กลิ่นสมุนไพรแห้งกับไอชื้นจากธารเล็กยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ใต้ชายคาเรือนไม้
แต่ในใจของอี้ซินกลับไม่มีความสงบเหลืออยู่แม้เพียงเสี้ยว
มู่ชิงหลานมาถึงแล้ว
เพียงข่าวสั้น ๆ จากปากมู่หรงเยว่
ก็เพียงพอจะทำให้เงาที่เคยจมอยู่ลึกในความทรงจำค่อย ๆ ผุดขึ้นอย่างชัดเจน
เด็กสาวผู้หนึ่งในชุดฟ้าจาง
ยืนอยู่ใต้ต้นท้อท้ายหมู่บ้าน
ยามหัวเราะ ดวงตาจะโค้งนิดเดียวราวจันทร์เสี้ยว
ยามนิ่ง เงียบสงบเกินวัย
ยามมองเขา ไม่เคยมีแม้เสี้ยวแววดูแคลนเช่นที่คนทั้งโลกมีให้
ภาพนั้นไหวผ่านแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
อี้ซินจึงเก็บขวดหยกทั้งสองลงในแขนเสื้อ
ก่อนหันมองมู่หรงเยว่
“คนของตระกูลมู่อยู่ที่ใด”
มู่หรงเยว่ตอบโดยไม่รีรอ
“จวนรับแขกชั้นใน”
“แต่ตอนนี้ยังไม่ควรไป”
“เพราะอะไร”
“เพราะมีคนมากเกินไปที่จับตาเจ้าอยู่”
นางตอบเรียบ
“หากเจ้าไปตอนนี้ จะไม่ใช่การพบกัน”
“แต่เป็นการถูกทุกสายตาจับขึ้นเขียงพร้อมกัน”
อี้ซินเงียบไปครู่หนึ่ง
มู่หรงเยว่กล่าวต่อ
“ยิ่งตอนนี้เรือนเมฆาดำเริ่มขยับ ยิ่งไม่ควรผลีผลาม”
“คนที่อยากเห็นเจ้าปะทะกับตระกูลมู่ต่อหน้าแขกชั้นสูง ย่อมมีไม่น้อย”
อี้ซินพยักหน้าเพียงน้อย
เขาเองย่อมรู้ดีว่า นางพูดไม่ผิด
มู่หรงเยว่จึงเหลือบมองสีหน้าเขาอีกครา
ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพียงเล็กน้อย
“หากนางมาจริง”
“เจ้ากับนางย่อมได้พบกัน”
“เรื่องบางเรื่อง เร่งไปก็ไม่ทำให้เรื่องเบาลง”
อี้ซินมองนางอยู่ชั่วขณะ
ก่อนกล่าวสั้น ๆ
“ขอบใจเจ้ามาก”
มู่หรงเยว่ไม่ได้ตอบ
เพียงยกสายตาขึ้นมองปลายเงาสนไหวอยู่นอกเรือน
จากนั้นจึงหมุนกายกลับเข้าไปด้านใน ทิ้งกลิ่นหอมสะอาดของโอสถไว้เบาบางในอากาศ
อี้ซินออกจากเขตฝ่ายโอสถแต่ไม่กลับเรือนทันที
หากเลือกเดินเลียบแนวผาชั้นในของสำนักแทน
ระหว่างทาง ศิษย์จำนวนมากยังคงแอบมองเขาเป็นระยะ
บางสายตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
บางสายตาแฝงความริษยา
บางสายตาหวาดระแวงชัดเจนถึงขั้นไม่กล้าสบตรง
โดยเฉพาะหลังศึกเมื่อวาน
ชื่อของเขาบนป้ายเทพยุทธ์ไม่ใช่เพียงตัวอักษรทองอีกต่อไป
แต่กลายเป็นก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางบึงสงบของสำนักเมฆาครามแล้วจริง ๆ
เขาเดินผ่านลานฝึกย่อยแห่งหนึ่ง
ศิษย์ชั้นนอกสามสี่คนที่กำลังซ้อมกระบวนท่าอยู่รีบหยุดมือทันที
ค้อมศีรษะให้โดยไม่รู้ตัว
อี้ซินหาได้สนใจไม่
เพียงก้าวผ่านไปอย่างนิ่งสงบ
ครั้นถึงทางแยกใต้ต้นสนแก่
สือเหยียนก็รุดเข้ามาจากอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของเขาในครานี้เคร่งกว่าปกติไม่น้อย
“ข้ากำลังหาเจ้าอยู่พอดี”
อี้ซินหยุดยืน
“เกิดสิ่งใดขึ้น?”
สือเหยียนกวาดตามองรอบด้านก่อนลดเสียงลง
“มีคนมาจากหมู่บ้านเก่าของเจ้า”
แววตาของอี้ซินลึกขึ้นอีกชั้นในทันที
สือเหยียนจึงยื่นซองจดหมายเก่าใบหนึ่งออกมา
ซองนั้นทำจากกระดาษหยาบธรรมดา
ขอบด้านหนึ่งเปื้อนฝุ่นแดงและคราบน้ำเล็กน้อย
เห็นชัดว่าเดินทางไกลมาไม่น้อย
ด้านหน้าเขียนเพียงสามคำด้วยลายมือไม่งามนัก แต่มั่นคงพอควร
ถึงอี้ซิน..
หัวใจของอี้ซินนิ่งหนักขึ้นเสี้ยวหนึ่ง
เขารับซองนั้นมาอย่างช้า ๆ
สือเหยียนกล่าวต่อ
“คนส่งเป็นชาวบ้านแก่คนหนึ่ง”
“บอกว่ามีคณะคนจากภายนอกผ่านหมู่บ้านเจ้าไปก่อนหน้านี้ระยะหนึ่ง”
“หลังจากนั้นไม่นาน เขาจึงได้รับฝากให้ส่งของสิ่งนี้มาถึงมือเจ้า”
อี้ซินคลี่ซองออก
ภายในมีเพียงจดหมายสั้นแผ่นเดียว
และเศษผ้าไหมสีฟ้าอ่อนชิ้นหนึ่ง
เพียงเห็นเศษผ้าชิ้นนั้น
สายตาของเขาก็แข็งค้างไปเสี้ยวหนึ่ง
เพราะเขาจำได้
มันเป็นลายเมฆจางสีเงินบนพื้นผ้าฟ้าอ่อน
ลวดลายเดียวกับผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กที่เด็กสาวผู้หนึ่งเคยพกติดตัวในวัยเยาว์
ครั้งหนึ่งตอนเขาล้มลงแล้วเข่าถลอก นางเคยฉีกชายผ้าผืนนี้พันให้เขาด้วยมือของตนเอง
ความทรงจำแล่นขึ้นวูบแล้วหายไป
อี้ซินจึงก้มลงอ่านตัวหนังสือบนกระดาษทันที
ลายมือบนจดหมายนั้นหาใช่ลายมือของชาวบ้านไม่
หากเรียว คม สงบ และเป็นระเบียบยิ่ง
ตัวอักษรไม่มาก
แต่ยิ่งน้อยกลับยิ่งทำให้ผู้เห็น ใจหนักขึ้น
“ผ่านหมู่บ้านเก่า เห็นเรือนเก่าทรุดโทรมดังเดิม
ผู้คนบอกว่าเจ้ากลับมาแล้ว
โลกภายนอกกล่าวคำมากมาย แต่บางคำหาใช่ความจริงทั้งหมด
หากเจ้ามีใจจะฟังความจริง จงอย่าเพิ่งผลีผลามก่อนพบกัน
— คนที่ยังจำต้นท้อท้ายหมู่บ้านได้”
อักษรบรรทัดสุดท้ายทำให้ปลายนิ้วของอี้ซินหยุดนิ่ง
“คนที่ยังจำต้นท้อท้ายหมู่บ้านได้”
ไม่มีผู้ใดอื่นอีกแล้ว
มู่ชิงหลาน
สือเหยียนแม้จะพยายามไม่มองจดหมายตรง ๆ
แต่เพียงสีหน้าของอี้ซินในเวลานี้
ก็เพียงพอให้เขาคาดเดาได้บางส่วน
“นางส่งมาหรือ”
อี้ซินพับกระดาษเก็บกลับเข้าซองอย่างช้า ๆ
ก่อนตอบเพียงว่า
“อาจใช่”
สือเหยียนยกคิ้ว
“คำพูดของนาง…ฟังดูคล้ายต้องการเตือนเจ้า”
“ใช่”
อี้ซินกล่าวเรียบ
“และคล้ายต้องการบอกด้วยว่า สิ่งที่ข้าเคยเข้าใจ…อาจยังไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด”
ลมพัดผ่านยอดสนอีกครา
เสียงใบสนเสียดกันแผ่วต่ำราวกระซิบ
สือเหยียนเหลือบมองซองในมือเขา
ก่อนกล่าวเสียงเบาลง
“คนของตระกูลมู่เข้ามาถึงเมฆาครามในเวลานี้”
“เรือนเมฆาดำก็เริ่มขยับ”
“ข้าไม่คิดว่าสองเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ”
อี้ซินเงยหน้ามองออกไปยังแนวเรือนชั้นในด้านตะวันออก
ดวงตาคมนิ่งลึกดุจขุมน้ำคืนเดือนมืด
“แน่นอนว่าไม่บังเอิญ”
“เจ้าคิดสิ่งใด”
“คิดว่าคนที่ต้องการให้พันธะนี้ขาด”
เขาตอบช้า ๆ
“กำลังเริ่มร้อนใจแล้ว”
สือเหยียนเงียบไป
เพราะน้ำหนักในประโยคนั้นชัดเจนเกินพอ
หากมู่ชิงหลานยังไม่ตัดใจ
หากตระกูลมู่ยังไม่ตัดขาดเด็ดขาด
หากอี้ซินกลับลุกขึ้นมาได้เร็วเกินคาด
ผู้ที่เคยลงแรงเพื่อให้เขาถูกกลบฝังย่อมไม่อาจนั่งนิ่งอยู่ได้แน่
อี้ซินเก็บซองจดหมายและเศษผ้าไหมไว้ในอกเสื้อด้านใน
จากนั้นจึงกล่าวขึ้น
“คนส่งยังอยู่หรือไม่”
“ไม่อยู่แล้ว”
สือเหยียนตอบ
“วางจดหมายแล้วก็รีบลงเขาไป”
“แต่เขาทิ้งอีกคำหนึ่งไว้”
“ว่าอย่างไร”
“คนของตระกูลมู่ที่ผ่านหมู่บ้านเจ้า”
สือเหยียนลดเสียงลงอีก
“ดูเหมือนจะมีคนติดตามพวกเขาอยู่ด้วยตั้งแต่ยังไม่เข้าเขตเมฆาคราม”
ครานี้แววตาของอี้ซินเปลี่ยนชัดกว่าเดิม
แปลว่าเงามือที่เล่นงานเขา
ไม่ได้เพิ่งเริ่มลงมือในสำนัก
แต่มันลากยาวมาจากภายนอกแล้ว
เขากำชายเสื้อแน่นเพียงเสี้ยว
ก่อนจะค่อยผ่อนออก
“ไปจวนรับแขก”
เขากล่าวทันที
สือเหยียนสะดุ้ง
“ตอนนี้หรือ”
“ไม่ได้เข้าไปพบ”
อี้ซินตอบ
“เพียงไปดู”
จวนรับแขกของสำนักเมฆาครามตั้งอยู่บนสันเขาด้านตะวันออก
แยกออกจากเขตศิษย์ชั้นในพอสมควร
ทางเดินขึ้นไปปูด้วยศิลาเทา มีต้นสนเก่าแก่เรียงรายสองข้างทาง
ตัวจวนสร้างด้วยไม้หอมและกระเบื้องเขียวเข้ม
แม้จะไม่โอ่อ่าเท่าคฤหาสน์ตระกูลใหญ่ภายนอก
แต่ก็ถือว่าสมศักดิ์ศรีสำนักระดับต่ำที่ยังมีหน้ามีตาในภูมิภาคอยู่บ้าง
ระหว่างทางขึ้นเขา
สือเหยียนเอ่ยเตือนอยู่หลายครา
“หากเจ้าเข้าใกล้มากเกินไป คนของจวนย่อมรู้”
“ข้ารู้”
“หากพวกเขารู้ว่ามีคนของตระกูลมู่อยู่ข้างใน แล้วเจ้าปรากฏตัวตอนนี้”
สือเหยียนขมวดคิ้ว
“เรื่องจะยิ่งยุ่ง”
อี้ซินกลับไม่ตอบ
เพียงเดินต่อไปด้วยฝีเท้าไม่เร็วไม่ช้า
เมื่อมาถึงแนวสนชั้นนอกของจวนรับแขก
เขาจึงหยุดลง
เบื้องหน้าห่างออกไปราวหลายสิบจั้ง
เป็นลานหินหน้าจวน
มีคนของสำนักและคนรับใช้จากภายนอกขยับเดินเข้าออกอยู่เป็นระยะ
อากาศสงบนิ่ง
แต่กลับตึงอย่างประหลาด
อี้ซินใช้เงาต้นสนบังร่าง
สายตากวาดช้า ๆ ไปทั่วลาน
แล้วเขาก็เห็นนาง
สตรีผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงระเบียงชั้นสองของจวน
เพียงเสี้ยวหน้าที่โผล่พ้นม่านโปร่งสีฟ้าออกมา
ก็มากพอจะทำให้หัวใจของเขากระตุกแรงกว่าปะทะศัตรูใดในวันนี้
นางอยู่ในอาภรณ์ยาวสีฟ้าอมเขียวอ่อน
ลายปักเมฆน้ำค้างวิจิตรแต่ไม่ฟุ่มเฟือย
เรือนกายอรชรระหงตั้งตรงอย่างสงบ
เส้นผมดำยาวสลวยดุจน้ำหมึก รวบขึ้นครึ่งหนึ่งด้วยปิ่นหยกสีเงิน
ใบหน้าด้านข้างของนางงดงามถึงขั้นทำให้แสงแดดที่ตกกระทบอยู่รอบกายดูอ่อนลงไปทันที
หากหนิงเยว่อิงงามเย็นดุจจันทร์
เสวี่ยอวิ๋นเหยางามสูงส่งดุจหิมะสวรรค์
มู่ชิงหลานกลับงามอย่างบุปผาน้ำค้างในรุ่งสาง
งามอย่างนุ่มนวล ละเมียด ลึกซึ้ง
แต่ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถึงศักดิ์ศรีและความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบ
ดวงตาคู่งามของนางทอดมองไปไกลนอกระเบียง
แม้มองจากด้านข้างก็ยังเห็นได้ว่ามันนิ่งและลึกยิ่ง
ราวกับแบกหลายสิ่งไว้ในใจมานานเกินกว่าใบหน้าอ่อนเยาว์นี้ควรแบกรับ
สือเหยียนที่ยืนข้างกันถึงกับผ่อนลมหายใจยาวเบามาก
“เช่นนี้เอง...”
เขาพึมพำ “ไม่แปลกที่เจ้าจะจำไม่ลืม”
อี้ซินไม่ได้ตอบ
เพราะในวินาทีนั้น
มู่ชิงหลานพลันหันศีรษะมา
นางมองไม่เห็นเขาตรง ๆ เพราะมีแนวสนและม่านจางบังอยู่
แต่เหมือนสัญชาตญาณบางอย่างจะกระตุกให้นางหันมาทางนี้พอดี
ดวงตาคู่งามสงบนิ่งนั้นชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง
แล้วนางก็ค่อย ๆ ยกมือขึ้นแนบขอบระเบียง
นิ้วเรียวขาวแตะลงเบา ๆ บนไม้แกะสลักตรงหน้า
จังหวะนั้นช้า เรียบ และคล้ายไม่มีความหมายต่อคนทั่วไป
ทว่าอี้ซินกลับเข้าใจในทันที
เพราะนั่นคือจังหวะเคาะไม้สองครั้งเบา ๆ แบบเดียวกับที่นางเคยใช้เรียกเขาไปพบใต้ต้นท้อท้ายหมู่บ้านยามยังเด็ก
ตึก.. ตึก..
เพียงสองครั้ง
ร่างของสือเหยียนแข็งไปเสี้ยวหนึ่ง
เขาไม่ได้รู้รหัสนั้น
แต่ก็รู้พอจะดูออกว่านี่ไม่ใช่การขยับอย่างไร้ความหมายแน่..
อี้ซินยังคงยืนนิ่งใต้เงาสน
แววตาที่เดิมเย็นลึกกลับไหวอยู่ข้างในอย่างที่แม้ตนเองก็ไม่คุ้น
มู่ชิงหลานมองมาทางนี้อีกครู่
ก่อนจะค่อย ๆ ลดมือลง
จากนั้นจึงถอยกลับเข้าไปหลังม่านอย่างสงบ
ภาพของนางหายไป
แต่คลื่นในใจของเขากลับไม่สงบลงตาม
สือเหยียนหันมามองหน้าเขา
คราวนี้ไม่มีรอยยิ้มกึ่งแซวเช่นเคย
มีเพียงน้ำเสียงเคร่งแต่แฝงความเข้าใจ
“นางรู้ว่าเจ้าอยู่ตรงนี้?”
“ใช่”
“แต่ไม่เรียกเจ้าเข้าไป”
อี้ซินนิ่งไปอึดใจ
ก่อนตอบช้า ๆ
“เพราะข้างใน...คงมีคนที่ไม่ควรให้ข้าเข้าไปพบตรง ๆ ตอนนี้”
เพียงประโยคเดียว
สือเหยียนก็เข้าใจทันทีว่า
สิ่งที่อยู่หลังม่านจวนนั้นไม่ได้มีแค่มู่ชิงหลาน
ยังมีสายตา มีอำนาจ และมีแรงกดจากตระกูลที่กำลังบีบนางอยู่จริง
อี้ซินหันหลังกลับจากแนวสนในที่สุด
เขาไม่ได้เข้าไป
ไม่ได้เรียกชื่อ
ไม่ได้แสดงตน
แต่เพียงการได้เห็นนาง
ได้เห็นจังหวะเคาะไม้สองครั้งนั้น
ก็เพียงพอแล้วจะทำให้เขารู้ว่า
ความสัมพันธ์นี้…ยังไม่ได้ตายไป
และคนที่พยายามฝังมันให้หายไป
กำลังจะต้องพบว่าของบางอย่างในโลกนี้
ต่อให้กดไว้เนิ่นนานเพียงใด
ก็ไม่มีวันดับลงตามใจใครได้ง่าย ๆ
ระหว่างทางกลับ
สือเหยียนยังคงเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนจะกล่าวขึ้นช้า ๆ
“ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนบางพวกถึงอยากให้พันธะนี้ตายไป”
“เพราะเหตุใด”
“เพราะหากนางยังยืนอยู่ข้างเจ้า”
เขาหัวเราะแห้งนิด ๆ
“คนที่เคยดูถูกเจ้าทั้งหมดคงเหมือนโดนตบหน้าไปทั้งแผ่นดิน”
อี้ซินไม่ตอบ
แต่ปลายตากลับเย็นลงอย่างน่ากลัว
ใช่..
ไม่ใช่เพียงเพราะความรักหรืออดีต
แต่เพราะพันธะนี้เองเกี่ยวพันกับศักดิ์ศรี อำนาจ และหน้าตาของหลายฝ่าย
ผู้ใดอยากให้มันขาด
ย่อมไม่ใช่เพราะเรื่องหัวใจอย่างเดียว..
ครั้นกลับถึงครึ่งทาง
เสียงระฆังจากลานเทพยุทธ์ชั้นในก็ดังขึ้นอีกครา
กังวานไม่หนักเท่าระฆังเรียกรวมพล
แต่ยาวลึกพอจะเรียกศิษย์ชั้นในจำนวนมากให้หันมองพร้อมกัน
สือเหยียนหันหน้าไปทางนั้นทันที
สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
“ประกาศเรียกศิษย์มีลำดับขึ้นป้าย”
อี้ซินดวงตาวูบ
ทั้งสองเร่งฝีเท้าในทันที..
เมื่อลานเทพยุทธ์ปรากฏแก่สายตา
ผู้คนจำนวนมากก็รวมตัวกันแล้วจริง ๆ
ศิษย์ชั้นในยืนเรียงกันเป็นชั้น
ศิษย์ชั้นนอกบางส่วนก็แอบขึ้นมาดูจากขอบลาน
ฉินก่วงยืนอยู่หน้าแท่นหิน
ด้านข้างมีผู้อาวุโสอาวุโสสองคนในชุดครามเข้ม
ส่วนลั่วชิงเหยาก็ยืนอยู่ด้านขวาของป้ายเทพยุทธ์ดังเดิม
ยามอี้ซินก้าวเข้าสู่ลาน
สายตาของคนทั้งผืนก็หันมาที่เขาแทบพร้อมกัน
โดยเฉพาะเมื่อคราวนี้เขา “ไม่มีดาบ” พาดบ่า
ความสงสัยยิ่งพุ่งขึ้นหลายเท่า
ฉินก่วงกวาดตามองผู้คนก่อนกล่าวเสียงก้อง
“วันนี้เรียกผู้มีชื่อบนป้ายเทพยุทธ์มาเพราะเหตุสองประการ”
ทั่วลานเงียบกริบ
“ประการแรก
รายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าสู่รอบคัดเลือกรอบต้นของเวทีภายในสำนักจะประกาศในไม่ช้า”
“ประการที่สอง
มีการพบเงาคนลอบสอดแนมในเขตศิษย์ชั้นในเมื่อคืน”
เสียงฮือเบา ๆ ดังขึ้นทันที
ฉินก่วงยกมือ
ความเงียบจึงกลับคืน
“ผู้ใดคิดใช้เงามืดเล่นงานกันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้”
เขากล่าวชัด “ไม่ต่างจากประกาศศัตรูกับกฎของสำนัก”
น้ำเสียงนั้นทำให้หลายคนหน้าเปลี่ยน
โดยเฉพาะกลุ่มศิษย์แถบเรือนเมฆาดำซึ่งยืนอยู่มุมหนึ่งของลาน
อี้ซินกวาดสายตาไปยังกลุ่มนั้นแวบหนึ่ง
ก็พบว่าหลายคนหลบตาแทบในทันที
ลั่วชิงเหยาซึ่งยืนเงียบมาตลอด
พลันกล่าวขึ้นเสียงใสแต่หนักแน่น
“ผู้ใดคิดลอบกัดอยู่ในเงา”
นางเอ่ยช้า ๆ
“ระวังเถิด”
“เพราะบางครั้งคนที่ถูกหมายหัว…อาจไม่ได้ตายตามที่เจ้าหวัง”
“แต่อาจหันกลับมาฉีกคอเจ้าทีละคนก็เป็นได้”
ถ้อยคำนี้ไม่ได้เอ่ยนามผู้ใด
แต่คนทั้งลานกลับรู้สึกพร้อมกันว่ามันฟาดใส่พวกหนึ่งเต็ม ๆ
โดยเฉพาะเมื่อผู้กล่าวคือ ลั่วชิงเหยา
หญิงงามอันดับหนึ่งของสำนักและศิษย์อันดับสูงบนป้ายเทพยุทธ์
น้ำหนักของคำเหล่านั้นยิ่งกดดันผู้ฟังหนักกว่าปกติหลายส่วน..
อี้ซินหันไปมองนางเพียงครู่เดียว
แววตาคู่งามของนางยังคงนิ่งและสูงส่งดังเดิม
แต่กลับจับเขาอยู่ชัดเจนกว่าแต่ก่อน
คล้ายจะบอกเขากลาย ๆ ว่า
นางเห็นแล้ว
และนางรู้ว่าศึกนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น..
ฉินก่วงจึงกล่าวต่ออีกไม่กี่ประโยคก่อนปล่อยผู้คนแยกย้าย
แต่คลื่นกระเพื่อมในลานหาได้สงบลงไม่
ครั้นผู้คนเริ่มถอยออก
ศิษย์ชั้นในกลุ่มหนึ่งทางเรือนเมฆาดำกลับยังยืนนิ่งอยู่
นำโดยชายหน้าซีดผู้หนึ่งซึ่งดวงตาเรียวแคบและเย็นราวงูพิษ
เขามองอี้ซินอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนยิ้มแผ่ว
“ศิษย์น้องอี้ช่างมีความสามารถดีจริง”
เขาเอ่ยเสียงไม่ดังไม่เบา
“เพิ่งขึ้นป้ายได้ไม่นาน ก็ทำให้คนทั้งสำนักพูดถึงไม่หยุดแล้ว”
คนรอบ ๆ เงียบลงอีกครั้ง
อี้ซินมองเขาตรง ๆ
แม้ยังไม่รู้ชื่อแน่ชัด
แต่กลิ่นอายของคนผู้นี้ชัดเจนว่าไม่ใช่พวกปลายแถว
“คนที่ชอบใช้ปากแทนกระบี่”
อี้ซินตอบเรียบ
“มักเพราะรู้ว่ากระบี่ตนไม่คมกล้าพอที่จะทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว”
ชายคนนั้นรอยยิ้มแข็งค้างเล็กน้อย
รอบลานเงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงลมผ่านชายธง
จากนั้นรอยยิ้มของมันจึงกลับมาอีกครา
แต่เย็นเยีบยกว่าเดิมชัดเจน
“ดี”
มันว่า “เช่นนั้นอีกไม่นาน เราคงได้เห็นกันว่า ระหว่างปากกับกระบี่ ของผู้ใดกันแน่ที่ไร้ค่า”
อี้ซินไม่ตอบ
เพียงกวาดตามองมันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเย็นชา
สายตาเช่นนั้นทำให้ชายผู้นั้นปวดแปลบกลางอกอย่างประหลาด
เพราะมันสัมผัสได้ชัดว่า
อีกฝ่ายไม่ได้มองมันเป็นคู่ที่เท่าเทียม
แต่มองราวกำลังประเมินว่า เมื่อใดควรเหยียบให้จมลงดินเท่านั้น
ชายจากเรือนเมฆาดำจึงสะบัดแขนเสื้อกลับไปพร้อมคนของมัน
สือเหยียนซึ่งยืนมองอยู่ข้างหลังหัวเราะหึเบา ๆ
“เจ้าเพิ่งขึ้นลำดับไม่นาน”
เขาว่า “แต่ดูเหมือนคนที่อยากเอาหัวมาชนกำแพงจะมีไม่น้อย”
อี้ซินมองกลุ่มคนที่จากไป
ดวงตาเย็นลึกดุจบ่อน้ำกลางคืน
“เป็นเช่นนี้ยิ่งดี”
เขากล่าว
“ข้ากำลังต้องการเหยื่อให้กระดูกข้าอุ่นมืออยู่พอดี”
ลมยามบ่ายพัดผ่านป้ายเทพยุทธ์
ตัวอักษรชื่อเขาบนอันดับเจ็ดสิบสามสะท้อนแสงทองนิ่งสงบ
แต่ใต้ความนิ่งนั้น
เมฆาครามทั้งสำนักได้เริ่มก่อตัวเป็นพายุอีกชั้นแล้วจริง ๆ
และครานี้—
ทั้งเงามือจากเรือนเมฆาดำ
ทั้งสายตาจากลั่วชิงเหยา
ทั้งข่าวจากมู่ชิงหลาน
ต่างกำลังหลั่งไหลเข้าหาอี้ซินพร้อมกันทีละสาย
ภายภาคหน้า...
คงไม่มีวันสงบลงง่ายอีกแล้ว..