เซียนอมตะหวนคืน

    บทที่ 48 : เปิดใจ

    เปิดใจ
    ช่วงค่ำ หลังจากรัปประทานอาหารกับแม่ของเขาและเมิ่งฉิงซี หวังเฉินเตรียมที่จะออกไปเดินสูดอากาศข้างนอกบ้าน นี่ถือเป็นกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่งที่เขาชอบไปเสียแล้ว ในระยะเวลาตลอดหลายวันมานี้ แต่ไม่คาดฝันว่าเขาจะถูกแม่เรียกตัวไว้
    “มีอะไรเหรอครับแม่?” หวังเฉินสอบถาม เขาในตอนนี้อยู่ในห้องนอนของแม่เขา ส่วนเมิ่งฉิงซีกำลังล้างจานอยู่ข้างนอกบ้าน
    หยางชีหยูมองหวังเฉิน ก่อนพูดด้วยรอยยิ้ม “พรุ่งนี้เป็นวันเกิดปู่ของหนูฉิงซี แม่ว่าพวกเราควรไปอวยพรที่งานเลี้ยงวันเกิด ลูกว่าถูกไหม?”
    หวังเฉินนิ่งเงียบลงไป ขมวดคิ้วเล็กน้อย วันเกิดของเมิ่งฝางหลง?
    เขาพอจะเข้าใจความคิดแม่ของเขา แม่ของเขาที่เห็นเมิ่งฉิงซีเป็นลูกสะใภ้ไปแล้ว การไม่ไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดของเมิ่งฝางหลงปู่ของเธอ ถือเป็นการไม่ให้เกียรติอีกฝ่ายและยังเป็นการเสียมารยาทอย่างมากด้วย
    “เมิ่งฉิงซีบอกแม่?” เขาพูดออกไป
    หยางชีหยูส่ายหน้า “เป็นเหวินเจียบอกแม่”
    “เหวินเจีย?” หวังเฉินแสดงสีหน้างุนงงออกมา เขาจำไม่เห็นได้ว่ารู้จักคนที่ชื่อเหวินเจียอะไรนี่
    “เธอเป็นแม่ของหนูเมิ่งฉิงซี และยังถือว่าเป็นเพื่อนเก่าของแม่ด้วย” หยางชีหยูมองหวังเฉินตาไม่กระพริบ “ลูกน่าจะเคยเจอเธอนะ เมื่อสี่ปีก่อน...”
    สี่ปีก่อน หวังเฉินทวนนึก ทันใดนั้น เขาก็พอจะนึกออก เป็นหญิงวัยกลางคนที่มาพร้อมกับเมิ่งฉิงซี ในตอนที่มาขอถอนหมั้นเขานี่เอง นอกจากนี้ยังมีชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งมาด้วย ซึ่งก็คือพ่อของเธอ เมิ่งฝูฮง
    “ผมจำได้แล้ว ถ้าแม่อยากไป ผมไปด้วยก็ได้” หวังเฉินตอบ เขาไม่มีความคิดที่จะขัดใจแม่เขา แม่เขาว่ายังไง เขาก็ว่าอย่างนั้น สำหรับเขาที่โลกฝั่งนี้ แม่ของเขาคือทุกสิ่ง
    “ดีแล้วลูก พรุ่งนี้เราจะไปปักกิ่งแต่เช้า จากนั้นค่อยไปเลือกดูของขวัญกัน แม้เราจะซื้อของแพงมากไม่ได้ แต่ก็ต้องเป็นของขวัญที่ดีที่สุด” หยางชีหยูพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม เธอค่อนข้างที่จะมีความสุขที่ลูกชายของเธอไม่ปฏิเสธ
    อันที่จริงเรื่องไปงานเลี้ยงวันเกิดของเมิ่งฝางหลงเป็นเรื่องรองเท่านั้น เรื่องหลักคือเธออยากจะคุยเรื่องแต่งงานระหว่างหวังเฉินกับเมิ่งฉิงซี กับพ่อแม่ของเมิ่งฉิงซี
    “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมออกไปเดินเล่นข้างนอกนะ” หวังเฉินออกจากห้องนอนแม่ของเขา จากนั้นก็ออกจากบ้าน เตรียมไปเดินเล่นสูดอากาศข้างนอก
    “หวังเฉิน ฉันมีเรื่องจะพูดด้วย” แต่เมื่อออกมานอกบ้าน เขาก็พบกับเมิ่งฉิงซีเข้า
    “ว่ามา” เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
    “เปลี่ยนที่คุยได้ไหม?” เมิ่งฉิงซีมองที่ประตูบ้าน ราวกับกลัวว่าหยางชีหยูจะมาได้ยิน
    “ได้”
    จากนั้นทั้งสองคนก็มาที่ใกล้ๆ แม่น้ำด้านหลังบ้าน เมิ่งฉิงซีวันนี้อยู่ในชุดเรียบง่ายของหญิงชาวบ้านชนบทคนหนึ่ง แต่ด้วยชุดนี้ก็ไม่อาจบดบังความสวยของเธอได้ เธอปัดผมทัดหู ใบหน้าแสดงความลังเลออกมาเล็กน้อย
    แต่ในพริบตาเดียว ความลังเลก็เปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว เธอจ้องมองหวังเฉิน สบตากับเขา ก่อนพูด
    “ที่ฉันมาขอหมั้นกับนายอีกครั้ง เป็นเพราะว่าปู่ของฉันสั่ง เขาต้องการให้ฉันแต่งงานกับนาย นายเป็นผู้ฝึกตนระดับเทียบนภา ตระกูลของฉันที่ไม่มีผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งกว่าระดับเทียบนภาแล้ว จึงต้องการนาย ทั้งหมดก็เพื่อที่จะไม่ให้ตระกูลเมิ่งถูกอีกสี่ตระกูลใหญ่ลบให้หายไปเร็วเกินไป!”
    หวังเฉินสบตากับเธอ ยืนรับฟังเธอพูดเงียบๆ แต่เขาก็ค่อนข้างคิดไม่ถึงว่าเธอจะเปิดใจ บอกจุดประสงค์ของเธอออกมา เขาครุ่นคิดกับตัวเองเล็กน้อย ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เธอบอกฉันทำไม? จะเก็บเงียบไว้ตลอดก็ได้นี่?”
    “ฉะ...ฉัน” เมิ่งฉิงซีอยู่ๆ ก็หน้าแดงขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ ตอนแรกเธออาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ แต่ในตอนนี้เธอพอเข้าใจแล้ว เธอรู้สึกว่าเธออาจจะเริ่มตกหลุมรักหวังเฉิน
    ความรู้สึกนี้มันเริ่มมาตั้งแต่เขาช่วยเธอจากเฟิงหลัว ในตอนนั้นเขาราวกับเป็นอัศวินขี่ม้าขาวของเธอ ไม่มีผู้หญิงคนใดในโลกที่จะไม่หวั่นไหว เมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์นั้น
    ลองคิดดูว่าในขณะที่คุณตกอยู่ในความสิ้นหวัง แล้วมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยคุณ ยิ่งเป็นเพศตรงข้าม คุณจะไม่หวั่นไหวหรือ?
    ยิ่งต่อมาเมิ่งฉิงซีได้ใช้ชีวิตร่วมกับหวังเฉินมาเรื่อยๆ เธอก็รู้ว่าเขาไม่ใช่คนเดิม คนที่เธอไปเยือนถึงตระกูลหวังเพื่อขอถอนหมั้น เขาราวกับเป็นคนละคนกัน บุคลิกของเขาเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ไม่เที่ยว ทำตัวเสเพลเหมือนแต่ก่อน
    นี่ทำให้ความรู้สึกของเธอแน่ชัดขึ้น จนในวันนี้เธอตัดสินใจบอกจุดประสงค์ของเธอกับเขา เพราะกลัวว่าหากนานไป เมื่อเขารู้ เข้าอาจจะเกลียดเธอ
    หวังเฉินเห็นเธออึกอักไม่ตอบ เขาก็ไม่คิดเซ้าซี้ เขาคิดกับตัวเองเล็กน้อย จากนั้นก็คิดว่าแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน แม่เขาต้องการให้เขาแต่งงานกับเมิ่งฉิงซีและมีลูกกับเธอ เขาก็จะทำตาม
    เนื่องจากเขาไม่รู้ว่าถ้าหากระดับพื้นฐานฝึกตนของเขาไปถึงระดับจักรพรรดิ แล้วเขาออกไปตามหาวิธีที่จะกลับไปยังโลกแห่งเซียน ก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ อย่างน้อยก่อนไป เขามีหลานให้แม่ของคนหนึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี
    ถึงเขาจะรู้สึกผิดต่อจูเยี่ยนเอ๋อร์ภรรยาของเขาในโลกแห่งเซียน แต่เธอต้องเข้าใจแน่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นเธอเองด้วยซ้ำที่ต้องการให้เขารับอนุภรรยา
    แต่ด้วยรักที่คงมั่นต่อเธอเพียงผู้เดียว เขาจึงไม่เคยรับอนุภรรยาแม้แต่คนเดียว แต่สถานการณ์ในตอนนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาจำเป็นที่จะต้องรับเมิ่งฉิงซีเป็นอนุภรรยา
    แน่นอนว่าเขาจะดีต่อเธอไม่แพ้จูเยี่ยนเอ๋อร์ นี่เป็นวิถีความคิดของเขา
    “มาทำข้อตกลงกัน” หวังเฉินพลันเปิดปากพูด
    “ทำข้อตกลง?” เมิ่งฉิงซีระงับอารมณ์ของตัวเองไว้ ขมวดคิ้วคู่สวยอย่างสงสัย
    “ฉันจะปกป้องคุ้มครองตระกูลเมิ่ง ส่วนเธอแต่งงานกับฉันในอีกครึ่งปีและมีลูกให้ฉันคนหนึ่ง!”
    “หะ?!” เมิ่งฉิงซีดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง ร่างกายแข็งทื่อไป เธอรู้สึกราวกับว่าตัวเองหูฝาดไป “นะ...นายว่าไงนะ?”
    หวังเฉินกระพริบตาครั้งหนึ่ง พูดด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดา “เธอได้ยินไม่ผิด ฉันจะปกป้องคุ้มครองตระกูลเมิ่ง ส่วนเธอแต่งงานกับฉันในอีกครึ่งปีและมีลูกให้ฉันคนหนึ่ง เป็นข้อตกลงที่เท่าเทียม เธอคิดว่าไง?”
    “เอ่อ...” เมิ่งฉิงซีไม่รู้ว่าตัวเองจะพูดอะไรออกมา อยู่ๆ ใบหน้าของเธอก็แดงขึ้น ร่างกายสั่นเบาๆ หัวใจภายในร่างกายเต้นแรงขึ้นมา สองมือเรียวสวยกำแน่น
    บอกตามตรงว่าเธอคาดไม่ถึงว่าหวังเฉินจะพูดออกมาแบบนี้ แม้แต่ในยามหลับฝัน เธอก็ไม่กล้าคาดคิดถึงสิ่งที่เกิดอยู่ในตอนนี้เลย ดวงตาของเธอมีความรู้สึกหลากหลายปนเป ส่วนมากจะเป็นความรู้สึกสับสน เธอพลันกัดริมฝีปาก พูดออกมา “นะ...นายชอบฉันเหรอ?”
    หวังเฉินนิ่งเงียบชั่วครู่ ก่อนตอบ “ทำนองนั้น”
    ไม่พูดไม่ได้ว่าเมิ่งฉิงซีเป็นคนสวยคนหนึ่ง แต่ก่อนในสมัยที่เขายังทำตัวเหลวแหลกอยู่ เขาคิดว่าเขาก็เคยชอบเธอ แม้ในตอนนี้จะยังเรียกว่าชอบหรือรักไม่ได้ แต่ความสัมพันธ์สามารถพัฒนากันได้
    ในครึ่งปีต่อจากนี้ เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น เขาคิดว่าตัวเองคงจะชอบหรือรักเธอขึ้นมาแน่
    แต่จะมากจะน้อยนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เวลาเท่านั้นที่จะบอกทุกอย่างได้
    หัวใจของเมิ่งฉิงซีเต้นแรงกว่าเดิม เธอก้มหน้าลง เธอกำลังตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต หลังผ่านไปหนึ่งนาที เธอก็เงยหน้าขึ้นมา พูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ตกลง ฉันเห็นด้วย...”
    จบบทที่ 48