สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 98 ทดสอบวรยุทธ์

            ติงเซิ้นซาลุกขึ้นแล้วสะบัดชุดของตัวเอง“เชียนจีสุนัขเอ๊ย ไม่เห็นจะเก่งตรงไหน”

     

            เขาลุกขึ้นเก็บมีดเพิ่งจะเริ่มก้าวไปด้านหน้าเขาก็กระอักเลือดออกมาทันที ร่างกายล้มไปด้านหน้าอย่างไม่อาจควบคุมได้จากนั้นก็สลบไม่ได้สติอีกเลย ศิษย์สำนักต้าติงที่เหลือรีบมาประคองตัวเขาไว้ แล้วพาจากไปอย่างรวดเร็ว

     

            บนถนนร่างของจางติ่งป๋างที่ขาดเป็นสองท่อนยังคงอยู่ตรงนั้น ไม่มีใครกล่าวถึงเลยสักคำ

     

            ด้านหน้าตรอกมีชายหนุ่มสวมชุดสำนักต้าติงยืนอยู่เขาหยิบทองออกมาสองก้อน แล้วยื่นให้คนที่เดินผ่านมา “ช่วยเอาร่างนั้นไปฝังให้ข้าหน่อย”

     

            “หา?”

     

            คนที่เดินผ่านทางคนนั้นชะงักไป เขาไม่กล้าเดินเข้าไปรับแต่กลับมองทองสองก้อนนั้นอย่างไม่วางตาสุดท้ายก็ทนไม่ได้ยื่นมือไปหยิบมันมา “ฝังไว้ที่ไหน?”

     

            “ที่ไหนก็ได้”

     

            คนของสำนักต้าติงพูดเพียงเท่านั้นก็เดินจากไป

     

            “แปลกคนจริง ๆ”

     

            คนที่เดินผ่านทางบ่นพึมพำกับตัวเองจากนั้นก็ไปซื้อผ้าห่อศพกับป้ายชื่อและจ้างคนอื่นให้ช่วยตนเอาศพนี้ไปฝังนอกเมืองทั้งหมดใช้เงินไปเพียงสามตำลึงเท่านั้น เงินที่เหลือเพียงพอให้เขามีเงินใช้ไปช่วงหนึ่งเลยทีเดียวไม่เคยคิดเลยว่ากลางถนนมีคนตายแบบนี้แต่หน่วยฟางกู้ไม่ออกมาสนใจเลยแม้แต่น้อย

     

            หลังจากจ้างคนฝังศพศิษย์ร่วมสำนักแล้ว เขาก็เดินผ่านถนนหนึ่งสายพอถึงปากตรอกก็ขวางศิษย์จากสำนักต้าติงกลุ่มนั้นเอาไว้พอดี เมื่อคนพวกนี้เห็นชายหนุ่มที่ยืนขวางต่างก็ชะงักไปทันทีพวกเขาตกใจจนร่างกายสั่นเทา

     

            “ศิษย์...ศิษย์พี่ซู”

     

           หนึ่งในศิษย์สำนักต้าติงตอบสนองสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เขารีบยกมือขึ้นคารวะ“ศิษย์พี่ซู”

     

            คนที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่ซูมองไปที่ติงเซิ้นซาจากนั้นก็พูดขึ้นเบา ๆ “อย่าส่งกลับไปที่สำนักเลย ส่งไปที่จวนท่านรองเจ้ากรมพิธีการเถอะบุตรชายเขาเกือบตายขนาดนี้ อย่างไรเสียเขาก็ต้องหาวิธีช่วยแน่”

     

            ศิษย์สำนักต้าติงคนนั้นรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว“เราจะทำตามที่ศิษย์พี่ซูแนะนำ”

     

            ชายคนนั้นคือซูเฟยหลุนแห่งสำนักต้าติงนั่นเอง

     

            “ใครให้พวกเจ้ามาฆ่าอันเจิง” เขาถาม

     

            มีคนตอบขึ้นอย่างรวดเร็ว “คือ...เป็นคำสั่งของท่านเจ้าสำนัก”

     

            อืม...ซูเฟยหลุนตอบกลับ“คนในสำนักต้าติงออกมามีเรื่องทั้งที เข้าไปสู้ถึงสองคนแต่ก็ยังแพ้อีก น่าขายหน้าสิ้นดี”

     

            เมื่อพูดจบเขาก็เดินจากไปและหายไปจากถนนเส้นนี้อย่างรวดเร็วเหลือเพียงเสียงถอนหายใจโล่งอกของใครบางคน ราวกับหลุดจากโทษประหารก็ไม่ปานหนึ่งในนั้นถามขึ้น “ศิษย์พี่ซูจะไปหาอันเจิงหรือไม่นะไปช่วยพวกเรากู้หน้าของสำนักกลับมา?”

     

            อีกคนในนั้นส่ายหน้าทันที “อย่างอันเจิง...ไม่คู่ควรให้ศิษย์พี่ซูลงมือเองหรอกเป้าหมายคู่ต่อสู้ของศิษย์พี่ไปถึงขั้นที่สูงมากกว่านั้นแล้วล่ะ”

     

            “ได้ยินมาว่าศิษย์พี่ซูมีพลังสูงกว่าขอบเขตจุติสวรรค์แล้วหรือ?”

     

            “ต่อให้ศิษย์พี่จะมีพลังอยู่ในระดับกิเลสมารก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเขาคือซูเฟยหลุนเชียวนะ ซูเฟยหลุนที่ใต้หล้านี้มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น”

     

            คนเหล่านี้ไม่กล้าเสียเวลาพวกเขารีบยกตัวของติงเซิ้นซาวิ่งไปยังจวนของรองเจ้ากรมพิธีการ

     

            อันเจิงเดินตามเชียนจีหกคนนั้นไป สุดท้ายก็ถามขึ้นอย่างอดไม่ได้“ที่พวกเจ้าสั่งสอนเมื่อครู่เป็นคนตระกูลติง เป็นตระกูลที่สูงส่ง เขาใช่บุตรชายของรองเจ้ากรมพิธีการหรือไม่?”

     

            “ใช่” เชียนจีที่เดินอยู่ด้านหน้าตอบกลับโดยไม่ได้หันหลังกลับมามองอันเจิง

     

           “แล้วเจ้ายังกล้าลงมือรุนแรงขนาดนั้นเชียวหรือ” อันเจิงพูดระคนหัวเราะ

     

            เชียนจีตอบกลับ“ไม่ได้ฆ่าให้ตายในทีเดียว ไม่ถือว่ารุนแรง”

     

            “คำสั่งที่เรียกพวกเจ้ากลับหน่วยทหารเมื่อครู่เป็นของปลอมใช่หรือไม่?” อันเจิงถาม

     

            “ใช่ แต่เขามีตราของหน่วยทหาร”

     

            “หน่วยทหารก็ถูกคุกคามไม่น้อยแม้แต่ตราประจำตัวยังถูกปลอมแปลงขึ้นมา”

     

            “ฉะนั้นหน่วยทหารยังตายไม่มากพอ”

     

            เชียนจีตอบกลับด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกจากนั้นก็เร่งฝีเท้าไปด้านหน้า อันเจิงเร่งฝีเท้าตามพวกเขาไปเพียงไม่นานพวกเขาก็ถึงหน่วยทหารแล้ว

     

            เชียนจีทั้งหกพาอันเจิงไปส่งที่หน้าห้องของเฉินไจ่เหยียนเสนาบดีคนใหม่ของหน่วยทหาร จากนั้นพวกเขาก็วางมือเอาไว้บนดาบโลหิตและยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูอันเจิงยังไม่ทันจะยกมือเคาะประตูก็ได้ยินเสียงเฉินไจ่เหยียนพูดมาจากในห้อง“เข้ามาสิ”

     

            อันเจิงเปิดประตูเข้าไป เขาเห็นเฉินไจ่เหยียนนั่งอยู่ท่ามกลางกองกระดาษมากมายบนโต๊ะนอกจากจะมีกระดาษต่าง ๆ แล้ว ยังมีถ้วยข้าวและจานกับข้าวอยู่ด้วย ทว่าทั้งข้าวและกับต่างก็เย็นหมดแล้ว

     

            ดวงตาเฉินไจ่เหยียนจ้องไปที่กระดาษบนโต๊ะขณะที่ในมือกำลังถือตะเกียบอยู่ เขาเขี่ยข้าวเข้าปากและยื่นตะเกียบไปคีบผักในจานแต่ยังไม่ทันคีบผักได้สักชิ้นก็นำตะเกียบกลับเข้าปากแล้ว จากนั้นก็เคี้ยวต่ออย่างไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่ได้คีบผักมา

     

            “นั่งก่อนสิ”

     

            เฉินไจ่เหยียนหยิบพู่กันแล้วเขียนอะไรบางอย่างไปบนกระดาษนั้นสักพักก็พลิกไปอีกหน้า กระดาษทางซ้ายมือของเขากองสุมเป็นตั้ง แต่กระดาษฝั่งขวากลับเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบมันถูกแบ่งออกเป็นสามกองด้วยกัน

     

            “เรื่องทั่วไปก็ต้องมีหนักเบา งานเหล่านี้มีบางส่วนต้องรีบส่งเข้าไปในตำหนักวิหารสวรรค์ทันทีและบางส่วนหน่วยทหารก็จัดการเองได้เลย ฉะนั้นต้องแบ่งออกมาอย่างละเอียด”

     

            เฉินไจ่เหยียนยกถ้วยข้าวขึ้นมาอีกครั้งแล้วกินจนหมดถ้วยในสามสี่คำ

     

            อันเจิงสังเกตเห็นว่าเขาไม่ได้กินกับข้าวเข้าไปแม้แต่คำเดียว

     

            เฉินไจ่เหยียนมองกระดาษในมือพลางพูดขึ้น“เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

     

            อันเจิงตอบกลับ “ไทเฮาเป็นคนสั่งการ?”

     

            เฉินไจ่เหยียนพยักหน้า“ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่งั้นจะเป็นใครไปได้ เจ้าเข้าเฝ้าราชาตามลำพังกว่าหนึ่งชั่วโมงแบบนี้ดูมีพิรุธอย่างมากหากไทเฮาไม่จัดการเรื่องนี้สิแปลก ราชาทรงอยากได้คนมีความสามารถเป็นอย่างมากถึงได้ทรงทำแบบนั้นลงไป”

     

            “ทหารเชียนจีทำร้ายบุตรชายท่านรองเจ้ากรมใต้เท้าไม่กลัวจะเกิดปัญหาอีกรึ?”

     

            “เกิดเรื่อง?หากกล้าก่อเรื่องน่ะสิแปลก อีกอย่าง เขาได้เป็นเสนาบดีของกรมพิธีการตั้งนานแล้วคนคนนี้เป็นสุนัขรับใช้ของไทเฮา แต่เขาก็เป็นกำแพงหญ้าที่โอนเอนง่ายเพราะรู้ว่าไทเฮามีอำนาจมากกว่าจึงเลือกฝั่งนั้นแต่เขาก็ยังกังวลว่าราชสำนักอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ฉะนั้นจึงไหวเอนไปมาตลอดเวลาจะว่าไปแล้ว เด็กคนนั้นดูจะเลือกได้เด็ดขาดกว่าบิดาตัวเองเสียอีก รู้ว่าอยู่ฝั่งไหนแล้วคนอื่นจะไม่กล้าลงมือกับตน”

     

            เฉินไจ่เหยียนวางกระดาษในมือลง“วันมะรืนสำนักวรยุทธ์ชางจะทดสอบแล้ว เจ้าเตรียมตัวรึยัง?”

     

            อันเจิงตอบกลับ “หากวันมะรืนข้ายังไม่ตายเช่นนั้นก็ถือว่าเตรียมตัวเสร็จแล้ว”

     

            เฉินไจ่เหยียนหัวเราะ “ไม่ตายหรอกน่านับจากวันนี้เป็นต้นไปเชียนจีจะไม่ห่างเจ้าแม้แต่ก้าวเดียว”

     

            อันเจิงส่ายหน้า “อย่าเลยข้าไม่ชอบให้คนอื่นมาจับจ้องตอนข้านอน โดยเฉพาะผู้ชาย”

     

            เฉินไจ่เหยียนนั่งตัวตรงจากนั้นก็ขยับไหล่คลายเมื่อยเล็กน้อย “นี่คือสิ่งที่หน่วยทหารติดค้างเจ้าความจริงแล้วเจ้ายังไม่ได้เลือกอย่างชัดเจนว่าตัวเองอยู่ฝั่งไหน แต่จุดที่เจ้าอยู่กลับกลายเป็นจุดสนใจของทั้งสองฝั่งแต่ถึงอย่างนั้น เรื่องนี้ก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว คนส่วนใหญ่รู้จักเจ้ามากขึ้นต่อไปในอนาคตมันก็อาจช่วยเหลือเจ้าได้”

     

            “หรืออาจทำให้ตายเร็วกว่าเดิม” อันเจิงพูดต่อ

     

            เฉินไจ่เหยียนก้มหน้ามองกระดาษบนโต๊ะ“เรื่องทุกเรื่องก็มีสองแง่เสมอ มีดีก็มีร้าย หากตายก่อนสิ่งดี ๆ จะมาถึงก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา”

     

           อันเจิงอยากถามออกไปว่าการตายของท่านเสนาบดีเกี่ยวข้องกับท่านหรือไม่แต่คำถามเหล่านี้ก็ถูกหยุดไว้ที่ริมฝีปากของเขาเท่านั้น

     

            เฉินไจ่เหยียนราวกับรู้สึกได้ว่าอันเจิงอยากพูดอะไรบางอย่างแต่กลับเงียบไปเขาเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง “ปัญหาร้อยแปดพันเก้า แต่เรื่องของแคว้นสำคัญที่สุดวันนี้ข้ายังอยู่หน่วยทหาร ไม่ว่าอย่างไรหน่วยทหารก็ยังเป็นหน่วยทหารนี่เป็นบทสรุปที่ดีที่สุดแล้วล่ะ หากไม่มีข้าแล้วหน่วยทหารคงกลายเป็นทุ่งดอกไม้ของไทเฮาแน่เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ กลับไปเตรียมตัวทดสอบเข้าสำนักวรยุทธ์ชางด้วยล่ะจริงด้วย...เรื่องที่เจ้าเสนอให้สตรีเข้ามาเรียนในสำนักวรยุทธ์ชาง ข้าทูลขออนุญาตกับราชาแล้วทรงไม่ได้คัดค้านอะไร”

     

            เหตุผลที่มู่ฉางเยียนไม่ได้คัดค้านก็เพราะเขากำลังสร้างตัวตนให้ตัวเองอยู่ไม่อย่างนั้นคนในแคว้นเยี่ยนก็คงจะรู้จักแต่ไทเฮา ไม่มีใครรู้จักราชาแล้ว

     

            อันเจิงพยักหน้า “ขอบคุณใต้เท้า”

     

            เขาลุกขึ้นและเตรียมตัวจะจากไป เฉินไจ่เหยียนเงยหน้าแล้วพูด“เรื่องนี้ต้องเป็นไปอย่างราบรื่น เพราะว่า...ไทเฮา”

     

            คำพูดนี้ดูสับสนอยู่มาก อันเจิงไม่แน่ใจว่าเฉินไจ่เหยียนกำลังคิดอะไรอยู่

     

           ต่อไปเรื่องนี้ก็จะราบรื่นเหมือนที่อันเจิงคิดเอาไว้วันรุ่งขึ้นก็มีประกาศออกมาติดตามถนนแล้ว ในประกาศเขียนไว้ทำนองว่า หากสตรีมีใจรักแผ่นดินเยี่ยนก็สามารถเข้ารับตำแหน่งอะไรก็ได้ ความหมายในนั้นก็คืออนุญาตให้ผู้หญิงเข้าสำนักวรยุทธ์ชางได้ไม่เพียงแค่สำนักวรยุทธ์ชางเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสำนักอื่น ๆ ด้วย

     

           อันเจิงเข้าใจถึงคำพูดที่สับสนของเฉินไจ่เหยียนได้ทันที...ไทเฮาได้ทรงทำเรื่องที่ถูกต้องอยู่เรื่องหนึ่งเพราะนั่นถือเป็นการทำเพื่อตัวพระนางเองด้วย

     

            ทุกคนต่างรู้ดีว่าตอนนี้ราชามู่ฉางเยียนเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้นอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของไทเฮาจนหมด ที่ผ่านมาไทเฮาไม่เคยทรงเรียกตัวพระนางเองว่าราชานั่นเป็นเพราะในอดีตไม่เคยมีสตรีขึ้นครองราชย์มาก่อน แต่ตอนนี้อันเจิงได้เสนอสิ่งที่ไทเฮาทรงคิดไว้มานาน หากสตรีสามารถเป็นทหารได้ เช่นนั้นสตรีก็สามารถทำงานในราชสำนักได้และในที่สุด...สตรีก็สามารถเรียกตัวเองว่าราชาได้แล้ว

     

            แน่นอนว่าฎีกาที่เขียนไม่มีชื่อของอันเจิงอยู่ในนั้นและตอนที่เรื่องนี้ถูกเสนอขึ้นในท้องพระโรงก็ไม่ได้มีการเอ่ยชื่ออันเจิงแม้แต่น้อย

     

            เรื่องนี้ได้กลายเป็นความเมตตาที่ไทเฮาทรงมีต่อสตรีทั่วหล้าเป็นไทเฮาที่ทรงสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในแคว้นเยี่ยน อันเจิงไม่เคยนึกเลยด้วยซ้ำว่าเรื่องนี้จะสำเร็จได้เพราะไทเฮา

     

            การทดสอบของสำนักวรยุทธ์ชางสำหรับอันเจิงแล้วไม่ได้ถือว่ายิ่งใหญ่อะไรมากมาย อย่างไรการเข้าไปในสำนักวรยุทธ์ชางก็ไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว

     

            แต่อันเจิงคิดไม่ถึงว่าในสนามทดสอบจะมีผู้คนมามุงดูเขามากมายขนาดนี้

     

            เมื่ออันเจิงพาตู้โซ่วโซ่ว ชวีหลิวซีและกู่เชียนเยว่มาปรากฏตัวหน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชางนั้น ผู้คนมากมายสองข้างทางปรบมือให้พวกเขาเสียงดังลั่นถนนที่มีความยาวห้ากิโลเมตร ผู้คนนับหมื่นคน และเสียงปรบมือที่ดังไม่ขาดสายไม่ว่าไทเฮาจะนำความดีความชอบเข้าตัวเองมากเท่าไหร่ แต่ประชาชนต่างก็รู้ดีว่าเรื่องนี้เริ่มมาจากอันเจิง

     

            หากไม่มีอันเจิง สำนักวรยุทธ์ชางก็คงไม่เปิดรับผู้คนกว้างขวางขนาดนี้หากไม่มีอันเจิง สตรีก็ไม่อาจเข้ารับราชการได้ และไม่อาจเข้าสำนักต่าง ๆ เพื่อฝึกพลังวัตรได้เช่นกัน

     

            จริง ๆ แล้วในเมืองนี้ก็มีสำนักวรยุทธ์ที่เปิดสำหรับสตรีโดยเฉพาะแต่เพราะความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม เจ้าสำนักของสำนักเหล่านี้จึงไม่มีสิทธิ์นั่งสูงเทียบเท่ากับเจ้าสำนักทั่วไป

     

            อันเจิงเดินผ่านเสียงปรบมือของประชาชนเข้าไปในสำนักวรยุทธ์ชางจากนั้นก็เห็นสายตาของผู้ตรวจการสำนักที่หันมามองอย่างสับสน ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์ฝึกสอนที่ยืนห่างไปก็มองอันเจิงด้วยสายตาที่แปลกประหลาดมากยิ่งกว่าหนึ่งในนั้นถึงกับมองมาอย่างไม่เป็นมิตร เพราะหลังจากอันเจิงทำให้สำนักวรยุทธ์ชางวุ่นวายหน่วยทหารเลยจัดการอาจารย์ฝึกสอนไปมากกว่าสิบคน อาจารย์ที่เหลืออยู่ในตอนนี้ถึงแม้จะไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีนักกับอาจารย์ที่ถูกจัดการไป แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกัน

     

            รังสีแห่งความเกลียดชังที่พุ่งออกมา หนึ่งในนั้นมาจากรองเจ้าสำนักเหยียนชวี่นั่นเอง

     

            ทุกคนต่างก็รู้ตำแหน่งของเหยียนชวี่เป็นอย่างดีก่อนที่เจ้าสำนักคนก่อนจะนำทหารไปสู้และตายในสนามรบตัวเขาเองก็ได้เป็นรองเจ้าสำนักแล้ว ในตอนนั้นทุกคนต่างคิดว่าเขาจะต้องได้เป็นเจ้าสำนักคนใหม่แน่นอน

     

            แม้กระทั่งตัวเขาเองก็นึกไม่ถึงว่า ห่าวผิงอันจะเลือกคนที่ไม่มีความรู้ด้านพลังวัตรแม้แต่น้อยมาเป็นเจ้าสำนักของสำนักวรยุทธ์ชาง

     

            ซางไห่จิง

     

            เขาเป็นคนที่ดูอ่อนโยน ผิวขาวเวลาเดินเหินก็มีลักษณะของขุนนางบุ๋นมากกว่าบู๊เขาเดินออกมายืนอยู่ด้านหน้าของทุกคน พลังความแข็งแกร่งดูบางเบากว่าคนอื่นมากโขแต่ชุดที่เขาสวมอยู่เป็นชุดที่มีอำนาจมากที่สุดในสำนัก หลังจากห่าวผิงอันตาย เฉินไจ่เหยียนก็มาพบกับซางไห่จิงและยืนยันให้ซางไห่จิงดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักเมื่อเป็นแบบนี้แล้วความโมโหของเหยียนชวี่จะไม่เพิ่มมากขึ้นได้อย่างไร

     

            ผู้เข้าร่วมทดสอบในวันนี้อย่างน้อยก็มีประมาณเจ็ดร้อยกว่าคนคนเหล่านี้ดูตื่นเต้นและคึกคะนองเป็นอย่างมาก

     

            ในจำนวนเจ็ดร้อยกว่าคนนี้ มีเพียงร้อยคนเท่านั้นที่จะสอบผ่านและเข้าสำนักวรยุทธ์ชางได้ที่จริงแล้วจำนวนเจ็ดร้อยกว่าคนนี้เป็นคนที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วรอบหนึ่งไม่เช่นนั้นจำนวนคนทั้งหมดจะมากถึงสองพันเก้าร้อยกว่าคนเลยทีเดียว

     

            “อนาถจริง ๆ”

     

            ในสมองอันเจิงปรากฏคำนี้ขึ้นมาผู้เข้าทดสอบเหล่านี้ต้องเผชิญหน้ากับฉากที่น่าอนาถอย่างที่สุด

     

            ส่วนคนที่สามารถเข้าสำนักวรยุทธ์ชางได้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความอนาถเช่นกันเพราะพวกเขาไม่เพียงต้องเผชิญหน้ากับสนามรบ แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับศิษย์ร่วมสำนักที่เกิดมาในตระกูลที่มียศมีตำแหน่งอีกด้วย

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน