ตอนที่ 1 ทะลุมิติแล้ว (2)
เถียนไฉ่เวยไม่รู้ว่าตัวเองทะลุมิติมาที่ยุคไหนสมัยไหน ประเทศตะวันออกมีอารยธรรมร่วมห้าพันปี ผ่านกลียุคมาไม่น้อย บันทึกทางประวัติศาสตร์ที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังก็ไม่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ยังมีบางยุคสมัยที่ไม่ได้จดบันทึก เป็ไปว่าตนอาจทะลุมิติมาในยุคสมัยที่ไม่มีในหน้าประวัติศาสตร์
เถียนไฉ่เวยรู้แค่ว่ายุคสมัยนี้ใช้เป็ระบบครอบครัวใหญ่ ความกตัญญูสูงส่งเทียมฟ้า ที่ยึดถือคือหากบิดามารดายังอยู่จะไม่แยกครอบครัว ดังนั้นรายได้ไม่ว่าจะเป็ผลผลิตในที่นาหรือเงินที่พวกลูกๆ หาได้จะต้องมอบให้ผู้าุโทั้งสองของตระกูลเถียนทั้งหมด จากนั้นถึงค่อยให้ผู้าุโทั้งสองแจกจ่ายลงมาอีกที
ในบ้านของเถียนจยาอัน งานที่หลินซื่อแม่ลูกทำนั้นลำบากและหนักที่สุด แต่เงินกับของที่แบ่งได้กลับน้อยนิดจนน่าสงสาร อิงจากคำกล่าวเดิมของเว่ยซื่อ บ้านรองมีแค่ตัวเสนียดสองตัว สืบสกุลไม่ได้ หากแบ่งให้พวกนางมากมายสุดท้ายจะไม่เสียเปล่าหรอกหรือ
บิดาของเถียนไฉ่เวยไม่มีบุตรชายจึงคิดแต่จะชดเชยให้บ้านใหญ่และบ้านสาม เขาไม่เคยมองบุตรสาวและภรรยาของตนตรงๆ สักครั้ง ยิ่งไม่สนใจความอยุติธรรมที่เว่ยซื่อทำกับพวกนางสามคนแม่ลูกเลยด้วยซ้ำ
ส่วนหลินซื่อ เพราะนางไม่มีบุตรชายประกอบกับนิสัยไม่สู้คน จึงทำได้เพียงข่มอารมณ์กลืนคำพูดของตนเท่านั้น
หลินซื่อใส่เสื้อผ้าเสร็จแล้ว เห็นเถียนไฉ่เวยยังนอนอยู่บนเตียงเตา[1]เช่นเดิม นางรู้ว่าเมื่อวานเถียนไฉ่เวยใช้แรงมาทั้งวัน คงเหนื่อยล้าไม่น้อย แม้จะไม่อยากปลุกอีกฝ่าย แต่ก็กลัวว่าหากขี้เซาอยู่อย่างนี้อาจถูกเว่ยซื่อทุบตีเอาได้
เดือนก่อนเด็กน่าสงสารคนนี้เพิ่งถูกพวกเว่ยซื่อแม่สามี สะใภ้ และบุตรสาวรวมห้าคนทุบตีเหมือนปิดประตูตีสุนัขจนหมดลม ไม่รู้ว่าเป็เพราะ์เห็นแล้วสงสารหรือไม่ พอผ่านไปหนึ่งคืนก็ทำให้นางที่ตัวสั่นเทิ้มกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้หลินซื่อจึงเอ็นดูนางเป็พิเศษ ์เมตตาบุตรสาวคนโตแล้วครั้งหนึ่ง คงไม่เมตตาซ้ำสอง หลินซื่อกลัวว่านางจะพบเจอความอำมหิตของพวกเว่ยซื่ออีกจึงหักใจเอ่ยเรียกเสียงเบา “ไฉ่เวย ลุกมาทำงานได้แล้ว”
เถียนไฉ่เวยทำได้เพียงลุกขึ้นจากเตียงเตาอย่างยากลำบาก ตอนกลางวันตรากตรำทำงานในที่นาทั้งวัน ตอนเย็นกินข้าวแล้วยังต้องเย็บผ้าตามที่เว่ยซื่อสั่งจนดึกดื่นค่อนคืนถึงได้นอน เพิ่งนอนไปได้ไม่กี่ชั่วยามก็ต้องตื่นมาทำงานอีกแล้ว เ้าของร่างเดิมเป็แม่นางน้อยอายุสิบสอง อยู่ในวัยกำลังโต กินไม่อิ่ม นอนไม่หลับแบบนี้เสียสุขภาพมาก ไม่แปลกที่ร่างกายซูบผอม โดยเฉพาะหน้าอกที่ไม่มีร่องรอยการขยับขยายสักนิด
เถียนไฉ่เวยสวมเสื้อผ้าเสร็จ เช็ดหน้าหวีผมเรียบร้อยก็ตามหลินซื่อออกไปทำงานพร้อมกัน
ก่อนออกจากประตู หลินซื่อกำชับเถียนเสี่ยวหม่านบุตรสาวคนเล็กที่ยังนอนอยู่ “เสี่ยวหม่าน นอนต่ออีกหน่อยได้ แต่จำไว้ให้ดีว่าต้องตื่นไปตัดหญ้ามาให้อาหารพวกหมู เป็ด ไก่ หากตื่นสายระวังจะถูกท่านย่าตีเอา”
เถียนเสี่ยวหม่านลืมตา จากนั้นก็พยักหน้าแรงๆ
เถียนเสี่ยวหม่านเป็ใบ้ พูดไม่ได้ แต่นางไม่ได้เป็ใบ้ั้แ่เกิด ตอนห้าขวบนางเห็นคนตระกูลเถียนคว้าศีรษะหลินซื่อโขกกับกำแพงจนเืไหลก็เสียขวัญจนไม่ยอมพูดอีก แต่ยังได้ยินว่าคนอื่นพูดอะไร ทั้งยังใช้ภาษามือสื่อสารกับคนอื่น เพียงแต่ภาษามือชุดนั้นเป็สิ่งที่นางคิดเอง นอกจากหลินซื่อและเถียนไฉ่เวยก็ไม่มีใครเข้าใจ
เถียนไฉ่เวยสองแม่ลูกออกจากประตูเรือนมาที่ลานบ้าน ขณะเดินผ่านเรือนหลัก เว่ยซื่อที่ด่าจนพอใจและกลับไปที่เรือนหลังก็แง้มเปิดหน้าต่างกระดาษขาวพลางแนบหน้าอยู่ตรงนั้น ดวงตาชราที่ขุ่นมัวเหมือนชโลมยาพิษคู่นั้นจับจ้องพวกนางสองแม่ลูกอย่างชั่วร้าย มองจนพวกนางเดินออกจากประตูเรือนไปถึงเอนนอนลงบนเตียงอีกครั้ง
ฟ้าเพิ่งสว่างรำไร พอให้เห็นทางเดินใต้เท้าเลือนราง พระจันทร์ยังไม่ลาลับฟ้า ท้องนภาดำมืดยังประดับดวงดาราอยู่หลายดวง
กล่าวได้ว่าเถียนไฉ่เวยและหลินซื่อห่มดาวคลุมจันทร์มาทำงานในที่นาของตระกูลเถียน
่ฤดูใบไม้ร่วงมีงานในนาน้อย ดังนั้นผู้เฒ่าเถียนจึงมอบงานเติมปุ๋ยในที่นาทั้งหมดให้พวกหลินซื่อแม่ลูก ไม่เช่นนั้นหากพวกนางทำงานในส่วนที่นาบ้านตนเสร็จแล้วจะไม่ว่างงานหรือไร
ผู้เฒ่าเถียนจะยอมให้เกิดเื่แบบนี้ได้ที่ไหน!
เชิงอรรถ
^ เตียงก่ออิฐ ด้านล่างกลวงเป็นเตาใช้จุดไฟให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว