เทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล]

    บทที่ 35 มุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง

    ณจวนตระกูลเย่ เมืองปาฮวงแห่งอาณาจักรเทียนอู่ ในลานจัตุรัสเต็มไปด้วยสาวกตระกูลเย่ฝูงชนต่างจับจ้องไปยังคนทั้งแปดด้วยสายตาตื่นเต้นระคนริษยา

              สมาชิกทั้งแปดเป็นหญิงสามคนชายห้าคนฝีมือของแต่ละคนล้วนอยู่ในระดับนักรบ กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงวันนี้เป็นวันสำคัญที่พวกเขาจะต้องออกเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงของอาณาจักรเนื่องจากสมาชิกทั้งแปดของตระกูลเย่เพิ่งทะลวงขึ้นสู่ระดับนักรบ จึงมีคุณสมบัติเข้ารับการทดสอบของสำนักเทียนอู่

            ทั้งแปดอยู่บนลานอย่างไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นไว้ได้เดิมทีพวกเขาหมดหวังที่จะเข้ารับการทดสอบนี้แต่เมื่อเดือนที่แล้วเย่หยางกลับมาพร้อมกับผลชิงหลิง ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป

            คนตระกูลเย่รู้สึกตื่นเต้นมาก พวกเขารีบเรียกนักปรุงโอสถประจำตระกูลกลับมาใช้เวลาสามวันเพื่อกลั่นสกัดผลชิงหลิงกว่าหนึ่งโหลให้กลายเป็นวารีรวมวิญญาณขั้นสูงสุดแม้ว่าตระกูลเย่จะมีลูกหลานนับร้อยคนทว่าแต่ละคนก็ได้ส่วนแบ่งคนละสามขวดเต็ม

            เนื่องจากคุณสมบัติของผลชิงหลิงถูกทำให้เจือจางลงทำให้ผู้ดื่มกินปลอดภัยหายห่วงส่งผลให้คนหนุ่มสาวตระกูลเย่แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสมาชิกทั้งแปดที่สามารถทะลวงผ่านระดับกลายเป็นระดับนักรบส่วนเย่ชิงเสวียนทะลวงขึ้นสู่ระดับนักรบขั้นสองนภา

            หนุ่มสาวของตระกูลเย่จำนวนยี่สิบเจ็ดคนได้ทะลวงขึ้นสู่ระดับหลอมรวมปราณขั้นเก้านภากล่าวได้ว่าผลชิงหลิงเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเจริญเติบโตของตระกูลเย่ในอนาคต

            "แกว๊ก"

            เสียงนกร้องทำลายความเงียบสงบสัตว์อสูรบินได้ปีกยาวกว่าห้าจ้างบินถลาลงมาในลานจัตุรัส

            มันคือสัตว์อสูรระดับสอง อินทรีปีกเหล็กปีกของมันเสมือนดั่งเหล็กกล้า กรงเล็บแหลมคมจนทำให้หินแตกกระจายได้ง่ายๆ

            ขณะอินทรีปีกเหล็กร่อนลง ชายหนุ่มชุดดำนั่งขัดสมาธิบนหลังของอินทรีปีกเหล็กก็ปรากฏแก่สายตาของทุกคน

            คนผู้นี้คือเย่หยางหากเพ่งพินิจอย่างละเอียดจะพบว่าอายปราณของเขาเสถียรมั่นคงมากขึ้นไม่รั่วไหลแม้แต่น้อย แววตากระจ่างใสประหนึ่งสามารถทะลุทะลวงทุกสรรพสิ่ง

            ในระหว่างทางกลับบ้าน อินทรีปีกเหล็กถูกเย่หยางเลี้ยงจนเชื่องซึ่งเขาคงต้องขอบคุณราชันมารใจพิษที่มอบทักษะวิชาบางอย่างไว้ให้หลังจากถูกกระบี่หักกลืนกินวิญญาณ

            ‘เมล็ดพันธุ์ทาส’ คือวิชาที่ช่วยให้เขาสะกดสัตว์อสูรที่มีพลังวิญญาณต่ำกว่าตัวเขาเองได้

            "คารวะเจ้าตระกูลน้อย" สมาชิกตระกูลเย่ทุกคนโค้งคำนับเย่หยางสมาชิกบางคนถึงกับตัวสั่นไม่สามารถปกปิดความตื่นเต้นไว้ได้

            ตอนนี้บารมีของเย่หยางในหมู่คนหนุ่มสาวตระกูลเย่สูงส่งกว่าเย่หลิงเทียนผู้เป็นบิดาเสียอีกหลายคนมองว่าเย่หยางเป็นวีรบุรุษของพวกเขา 

            เย่หยางกล่าวกับคนทั้งแปดคนว่า "ตามข้าไปพบท่านเจ้าเมืองแล้วเราจะบินไปที่เมืองหลวงด้วยกัน"

            จากนั้นเขาก็หันไปทางคนหนุ่มสาวที่ไม่ได้รับคัดเลือกพร้อมกล่าวว่า "การที่พวกเจ้าไม่ได้รับการคัดเลือกไม่ใช่เรื่องเลวร้ายการคัดเลือกครั้งต่อไปของสำนักเทียนอู่จะต้องมีที่ว่างสำหรับพวกเจ้าอย่างแน่นอน"

            การคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักเทียนอู่จัดขึ้นทุกๆสามปี ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่เย่หยางกับคนอื่นๆ ได้เข้าร่วมในรอบนี้เพราะระดับฝีมือของพวกเขาจัดอยู่ในระดับล่างสุดของกลุ่มหากพวกเขาไม่มีความสามารถพิเศษใดๆ ก็ถือเป็นเรื่องยากที่จะโดดเด่นได้ท่ามกลางอัจฉริยะมากมาย

            คนส่วนใหญ่สามารถเข้าร่วมการคัดเลือกในครั้งต่อไปได้ถึงเวลานั้นระดับพลังยุทธ์ของพวกเขาจะถือเป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุด 

            เมื่อเห็นคนทั้งแปดขึ้นมาบนหลังอินทรีปีกเหล็กแล้วเย่หยางก็ออกคำสั่ง มันกรีดร้องเบาๆ ก่อนทะยานขึ้นบนฟากฟ้า มุ่งหน้าไปยังจวนเจ้าเมือง

            "น้อมส่งเจ้าตระกูลน้อย" สมาชิกคนอื่นๆ ของตระกูลเย่ตะโกนพร้อมกัน

            “ข้าขอฝากตระกูลเย่ไว้กับพี่น้องทุกท่านข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง ลาก่อน” อินทรีปีกเหล็กกลายเป็นจุดสีดำบนท้องฟ้าเสียงของเย่หยางยังคงดังก้องในหูของทุกคนอย่างชัดเจนเป็นเวลานาน

            ภายในห้องใต้หลังคาของตระกูลเย่เย่หลิงเทียนเฝ้ามองอินทรีปีกเหล็กบินหายไป เขาทอดถอนหายใจพร้อมรำพึงว่า "ไปกันแล้วสินะ"

            ผู้อาวุโสสองที่อยู่ด้านข้างพยักหน้า "วันหนึ่งอินทรีจะกางปีกโผบินทะยานขึ้นไปบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเราทำได้เพียงเรียนรู้ที่จะปล่อยวางเท่านั้น"

             

    ด้านหน้าจวนเจ้าเมืองภายในลานฝึกทหารซึ่งมีความกว้างเกือบสิบลี้มีสัตว์อสูรสามตัวเตรียมพร้อมไว้แล้ว

            หลี่เฉิงเฟิงสวมชุดเกราะเบายืนเอามือไพล่หลังเหลือบมองผู้คนตรงหน้า เห็นว่ามีเก้าคนจากตระกูลเย่ ห้าคนจากตระกูลจ้าวสองคนจากตระกูลกู่ อีกทั้งสมาชิกจากตระกูลกู่ยังเป็นพี่น้องกัน

            “คนของตระกูลเย่แบ่งสามคนไปรวมกับตระกูลกู่ส่วนเย่หยางมากับข้า” หลี่เฉิงเฟิงสั่ง

            หลังแจงเสร็จคนกลุ่มหนึ่งจึงหันหน้าไปทางดวงตะวันมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรพร้อมกับสัตว์อสูรบินได้สี่ตัว

            สัตว์พาหนะของหลี่เฉิงเฟิงเป็นสัตว์อสูรระดับสี่ที่ทรงพลังซึ่งก็คืออินทรีฟ้าคำรามหลังจากเย่หยางขึ้นมานั่ง เขาก็นิ่งเงียบพยายามฝึกฝนอย่างหนัก

            หลี่เฉิงเฟิงเหลือบมองเย่หยางแม้เขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็พอรู้ว่าเย่หยางฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดตั้งแต่กลับมาจากหุบเขา

            ไม่ว่าจะเป็นหลี่เฉิงเฟิงหรือเย่หลิงเทียน ต่างก็ถามเย่หยางเกี่ยวกับประสบการณ์บนหุบเขาและเหตุผลที่ต้องฝึกฝนตลอดเวลาแต่เย่หยางปฏิเสธจะอธิบายเหตุผล เขาแค่บอกว่าทุกเวลามีค่าไม่อยากปล่อยให้สูญเปล่า

            เย่หยางคงได้ประสบการณ์จากหุบเขามามากมายแม้แต่บุคลิกขี้เล่นแต่เดิมยังเปลี่ยนไปมาก

            “เย่หยางหยุดฝึกฝนก่อน ลุงจะบอกสิ่งสำคัญให้เจ้าฟัง”หลี่เฉิงเฟิงเปรย

            “เชิญท่านลุงหลี่กล่าวได้เลย” เย่หยางตอบรับขณะลืมตาขึ้น

            “มันก็ดีที่เจ้าขยันฝึกฝน แต่ทุกอย่างต้องมีขีดจำกัดเจ้าควรรู้ว่าอะไรมากไปหรือน้อยไป” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวด้วยความกังวล

            เย่หยางยิ้มพูด "ลุงหลี่อย่าได้กังวลความจริงข้าเองก็รู้จักแบ่งเวลา เพียงแค่ตารางเวลาของข้ามันแน่นมากเท่านั้น"ฝีมือของเย่หยางปัจจุบันอยู่ในระดับนักรบขั้นห้านภาแต่เมื่อเทียบกับระดับราชันแล้วก็ยังไร้ค่า

            เพียงแค่เขาไม่สามารถแสดงความเจ็บปวดในใจออกมาได้หากรู้ว่าเขาพยายามขึ้นสู่ระดับราชันยุทธ์ภายในสามปีทุกคนจะต้องคิดว่าเขาเสียสติแน่นอน 

            แต่ทุกครั้งที่เย่หยางนึกถึงภาพอันน่าเศร้าตอนที่ลาจากกับฉู่เยียนหรันหัวใจของเย่หยางก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทง 

            เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าใจของฉู่เยียนหรันไม่ได้ปฏิเสธเขาแต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง นางถึงต้องปฏิเสธ

            เย่หยางรู้สึกได้อย่างชัดเจน แม้ว่านางจะเป็นยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์แต่นางก็รู้สึกเจ็บปวดเป็น

            “เอาล่ะ…ในเมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวข้าจะไม่ยุ่งข้าจะบอกเจ้าเรื่องศัตรูที่เจ้าต้องระวังเมื่อเข้าสู่สำนักเทียนอู่” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะคำว่า"ศัตรู" ที่ฟังดูหนักแน่นมาก 

            เมื่อเห็นสีหน้าสับสนของเย่หยางหลี่เฉิงเฟิงจึงอธิบายให้เย่หยางเข้าใจทันที

            อาณาจักรเทียนอู่ประกอบด้วยสิบหกเมืองหลักซึ่งเมืองปาฮวงเป็นเพียงหนึ่งในนั้น ถ้าให้เทียบจำนวนประชากรกับทรัพยากรต่างๆ แล้วเมืองปาฮวงก็จัดอยู่ในลำดับล่างๆ 

            เมืองปาฮวงมีประชากรเพียงสี่ล้านกว่าคนขณะที่เมืองอื่นมีอย่างน้อยสิบล้านคนส่วนเมืองที่ทรงพลังอย่างเมืองหนานหลีมีประชากรมากกว่าร้อยล้านคน

            เจ้าเมืองหนานหลีนามว่ามู่ซื่อสยง เขาเป็นอริกับหลี่เฉิงเฟิงเพราะพี่ชายของเขามู่ซื่ออิงอยากครอบครองภรรยาของหลี่เฉิงเฟิงเลยวางกับดักโจมตีทั้งสองคน สุดท้ายกลับถูกคู่สามีภรรยาสังหาร

            ความเกลียดชังนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันหลายครั้งแต่ตระกูลมู่ไม่อาจสร้างความได้เปรียบใดๆ ต่อมาภรรยาของหลี่เฉิงเฟิงเสียชีวิตหลี่เฉิงเฟิงตัดสินใจเข้าร่วมศึกต่อสู้ครั้งใหญ่กับอาณาจักรอูต๋า เป็นที่โปรดปรานอย่างสุดซึ้งของฮ่องเต้ตระกูลมู่จึงทำได้เพียงอดทน

            หลี่เฉิงเฟิงเคยสงสัยว่าการตายของภรรยาเขาอาจเป็นกับดักที่ตระกูลมู่วางแผนไว้แต่เขาไม่สามารถโจมตีตระกูลมู่ได้เพราะไม่มีหลักฐาน

            หลังจากศึกระหว่างทั้งสองเมืองสงบลง การแข่งขันระหว่างตระกูลมู่กับหลี่เฉิงเฟิงก็ไม่ได้หยุดตามไปด้วยเปลี่ยนจากแสงสว่างไปสู่ความมืด ตระกูลมู่ย้ายสนามรบไปยังสำนักเทียนอู่  

            ศิษย์จากเมืองปาฮวงในสำนักเทียนอู่จะถูกสยบจนโงหัวไม่ขึ้นทำได้เพียงทนต่อความอัปยศ ต้องแบกรับภาระหนักหนานี้ไว้

            บางคนอารมณ์รุนแรงไม่สามารถทนต่อการยั่วยุได้มักถูกทุบตีบนสนามประลอง บางครั้งก็ถึงขั้นพิการ

            สำนักเทียนอู่อยู่นอกเหนืออาณาจักรจึงไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของอาณาจักรและมีกฎเป็นของตนเอง 

            ไม่มีผู้ใดสนใจอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งของศิษย์ในสำนักบนสนามประลองถ้าไม่มีผู้ใดเสียชีวิต ทุกอย่างก็เป็นไปตามกฎ

            ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่หลี่เฉิงเฟิงมายังสำนักเทียนอู่เขาจะถูกตระกูลมู่จากเมืองหนานหลีเยาะเย้ยทำให้หลี่เฉิงเฟิงโกรธมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

            กล่าวได้ว่าในสนามรบของสำนักเทียนอู่หลี่เฉิงเฟิงพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง

            หลังจากอธิบายสถานการณ์ของศัตรูแล้วหลี่เฉิงเฟิงก็กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า "การลงทะเบียนของสำนักเทียนอู่ปีนี้แตกต่างจากปกติมีอัจฉริยะมากมายเข้าร่วม เจ้าต้องระวังให้มากหากต้องเจอกับคนพวกนั้นในอนาคต"

            “คนแรกคือกวนเยี่ยนเสวี่ยจากเมืองชื่อถูปัจจุบันเขาอายุสิบเจ็ดปี ฝีมืออยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นสี่นภามีพลังโจมตีน่าทึ่งมาก”

            “คนที่สองคือหลันไฉเตี๋ยจากเมืองชิงเฟิงนางเป็นเด็กสาวอายุเพียงสิบห้าปี พลังฝีมือของนางอยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นห้านภาส่วนปราณแท้ของนางมีคุณลักษณะธาตุวายุที่หาได้ยาก การโจมตีรวดเร็วราวกับสายลมมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเอาชนะนางได้”

            “คนที่สามคือเยี่ยอวี่หานจากเมืองเฟยเสวี่ยเขาอายุสิบเจ็ดปี เป็นจอมยุทธ์ขั้นห้านภา ปราณแท้มีคุณลักษณะธาตุวารีและธาตุเหมันต์นิสัยเลยดูเย็นชาไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น”

            “คนสุดท้ายคือมู่ไป๋จากเมืองหนานหลี อายุสิบแปดปี เป็นจอมยุทธ์ขั้นเก้านภาปราณแท้มีคุณลักษณะธาตุอัคคี มีพรสวรรค์สูงส่ง เชี่ยวชาญวิชายุทธ์มากกว่าหนึ่งโหลสามารถทำให้ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ทั่วไปพ่ายแพ้ได้”

            พอกล่าวมาถึงขั้นนี้หลี่เฉิงเฟิงก็ถอนหายใจแม้ว่าเขากับเจ้าเมืองหนานหลีจะเป็นศัตรูกันแต่เขาก็อดประหลาดใจกับความสามารถมากมายของสมาชิกเมืองหนานหลีไม่ได้เมืองปาฮวงเทียบไม่ติดเลย 

            ครั้งนี้เมืองหนานหลีมีผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดคนมีจอมยุทธ์อยู่สิบเจ็ดคน ถ้าเปรียบเทียบกับเมืองปาฮวงแล้ว ทำให้เมืองปาฮวงดูแย่ไปเลย 

            “เย่หยาง ฝีมือของเจ้าปัจจุบันอยู่ในระดับนักรบขั้นห้านภาถือเป็นอัจฉริยะแล้วแต่เมื่อเทียบกับพวกเขาเหล่านั้นเจ้าก็ยังด้อยกว่าเล็กน้อยสิ่งสำคัญคือพวกเขาทั้งหมดได้เปรียบทางด้านอายุและทรัพยากร”

            “ถ้าเจอพวกเขาในอนาคตจงระวังให้ดี อย่าได้ไปขัดแย้งถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง โดยเฉพาะมู่ไป๋อย่าพยายามไปสู้ตัวต่อตัว อายุเจ้ายังน้อยกว่าพวกเขารออีกสักสองสามปีเจ้าอาจจะชนะเขาได้ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะอดทน” หลี่เฉิงเฟิงตบไหล่เย่หยางพลางกำชับอย่างจริงใจ

            เขากังวลว่าเย่หยางยังเด็กและเลือดร้อนหากทนการยั่วยุไม่ได้จะต้องประสบกับการสูญเสียครั้งใหญ่

            เย่หยางพยักหน้าด้วยท่าทางเหมือนเต็มใจรับฟังการสอนสั่งแต่ในใจเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาคิดว่าคนเหล่านั้นก็เป็นแค่เด็กเหลือขอ ‘เจ้าพวกเด็กสารเลวอย่าได้คิดมายุ่งกับข้าดีกว่าทุกคนจะได้อยู่อย่างสงบสุข เวลามีค่า ข้าไม่อยากเสียเวลากับพวกเจ้า’ 

            แต่ถ้ามีคนตาบอดมาทำให้เขาขุ่นเคืองเขาก็ยินดีสนอง

            พอใกล้ค่ำเหล่าวิหคก็หยุดบินหาโรงเตี๊ยมพักผ่อน

            ทันใดนั้นก็มีเสียงแผ่วเบาดังขึ้น "ไม่คิดว่าในครั้งนี้เมืองปาฮวงจะมีอัจฉริยะมากมายอยากรู้ว่าจะมีสักกี่คนที่ผ่านการทดสอบ หรือไม่บางทีก็อาจจะไม่ผ่านเลยสักคน”

             

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน

    เทพมังกรเหนือปฐพี

    เทพมังกรเหนือปฐพี

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    741K 474
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    7.72M 2500
    เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    เพลิงฟ้ามหายุทธ์ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    288K 400
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357