกใจและหวาดกลัวจากเซียนเล็กๆผู้นี้ แต่กลับกลายเป็นว่าตนต่างหากที่ต้องตกตะลึงกับท่าทีของคนผู้นี้ที่ดูไม่คล้ายตกใจใดๆทั้งสิ้น
‘ก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี ในเมื่อเจ้ามีพลังมากพอที่ใช้ปกปิดพลังมารจากเซียนทั้งหมดในที่นี้ได้เจ้าก็สมควรจะเป็นจอมมาร’จ้าวสำนักคุนหลุนตอบกลับด้วยท่าทางสบายๆราวกับกำลังพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ
‘เจ้า...ไม่กลัวข้าหรือหวั่นเกรงว่าข้าจะสร้างหายนะครั้งใหญ่ให้กับมนุษย์หรือในเมื่อเจ้ารู้ดีว่าข้ามีพลังมากมายเพียงใด’จอมมารหรี่ตามองคนตรงหน้าอย่างจับผิด
‘มีอะไรต้องกลัวแม้เจ้าจะเป็นมารมีพลังแข็งแกร่ง ทว่าผู้ที่บรรลุแล้วซึ่งธรรมขั้นสูง ย่อมเข้าใจดีว่าสิ่งใดจะเกิดก็ต้องเกิดจะทุกข์ใจไปไย หากท่านลงมือเข่นฆ่า ข้าก็เพียงแต่ต้องสู้ถวายชีวิตแต่ทว่าข้ารู้ดีตนเองย่อมมิใช่ผู้ที่จะกำราบท่านลงได้มีเพียงผู้ที่มีเวรกรรมต่อท่าน ที่ทำหน้าที่นี้ได้... และท่านก็รู้ดีว่าคนผู้นั้นไม่ธรรมดาจ้าวสำนักคุนหลุน ผู้เป็นประมุขแห่งเซียนที่ยังมีชีวิตอยู่กล่าวด้วยท่าทางสงบนิ่งไร้ความตื่นเต้นตกใจใดๆ
จอมมารได้ฟังดังนั้นก็นิ่งงันเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นว่าจ้าวสำนักคุนหลุน หาใช่ตำแหน่งลอยๆ ที่อุปโลกน์มาเพื่อให้คนเคารพนับถือทว่าคนผู้นี้จิตใจแข็งแกร่ง ซ้ำยังมองโลกได้อย่างแตกฉาน ได้เห็นท่าทางของคนผู้นี้แล้วก็ชวนให้รู้สึกเบื่อหน่ายเพราะคนที่เข้าใจในธรรมอย่างลึกซึ้งเช่นคนผู้นี้ ไม่มีทางหวั่นไหวหรือถูกปลุกปั่นได้ แม้ว่าเขาจะยกดาบจ่อคออีกฝ่ายก็ตาม...
‘ที่เจ้าออกจากฌานถึงเวลากำหนดก็เพื่อจะมาดูนางใช่หรือไม่’จอมมารกล่าวขณะกวาดตามองหาคนผู้หนึ่งซึ่งอยู่ท่ามกลาง ศิษย์ของสำนักพยัคฆ์ทมิฬ
‘ข้ามาดูว่าเทพสตรีที่มาอาศัยในร่างที่เคยเป็นหลานสาวของข้านั้นแท้ที่จริงแล้วนางเป็นคนเช่นไร’จ้าวสำนักคุนหลุนในวัยหกสิบกล่าวขณะกวาดตามองจนพบเด็กสาว ที่สวมใส่ชุดสีชมพูอ่อนหวานงดงาม ใบหน้า คมดุ รูปร่างบอบบางอ้อนแอ้นหากวันนี้หลานสาวของเขายังมีชีวิตอยู่ คงจะเติบโตมางดงามเช่นนี้นี่เองแต่น่าเสียดายที่ชะตานางแสนสั้น ต้องตายตั้งแต่เยาว์วัย
จ้าวสำนักคุนหลุนแววตาฉายความปลงตกและเศร้าโศกอยู่ครู่นึงเมื่อนึกถึงหลานสาวที่แสนจะอาภัพ ผู้ต้องตายด้วยยาพิษมีชะตาถูกบิดารังเกียจ แม่เลี้ยงวางยาพิษ อีกทั้งตระกูลหงที่ตนเคยเป็นประมุขอยู่ก็มีชะตาจะต้องพินาศเช่นกัน เพราะประมุขคนปัจจุบันซึ่งก็คือแม่ทัพหงซือจิน ซึ่งบุตรชายของตน กลายเป็นคนหยาบช้าลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสจนชักนำเภทภัยมาสู่ตระกูลแม่ทัพที่ทรงเกียรติมานับพันปี
‘ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป’อดีตประมุขตระกูลหลับตา ถอนหายใจอย่างปลงตกเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง กลับไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกหวั่นไหวใดๆอีกเป็นความวางเฉย ที่เกิดจากการเข้าใจในวิถีโลกธรรมอย่างแท้จริง สงบ รำงับ จากภายใน
อีกด้าน ในที่นั่งของฝั่งเชื้อพระวงศ์ต่างลุกขึ้นยืนคารวะ ให้เกียรติในการมาถึงของจ้าวสำนักคุนหลุนผู้นี้เมื่อเห็นเขานั่งลง ทุกคนจึงนั่งลงตาม
“เอ๊ะ! ฝ่าบาทคนผู้นั้น...”อ๋องฮุ่ยอุทานเสียงเบาๆด้วยความตกใจ เมื่อเห็นหน้าจ้าวสำนักคุนหลุน
“ไม่น่าเชื่อว่าตาเฒ่านั้นนอกจากจะมีพลังยุทธสูงส่ง ทำพันธสัญญากับสัตว์เทพอสูร อย่างกิเลนไฟได้แล้วยังจะมีความสามารถจนกลายเป็นเซียนผู้สูงสุดไปแล้ว”ฮ่องเต้ฮุ่ยตรัสเบาๆพอให้ได้ยินกันสองคน ที่เรียกอีกฝ่ายว่าตาเฒ่าทั้งๆที่อายุใกล้เคียงกันก็เพราะคนผู้นี้มีบุคลิกให้ความรู้สึกว่าเป็นคนแก่ตามอายุ ทั้งๆที่หน้าตาไร้รอยเหี่ยวย่น
“คิดไม่ถึงเลยจริงๆ”อ๋องฮุ่ยบ่นพึมพำเบาๆก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความกังวลก่อนจะก้มหน้ากระซิบข้างหูฝ่าบาท“แล้วถ้าหากตาเฒ่านั้นยื่นมือมาขัดขวางเรื่องที่เราจะจัดการกับ แม่ทัพหงซือจินเล่า จะทำอย่างไรพวกเราเป็นแค่มนุษย์เป็นผู้ฝึกยุทธเท่านั้น ไม่อาจต่อสู้กับเวทมนตร์ที่ร้ายกาจของเหล่าเซียนได้...”
“เจ้าวางใจเถอะตาเฒ่าผู้นี้เป็นคนจิตใจมีเมตตาโอบอ้อมอารี ประดุจโพธิสัตว์เดินดินเขาสนใจทำแต่เรื่องดีงาม ไม่ใช่มือถือสากปากถือศีลต่อให้คนที่ทำผิดเป็นลูกชายของเขา เขาก็จะไม่มีวันยื่นมาเกี่ยวข้อง ความจริงแล้วเขาเคยบอกข้าว่า หลังจากที่เขาออกท่องยุทธภพแล้ว หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นในสกุลหงเขาจะไม่ยื่นมือมาข้องเกี่ยวอีก ตอนที่ได้ยินข้าเองก็งุนงงว่าเขาหมายความว่าอย่างไร
แต่พอมาถึงวันนี้ข้าจึงได้เข้าใจ...ตาเฒ่าผู้นี้ที่แท้แล้วเห็นอนาคตล่วงหน้าว่าสกุลหง จะต้องเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอย่างแน่นอนเขาจึงปลีกตัวจากไป”ฮ่องเต้ฮุ่ยกล่าวขณะมองจ้าวสำนักคุนหลุนที่กำลังจ้องมองหลานสาวตัวเองด้วยความสนใจ แต่นอกจากความสนใจแล้ว ไม่มีท่าทีอื่นใดอีก
“ในเมื่อเขารู้ล่วงหน้าย่อมหมายความว่าในเวลานั้นเขาต้องเข้าสำนักเซียนและบำเพ็ญเพียรมาหลายปีแล้วสิ”อ๋องฮุ่ยกล่าว ทำให้ฮ่องเต้หันกลับมาสนใจคู่สนทนาต่อ
“ถูกต้อง...ตอนที่เขาออกจากตำแหน่งแม่ทัพ เคยสารภาพกับข้าว่าเขาได้เข้าเป็นศิษย์สำนักเซียนตั้งแต่เด็ก แต่พอเติบโตจึงถูกเรียกตัวกลับมารับตำแหน่งแม่ทัพต่อจากบิดา ดังนั้นในขณะที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่สกุลหงจึงเป็นผู้ฝึกตนของสำนักเซียน และยังคงแอบฝึกฝนอยู่ทุกวันแม้จะอยู่ห่างไกลสำนักแต่ข้าคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วเขาจะทำได้สำเร็จ บรรลุธรรมกลายเป็นเซียนซ้ำยังได้รับสืบทอดตำแหน่งจ้าวสำนักมาด้วย”
แต่เดิมทุกคนรู้เพียงว่าจ้าวสำนักคุนหลุนคนปัจจุบัน เป็นศิษย์คนนึงในสำนักที่เข้าสำนักตั้งแต่เด็ก และเพราะเป็นคนมีความสามารถจิตใจดีงามฝ่าด่านเซียนได้ตอนอายุสี่สิบ จ้าวสำนักจึงจับตามองเขาเป็นพิเศษและให้เขาสืบทอดตำแหน่ง เมื่อเวลาผ่านไป ยี่สิบปี
จ้าวสำนักคุนหลุนผู้นี้ลาออกจากตำแหน่งแม่ทัพตอนอายุสี่สิบ แต่ก็อยู่ดูแลตระกูลทำหน้าที่เป็นประมุขจนอายุห้าสิบกว่าจึงค่อยสละตำแหน่งแล้วออกท่องยุทธภพ
“จริงสิกระหม่อมเคยได้ยินว่าตอนเขาออกท่องยุทธภพได้พาหลานชายคนเล็กไปด้วย...ไม่ทราบว่าเหตุใดวันนี้จึงไม่เห็นเสียเล่า”อ๋องฮุ่ยว่าพลางชะเง้อคอมองหาเด็กน้อยในวันวานที่น่าจะเติบใหญ่ ก่อนผู้เฒ่านี้จะออกเดินทาง เขาก็มีโอกาสได้พบเจ้าเด็กน้อยคนนั้นเช่นกัน แม้จะผ่านมาหลายปีคาดว่าหน้าตาคงไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเพราะฝึกวิชาเซียนตั้งแต่เด็ก(คาดว่าที่ผู้เฒ่าสกุลหงพาเด็กน้อยไปด้วยก็เพื่อเข้าสำนักคุนหลุนฝึกวิชาเซียน)
“ในเมื่อเขาเป็นถึงจ้าวสำนักคุนหลุนเขาต้องมีญาณหยั่งรู้แน่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสกุลหงดังนั้นจึงไม่คิดจะพาหลานชายมาด้วย เด็กคนนั้นถูกตัดขาดจากทางโลกตั้งแต่เด็กตาเฒ่าคงไม่ต้องการให้เด็กน้อยคนนั้นต้องคลุกธุลีดินกิเลสในครั้งนี้...”ฮ่องเต้ฮุ่ยคาดเดา
ขณะที่ทั้งคู่นั่งพูดคุยถึงเรื่องของจ้าวสำนักคุนหลุนอยู่นั้นไป๋หลงตวัดสายตามองไปยังทิศทางที่มีคนจับจ้องตนจึงพบว่าเป็นทิศทางของจ้าวสำนักคุนหลุน ผู้ที่เปิดตัวอย่างอลังการเหยียบเมฆปรากฏตัวกลางท้องฟ้าพร้อมแสงสว่างวาบ
ไป๋หลงเลิกคิ้วขึ้น ขณะมองจ้าวสำนักคุนหลุนตอบ‘ประหลาดจริงจ้าวสำนักคุนหลุนเหตุใดจึงเอาแต่จ้องของท่านรู้จักข้าหรือ’ไป๋หลงส่งกระแสจิตถามทันที
คล้ายกับว่าอีกฝ่ายจะสะดุ้งเล็กน้อยก่อนตอบกลับมา ‘ขออภัยที่ล่วงเกินจ้องมองท่านเทพมังกร ข้าเพียงแต่เห็นคราบร่างที่ท่านสถิตอยู่จึงนึกถึงหงหนิงหรง หลานสาวที่มีชะตาอาภัพผู้นั้นของข้า’
ไป๋หลงได้ยินดังนั้นจึงกระจ่างแจ้งแก่ใจในทันที...ที่แท้แล้วท่านปู่ของหงหนิงหรง ที่ออกท่องยุทธภพ ก็ได้กลายเป็นเซียนเดินดินไปแล้วซ้ำยังเป็นถึงจ้าวสำนักคุนหลุนด้วย
ไป๋หลงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสกุลหงและหงซือจินบุตรชายของเขา แม้จ้าวสำนักคุนหลุนจะฝ่าด่านเซียนจนบรรลุเป็นเซียนไปแล้ว ทว่าต่อให้เป็นเซียนก็ยังคงมี รัก โลภ โกรธหลงเฉกเช่นปุถุชนทั่วไป เพียงแต่มีความละอาย และเกรงกลัวต่อบาปเป็นเครื่องยับยั้งจิตใจเอาไว้ดังนั้นจึงยากที่จะมั่นใจได้ว่าเขาจะไม่ยื่นมือมาขัดขวางชะตากรรมของสกุลหง
‘ชะตากรรมของสกุลหงเจ้าจะยื่นมือเข้ามาขวางหรือไม่...’ไป๋หลงถามกลับด้วยกระแสเสียงที่แฝงความคุกคามกดดันเป็นการเตือนว่าหากเขากล้าข้องแวะ นางจะเล่นงานเขา!
คนถูกข่มขู่ กลับยิ้มเล็กน้อยรอยยิ้มเต็มไปด้วยความเมตตาต่อสรรพสัตว์ ‘ทุกชีวิตล้วนมีชะตากรรมเป็นของตนเองข้ารู้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตระกูล และลูกหลานดีนี่คือด่านเซียนที่ข้าต้องพบเจอ ข้าใช้เวลาตัดสินใจนานอยู่หลายปีพยายามสั่งสอนบุตรชายให้ดีที่สุด และเมื่อเขาโตจนเกินกว่าจะอบรมสั่งสอนได้สุดท้ายแล้วข้าก็เลือกที่จะปล่อยวางทุกสิ่งให้เป็นไปตามกฎแห่งกรรม
ข้าฝ่าด่านได้สำเร็จในวัยสี่สิบปีแต่ยังคงใช้ชีวิตในตระกูลต่อไป ในฐานะประมุขของตระกูลจนเมื่อถึงวันที่เกิดเรื่องกับ หงหนิงหรง ในปีนั้นที่หนิงหรงหยุดหายใจเพราะยาพิษด้วยวัยเพียงสามขวบ ข้าก็รู้แล้วว่า หายนะของตระกูลได้เริ่มขึ้นแล้วข้าช่วยชีวิตของหนิงหรงกลับมาได้ ขณะเดียวกันก็อ้างว่าจะออกเดินทางท่องยุทธภพพร้อมกับสละตำแหน่งประมุขของตระกูลให้หงซือจินปกครอง ข้ารู้ว่าหายนะ จะต้องมาเยือนสกุลหงในไม่ช้าและหงหนิงหรงจะต้องตายอีกครั้ง และไม่มีวันได้กลับมาอีก’อดีตประมุขแห่งสกุลหงกล่าว
ไป๋หลงได้ฟังแล้วก็พลันขมวดคิ้วครุ่นคิด‘ในเมื่อเจ้าละวางทุกสิ่งแล้วเหตุใดวันนี้จึงปรากฏตัว เจ้าก็รู้วันนี้จะต้องเป็นวันตายของหลานชายคนโตของเจ้า!’ไป๋หลงกล่าวทางกระแสจิต ‘ข้าจะไม่ยอมให้คนที่สังหารหงหนิงหรงมีชีวิตรอดต่อไปได้’ไป๋หลงประกาศถึงเจตจำนงของตน
‘เด็กคนนี้ชั่วร้ายเลวทราม ถึงขั้นใช้ สมุนไพรบ้าคลั่งผสมลงในยา ให้เด็กหลายคนกินหากเด็กพวกนั้นเข้าสู่การประลองรอบที่สองมาได้พวกเขาจะต้องถูกสัตว์อสูรรุมทึ้งจนร่างกายขาดกระจุยไม่เหลือชิ้นดี ! โหดเหี้ยมไร้คุณธรรมมากถึงเพียงนี้ไม่อาจให้เขามีชีวิตต่อไปได้เด็ดขาด!’
จ้าวสำนักคุนหลุนสีหน้ายังคงมีเมตตาไร้ความขุ่นเคืองใดๆกับสิ่งที่ได้ยิน ‘ข้าบอกแล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชะตาของสกุลหง’กระแสเสียงตอบด้วยความหนักแน่น ‘ที่ข้ามาวันนี้เป็นเพราะเรื่องของจอมมาร’จ้าวสำนักคุนหลุนกล่าวขณะเหลือบมองคนข้างกายที่ได้คงได้ยินทุกคำพูดที่ตนและเทพไป๋หลงคุยกัน ‘ข้ามาเพื่อช่วยดูแลและป้องกันไม่ให้ชาวบ้านและคนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาล้มตายเพราะเรื่องราวที่จอมมารจะก่อขึ้น...’
ไป๋หลงเหลือบมองตามสายตาของจ้าวสำนักคุนหลุนเมื่อพิจารณาดีๆจึงพบว่าที่แท้แล้วรองจ้าวสำนักคุนหลุนผู้นี้เสื่อมหนทางเซียนร่วงลงสู่จิตมารเสียแล้ว...แอ๊ะไม่ถูกสิ! ที่แท้แล้วในร่างของรองจ้าวสำนักได้ถูกจอมมารสิงสู่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
‘จอมมาร..’ไป๋หลงส่งกระแสจิตทักทายอีกฝ่ายพร้อมกับส่งคลื่นพลังที่มองไม่เห็นไปพร้อมกับกระแสจิตโจมตีเข้าสู่ดวงจิตของอีกฝ่าย โดยไม่ให้ตั้งตัว
‘อึ่ก’จอมมารที่ถูกลอบทำร้ายเกือบจะกระอักเลือดออกมาดีที่ยับยั้งไว้ได้ทันกาล จึงไม่เป็นที่ผิดสังเกตหากไม่ใช่เพราะถ่ายทอดพลังส่วนหนึ่งให้กับหงซือจินเพื่อให้เขาใช้พลังนี้เล่นงานไป๋หลง เขาคงไม่ถูกค้นพบตัวตนได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ อย่างน้อยพวกเขาก็แค่สัมผัสได้ว่ามีจิตมารอยู่ที่นี่แต่ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นใคร...
‘คิดจะสู้กับข้าตรงนี้เปิดเผยตัวตนว่าเจ้าเองก็ไม่ใช่มนุษย์หรือ!’จอมมารส่งกระแสจิตถามเทพมังกรขาวที่อดีตชาติเคยเป็นลูกสะใภ้ของตนและเป็นคนที่ทำให้ตนเองบาดเจ็บสาหัสจนพ่ายแพ้ในสงครามที่เขาเกือบจะได้เป็นใหญ่เหนือสามภพ เขาพร้อมที่จะสู้กับนางในทันทีหากว่านางต้องการเปิดศึกเพียงแต่ว่าด้วยนิสัยของเหล่าเทพเซียน ย่อมไม่ต้องการให้มนุษย์ถูกลูกหลงไปด้วยดังนั้นจึงคิดว่าเทพไป๋หลง น่าจะลงไปสู้กับเขาในป่าสัตว์อสูรมากกว่า
ไป๋หลงเหยียดยิ้ม ‘ข้าก็แค่ทักทายเจ้าเล่นเท่านั้น”ไป๋หลงแสยะยิ้มส่งให้‘สนามรบของข้ากับเจ้ายังคงเป็นป่าสัตว์อสูรข้างล่างนั่นอยู่ดี...’
‘ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เตรียมใจให้ดีข้าเตรียมของเล่นไว้รอเจ้าข้างล่างนั่นแล้ว รับรองว่าเจ้าต้องสนุกกับมันแน่นอน’เสียงจอมมารตอบกลับมา ขณะที่ไป๋หลงแสยะยิ้มรับคำท้า
ไม่นานนักทุกอย่างก็ถูกเตรียมการจนพร้อม เหล่าบรรดาอาจารย์ และเหล่าเซียนทั้งหลายที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของสนามประลองในป่าสัตว์อสูรต่างเข้าประจำที่ของตนที่ด้านล่างป่าเรียบร้อยจึงจุดพลุส่งสัญญาณให้เริ่มส่งเด็กๆลงสู่สนามประลองได้...
เนื่องจากอันตรายในป่าสัตว์อสูรมีมากมายทั้งสัตว์อสูรระดับสูง และอาจมีมือที่สามเจตนาไม่หวังดีเข้ามาก่อกวน ทำให้ปีนี้จ้าวสำนักพยัคฆ์ทมิฬ ไหว้วานเหล่าเซียนจำนวนมากช่วยเป็นหูเป็นตาคอยดูแลคุ้มครองเด็กๆ ขณะที่เหล่าอาจารย์ปีสามปีสี่ก็อยู่ด้านล่างเพื่อคอยดูแลความปลอดภัยให้เด็กๆด้วย แม้พวกเด็กๆจะได้กินยาที่ช่วยรักษาชีวิตไว้เฮือกสุดท้ายเพื่อให้รับการรักษาทันทว่าหากพวกเขาถูกทำร้าย จนอวัยวะสำคัญฉีกขาด เช่นศีรษะก็ไม่อาจช่วยชีวิตให้รอดไปได้
เซียนทั้งสองผู้ทำหน้าที่เปิดประตูมิติก้าวลงสู่ลานประลอง ก่อนจะร่ายคาถางึมงำเกิดเป็นอักขระสีทองเกาะเกี่ยวประสานกันจนกลายเป็นวงรีกลางอากาศ คล้ายเป็นกรอบกระจกบานใหญ่มหึมาสูงใหญ่เป็นสี่เท่าของคนทั้งคู่
บนลานแข่งขันที่ทุกคนยืนเข้าแถวรอเข้ารับการทดสอบพลันปรากฏม่านมิติขึ้น คล้ายภาพหมอกควันบิดเบี้ยว ที่มองเห็นอีกฝั่งหนึ่งเป็นป่าสีเขียวชอุ่มรกครึ้มเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่นับไม่ถ้วน บรรยากาศสยดสยองชวนขนลุกเป็นพิเศษเมื่อแสงแดดค่อยๆถูกเมฆบดบังชั่วคราวป่าด้านล่างที่แดดส่องไม่ค่อยถึงก็พลันมืดครึ้มลงจนมองเห็นได้เพียงรางๆ คล้ายอยู่ในห้องที่ปิดประตูหน้าต่างในยามกลางวัน...
ผู้คนที่เคยพูดคุยกันต่างพลันเงียบเสียงลงเมื่อจู่ๆร่างของเด็กทั้งหมดในลานประลอง ก็ถูกแสงสีทองจากประตูมิติดูดพวกเขาทั้งหมดเข้าสู่ประตูมิติ เคลื่อนย้ายเด็กนับร้อย เข้าส่วนต่างๆของป่าสัตว์อสูรด้านล่างประตูมิติพลันหายไป
ก่อนที่เซียนรอบสนามประลองที่เตรียมตัวอยู่แล้วพลันร่ายเวทปรากฏอักขระสีทองขึ้น อักขระวิ่งวุ่นวายไร้ระเบียบกลางอากาศอยู่ครู่นึงเมื่อเซียนทั้งหลายร่ายเวทจบ อักขระสีทองทั้งหมดพลันบีบหดรวมตัวกันจนกลายเป็นภาพขนาดใหญ่ที่คนทั้งสนามประลองสามารถเห็นได้จากทุกทิศทุกทางบนภาพนั้นแบ่งออกเป็นจำนวนกว่าสองร้อยยี่สิบสองช่องอันเป็นจำนวนที่เด็กทั้งหมดผ่านเข้าสู่รอบที่สอง
ภาพส่วนใหญ่กำลังแสดงให้เห็นว่าเด็กๆร่วงลงจากฟ้าสู่ผืนดินที่เขียวชอุ่มเต็มไปด้วยตะไคร่ และใบไม้ทับถมเน่าเปื่อยสภาพพื้นป่าเต็มไปด้วยความชื้น บางจุดมีน้ำขังอยู่ ทำให้เด็กๆที่ลวงลงจากฟ้าโดยไม่ทันได้ตั้งตัวบ้างมีสภาพมอมแมมน่าขบขัน บ้างร้องโวยวายก่นด่าที่ถูกปล่อยตัวลงในสภาพเช่นนี้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเด็กปีหนึ่งทั้งสิ้นซึ่งพวกเขาไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน
ผิดกับปีอื่นๆที่ดูเหมือนจะลงสู่พื้นได้อย่างสง่างามเพราะรู้ดีว่าต้องเจอกับอะไร...อีกทั้งพวกเขารู้ดีว่ากำลังมีคนมากมายจับจ้องพวกเขาอยู่ดังนั้นจึงระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง
ไป๋หลงก็ไม่ได้โชคดีนักเมื่อพบว่าตัวเองถูกปล่อยลงกลางบึงน้ำแห่งหนึ่ง นางก่นด่าบรรพบุรุษสิบชั่วโคตรของคนร่ายเวทในใจ หากตกลงไปในบึงคงได้มีสภาพอนาถแน่นอน ก่อนจะตวัดแส้ในมือพันกับต้นไม้ใกล้ตัว ใช้แรงส่งของวิชาตัวเบาเหยียบอากาศกระโดดลงสู่ผืนดินได้สำเร็จ ขณะที่กำลังถอนหายใจอย่างโล่งอกอยู่นั้นพลันได้ยินเสียงตะโกนดังจากเหนือศีรษะ“ไสหัวไปเร็วเข้า!”
ไป๋หลงรับรู้ได้ถึงเงาดำทะมึนเหนือศีรษะคล้ายว่ามีอะไรบางอย่างกำลังหล่นลงมา นางจึงเบี่ยงตัวรีบกระโดดหลบออกจากรัศมีอันตรายทันที
“ตุบ!”เสียงของหนักหล่นลงสู่พื้นไป๋หลงคล้ายรู้สึกว่าพื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อยกับของหนักชิ้นนี่ที่ร่วงหล่นลงมา
ไป๋หลงถึงกับอ้าปากค้างเมื่อพบว่าสิ่งที่หล่นลงมาคือชายร่างสูงใหญ่ ราวกับยักษ์ ผิวกายสีน้ำตาลเข้มแบบคนทำงานกลางแจ้งสวมใส่เสื้อไร้แขน เผยให้เห็นกล้ามแขนที่ใหญ่โตเป็นมัดๆดูทรงพลังอย่างมากเมื่อเทียบกับแขนของเธอก็ดูแขนว่าแขนเธอจะกลายเป็นไม้จิ้มฟันไปแค่แขนข้างเดียวก็เท่ากับขาสองข้างของเธอรวมกันแล้ว...
ชายผู้นี้น้ำหนักตัวคงจะมากโขเมื่อสองเท้าของเขาจมลึกอยู่ในพื้นดินจากการร่วงหล่นครั้งนี้
ไป๋หลงยืนมองคนตรงหน้าสีหน้าตกตะลึงเกิดมายังไม่เคยเห็นใครรูปร่างใหญ่โตเท่านี้มาก่อน ดูแล้วคล้ายพวกเพาะกล้ามในอีกโลกที่เธอจากมา แต่คนผู้นี้ให้ความรู้สึกกดดันน่าเกรงขามกว่าเขาดูมีพละกำลังอย่างแท้จริง ไม่เพียงแค่มีกล้ามเนื้อที่ใหญ่โตสวยงามเท่านั้นเธอเชื่อมั่นว่าเขาสามารถชกหินให้กลายเป็นผุยผงได้ ด้วยกล้ามมักอันใหญ่โตนั้น
“ยังจะยืนมองอีก!”ชายผู้นั้นหันมาถลึงตาใส่ใบหน้าที่ดูดุดันอยู่แล้วเมื่อถลึงตาทำหน้าดุดัน ก็สามารถทำให้เด็กน้อยร้องไห้โฮทำให้นักเลงข้างถนนแตกกระเจิงด้วยความตกใจได้ เขาถอนเท้าออกจากดินที่ทั้งสองข้างด้วยท่าทางทุลักทุเล พอสมควร เมื่อดินนี้เฉอะแฉะ คล้ายดินเหนียวจนเกิดการดูดรองเท้าของเขาเอาไว้
“อ้อ...ไม่อยากให้มองงั้นเจ้าจัดการเจ้าตัวนั้นเองแล้วกัน..”ไป๋หลงว่าพลางชี้ไปที่บึงน้ำด้านหลังของเขาแล้วรีบโกยสองเท้าวิ่งหนีทันที
“เจ้าตัวนั้น?”ชายผู้นั้นพึมพำคล้ายจะสมองช้าไปชั่วขณะ เมื่อหันกลับไปมองที่บึง จึงพบว่า จระเข้หนองน้ำตัวใหญ่เท่ากับคนสามคนกำลังอ้าปากขู่คำราม ก่อนจะวิ่งตรงมาหาเขาทันที
“เฮ้ย!”เขาร้องเสียงหลงด้วยความตกใจจระเข้หนองน้ำเป็นสัตว์อสูรที่ดุร้าย และมีพละกำลังมหาศาล ซ้ำยังมีหนังที่หนายิ่งกว่าเกราะเหล็กดังนั้นจึงฟันแทงไม่เข้า หากพบเจอจระเข้หนองน้ำ วิธีที่ดีที่สุดคือวิ่งหนีให้ไว! อย่าได้ถูกมันตามทันเด็ดขาด
ขณะที่เขาวิ่งหนีตามทิศทางที่เด็กสาววิ่งนำไปก็ได้ยินเสียงจระเข้ยักษ์ ขู่คำรามมาตลอดทาง มันฟาดหางใส่ต้นไม้ทั้งหลายที่ขวางทางจนล้มระเนระนาดพุ่งชนทุกสิ่งแตกหัก แม้กระทั่งเนินหิน มันยังวิ่งทะลุผ่านราวกับสิ่งนั้นเป็นแค่กิ่งไม้ที่ขวางทางมันอยู่เสียงระเบิด แตกหักของสิ่งของดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เขาจึงรีบเร่งฝีเท้าให้ทันเด็กสาวชุดชมพูซึ่งดูอายุน้อยกว่าเขาและ อ่อนแอ บอบบาง ทว่านางกลับว่องไวราวกับวานร กระโดดผลุบไปมา หลบสิ่งกีดขวางได้อย่างคล่องแคล่ว วิชาตัวเบาของนางนับว่าดีเลิศ
“นี่เจ้าจะตามข้ามาทำไม! จะให้ข้าซวยไปกับเจ้าเรอะ”ไป๋หลงตะโกนใส่ด้วยความโมโหที่ตนเองต้องวิ่งหนีเอาเป็นเอาตายแบบนี้ก็เพราะเจ้าโง่ไร้สมองนี่เอาแต่วิ่งตามเธอทำให้จระเข้ยักษ์ไล่กวดหลังเธอมาด้วย หนำซ้ำตอนนี้เขายังวิ่งตามเธอจนทัน วิ่งตีคู่มาอยู่ข้างเธอ
ไป๋หลงก้มลงหลบกิ่งไม้ขณะวิ่งหนีจระเข้ยักษ์ ในใจก็ก่นด่าโคตรเหง้าของอีกฝ่ายขณะที่นึกอยากจะหันไปเชือดจระเข้ด้วยพลังเวทเสีย แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าคนที่ดูการถ่ายทอดสดทั้งหมด จะเห็นการกระทำของเธออีกทั้งเธอไม่อาจใช้เวทต่อหน้าเจ้าโง่ตัวโตนี้ได้ หาไม่คนจะระแคะระคายว่าเธอมิใช่ผู้ฝึกยุทธ
แต่เป็นผู้บำเพ็ญเซียนปะปนเข้ามาอยู่ในสำนักฝึกยุทธอย่างมีเจตนาร้ายแอบแฝงเพราะผู้ฝึกยุทธ และผู้บำเพ็ญเซียน ต่างอยู่แยกจากกัน ไม่ข้องแวะกับอีกฝ่ายเนื่องจากเป็นสายพลังคนละรูปแบบ จึงไม่มีการเข้าไปปะปนร่วมฝึกแน่นอนว่าผู้บำเพ็ญเซียนย่อมไม่มีทางลดตัวลงมาฝึกพลังยุทธที่ใช้แค่พละกำลังและลมปราณ แทนที่จะฝึกเวทมนตร์ที่ทำได้สารพัดสิ่ง
“ข้าแค่วิ่งตามสัญชาตญาณเห็นเจ้าวิ่งมาทางนี้ข้าก็เลยวิ่งตาม”คนตัวโตกว่าตะโกนตอบแต่จู่ๆเขาก็พบว่าคนข้างๆพลันผ่อนฝีเท้าชะงักแบบกะทันหัน จนเขาต้องหยุดฝีเท้าตามจนเกือบเสียหลักหัวทิ่ม“อะไร...”เขาถามขึ้นเมื่อเห็นเด็กสาวอ้าปากค้าง
เมื่อหันไปมองทิศทางตรงข้ามจึงพบว่าข้างหน้ากลับปรากฏสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวไม่แพ้กัน แรดขนาดใหญ่จำนวนสามตัวไม่แพ้จระเข้หันขวับมามองทิศทางที่พวกตนอยู่ ชายหนุ่มสบถด่าคำหยาบคายสารพัดออกมาขณะที่กำลังมองหาว่าควรวิ่งหนีไปทิศใดดี เสียงจระเข้ก็วิ่งไล่กวดตามทันจนได้...ชายหนุ่มร่างยักษ์สีหน้าซีดเผือด
“ตาย...งานนี้ตายแน่ๆ...”เขาพึมพำด้วยความสิ้นหวังให้กับความซวยของตัวเองในวันนี้ดูท่าหากไม่ถูกจระเข้ฉีกเป็นชิ้นๆ ก็ถูกฝูงแรดขวิดจนไส้ทะลักตาย....