พลิกฟ้าครองดารา

    ตอนที่ 47 จดหมายจากหมู่บ้านเก่า

    เขตฝ่ายโอสถยังคงเงียบสงบดังเดิม

    กลิ่นสมุนไพรแห้งกับไอชื้นจากธารเล็กยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ใต้ชายคาเรือนไม้
    แต่ในใจของอี้ซินกลับไม่มีความสงบเหลืออยู่แม้เพียงเสี้ยว

    มู่ชิงหลานมาถึงแล้ว

    เพียงข่าวสั้น ๆ จากปากมู่หรงเยว่
    ก็เพียงพอจะทำให้เงาที่เคยจมอยู่ลึกในความทรงจำค่อย ๆ ผุดขึ้นอย่างชัดเจน

    เด็กสาวผู้หนึ่งในชุดฟ้าจาง
    ยืนอยู่ใต้ต้นท้อท้ายหมู่บ้าน
    ยามหัวเราะ ดวงตาจะโค้งนิดเดียวราวจันทร์เสี้ยว
    ยามนิ่ง เงียบสงบเกินวัย
    ยามมองเขา ไม่เคยมีแม้เสี้ยวแววดูแคลนเช่นที่คนทั้งโลกมีให้

    ภาพนั้นไหวผ่านแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว

    อี้ซินจึงเก็บขวดหยกทั้งสองลงในแขนเสื้อ
    ก่อนหันมองมู่หรงเยว่


    “คนของตระกูลมู่อยู่ที่ใด”


    มู่หรงเยว่ตอบโดยไม่รีรอ


    “จวนรับแขกชั้นใน”
    “แต่ตอนนี้ยังไม่ควรไป”


    “เพราะอะไร”


    “เพราะมีคนมากเกินไปที่จับตาเจ้าอยู่”


    นางตอบเรียบ


    “หากเจ้าไปตอนนี้ จะไม่ใช่การพบกัน”
    “แต่เป็นการถูกทุกสายตาจับขึ้นเขียงพร้อมกัน”


    อี้ซินเงียบไปครู่หนึ่ง

    มู่หรงเยว่กล่าวต่อ


    “ยิ่งตอนนี้เรือนเมฆาดำเริ่มขยับ ยิ่งไม่ควรผลีผลาม”
    “คนที่อยากเห็นเจ้าปะทะกับตระกูลมู่ต่อหน้าแขกชั้นสูง ย่อมมีไม่น้อย”


    อี้ซินพยักหน้าเพียงน้อย
    เขาเองย่อมรู้ดีว่า นางพูดไม่ผิด

    มู่หรงเยว่จึงเหลือบมองสีหน้าเขาอีกครา
    ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพียงเล็กน้อย


    “หากนางมาจริง”
    “เจ้ากับนางย่อมได้พบกัน”
    “เรื่องบางเรื่อง เร่งไปก็ไม่ทำให้เรื่องเบาลง”


    อี้ซินมองนางอยู่ชั่วขณะ
    ก่อนกล่าวสั้น ๆ


    “ขอบใจเจ้ามาก”


    มู่หรงเยว่ไม่ได้ตอบ
    เพียงยกสายตาขึ้นมองปลายเงาสนไหวอยู่นอกเรือน
    จากนั้นจึงหมุนกายกลับเข้าไปด้านใน ทิ้งกลิ่นหอมสะอาดของโอสถไว้เบาบางในอากาศ

    อี้ซินออกจากเขตฝ่ายโอสถแต่ไม่กลับเรือนทันที
    หากเลือกเดินเลียบแนวผาชั้นในของสำนักแทน

    ระหว่างทาง ศิษย์จำนวนมากยังคงแอบมองเขาเป็นระยะ
    บางสายตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
    บางสายตาแฝงความริษยา
    บางสายตาหวาดระแวงชัดเจนถึงขั้นไม่กล้าสบตรง

    โดยเฉพาะหลังศึกเมื่อวาน
    ชื่อของเขาบนป้ายเทพยุทธ์ไม่ใช่เพียงตัวอักษรทองอีกต่อไป
    แต่กลายเป็นก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางบึงสงบของสำนักเมฆาครามแล้วจริง ๆ

    เขาเดินผ่านลานฝึกย่อยแห่งหนึ่ง
    ศิษย์ชั้นนอกสามสี่คนที่กำลังซ้อมกระบวนท่าอยู่รีบหยุดมือทันที
    ค้อมศีรษะให้โดยไม่รู้ตัว

    อี้ซินหาได้สนใจไม่
    เพียงก้าวผ่านไปอย่างนิ่งสงบ

    ครั้นถึงทางแยกใต้ต้นสนแก่
    สือเหยียนก็รุดเข้ามาจากอีกฝั่งอย่างรวดเร็ว
    สีหน้าของเขาในครานี้เคร่งกว่าปกติไม่น้อย


    “ข้ากำลังหาเจ้าอยู่พอดี”


    อี้ซินหยุดยืน


    “เกิดสิ่งใดขึ้น?”


    สือเหยียนกวาดตามองรอบด้านก่อนลดเสียงลง


    “มีคนมาจากหมู่บ้านเก่าของเจ้า”


    แววตาของอี้ซินลึกขึ้นอีกชั้นในทันที

    สือเหยียนจึงยื่นซองจดหมายเก่าใบหนึ่งออกมา

    ซองนั้นทำจากกระดาษหยาบธรรมดา
    ขอบด้านหนึ่งเปื้อนฝุ่นแดงและคราบน้ำเล็กน้อย
    เห็นชัดว่าเดินทางไกลมาไม่น้อย

    ด้านหน้าเขียนเพียงสามคำด้วยลายมือไม่งามนัก แต่มั่นคงพอควร


    ถึงอี้ซิน..


    หัวใจของอี้ซินนิ่งหนักขึ้นเสี้ยวหนึ่ง
    เขารับซองนั้นมาอย่างช้า ๆ

    สือเหยียนกล่าวต่อ


    “คนส่งเป็นชาวบ้านแก่คนหนึ่ง”
    “บอกว่ามีคณะคนจากภายนอกผ่านหมู่บ้านเจ้าไปก่อนหน้านี้ระยะหนึ่ง”
    “หลังจากนั้นไม่นาน เขาจึงได้รับฝากให้ส่งของสิ่งนี้มาถึงมือเจ้า”


    อี้ซินคลี่ซองออก

    ภายในมีเพียงจดหมายสั้นแผ่นเดียว
    และเศษผ้าไหมสีฟ้าอ่อนชิ้นหนึ่ง

    เพียงเห็นเศษผ้าชิ้นนั้น
    สายตาของเขาก็แข็งค้างไปเสี้ยวหนึ่ง

    เพราะเขาจำได้

    มันเป็นลายเมฆจางสีเงินบนพื้นผ้าฟ้าอ่อน
    ลวดลายเดียวกับผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กที่เด็กสาวผู้หนึ่งเคยพกติดตัวในวัยเยาว์
    ครั้งหนึ่งตอนเขาล้มลงแล้วเข่าถลอก นางเคยฉีกชายผ้าผืนนี้พันให้เขาด้วยมือของตนเอง

    ความทรงจำแล่นขึ้นวูบแล้วหายไป

    อี้ซินจึงก้มลงอ่านตัวหนังสือบนกระดาษทันที

    ลายมือบนจดหมายนั้นหาใช่ลายมือของชาวบ้านไม่
    หากเรียว คม สงบ และเป็นระเบียบยิ่ง

    ตัวอักษรไม่มาก
    แต่ยิ่งน้อยกลับยิ่งทำให้ผู้เห็น ใจหนักขึ้น


    “ผ่านหมู่บ้านเก่า เห็นเรือนเก่าทรุดโทรมดังเดิม
    ผู้คนบอกว่าเจ้ากลับมาแล้ว
    โลกภายนอกกล่าวคำมากมาย แต่บางคำหาใช่ความจริงทั้งหมด
    หากเจ้ามีใจจะฟังความจริง จงอย่าเพิ่งผลีผลามก่อนพบกัน
    — คนที่ยังจำต้นท้อท้ายหมู่บ้านได้”

    อักษรบรรทัดสุดท้ายทำให้ปลายนิ้วของอี้ซินหยุดนิ่ง


    “คนที่ยังจำต้นท้อท้ายหมู่บ้านได้”


    ไม่มีผู้ใดอื่นอีกแล้ว


    มู่ชิงหลาน


    สือเหยียนแม้จะพยายามไม่มองจดหมายตรง ๆ
    แต่เพียงสีหน้าของอี้ซินในเวลานี้
    ก็เพียงพอให้เขาคาดเดาได้บางส่วน


    “นางส่งมาหรือ”

    อี้ซินพับกระดาษเก็บกลับเข้าซองอย่างช้า ๆ
    ก่อนตอบเพียงว่า


    “อาจใช่”


    สือเหยียนยกคิ้ว


    “คำพูดของนาง…ฟังดูคล้ายต้องการเตือนเจ้า”


    “ใช่”


    อี้ซินกล่าวเรียบ


    “และคล้ายต้องการบอกด้วยว่า สิ่งที่ข้าเคยเข้าใจ…อาจยังไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด”


    ลมพัดผ่านยอดสนอีกครา
    เสียงใบสนเสียดกันแผ่วต่ำราวกระซิบ

    สือเหยียนเหลือบมองซองในมือเขา
    ก่อนกล่าวเสียงเบาลง


    “คนของตระกูลมู่เข้ามาถึงเมฆาครามในเวลานี้”
    “เรือนเมฆาดำก็เริ่มขยับ”
    “ข้าไม่คิดว่าสองเรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ”


    อี้ซินเงยหน้ามองออกไปยังแนวเรือนชั้นในด้านตะวันออก
    ดวงตาคมนิ่งลึกดุจขุมน้ำคืนเดือนมืด


    “แน่นอนว่าไม่บังเอิญ”

    “เจ้าคิดสิ่งใด”

    “คิดว่าคนที่ต้องการให้พันธะนี้ขาด”


    เขาตอบช้า ๆ


    “กำลังเริ่มร้อนใจแล้ว”


    สือเหยียนเงียบไป
    เพราะน้ำหนักในประโยคนั้นชัดเจนเกินพอ

    หากมู่ชิงหลานยังไม่ตัดใจ
    หากตระกูลมู่ยังไม่ตัดขาดเด็ดขาด
    หากอี้ซินกลับลุกขึ้นมาได้เร็วเกินคาด
    ผู้ที่เคยลงแรงเพื่อให้เขาถูกกลบฝังย่อมไม่อาจนั่งนิ่งอยู่ได้แน่

    อี้ซินเก็บซองจดหมายและเศษผ้าไหมไว้ในอกเสื้อด้านใน
    จากนั้นจึงกล่าวขึ้น


    “คนส่งยังอยู่หรือไม่”


    “ไม่อยู่แล้ว”


    สือเหยียนตอบ


    “วางจดหมายแล้วก็รีบลงเขาไป”
    “แต่เขาทิ้งอีกคำหนึ่งไว้”


    “ว่าอย่างไร”


    “คนของตระกูลมู่ที่ผ่านหมู่บ้านเจ้า”


    สือเหยียนลดเสียงลงอีก


    “ดูเหมือนจะมีคนติดตามพวกเขาอยู่ด้วยตั้งแต่ยังไม่เข้าเขตเมฆาคราม”


    ครานี้แววตาของอี้ซินเปลี่ยนชัดกว่าเดิม

    แปลว่าเงามือที่เล่นงานเขา
    ไม่ได้เพิ่งเริ่มลงมือในสำนัก
    แต่มันลากยาวมาจากภายนอกแล้ว

    เขากำชายเสื้อแน่นเพียงเสี้ยว
    ก่อนจะค่อยผ่อนออก


    “ไปจวนรับแขก”


    เขากล่าวทันที

    สือเหยียนสะดุ้ง


    “ตอนนี้หรือ”


    “ไม่ได้เข้าไปพบ”


    อี้ซินตอบ


    “เพียงไปดู”

    จวนรับแขกของสำนักเมฆาครามตั้งอยู่บนสันเขาด้านตะวันออก
    แยกออกจากเขตศิษย์ชั้นในพอสมควร
    ทางเดินขึ้นไปปูด้วยศิลาเทา มีต้นสนเก่าแก่เรียงรายสองข้างทาง
    ตัวจวนสร้างด้วยไม้หอมและกระเบื้องเขียวเข้ม
    แม้จะไม่โอ่อ่าเท่าคฤหาสน์ตระกูลใหญ่ภายนอก
    แต่ก็ถือว่าสมศักดิ์ศรีสำนักระดับต่ำที่ยังมีหน้ามีตาในภูมิภาคอยู่บ้าง

    ระหว่างทางขึ้นเขา
    สือเหยียนเอ่ยเตือนอยู่หลายครา


    “หากเจ้าเข้าใกล้มากเกินไป คนของจวนย่อมรู้”

    “ข้ารู้”

    “หากพวกเขารู้ว่ามีคนของตระกูลมู่อยู่ข้างใน แล้วเจ้าปรากฏตัวตอนนี้”


    สือเหยียนขมวดคิ้ว


    “เรื่องจะยิ่งยุ่ง”


    อี้ซินกลับไม่ตอบ
    เพียงเดินต่อไปด้วยฝีเท้าไม่เร็วไม่ช้า

    เมื่อมาถึงแนวสนชั้นนอกของจวนรับแขก
    เขาจึงหยุดลง

    เบื้องหน้าห่างออกไปราวหลายสิบจั้ง
    เป็นลานหินหน้าจวน
    มีคนของสำนักและคนรับใช้จากภายนอกขยับเดินเข้าออกอยู่เป็นระยะ
    อากาศสงบนิ่ง
    แต่กลับตึงอย่างประหลาด

    อี้ซินใช้เงาต้นสนบังร่าง
    สายตากวาดช้า ๆ ไปทั่วลาน

    แล้วเขาก็เห็นนาง


    สตรีผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงระเบียงชั้นสองของจวน
    เพียงเสี้ยวหน้าที่โผล่พ้นม่านโปร่งสีฟ้าออกมา
    ก็มากพอจะทำให้หัวใจของเขากระตุกแรงกว่าปะทะศัตรูใดในวันนี้


    นางอยู่ในอาภรณ์ยาวสีฟ้าอมเขียวอ่อน
    ลายปักเมฆน้ำค้างวิจิตรแต่ไม่ฟุ่มเฟือย
    เรือนกายอรชรระหงตั้งตรงอย่างสงบ
    เส้นผมดำยาวสลวยดุจน้ำหมึก รวบขึ้นครึ่งหนึ่งด้วยปิ่นหยกสีเงิน
    ใบหน้าด้านข้างของนางงดงามถึงขั้นทำให้แสงแดดที่ตกกระทบอยู่รอบกายดูอ่อนลงไปทันที

    หากหนิงเยว่อิงงามเย็นดุจจันทร์
    เสวี่ยอวิ๋นเหยางามสูงส่งดุจหิมะสวรรค์
    มู่ชิงหลานกลับงามอย่างบุปผาน้ำค้างในรุ่งสาง

    งามอย่างนุ่มนวล ละเมียด ลึกซึ้ง


    แต่ยิ่งมองยิ่งรู้สึกถึงศักดิ์ศรีและความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสงบ

    ดวงตาคู่งามของนางทอดมองไปไกลนอกระเบียง
    แม้มองจากด้านข้างก็ยังเห็นได้ว่ามันนิ่งและลึกยิ่ง
    ราวกับแบกหลายสิ่งไว้ในใจมานานเกินกว่าใบหน้าอ่อนเยาว์นี้ควรแบกรับ

    สือเหยียนที่ยืนข้างกันถึงกับผ่อนลมหายใจยาวเบามาก


    “เช่นนี้เอง...”


    เขาพึมพำ “ไม่แปลกที่เจ้าจะจำไม่ลืม”


    อี้ซินไม่ได้ตอบ

    เพราะในวินาทีนั้น
    มู่ชิงหลานพลันหันศีรษะมา

    นางมองไม่เห็นเขาตรง ๆ เพราะมีแนวสนและม่านจางบังอยู่
    แต่เหมือนสัญชาตญาณบางอย่างจะกระตุกให้นางหันมาทางนี้พอดี

    ดวงตาคู่งามสงบนิ่งนั้นชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง

    แล้วนางก็ค่อย ๆ ยกมือขึ้นแนบขอบระเบียง
    นิ้วเรียวขาวแตะลงเบา ๆ บนไม้แกะสลักตรงหน้า
    จังหวะนั้นช้า เรียบ และคล้ายไม่มีความหมายต่อคนทั่วไป

    ทว่าอี้ซินกลับเข้าใจในทันที

    เพราะนั่นคือจังหวะเคาะไม้สองครั้งเบา ๆ แบบเดียวกับที่นางเคยใช้เรียกเขาไปพบใต้ต้นท้อท้ายหมู่บ้านยามยังเด็ก


    ตึก.. ตึก..


    เพียงสองครั้ง

    ร่างของสือเหยียนแข็งไปเสี้ยวหนึ่ง
    เขาไม่ได้รู้รหัสนั้น
    แต่ก็รู้พอจะดูออกว่านี่ไม่ใช่การขยับอย่างไร้ความหมายแน่..


    อี้ซินยังคงยืนนิ่งใต้เงาสน
    แววตาที่เดิมเย็นลึกกลับไหวอยู่ข้างในอย่างที่แม้ตนเองก็ไม่คุ้น

    มู่ชิงหลานมองมาทางนี้อีกครู่
    ก่อนจะค่อย ๆ ลดมือลง
    จากนั้นจึงถอยกลับเข้าไปหลังม่านอย่างสงบ


    ภาพของนางหายไป
    แต่คลื่นในใจของเขากลับไม่สงบลงตาม

    สือเหยียนหันมามองหน้าเขา
    คราวนี้ไม่มีรอยยิ้มกึ่งแซวเช่นเคย
    มีเพียงน้ำเสียงเคร่งแต่แฝงความเข้าใจ


    “นางรู้ว่าเจ้าอยู่ตรงนี้?”


    “ใช่”


    “แต่ไม่เรียกเจ้าเข้าไป”


    อี้ซินนิ่งไปอึดใจ
    ก่อนตอบช้า ๆ


    “เพราะข้างใน...คงมีคนที่ไม่ควรให้ข้าเข้าไปพบตรง ๆ ตอนนี้”


    เพียงประโยคเดียว
    สือเหยียนก็เข้าใจทันทีว่า
    สิ่งที่อยู่หลังม่านจวนนั้นไม่ได้มีแค่มู่ชิงหลาน
    ยังมีสายตา มีอำนาจ และมีแรงกดจากตระกูลที่กำลังบีบนางอยู่จริง


    อี้ซินหันหลังกลับจากแนวสนในที่สุด

    เขาไม่ได้เข้าไป
    ไม่ได้เรียกชื่อ
    ไม่ได้แสดงตน

    แต่เพียงการได้เห็นนาง
    ได้เห็นจังหวะเคาะไม้สองครั้งนั้น
    ก็เพียงพอแล้วจะทำให้เขารู้ว่า

    ความสัมพันธ์นี้…ยังไม่ได้ตายไป

    และคนที่พยายามฝังมันให้หายไป
    กำลังจะต้องพบว่าของบางอย่างในโลกนี้
    ต่อให้กดไว้เนิ่นนานเพียงใด
    ก็ไม่มีวันดับลงตามใจใครได้ง่าย ๆ


    ระหว่างทางกลับ
    สือเหยียนยังคงเงียบไปพักหนึ่ง
    ก่อนจะกล่าวขึ้นช้า ๆ


    “ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนบางพวกถึงอยากให้พันธะนี้ตายไป”


    “เพราะเหตุใด”


    “เพราะหากนางยังยืนอยู่ข้างเจ้า”


    เขาหัวเราะแห้งนิด ๆ


    “คนที่เคยดูถูกเจ้าทั้งหมดคงเหมือนโดนตบหน้าไปทั้งแผ่นดิน”


    อี้ซินไม่ตอบ
    แต่ปลายตากลับเย็นลงอย่างน่ากลัว


    ใช่..


    ไม่ใช่เพียงเพราะความรักหรืออดีต
    แต่เพราะพันธะนี้เองเกี่ยวพันกับศักดิ์ศรี อำนาจ และหน้าตาของหลายฝ่าย

    ผู้ใดอยากให้มันขาด
    ย่อมไม่ใช่เพราะเรื่องหัวใจอย่างเดียว..


    ครั้นกลับถึงครึ่งทาง
    เสียงระฆังจากลานเทพยุทธ์ชั้นในก็ดังขึ้นอีกครา

    กังวานไม่หนักเท่าระฆังเรียกรวมพล
    แต่ยาวลึกพอจะเรียกศิษย์ชั้นในจำนวนมากให้หันมองพร้อมกัน

    สือเหยียนหันหน้าไปทางนั้นทันที
    สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย


    “ประกาศเรียกศิษย์มีลำดับขึ้นป้าย”


    อี้ซินดวงตาวูบ

    ทั้งสองเร่งฝีเท้าในทันที..


    เมื่อลานเทพยุทธ์ปรากฏแก่สายตา
    ผู้คนจำนวนมากก็รวมตัวกันแล้วจริง ๆ

    ศิษย์ชั้นในยืนเรียงกันเป็นชั้น
    ศิษย์ชั้นนอกบางส่วนก็แอบขึ้นมาดูจากขอบลาน
    ฉินก่วงยืนอยู่หน้าแท่นหิน
    ด้านข้างมีผู้อาวุโสอาวุโสสองคนในชุดครามเข้ม
    ส่วนลั่วชิงเหยาก็ยืนอยู่ด้านขวาของป้ายเทพยุทธ์ดังเดิม


    ยามอี้ซินก้าวเข้าสู่ลาน
    สายตาของคนทั้งผืนก็หันมาที่เขาแทบพร้อมกัน

    โดยเฉพาะเมื่อคราวนี้เขา “ไม่มีดาบ” พาดบ่า

    ความสงสัยยิ่งพุ่งขึ้นหลายเท่า

    ฉินก่วงกวาดตามองผู้คนก่อนกล่าวเสียงก้อง


    “วันนี้เรียกผู้มีชื่อบนป้ายเทพยุทธ์มาเพราะเหตุสองประการ”


    ทั่วลานเงียบกริบ


    “ประการแรก

    รายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าสู่รอบคัดเลือกรอบต้นของเวทีภายในสำนักจะประกาศในไม่ช้า”


    “ประการที่สอง
    มีการพบเงาคนลอบสอดแนมในเขตศิษย์ชั้นในเมื่อคืน”


    เสียงฮือเบา ๆ ดังขึ้นทันที

    ฉินก่วงยกมือ
    ความเงียบจึงกลับคืน


    “ผู้ใดคิดใช้เงามืดเล่นงานกันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้”


    เขากล่าวชัด “ไม่ต่างจากประกาศศัตรูกับกฎของสำนัก”


    น้ำเสียงนั้นทำให้หลายคนหน้าเปลี่ยน
    โดยเฉพาะกลุ่มศิษย์แถบเรือนเมฆาดำซึ่งยืนอยู่มุมหนึ่งของลาน

    อี้ซินกวาดสายตาไปยังกลุ่มนั้นแวบหนึ่ง
    ก็พบว่าหลายคนหลบตาแทบในทันที

    ลั่วชิงเหยาซึ่งยืนเงียบมาตลอด
    พลันกล่าวขึ้นเสียงใสแต่หนักแน่น


    “ผู้ใดคิดลอบกัดอยู่ในเงา”


    นางเอ่ยช้า ๆ


    “ระวังเถิด”


    “เพราะบางครั้งคนที่ถูกหมายหัว…อาจไม่ได้ตายตามที่เจ้าหวัง”


    “แต่อาจหันกลับมาฉีกคอเจ้าทีละคนก็เป็นได้”


    ถ้อยคำนี้ไม่ได้เอ่ยนามผู้ใด
    แต่คนทั้งลานกลับรู้สึกพร้อมกันว่ามันฟาดใส่พวกหนึ่งเต็ม ๆ

    โดยเฉพาะเมื่อผู้กล่าวคือ ลั่วชิงเหยา
    หญิงงามอันดับหนึ่งของสำนักและศิษย์อันดับสูงบนป้ายเทพยุทธ์
    น้ำหนักของคำเหล่านั้นยิ่งกดดันผู้ฟังหนักกว่าปกติหลายส่วน..


    อี้ซินหันไปมองนางเพียงครู่เดียว
    แววตาคู่งามของนางยังคงนิ่งและสูงส่งดังเดิม
    แต่กลับจับเขาอยู่ชัดเจนกว่าแต่ก่อน

    คล้ายจะบอกเขากลาย ๆ ว่า
    นางเห็นแล้ว
    และนางรู้ว่าศึกนี้เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น..


    ฉินก่วงจึงกล่าวต่ออีกไม่กี่ประโยคก่อนปล่อยผู้คนแยกย้าย
    แต่คลื่นกระเพื่อมในลานหาได้สงบลงไม่

    ครั้นผู้คนเริ่มถอยออก
    ศิษย์ชั้นในกลุ่มหนึ่งทางเรือนเมฆาดำกลับยังยืนนิ่งอยู่
    นำโดยชายหน้าซีดผู้หนึ่งซึ่งดวงตาเรียวแคบและเย็นราวงูพิษ

    เขามองอี้ซินอยู่ครู่หนึ่ง
    ก่อนยิ้มแผ่ว


    “ศิษย์น้องอี้ช่างมีความสามารถดีจริง”


    เขาเอ่ยเสียงไม่ดังไม่เบา


    “เพิ่งขึ้นป้ายได้ไม่นาน ก็ทำให้คนทั้งสำนักพูดถึงไม่หยุดแล้ว”


    คนรอบ ๆ เงียบลงอีกครั้ง

    อี้ซินมองเขาตรง ๆ
    แม้ยังไม่รู้ชื่อแน่ชัด
    แต่กลิ่นอายของคนผู้นี้ชัดเจนว่าไม่ใช่พวกปลายแถว


    “คนที่ชอบใช้ปากแทนกระบี่”


    อี้ซินตอบเรียบ


    “มักเพราะรู้ว่ากระบี่ตนไม่คมกล้าพอที่จะทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว”


    ชายคนนั้นรอยยิ้มแข็งค้างเล็กน้อย

    รอบลานเงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงลมผ่านชายธง

    จากนั้นรอยยิ้มของมันจึงกลับมาอีกครา
    แต่เย็นเยีบยกว่าเดิมชัดเจน


    “ดี”


    มันว่า “เช่นนั้นอีกไม่นาน เราคงได้เห็นกันว่า ระหว่างปากกับกระบี่ ของผู้ใดกันแน่ที่ไร้ค่า”


    อี้ซินไม่ตอบ
    เพียงกวาดตามองมันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเย็นชา

    สายตาเช่นนั้นทำให้ชายผู้นั้นปวดแปลบกลางอกอย่างประหลาด
    เพราะมันสัมผัสได้ชัดว่า
    อีกฝ่ายไม่ได้มองมันเป็นคู่ที่เท่าเทียม
    แต่มองราวกำลังประเมินว่า เมื่อใดควรเหยียบให้จมลงดินเท่านั้น

    ชายจากเรือนเมฆาดำจึงสะบัดแขนเสื้อกลับไปพร้อมคนของมัน

    สือเหยียนซึ่งยืนมองอยู่ข้างหลังหัวเราะหึเบา ๆ


    “เจ้าเพิ่งขึ้นลำดับไม่นาน”


    เขาว่า “แต่ดูเหมือนคนที่อยากเอาหัวมาชนกำแพงจะมีไม่น้อย”


    อี้ซินมองกลุ่มคนที่จากไป
    ดวงตาเย็นลึกดุจบ่อน้ำกลางคืน


    “เป็นเช่นนี้ยิ่งดี”


    เขากล่าว


    “ข้ากำลังต้องการเหยื่อให้กระดูกข้าอุ่นมืออยู่พอดี”


    ลมยามบ่ายพัดผ่านป้ายเทพยุทธ์
    ตัวอักษรชื่อเขาบนอันดับเจ็ดสิบสามสะท้อนแสงทองนิ่งสงบ

    แต่ใต้ความนิ่งนั้น
    เมฆาครามทั้งสำนักได้เริ่มก่อตัวเป็นพายุอีกชั้นแล้วจริง ๆ


    และครานี้—
    ทั้งเงามือจากเรือนเมฆาดำ
    ทั้งสายตาจากลั่วชิงเหยา
    ทั้งข่าวจากมู่ชิงหลาน
    ต่างกำลังหลั่งไหลเข้าหาอี้ซินพร้อมกันทีละสาย

    ภายภาคหน้า...
    คงไม่มีวันสงบลงง่ายอีกแล้ว..

    คล้ายกับเรื่องพลิกฟ้าครองดารา ที่คุณอ่าน

    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    647K 2426
    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    บันทึกสงครามวอร์เทนเนีย (Wortenia Senki)

    นิยาย แฟนตาซี
    64K 246
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    781K 869
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405