***นักรบยันเดเระ [แครอท]
วันที่ 18 ของเกมส์แห่งา ฉันได้สำรวจที่ฐานของปราสาทจนพบเส้นทางเขาวงกตแห่งหนึ่ง
แต่ฉันได้เสียสเบียงทั้งหมดไปในวันแรก เป็เพราะเหตุปะทะอย่างไม่คาดฝัน
วันที่ 19 ของเกมส์แห่งา มันไม่เหลือทางเลือกมากแล้ว ทางเขาวงกตนี้ซับซ้อนมาก ฉันเริ่มหลงทาง อีกทั้งยังหิวมาก
ฉันจึงจำใจลอบสังหารพวกตัวเขี้ยว แล้วดื่มกินเืเนื้อของพวกมันเพื่อประทังชีวิต
วันที่ 20 ของเกมส์แห่งา ฉันที่วนเวียนในเส้นทางซับซ้อนนั้น พอรู้ตัวอีกที ก็มาปรากฏตัวที่ชั้นบนของปราสาทแล้ว
ฉันมองลอดผ่านช่องเปิดตรงผนังดิน
เป็่รุ่งสางพอดี
ที่ข้างนอกมีเสียงดังหนวกหูมาก แต่ฉันไม่สนใจหรอก
เพราะตอนนี้ฉันกำลังลำบาก
เส้นทางภายในนั้นซับซ้อน มืด อีกทั้งยังยากลำบากในการเดินสำรวจ
คบเพลิงตามทางเดินมีจำนวนน้อยมาก เลยทำให้เส้นทางส่วนใหญ่มืดมิด
แถมบางทีเส้นทางก็ตกลงไปเป็หุบเหว บางทีก็ลาดชันราวกับหน้าผา
พวกตัวเขี้ยวมันไม่รู้จักวิธีการสร้างบันไดหรือยังไงกัน?
เพราะเหตุผลนี้ การแอบลอบเข้ามาล้วงข้อมูลของศัตรูจึงไม่คืบหน้าเลย
หิวก็หิว แถมถ้าตายกลับไปมือเปล่าแบบนี้ มีหวังได้ถูกบานาเกลียดแน่
ไม่เอา ไม่เอา ฉันไม่อยากถูกเขาเกลียด ไม่อยากให้จบลงแบบนี้
“ (ฉันต้องไม่กลับไปมือเปล่า…) ”
ฉันคิดเช่นนั้น
เดินไปตามเส้นทางที่เปล่าเปลี่ยวในเงามืด
จัดการฆ่าพวกตัวเขี้ยวแบบไม่ให้สุ้มเสียง
พอรู้ตัวอีกที มันก็มืดค่ำแล้ว
“หิว…”
ฉันเดินต่อไปตามทางเดินอย่างหิวโหย
ในตอนนั้นเองที่ฉันเห็นแสงไฟลอดผ่านออกมาจากรูประตูที่อยู่ตรงหน้า
ใช่ ประตู!
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมานี้ สิ่งก่อสร้างส่วนใหญ่ล้วนแต่หยาบกระด้าง
มีแค่ห้องตรงหน้าที่ดูแตกต่างออกไป
มันดูเรียบง่ายปราณีต แต่ความเรียบง่ายและปราณีตที่แตกต่างจากส่วนอื่นอย่างเห็นได้ชัด เลยทำให้ฉันรู้ว่ามันต้องเป็ห้องอะไรที่สำคัญมาก
ตรงหน้าห้องมีตัวเขี้ยวสูงสามเมตรสี่คนยืนเฝ้ายามอยู่
พวกมันสวมเกราะสีดำทั้งตัว และใีอาวุธครบมือดูน่าเกรงขาม
ท่าทางจะมีฝีมือพอตัว
ฉันเริ่มทำการลอบสังหารพวกมันทั้งสี่ตัว
จากการที่ฉันชำแหละพวกมันกิน เลยทำให้ฉันรู้มาว่าพวกมันมีร่างกายที่เปราะบางมาก
โดยเฉพาะ่ข้อปล้องงระหว่างส่วนท้องกับหัว
และพวกมันยังมีพลังชีวิตสูง ต่อให้ตัดหัทิ้งไป ร่างกายกับหัวของมันก็ยังสามารถขยับได้อีกสัก่หนึ่ง
สรุปคือต้องบี้ส่วนหัวมันทิ้งไปซะ
แค่ตัดทิ้งนะ ยังไม่สามารถทำให้พวกมันตายสนิทได้
ฉันหยิบลูกหินทรงรักบี้ออกมาจากกระเป๋าหนังที่ห้อยติดข้างเอว แล้วโยนมันออกไปด้วยสติงเกอร์สุดแรง
หัวของตัวเขี้ยวตรงหน้าแหลกละเอียดเป็ชิ้น ๆ ด้วยะุหินนัดนั้น
สองตัวรีบวิ่งเข้าไปตรวจดูเพื่อนมัน ส่วนอีกตัวบินหรี่มาทางฉันด้วยความเร็วสูง
ฉันรีบะโเกาะเพดาน แล้วใช้จังหวะที่มันก้มมองพื้นบดขยี้ด้วยศอกที่ทิ้งลงมา
เพื่อนอีกสองตัวหันมาทางที่ฉันอยู่เพราะเกิดเสียงกระแทกนั้น
ฉันรีบวิ่งะโไปเกาะอยู่ที่นอกหน้าต่าง
ตัวเขี้ยวทั้งสองที่วิ่งมาตรวจดูร่างของเพื่อนต่างงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น
พวกมันพยายามมองหาคนร้าย แต่ก็ไม่พบว่าฉันแอบอยู่ข้างนอกอาคารตรงหน้าต่างบานนี้
และใน่จังหวะที่พวกัมนหันหลังให้กับหน้าต่าง ฉันก็พุ่งเข้าไปหักคอของมันสองตัวด้วยแขนทั้งสองข้าง
แล้วทำการบดขยี้หัวทิ้งไปเสีย
“จัดการเรียบร้อย…”
ฉันรีบวิ่งไปที่ห้องนั้น
ข้างในห้องมีแสงจากคบเพลิงสว่างไสว่กว่าทุกพื้นที่ซึ่งฉันได้สำรวจมาตลอดสองวันที่ผ่านมา
มันเป็ห้องที่ถูกสร้างด้วยดินและปูนที่ปั้นก่อตัวขึ้นมา มีความปราณีต และประดับประดาด้วยโครงกระดูกสัตว์มากมาย
บนโต๊ะตัวยาวตรงหน้าของฉันมีหนังสัตว์ผืนใหญ่วางปูเอาไว้
ฉันเข้าไปสำรวจดู และพบว่ามันคือแผนที่
พวกตัวเขี้ยวมีความฉลาดระดับที่สามารถเขียนแผนที่ได้ด้วยหรือเนี่ย?
บนนั้นเป็แผนผังแสดงพื้นที่โดยรอบเมืองของมัน
แสดงตำแหน่งที่ตั้งของเมือง แม่น้ำ และขอบเขตโดยรอบ
ตามริมน้ำทางเหนือของเมืองนั้นมีก้อนหินวางเอาไว้อยู่สองก้อน
ที่เมืองตรงกลางแผนที่มีอยู่ด้วยกันห้าก้อน
ทางด้านล่างของเมืองหนึ่งก้อน
และทางขวาอีกสองก้อน
ฉันคิดว่าจำนวนของก้อนหินคงเป็ตัวแทนของสัดส่วนกำลังพลละมั้ง?
ทางเหนือของเมือง ที่อีกฟากของแม่น้ำ ฉันเห็นภาษาบางอย่างที่อ่านไม่ออกเขียนเอาไว้อยู่
ทางซ้ายและทางขวาของเมืองด้วย
ส่วนทางด้านล่างของเมืองนั้น ฉันเห็นเป็รูปภาพของผืนน้ำขนาดใหญ่
บางทีคงจะเป็ทะเล
“! $#%@$^”
ในตอนนั้นเองที่ฉันได้ยินเสียงบางอย่าง
ฉันรีบเข้าไปหลบในเงาของโครงกระดูกขนาดใหญ่ซึ่งประดับเอาไว้ในห้อง
สิ่งที่ปรากฏตัวนั้นคือตัวเขี้ยวขนาดใหญ่
มันมีรูปร่างผิดจากตัวเขี้ยวที่ฉันเคยเห็นมา
มันสวมเสื้อผ้าที่โปร่งใสยาวลากพื้น
มีความสูงสี่เมตรและมีปล้องที่ก้นขนาดใหญ่มาก
รูปร่างดูผอมบางงดงามคล้ายกับสตรีเพศ
ปีกคู่บนหลังมีขนาดแผ่กว้างราวกับเป็ชุดคลุมที่ยิ่งใหญ่
ราวกับเป็ตัวตนที่อยู่ ณ จุดสูงสุดของเหล่าพวกตัวเขี้ยวก็มิปาน
“@! #%! @#”
มันะโด้วยภาษาบางอย่างและหันมาทางนี้
มันรู้ตัวแล้วสินะ!
ฉันพุ่งออกมาจากเงามืด และใช้อาวุธดาบเขี้ยวในมือฟันไปที่มัน
เืสีเขียวได้สาดกระเซ็นออกมา
มันพยายามจะบินหนีออกไปทางหน้าต่าง ฉันเลยรีบเข้าไปฟันปีกอันใหญ่โตของมันลง
เยี่ยม ทีนี้มันก็หนีไม่ได้แล้ว
ฉันเดินเข้าไปหามัน จับหัวของมันขึ้นมาและเอาดาบไปจ่อที่คอของมันเอาไว้
ต้องบี้หัวให้แหลกคามือ เพื่อให้แน่ใจว่ามันสิ้น---
“!? ”
ในตอนนั้นเองที่มีคมเขี้ยมโจมตีเข้ามาจากทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว
ฉันรีบปล่อยเหยื่อตรงหน้า แล้วถอยสร้างระยะห่างออกมา
มีศัตรูมาเพิ่มอีกตัวแล้วสิ
สิ่งนั้นมีรูปร่างสูงเพียงร้อยห้าสิบเิเ เป็พวกตัวเขี้ยวที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในกองทัพของศัตรู
มันไม่ได้สวมชุดเกราะสีดำเหมือนกับตัวอื่น ๆ
ผิวของมันมีสีแดงเข้ม และมีจุดเด่นที่ลายสีเหลืองรูปสายฟ้าตรงปล่องก้นของมัน
ในมือทั้งสี่ข้างของมันมีอาวุธที่ทำจากเขี้ยวสัตว์ยาวหนึ่งเมตรถืออยู่
จากที่เคยประมือกับพวกมันมา ฉันคิดว่าพวกตัวเขี้ยวที่เล็กจ้อยนี้ มันไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด
แต่ไม่ใช่กับเ้าตัวตรงหน้านี้แน่นอน
บรรยากาศที่แผ่ออกมาจากมันนั้น บอกให้ฉันรู้ว่ามันไม่ใช่ธรรมดา
“คงต้องเอาจริงแล้วสิ…”
ฉันกล่าวเช่นนั้นพร้อมกับกำอาวุธขนาดใหญ่ในมือของตนขึ้นมา
***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
ทันที่ลืมตาตื่นจากคริสตั้น
“ (กรี๊ดดด!?) ”
เสียงกรีดร้องขององค์ราชินีแฟตก็ได้ดังก้องเข้ามาในหัวสมองของกระผม
องค์ราชินีของผมกำลังอยู่ในอันตรายจริง ๆ ด้วย!
ในฐานะขุนพลของท่าน จะปล่อยให้เกิดอันอันตรายกับองค์ราชินีมิได้เด็ดขาด
ผมวิ่งด้วยความเร็วดุจสายฟ้า
วิ่งผ่านเส้นทางเขาวงกตป่านลมกรด
คว้าอาวุธดาบเขี้ยวมาจากมือของมดทหารที่เดินเฝ้ายามตามเส้นทางในปราสาท
และบุกเข้าไปในห้องขององค์ราชินีแฟตอย่างไร้ซึ่งมารยาท
“ (ศัตรู! มีศัตรูอยู่ที่นี่! ใครก็ได้ รีบมาช่วยเร็ว! ----กรี๊ด!?) ”
เสียงของราชินีดังก้องอีกครั้ง
แต่ผมมาทัน
เ้าพวกปีศาจั์กำลังเอาอาวุธร้ายจ่อคอขององค์ราชินีอยู่พอดี
ผมรีบพุ่งเข้าไปกั้นขวางกลางเอาไว้
ถึงจะมีคำถามมากมายว่าทำไมพวกปีศาจั์ถึงลอบเข้ามาที่นี่ได้ แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาสืบหาความจริง
การปกป้ององค์ราชินีต้องมาก่อน
“ไม่เป็ไรนะครับท่าน---”
“เ้าคนสามหาว! ทำไมไม่รีบมาให้เร็วกว่านี้ฮะเ้าสเลบ! แล้วนี่อะไร!? ต่อหน้าองค์ราชินีทำไมถึงมาเปลือยกายเช่นนี้ต่อหน้าข้า!? ”
“...ขออภัยเป็อย่างสูงครับท่าน”
ท่านยังคงปากเสียไม่เสื่อมคลาย… ให้ตายสิ รู้งี้ไม่น่ารีบร้อนแจ้นมาช่วยเลย
ย้ายไปรับใช้องค์ราชินีคนอื่นดีกว่ามั้ยเนี่ย?
“แว้ด ๆ ๆ! @#%@”
นั่น แถมยังพ่วงตามมาด้วยคำด่าทออีก
“แว้ด ๆ @! $#% ฮึ… แต่ดีแล้วที่เ้ามาทัน ขุนพลของข้า...ขอบคุณนะ”
“ครับ กระผมมาอยู่ที่นี้แล้ว ดังนั้นวางใจได้เลยครับ กระผมจะไม่ยอมให้ปีศาจั์หน้าไหนมาทำร้ายท่านได้อีกแล้ว”
ผมตอบกลับท่านองค์ราชินีไปตามหน้าที่
ทั้งที่ไม่ใช่เวลามามัวพูดอย่างเป็ทางการแท้ ๆ แต่กับยัยป้านี่ ถ้าไม่พูดแบบนี้ เดียวคงได้บ่นใส่สมองเป็ชุดอีกแน่
ว่าแล้วผมก็หันกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรู
ปีศาจยักตรงหน้ามีรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากบานา รวมไปถึงอาวุธที่มันถือด้วย
อาวุธของมันคือดาบั์ที่ทำจากเขี้ยวสัตว์ขนาดใหญ่ รูปแบบของด้ามดาบกับตัวดาบที่ทำจากหลายวัสดุผสมกันนั้น ออกจะแตกต่างจากดาบเขี้ยวของพวกเราซึ่งมักจะทำจากเขี้ยวสัตว์ร้อยเปอร์เซ็น
เพียงแค่ความยาวของตัวดาบ มันก็ยาวประมาณสองเมตรครึ่งได้แล้ว
“สเลบ”
“...”
ผมลองหยั่งเชิงด้วยการเอยนามของตัวเองออกไป
ปีศาจั์ไม่ได้เอยนามของตัวเองกลับมาเหมือนอย่างที่บานาทำ
มีเพียงแต่สายตาสังหารที่ตอบกลับมาให้เท่านั้น
ผมเริ่มพิจารณาถึงแผนการต่อสู้กับมัน
หากคิดถึงระยะโจมตีของอาวุธ กับอุปกรณ์ที่สวมใส่ คงต้องบอกว่าตัวเองเสียเปรียบกว่ามากนัก
ในตอนที่คิดเช่นนั้น ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
มันเหวี่ยงดาบกวาดมาในแนวราบที่กินพื้นที่ข้างหน้าไปกว่าสองเมตรครึ่ง
ผมรีบขยับถอยหลังเพียงเล็กน้อย แล้วพุ่งตัวสวนกลับไปทันที
ไม่มีทางที่เหวี่ยงดาบเป็วงกว้างขนาดนั้น แล้วจะกลับมาตั้งรับได้ทันหรอก
แต่ศัตรูมันกลับหาทางรับมือระยะประชิดได้
ทันทีที่ผมพุ่งเข้าประชิด มันก็ง้างหมัดรอผมเอาไว้แล้ว
หมัดซ้ายที่ปล่อยจากดาบได้หวดเข้าใส่ตรงมาที่ใบหน้า
ผมใช้ดาบเขี้ยวทั้งสี่รับเอาไว้
แต่มันว่องไวมาก มันรีบคลายกำมือ แล้วแผ่ออกเป็แผ่นกว้างเพื่อลู่ไปดาบคมของดาบ จนสามารถเบี่ยงวิธีคมดาบที่จะเฉือนิัของมันออกมาได้
ผมใช้ดาบเขี้ยวในมือซ้ายแทงลงไปตรง ๆ พื้นที่น่าจะเป็ช่องท้องของมัน
แต่มันสามารถยกดาบเขี้ยวั์มารับเอาไว้ได้ทัน
แล้วพลิกผันใช้แรงจากการแทงดาบของผมให้เป็ประโยชน์ ปล่อยให้แรงนั้นเบี่ยงวิถีออกไปอีกทาง
ผมเสียสมดุล
มันรีบกำหมัดเตรียมที่จะชกเข้าใส่ส่วนหัวที่เปราะบาง
ผมรีบทิ้งดาบทั้งสองที่อยู่ในมือ แล้วใช้มันถีบใส่ร่างของศัตรูเพื่อทิ้งระยะห่างออกมา
เกิดความเงียบชวนอึดอัดขึ้นมาภายในห้องอีกครั้ง
ทุกทวงท่าของศัตรูนั้นงดงาม เป็วรยุทธรุกรับอย่างมีหลักการ
ผิดกับวิธีต่อสู้ของบานา รายนั้นออกจะซื่อตรงและพึ่งพาสัญชาตญาณนักสู้ ผิดกับของปีศาจั์ตรงหน้านี้
เ้านี่ออกจะมีทวงท่าสวยงามและดูมีหลักเกณฑ์มากกว่า
หรือว่าพวกปีศาจั์จะมีวิชาการต่อสู้เหมือนที่พวกผมมี?
เทคนิคการต่อสู้ของพวกเรามีไว้เพื่อใช้สังหารศัตรูในสนามรบและปกป้องตัวเอง
เรียนรู้เพื่อเข้าใจถึงหลักการ อ่านท่วงท่าต่อสู้ และอ่านเกมส์ให้ขาดในการเอาชนะศัตรูที่มีพละกำลังเหนือกว่า
เพราะสามารถเข้าถึงจุดสูงสุดของวิชาดาบสี่เล่มได้ กระผมที่เป็มดทหารเลวระดับต่ำสุดจึงกลายเป็ขุนพลของกองทัพราชินีแฟตเช่นนี้
กระผมคว้าเอาโครงกระดูกท่อนยาวพอดีมือมาสองแท่ง แทนดาบเขี้ยวสองเล่มที่ทิ้งไป
การต่อสู้ได้กลายเป็เหมือนดั่งเกมส์กระดาน
ปีศาจั์พยายามอ่านท่าร่างการโจมตีของผม ในขณะที่ผมเองก็พยายามอ่านการโจมตีจากท่าร่างของมัน
หากใครเลือกตาเดินพลาด นั่นก็หมายถึงชีวิตของตัวเอง
ดาบใหญ่นั้นมีข้อได้เปรียบที่กินระยะโจมตีกว้าง แถมยังรุนแรง แต่ก็มีข้อด้อยที่มีช่องโหว่มากหลังจากเหวี่ยงดาบไปแล้วเช่นกัน
ดังนั้นผมจึงใช้ประโยชน์จากขนาดตัวที่เล็กกว่า วิ่งเข้าประชิด และกระหน่ำพายุดาบเข้าใส่
ไม่มีการลองเชิงอีกเป็ครั้งที่สอง คราวนี้ผมทุ่มกำลังและสมาธิทั้งหมดเข้าโจมตีใส่ศัตรูตรงหน้า
ปีศาจั์กำลังถูกผมไล่ต้อน
มันพยายามที่จะสร้างระยะห่างเพื่อหวดดาบลงมา
แต่ผมไม่เปิดช่องว่างให้มัน
กระหน่ำรัวจนทำให้มันต้องจำยอมใช้ดาบอันใหญ่โตนั้นมาป้องกันต่างโล่ั์
รัวลงไปที่จุด ๆ เดียวจนใบดาบเริ่มปริร้าว
ปีศาจั์เริ่มรู้ตัวว่าผมเล็งสิ่งใดเอาไว้
มันเดาะลิ้นอย่างไม่พอใจ และเริ่มแสดงสีหน้าร้อนรนออกมา
จนกระทั้ง---
*เคร้ง! *
อาวุธของมันถูกทำลายลง
“เฮ้ย!? ”
ในตอนที่ทำลายอาวุธของมันได้ กระผมก็ต้องรีบยกอาวุธของตัวเองทั้งสี่มาป้องกันใบหน้าเอาไว้
มีบางอย่างกำลังพุ่งเข้าใส่หน้าสวนกลับมา
ร่างของผมกระเด็นไปชนที่ผนังของห้อง
ที่ตรงหน้านั้น มีหินรูปทรงรักบี้แตกกระจายกองอยู่
ในเวลาเดียวกัน ปีศาจั์ก็ผิวปากดังลั่นพร้อมกับวิ่งไปทางหน้าต่าง
คิดจะหนีอย่างงั้นหรือ!
“ (นี่คือคำสั่งจากขุนพลสเลบ ในนามของราชินีแฟต ขอให้ทหารทุกนายวางตาข่ายล้อมศัตรูเดียวนี้ ปีศาจั์ตัวหนึ่งกำลังจะหนีออกไปจากปราสาท ห้ามให้มันหนีไปได้เด็ดขาด และห้ามฆ่าทิ้งด้วย จับเป็เท่านั้น!) ”
กระผมรีบส่งคลื่นสมองสั่งการลงไปที่ทุกคนในเมืองทันที
ผมเริ่มคิดความเป็ไปได้หลาย ๆ อย่าง
ศัตรูที่อยู่ในฐานคนเดียว? มาเพื่อลอบสังหาร? ไม่ใช่หรอก โลกนี้ความตายไม่ใช่จุดจบ ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่ใช่การลอบสังหาร
แต่น่าจะเป็การมาสืบข้อมูลมากกว่า
ในเมื่อไม่รู้ว่าในหัวของมันรู้อะไรไปบ้าง ดังนั้นจะปล่อยให้กลับไปไม่ได้
มีแต่ต้องจับเป็เท่านั้น
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงคำรามก้องไปทั่วฟ้า
ที่นอกหน้าต่างเกิดแสงสีแดงเพลิงส่องประกายขึ้นมา
อะไร? ตอนนี้ยังเป็่กลางคืนไม่ใช่หรือยังไง?
ผมรีบวิ่งออกไปดูที่นอกหน้าต่าง
แล้วก็ต้องพบกับสิ่งที่น่าใ
ปีศาจั์ตัวเมื่อกี้ มันกำลังขี่สัตว์ั์มีปีกอยู่
เกล็ดสีเขียว ปีกสีเขียว หน้าตาคล้ายกับพวกสัตว์เลื้อยคลาน
มันตัวใหญ่คับท้องฟ้า ทั่วทั้งเมืองต่างจมอยู่ในกองเพลิงที่มันพ่นแผดเผาออกมา
เป็สิ่งมีชีวิตที่ดูดุดันหน้าเกรงขามราวกับเป็ผู้ยืน ณ จุดสูงสุดของโลกใบนี้
“โกร้ววววว! ”
มันคำรามก้องอีกครั้ง
มดทหารเลว มดทหารระดับสูง และมดองครักษ์ ต่างพยายามอย่างเอาเป็เอาตายในการใช้สติงเกอร์ปาหินโจมตีใส่มัน
แต่ด้วยปีกที่ทรงพลัง เพียงแค่มันกระพือ อาวุธของพวกเราก็ปลิวกระจายไม่เป็ท่าแล้ว
แล้วปีศาจร้ายกับสัตว์ั์ก็บินลาจากหายไปในความมืดมิด
“...ขี้โกง”
ผมพูดพึมพำออกมาเช่นนั้น
ภายในหัวของผมเริ่มสับสน ทำไมพวกปีศาจั์ถึงสามารถควบคุมบงการสัตว์ได้?
แต่ทุกอย่างมันลงตัว เพราะในาเมื่อสี่วันก่อน พวกมันยังควบคุมสัตว์ร้ายสีทองโจมตีพวกเราเลยไม่ใช่หรือ?
ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้ข้อสรุป
[พวกปีศาจั์สามารถบงการสัตว์ร้ายได้]
ผมหันไปมองท่านองค์ราชินี
ท่านมองดูเหม่อลอยไปที่นอกหน้าต่างพร้อมกับผม
“ท่าจะเป็เื่ยุ่งยากแล้วสิสเลบ”
“ครับท่านองค์ราชินี…”
ท่านแฟตเองก็ได้ตระหนักถึงอันตรายนี้แล้วเช่นกัน
พวกเราเผ่าอาร์โธร์โพดานั้น ไม่ค่อยถูกโรคกับพวกที่บินบนฟ้าได้
อาวุธที่เคยพัฒนาเพื่อล่าสัตว์บินได้จากโลกเก่า ก็มีอย่างมากแค่ธนูกับเครื่องยิงฉมวกเท่านั้นเอง
แถมในตอนนี้ก็ไม่มีไม้มากพอจะมาสร้างของแบบนั้นได้
แต่เห็นมีการคาดการว่าทางตะวันออกมีป่าผืนใหญ่ตั้งอยู่ งั้นอีกหน่อยคงแก้ปัญหาเื่ทรัพยากรณ์ไม้ขาดแคลนได้นั่นละ
“ยังพอสู้ได้อยู่ ถ้าพวกปีศาจั์ไม่รีบบุกมาก่อนก็คงจะดี…”
ผมพึมพำกับตัวเองเช่นนั้น
“สเลบ…”
“ครับท่าน? ”
ในตอนนั้นเองที่ท่านองค์ราชินีหันมาทางผมด้วยสีหน้าที่จริงจัง
ยัยป้าที่เอาแต่ด่าทอ แต่พอมาอยู่ท่ามกลางแสงไฟอ่อน ๆ จากคบเพลิงก็ช่างดูงดงามยิ่งนัก
สมกับเป็องค์ราชินีของพวกเราที่ควรค่าแก่การรับใช้---
“ไปใส่เสื้อผ้าได้แล้วเ้าบ้า! ”
[ยัยป้า] พูดเช่นนั้นแล้วจับผมโยนลงมาจากทางหน้าต่างในทันที
หรือว่ากระผมควรหันไปรับใช้องค์ราชินีท่านอื่นดีกันนะ?