ณจวนตระกูลเย่ เมืองปาฮวงแห่งอาณาจักรเทียนอู่ ในลานจัตุรัสเต็มไปด้วยสาวกตระกูลเย่ฝูงชนต่างจับจ้องไปยังคนทั้งแปดด้วยสายตาตื่นเต้นระคนริษยา
สมาชิกทั้งแปดเป็นหญิงสามคนชายห้าคนฝีมือของแต่ละคนล้วนอยู่ในระดับนักรบ กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงวันนี้เป็นวันสำคัญที่พวกเขาจะต้องออกเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงของอาณาจักรเนื่องจากสมาชิกทั้งแปดของตระกูลเย่เพิ่งทะลวงขึ้นสู่ระดับนักรบ จึงมีคุณสมบัติเข้ารับการทดสอบของสำนักเทียนอู่
ทั้งแปดอยู่บนลานอย่างไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นไว้ได้เดิมทีพวกเขาหมดหวังที่จะเข้ารับการทดสอบนี้แต่เมื่อเดือนที่แล้วเย่หยางกลับมาพร้อมกับผลชิงหลิง ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป
คนตระกูลเย่รู้สึกตื่นเต้นมาก พวกเขารีบเรียกนักปรุงโอสถประจำตระกูลกลับมาใช้เวลาสามวันเพื่อกลั่นสกัดผลชิงหลิงกว่าหนึ่งโหลให้กลายเป็นวารีรวมวิญญาณขั้นสูงสุดแม้ว่าตระกูลเย่จะมีลูกหลานนับร้อยคนทว่าแต่ละคนก็ได้ส่วนแบ่งคนละสามขวดเต็ม
เนื่องจากคุณสมบัติของผลชิงหลิงถูกทำให้เจือจางลงทำให้ผู้ดื่มกินปลอดภัยหายห่วงส่งผลให้คนหนุ่มสาวตระกูลเย่แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสมาชิกทั้งแปดที่สามารถทะลวงผ่านระดับกลายเป็นระดับนักรบส่วนเย่ชิงเสวียนทะลวงขึ้นสู่ระดับนักรบขั้นสองนภา
หนุ่มสาวของตระกูลเย่จำนวนยี่สิบเจ็ดคนได้ทะลวงขึ้นสู่ระดับหลอมรวมปราณขั้นเก้านภากล่าวได้ว่าผลชิงหลิงเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเจริญเติบโตของตระกูลเย่ในอนาคต
"แกว๊ก"
เสียงนกร้องทำลายความเงียบสงบสัตว์อสูรบินได้ปีกยาวกว่าห้าจ้างบินถลาลงมาในลานจัตุรัส
มันคือสัตว์อสูรระดับสอง อินทรีปีกเหล็กปีกของมันเสมือนดั่งเหล็กกล้า กรงเล็บแหลมคมจนทำให้หินแตกกระจายได้ง่ายๆ
ขณะอินทรีปีกเหล็กร่อนลง ชายหนุ่มชุดดำนั่งขัดสมาธิบนหลังของอินทรีปีกเหล็กก็ปรากฏแก่สายตาของทุกคน
คนผู้นี้คือเย่หยางหากเพ่งพินิจอย่างละเอียดจะพบว่าอายปราณของเขาเสถียรมั่นคงมากขึ้นไม่รั่วไหลแม้แต่น้อย แววตากระจ่างใสประหนึ่งสามารถทะลุทะลวงทุกสรรพสิ่ง
ในระหว่างทางกลับบ้าน อินทรีปีกเหล็กถูกเย่หยางเลี้ยงจนเชื่องซึ่งเขาคงต้องขอบคุณราชันมารใจพิษที่มอบทักษะวิชาบางอย่างไว้ให้หลังจากถูกกระบี่หักกลืนกินวิญญาณ
‘เมล็ดพันธุ์ทาส’ คือวิชาที่ช่วยให้เขาสะกดสัตว์อสูรที่มีพลังวิญญาณต่ำกว่าตัวเขาเองได้
"คารวะเจ้าตระกูลน้อย" สมาชิกตระกูลเย่ทุกคนโค้งคำนับเย่หยางสมาชิกบางคนถึงกับตัวสั่นไม่สามารถปกปิดความตื่นเต้นไว้ได้
ตอนนี้บารมีของเย่หยางในหมู่คนหนุ่มสาวตระกูลเย่สูงส่งกว่าเย่หลิงเทียนผู้เป็นบิดาเสียอีกหลายคนมองว่าเย่หยางเป็นวีรบุรุษของพวกเขา
เย่หยางกล่าวกับคนทั้งแปดคนว่า "ตามข้าไปพบท่านเจ้าเมืองแล้วเราจะบินไปที่เมืองหลวงด้วยกัน"
จากนั้นเขาก็หันไปทางคนหนุ่มสาวที่ไม่ได้รับคัดเลือกพร้อมกล่าวว่า "การที่พวกเจ้าไม่ได้รับการคัดเลือกไม่ใช่เรื่องเลวร้ายการคัดเลือกครั้งต่อไปของสำนักเทียนอู่จะต้องมีที่ว่างสำหรับพวกเจ้าอย่างแน่นอน"
การคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักเทียนอู่จัดขึ้นทุกๆสามปี ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่เย่หยางกับคนอื่นๆ ได้เข้าร่วมในรอบนี้เพราะระดับฝีมือของพวกเขาจัดอยู่ในระดับล่างสุดของกลุ่มหากพวกเขาไม่มีความสามารถพิเศษใดๆ ก็ถือเป็นเรื่องยากที่จะโดดเด่นได้ท่ามกลางอัจฉริยะมากมาย
คนส่วนใหญ่สามารถเข้าร่วมการคัดเลือกในครั้งต่อไปได้ถึงเวลานั้นระดับพลังยุทธ์ของพวกเขาจะถือเป็นผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งที่สุด
เมื่อเห็นคนทั้งแปดขึ้นมาบนหลังอินทรีปีกเหล็กแล้วเย่หยางก็ออกคำสั่ง มันกรีดร้องเบาๆ ก่อนทะยานขึ้นบนฟากฟ้า มุ่งหน้าไปยังจวนเจ้าเมือง
"น้อมส่งเจ้าตระกูลน้อย" สมาชิกคนอื่นๆ ของตระกูลเย่ตะโกนพร้อมกัน
“ข้าขอฝากตระกูลเย่ไว้กับพี่น้องทุกท่านข้าเชื่อว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง ลาก่อน” อินทรีปีกเหล็กกลายเป็นจุดสีดำบนท้องฟ้าเสียงของเย่หยางยังคงดังก้องในหูของทุกคนอย่างชัดเจนเป็นเวลานาน
ภายในห้องใต้หลังคาของตระกูลเย่เย่หลิงเทียนเฝ้ามองอินทรีปีกเหล็กบินหายไป เขาทอดถอนหายใจพร้อมรำพึงว่า "ไปกันแล้วสินะ"
ผู้อาวุโสสองที่อยู่ด้านข้างพยักหน้า "วันหนึ่งอินทรีจะกางปีกโผบินทะยานขึ้นไปบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเราทำได้เพียงเรียนรู้ที่จะปล่อยวางเท่านั้น"
ด้านหน้าจวนเจ้าเมืองภายในลานฝึกทหารซึ่งมีความกว้างเกือบสิบลี้มีสัตว์อสูรสามตัวเตรียมพร้อมไว้แล้ว
หลี่เฉิงเฟิงสวมชุดเกราะเบายืนเอามือไพล่หลังเหลือบมองผู้คนตรงหน้า เห็นว่ามีเก้าคนจากตระกูลเย่ ห้าคนจากตระกูลจ้าวสองคนจากตระกูลกู่ อีกทั้งสมาชิกจากตระกูลกู่ยังเป็นพี่น้องกัน
“คนของตระกูลเย่แบ่งสามคนไปรวมกับตระกูลกู่ส่วนเย่หยางมากับข้า” หลี่เฉิงเฟิงสั่ง
หลังแจงเสร็จคนกลุ่มหนึ่งจึงหันหน้าไปทางดวงตะวันมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรพร้อมกับสัตว์อสูรบินได้สี่ตัว
สัตว์พาหนะของหลี่เฉิงเฟิงเป็นสัตว์อสูรระดับสี่ที่ทรงพลังซึ่งก็คืออินทรีฟ้าคำรามหลังจากเย่หยางขึ้นมานั่ง เขาก็นิ่งเงียบพยายามฝึกฝนอย่างหนัก
หลี่เฉิงเฟิงเหลือบมองเย่หยางแม้เขาจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็พอรู้ว่าเย่หยางฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดตั้งแต่กลับมาจากหุบเขา
ไม่ว่าจะเป็นหลี่เฉิงเฟิงหรือเย่หลิงเทียน ต่างก็ถามเย่หยางเกี่ยวกับประสบการณ์บนหุบเขาและเหตุผลที่ต้องฝึกฝนตลอดเวลาแต่เย่หยางปฏิเสธจะอธิบายเหตุผล เขาแค่บอกว่าทุกเวลามีค่าไม่อยากปล่อยให้สูญเปล่า
เย่หยางคงได้ประสบการณ์จากหุบเขามามากมายแม้แต่บุคลิกขี้เล่นแต่เดิมยังเปลี่ยนไปมาก
“เย่หยางหยุดฝึกฝนก่อน ลุงจะบอกสิ่งสำคัญให้เจ้าฟัง”หลี่เฉิงเฟิงเปรย
“เชิญท่านลุงหลี่กล่าวได้เลย” เย่หยางตอบรับขณะลืมตาขึ้น
“มันก็ดีที่เจ้าขยันฝึกฝน แต่ทุกอย่างต้องมีขีดจำกัดเจ้าควรรู้ว่าอะไรมากไปหรือน้อยไป” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวด้วยความกังวล
เย่หยางยิ้มพูด "ลุงหลี่อย่าได้กังวลความจริงข้าเองก็รู้จักแบ่งเวลา เพียงแค่ตารางเวลาของข้ามันแน่นมากเท่านั้น"ฝีมือของเย่หยางปัจจุบันอยู่ในระดับนักรบขั้นห้านภาแต่เมื่อเทียบกับระดับราชันแล้วก็ยังไร้ค่า
เพียงแค่เขาไม่สามารถแสดงความเจ็บปวดในใจออกมาได้หากรู้ว่าเขาพยายามขึ้นสู่ระดับราชันยุทธ์ภายในสามปีทุกคนจะต้องคิดว่าเขาเสียสติแน่นอน
แต่ทุกครั้งที่เย่หยางนึกถึงภาพอันน่าเศร้าตอนที่ลาจากกับฉู่เยียนหรันหัวใจของเย่หยางก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทง
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าใจของฉู่เยียนหรันไม่ได้ปฏิเสธเขาแต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง นางถึงต้องปฏิเสธ
เย่หยางรู้สึกได้อย่างชัดเจน แม้ว่านางจะเป็นยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์แต่นางก็รู้สึกเจ็บปวดเป็น
“เอาล่ะ…ในเมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวข้าจะไม่ยุ่งข้าจะบอกเจ้าเรื่องศัตรูที่เจ้าต้องระวังเมื่อเข้าสู่สำนักเทียนอู่” หลี่เฉิงเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะคำว่า"ศัตรู" ที่ฟังดูหนักแน่นมาก
เมื่อเห็นสีหน้าสับสนของเย่หยางหลี่เฉิงเฟิงจึงอธิบายให้เย่หยางเข้าใจทันที
อาณาจักรเทียนอู่ประกอบด้วยสิบหกเมืองหลักซึ่งเมืองปาฮวงเป็นเพียงหนึ่งในนั้น ถ้าให้เทียบจำนวนประชากรกับทรัพยากรต่างๆ แล้วเมืองปาฮวงก็จัดอยู่ในลำดับล่างๆ
เมืองปาฮวงมีประชากรเพียงสี่ล้านกว่าคนขณะที่เมืองอื่นมีอย่างน้อยสิบล้านคนส่วนเมืองที่ทรงพลังอย่างเมืองหนานหลีมีประชากรมากกว่าร้อยล้านคน
เจ้าเมืองหนานหลีนามว่ามู่ซื่อสยง เขาเป็นอริกับหลี่เฉิงเฟิงเพราะพี่ชายของเขามู่ซื่ออิงอยากครอบครองภรรยาของหลี่เฉิงเฟิงเลยวางกับดักโจมตีทั้งสองคน สุดท้ายกลับถูกคู่สามีภรรยาสังหาร
ความเกลียดชังนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันหลายครั้งแต่ตระกูลมู่ไม่อาจสร้างความได้เปรียบใดๆ ต่อมาภรรยาของหลี่เฉิงเฟิงเสียชีวิตหลี่เฉิงเฟิงตัดสินใจเข้าร่วมศึกต่อสู้ครั้งใหญ่กับอาณาจักรอูต๋า เป็นที่โปรดปรานอย่างสุดซึ้งของฮ่องเต้ตระกูลมู่จึงทำได้เพียงอดทน
หลี่เฉิงเฟิงเคยสงสัยว่าการตายของภรรยาเขาอาจเป็นกับดักที่ตระกูลมู่วางแผนไว้แต่เขาไม่สามารถโจมตีตระกูลมู่ได้เพราะไม่มีหลักฐาน
หลังจากศึกระหว่างทั้งสองเมืองสงบลง การแข่งขันระหว่างตระกูลมู่กับหลี่เฉิงเฟิงก็ไม่ได้หยุดตามไปด้วยเปลี่ยนจากแสงสว่างไปสู่ความมืด ตระกูลมู่ย้ายสนามรบไปยังสำนักเทียนอู่
ศิษย์จากเมืองปาฮวงในสำนักเทียนอู่จะถูกสยบจนโงหัวไม่ขึ้นทำได้เพียงทนต่อความอัปยศ ต้องแบกรับภาระหนักหนานี้ไว้
บางคนอารมณ์รุนแรงไม่สามารถทนต่อการยั่วยุได้มักถูกทุบตีบนสนามประลอง บางครั้งก็ถึงขั้นพิการ
สำนักเทียนอู่อยู่นอกเหนืออาณาจักรจึงไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของอาณาจักรและมีกฎเป็นของตนเอง
ไม่มีผู้ใดสนใจอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งของศิษย์ในสำนักบนสนามประลองถ้าไม่มีผู้ใดเสียชีวิต ทุกอย่างก็เป็นไปตามกฎ
ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่หลี่เฉิงเฟิงมายังสำนักเทียนอู่เขาจะถูกตระกูลมู่จากเมืองหนานหลีเยาะเย้ยทำให้หลี่เฉิงเฟิงโกรธมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
กล่าวได้ว่าในสนามรบของสำนักเทียนอู่หลี่เฉิงเฟิงพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง
หลังจากอธิบายสถานการณ์ของศัตรูแล้วหลี่เฉิงเฟิงก็กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า "การลงทะเบียนของสำนักเทียนอู่ปีนี้แตกต่างจากปกติมีอัจฉริยะมากมายเข้าร่วม เจ้าต้องระวังให้มากหากต้องเจอกับคนพวกนั้นในอนาคต"
“คนแรกคือกวนเยี่ยนเสวี่ยจากเมืองชื่อถูปัจจุบันเขาอายุสิบเจ็ดปี ฝีมืออยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นสี่นภามีพลังโจมตีน่าทึ่งมาก”
“คนที่สองคือหลันไฉเตี๋ยจากเมืองชิงเฟิงนางเป็นเด็กสาวอายุเพียงสิบห้าปี พลังฝีมือของนางอยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นห้านภาส่วนปราณแท้ของนางมีคุณลักษณะธาตุวายุที่หาได้ยาก การโจมตีรวดเร็วราวกับสายลมมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเอาชนะนางได้”
“คนที่สามคือเยี่ยอวี่หานจากเมืองเฟยเสวี่ยเขาอายุสิบเจ็ดปี เป็นจอมยุทธ์ขั้นห้านภา ปราณแท้มีคุณลักษณะธาตุวารีและธาตุเหมันต์นิสัยเลยดูเย็นชาไม่ชอบปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น”
“คนสุดท้ายคือมู่ไป๋จากเมืองหนานหลี อายุสิบแปดปี เป็นจอมยุทธ์ขั้นเก้านภาปราณแท้มีคุณลักษณะธาตุอัคคี มีพรสวรรค์สูงส่ง เชี่ยวชาญวิชายุทธ์มากกว่าหนึ่งโหลสามารถทำให้ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ทั่วไปพ่ายแพ้ได้”
พอกล่าวมาถึงขั้นนี้หลี่เฉิงเฟิงก็ถอนหายใจแม้ว่าเขากับเจ้าเมืองหนานหลีจะเป็นศัตรูกันแต่เขาก็อดประหลาดใจกับความสามารถมากมายของสมาชิกเมืองหนานหลีไม่ได้เมืองปาฮวงเทียบไม่ติดเลย
ครั้งนี้เมืองหนานหลีมีผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดคนมีจอมยุทธ์อยู่สิบเจ็ดคน ถ้าเปรียบเทียบกับเมืองปาฮวงแล้ว ทำให้เมืองปาฮวงดูแย่ไปเลย
“เย่หยาง ฝีมือของเจ้าปัจจุบันอยู่ในระดับนักรบขั้นห้านภาถือเป็นอัจฉริยะแล้วแต่เมื่อเทียบกับพวกเขาเหล่านั้นเจ้าก็ยังด้อยกว่าเล็กน้อยสิ่งสำคัญคือพวกเขาทั้งหมดได้เปรียบทางด้านอายุและทรัพยากร”
“ถ้าเจอพวกเขาในอนาคตจงระวังให้ดี อย่าได้ไปขัดแย้งถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง โดยเฉพาะมู่ไป๋อย่าพยายามไปสู้ตัวต่อตัว อายุเจ้ายังน้อยกว่าพวกเขารออีกสักสองสามปีเจ้าอาจจะชนะเขาได้ เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะอดทน” หลี่เฉิงเฟิงตบไหล่เย่หยางพลางกำชับอย่างจริงใจ
เขากังวลว่าเย่หยางยังเด็กและเลือดร้อนหากทนการยั่วยุไม่ได้จะต้องประสบกับการสูญเสียครั้งใหญ่
เย่หยางพยักหน้าด้วยท่าทางเหมือนเต็มใจรับฟังการสอนสั่งแต่ในใจเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาคิดว่าคนเหล่านั้นก็เป็นแค่เด็กเหลือขอ ‘เจ้าพวกเด็กสารเลวอย่าได้คิดมายุ่งกับข้าดีกว่าทุกคนจะได้อยู่อย่างสงบสุข เวลามีค่า ข้าไม่อยากเสียเวลากับพวกเจ้า’
แต่ถ้ามีคนตาบอดมาทำให้เขาขุ่นเคืองเขาก็ยินดีสนอง
พอใกล้ค่ำเหล่าวิหคก็หยุดบินหาโรงเตี๊ยมพักผ่อน
ทันใดนั้นก็มีเสียงแผ่วเบาดังขึ้น "ไม่คิดว่าในครั้งนี้เมืองปาฮวงจะมีอัจฉริยะมากมายอยากรู้ว่าจะมีสักกี่คนที่ผ่านการทดสอบ หรือไม่บางทีก็อาจจะไม่ผ่านเลยสักคน”