ตอนที่ 10 ผู้ไม่รู้หนังสือในยุคโบราณ (2)
อวี๋เจียวก้มหน้าลงราวกับรู้สึกกล้ำกลืนเหลือทน แต่ที่จริงกลับกำลังทอดถอนใจอยู่ ดูไปแล้วคงจะต้องอยู่อย่างถ่อมเนื้อถ่อมตัวไปอีกหลายปีต่อจากนี้ คุณหนูใหญ่คนนี้อายุยังน้อยแต่ฉลาดเฉลียวมีไหวพริบ คุณหนูสองรู้หลบเป็ปีกรู้หลีกเป็หาง เดินตามรอยเท้าของพี่สาวคนโต คุณหนูสามอุปนิสัยไร้เดียงสา ถูกตามใจจนเคยตัว แต่ไม่มีจิตคิดร้ายต่อใคร เพียงแต่เห็นใครดีกว่าตนเองไม่ได้...หากเป็เช่นนี้ นางเพียงแค่ทำตัวเป็เด็กน้อยน่าสงสารผู้ว่านอนสอนง่าย ก็น่าจะผ่านพ้นวันคืนไปได้อย่างสงบสุข
ขณะกำลังคิดอยู่ พลันเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มหนึ่งที่ถูกส่งมาจากที่นั่งข้างๆ อวี๋เจียวหันหน้าไปมอง ก็เห็นเป็พี่รองอวี๋เตี๋ย
อวี๋เตี๋ยเห็นนางหันหน้ามาก็ส่งรอยยิ้มเหนียมอายกลับไป จากนั้นก็หันไปจัดกระดาษแล้วเริ่มเขียนตัวอักษรอย่างเงียบๆ ใช้การกระทำแสดงให้รู้ว่า นางยังไม่ต้องใช้หนังสือเล่มนี้ในตอนนี้
อวี๋เจียวมองดูการกระทำของคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ก็รู้สึกอบอุ่นในจิตใจ นางเปิดหนังสือเล่มบางๆ ด้วยความดีใจ แต่ก็ต้องตะลึงงันในทันใด
อวี๋เจียวผู้ซึ่งเกิดมาใต้ธงสีแดง เติบโตท่ามกลางสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ[1] ได้รับการศึกษาตามนโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐานเก้าปี และผ่านการศึกษาที่เน้นการสอบแข่งขันมาถึงเจ็ดปี กลับพบว่าแท้จริงแล้วตนเองกลายเป็คนที่ไม่รู้หนังสือคนหนึ่ง! นี่ไม่ใช่ตัวอักษรจีนแบบดั้งเดิมแน่นอน หรือจะพูดอีกอย่างว่านี่ต้องไม่ใช่ตัวอักษรจีนแบบดั้งเดิมที่นางเคยเห็นเป็แน่ แต่พอมาคิดดูอีกที ตัวอักษรจีนมีวิวัฒนาการมาเป็พันๆ ปี อีกอย่างที่ที่นางมาก็เป็ราชวงศ์เหนือจินตนาการ ดังนั้นตัวอักษรอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างไปจากที่เคยเห็นบ้าง นางน่าจะสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก อืม น่าจะเข้าใจได้มายากจริงๆ
อวี๋เจียวคอยล้างสมองตัวเองไปเรื่อยๆ นางอดทนแล้วอดทนเล่า แต่สุดท้ายก็ทนไม่ได้ ตัวนางอีกคนในใจโมโหจนล้มโต๊ะ เหลือแค่ยังไม่ได้แหงนหน้าะโขึ้นฟ้าว่า ‘ไหนใครกัน ออกมาสิ กล้าส่งฉันไปยัง่ประวัติศาสตร์ที่มันถูกต้องหน่อยได้ไหม’
ในขณะที่กำลังกลัดกลุ้มอยู่นั้น ผ้าม่านก็ถูกเลิกขึ้น สตรีวัยกลางคนท่าทางเคร่งขรึมนางหนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก นางสวมชุดคลุมยาวสีครามลายเรียบๆ เม้มริมฝีปากไว้แน่น หลังจากเดินเข้ามาก็มองไปทางอวี๋เจียวเป็คนแรก จนกระทั่งเหลือบไปเห็นหนังสือที่นางถืออยู่ สีหน้าจึงดูผ่อนคลายลง ราวกับพอใจในสิ่งที่เห็น
จากนั้นนางก็ตรวจดูตัวอักษรที่อวี๋เยียนและคนอื่นๆ เขียนไว้เมื่อวาน หลังจากชี้แนะให้คำติชมผลงานทีละคนแล้ว จึงเดินเข้ามาใกล้อวี๋เจียว ถามด้วยน้ำเสียงใจดีว่า “นี่คงจะเป็คุณหนูสี่”
อวี๋เจียวรีบยืนขึ้นมาคำนับ “คารวะอาจารย์เ้าค่ะ”
“อืม นั่งลงได้” อาจารย์หญิงแย้มยิ้มพลางพยักหน้า แล้วหยิบ ‘ตำราสอนหญิง’ ขึ้นมาจากบนโต๊ะ พลันเอ่ยถาม “การบ้านของคุณหนูสี่ทำไปถึงไหนแล้ว มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจหรือไม่”
วันนี้เช้าเพิ่งได้รับการบอกกล่าวว่าจะมีนักเรียนเพิ่มอีกหนึ่งคน นั่นก็คือคุณหนูสี่แห่งตระกูลอวี๋ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยพบเจอกับคุณหนูสี่ท่านนี้มาก่อน แต่เห็นว่าคุณหนูหลายๆ คนในตระกูลนี้ล้วนมีความรู้มากและแตกฉานในหลักการ ประกอบกับเมื่อครู่ตอนที่มาถึง ก็เห็นสาวน้อยนางนี้แต่งกายอย่างเหมาะสมและนั่งอ่านหนังสืออยู่ ดังนั้นอวี๋เจียวจึงนับว่ามีภาพลักษณ์ที่ไม่เลวในสายตาของอาจารย์ท่านนี้ ทำให้รู้สึกว่านางจะต้องเป็นักเรียนที่ดีคนหนึ่ง
หากแต่นางไม่รู้เลยว่านักเรียนคนดีในใจของนางคนนี้ ได้ยินคำพูดเช่นนั้นแล้วก็แทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี แม้ว่าอวี๋เจียวจะรู้สึกว่าตนเองหน้าหนาสักเพียงใด แต่พอนึกถึงคำพูดที่จะเอ่ยต่อจากนี้ก็อดรู้สึกร้อนฉ่าบนใบหน้าไม่ได้ “เรียนอาจารย์ ศิษย์ยังไม่เคยอ่านตำราเล่มนั้น”
อาจารย์หญิงตะลึงงันไปชั่วครู่ แล้วถามด้วยรอยยิ้มอบอุ่นว่า “ไม่เคยอ่าน ‘ตำราสอนหญิง’ งั้นหรือ แล้ว ‘สุภาษิตเตือนใจหญิง’ ล่ะ เคยศึกษามามากน้อยเพียงใด”
อวี๋เจียวไม่ทนให้อาจารย์ท่านนี้ถามต่อไปอย่างมีความหวัง นางกัดฟันตอบออกไปว่า “อาจารย์ ศิษย์ยังไม่เคยเรียนวิชา” คำพูดนี้น่าจะชัดเจนพอนะ คงไม่มีใครไม่เข้าใจแล้วละ
ยังไม่เคยเรียนวิชา นางมองดูอวี๋เจียวที่ตัวเตี้ยกว่าตนประมาณครึ่งศีรษะ แล้วหันกลับไปมองอวี๋ฉุนที่กำลังถือพู่กันในมือด้วยสีหน้าไร้เดียงสา อาจารย์หญิงใจนยกมือขึ้นทาบหน้าผาก เม้มริมฝีปากไว้แน่นอีกครั้ง แสดงสีหน้าชัดเจนว่า ‘ให้ตายเถอะ’
อวี๋เจียวหดคอลงอย่างไม่อาจเผชิญกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ ฮือๆๆ นางก็ไม่ได้อยากให้มันเป็แบบนี้ ทั้งหมดเป็ความผิดของท่านเทพย้อนเวลาต่างหาก!
เชิงอรรถ
^ เป็นคำพูดที่กล่าวถึงหนุ่มสาวที่เกิดหลังคริสต์ทศวรรษ 1980 ซึ่งประเทศจีนอยู่ภายใต้การปกครองแบบสาธารณรัฐประชาชนจีน และเติบโตท่ามกลางการบริหารงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน