จางไห่จูฟื้นคืนสติลืมตาตื่นขึ้นก็พบว่าตนเองนอนอยู่ในห้องที่ไม่คุ้นเคย แล้วหญิงสาวท่าทางใจดี สวมชุดแต่งกายคล้ายนักพรตก็ทักขึ้นว่า
“ฟื้นแล้วเหรอ เป็ยังไงบ้าง”สาวนักพรตเข้ามากุมมืออาจู
“ยังรู้สึกเจ็บไปทั้งตัวเลยค่ะที่นี่ที่ไหนคะ ซือไท่”
“ที่นี่คือสำนักฉุนเจี๋ยบนเกาะไผ่เขียว ทะเลอันดามัน ใกล้กับเกาะสอง ชายแดนโซวันน่า(Souvanna)กับพม่าจ๊ะ
พวกเราไปพบเธอนอนหมดสติในเรือมาเกยตื้นที่ชายหาดก็เลยพาขึ้นมารักษาตัวนี่แหละจ๊ะ
หนูาเ็สาหัสมากเลยนะ แผลเต็มตัวเลยไปโดนอะไรมาจ๊ะ เหมือนโดนสะเก็ดะเิ”
“ใช่ค่ะ หนูกับคนรักนำสินค้าล่องเรือไปขายที่มะละแหม่งกำลังเดินทางกลับไปสงขลา ก็ไปเจอพวกโจรสลัด 7 พี่น้อง เรือของเราโดนพวกมันยิงถล่มคนรักของหนูก็ตายในเรือ แล้วลูกน้องก็จับหนูโยนใส่เรือชูชีพ จากนั้นหนูก็สลบไปมาฟื้นอีกทีที่นี่แหละค่ะ”
“อ๋อ น่าสงสารจริง พักผ่อนมาก ๆนะ เมื่อกี้ฉันมาทำแผล ใส่ยาให้แล้ว เดี๋ยวตอนเย็นฉันกับท่านอาจารย์สวดมนต์เสร็จจะมาเยี่ยมใหม่ฉันชื่อชิงเหลียนนะ เธอล่ะชื่ออะไร”
“หนูชื่อจางไห่จูค่ะ เรียกว่าอาจูก็ได้ค่ะขอบคุณมากนะคะ พี่ชิงเหลียน”
เมื่อจางไห่จูนอนอยู่คนเดียวในห้องหวนนึกถึงเหตุร้ายที่เพิ่งประสบมา หล่อนก็น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ในใจก็คิดว่าเคราะห์กรรมอันใดหนอนำพาให้เธอต้องสูญเสียคนที่รักคนแล้วคนเล่า ทั้งพี่ชาย แม่ และฮาซัน ไยชะตาช่างอาภัพนัก
แผลที่กายแม้จะเจ็บแสบสาหัสเพียงใดก็ยังน้อยกว่าแผลในใจ ที่ใครก็ไม่รู้มาพรากความสุข ทำลายครอบครัวที่เธอรัก แล้วยังดับชีพของฮาซันที่เปรียบเหมือนชีวิตใหม่ของเธออย่างไม่มีวันหวนคืนแค้นนี้ สักวันเธอจะต้องสะสางให้ได้ หล่อนกำหมัดแน่น
เย็นวันนั้น
“อาจู ท่านอาจารย์มาเยี่ยม”เสียงชิงเหลียนกล่าวขณะเคาะประตู ก่อนจะเปิดเข้ามาในห้องพร้อมหญิงสูงอายุท่านหนึ่ง
จางไห่จูพยายามจะยันกายลุกขึ้นแต่ก็รู้สึกเจ็บาแ จนต้องล้มตัวลงนอน
“ไม่ต้องลุก เธอยังาเ็อยู่นอนพักก่อน ฉันแค่มาเยี่ยม ไม่ต้องมากพิธี” อาจารย์หญิงกล่าว
“คารวะท่านอาจารย์ค่ะ”อาจูยกมือไหว้ขณะนอนบนเตียง
“อาเหลียนเอาข้าวน้ำเอายามาให้เธอกินแล้วใช่ไหม กินต่อเนื่องไม่นานก็จะหายดีเอง”
“ชิงเหลียนจัดอาหารและยาให้สามมื้อแล้วค่ะไม่ต้องห่วงค่ะอาจารย์”
“ดีมาก ฉันชื่อชิงหลิ่วซือไท่นะเรียกอาจารย์แม่ก็ได้ ลูกศิษย์ที่นี่ก็เหมือนกับลูกหลานของฉันทุกคนแหล่ะ”อาจารย์หญิงกล่าวอย่างยิ้มแย้มก่อนจะเดินออกไปจากห้อง
“ค่ะ อาจารย์แม่” อาจูตอบ
“นอนพักต่อเถอะ มีอะไรก็ร้องเรียกนะฉันนอนห้องข้าง ๆ นี่เอง” ชิงเหลียนแสดงความห่วงใย
“ขอบคุณมากค่ะ”
สองสัปดาห์ต่อมา
จางไห่จูกำลังหัดเดิน โดยมีชิงเหลียนกับศิษย์สำนักอีกสองคนช่วยประคองเดินภายในสวนของอารามแห่งนี้
“อาการเธอเริ่มดีขึ้นแล้ว แผลเริ่มปิดสนิทแล้ว แต่ต้องเดินออกกำลังกายเพื่อไม่ได้เส้นสายมันยึดติด ก็เลยพาเธอออกมาสูดอากาศภายนอกด้วยและจะได้แนะนำสถานที่ให้เธอรู้จักไปพร้อมกันเลย” ชิงเหลียนกล่าวขณะจูงแขนของอาจูแล้วชี้ให้ดูวิหารที่เปิดประตูไว้ ภายในมีรูปปั้นขนาดใหญ่สองสามองค์
“นี่คือวิหารเซียนของสำนักเรา ข้างในตรงกลางเป็รูปองค์เทพเ้าจิ่วเทียนเสวียนหนี่九天玄女 พระหัตถ์ขวาถือดาบ ข้างซ้ายถือน้ำเต้าเป็เทพนารีบน์ชั้นเก้า ซึ่งเป็ชั้นสูงสุด ท่านเคยนำทัพของกษัตริย์หวงตี้รบชนะพวกซงหนูมาแล้วเมื่อห้าพันปีก่อน
องค์ขวาคือองค์มาจู่ 媽祖หรือคนจีนฮกเกี้ยนเรียกว่าม่าจ้อโป๋ 媽祖婆ตำแหน่งของท่านบน์ก็คือ เทียนโหวซ่างหมู่ 天后圣母หรือเ้าแม่แห่ง์ เป็ที่เคารพของคนจีนฮกเกี้ยนแต้จิ๋ว รวมทั้งชาวจีนโพ้นทะเลที่เดินทางด้วยเรือ แต่คนไทยบางคนเข้าใจผิดว่าเป็เ้าแม่ทับทิมหรือเ้าแม่จุ้ยบ้วยเซี่ยเนี้ย 水尾聖娘ซึ่งเป็เ้าแม่แห่งท้องทะเลของชาวจีนไหหลำ แต่ความจริงเป็คนละองค์กัน
และองค์ซ้ายมือคือปรมาจารย์ของสำนักเรา ท่านหลินเสี่ยวอิง(林小英หลิ่มเสี่ยวเอ็ง) ปรมาจารย์สำนักฉุนเจี๋ย (純潔教 สุ่งเก๊กก่าหรือสำนักพิสุทธิ์ คู่แข่งกับสำนักฉวนเจิน( 全真教) หรือช้วนจินก่าของปรมาจารย์เฮ้งเต็งเอี๊ยงหรือหวังฉงหยาง (王重陽) ตามประวัติกล่าวว่า เดิมปรมาจารย์เราหลงรักเฮ้งเต็งเอี๊ยงพยายามหาวิธีแต่งงานกับเขา แต่เขาติว่าท่านหน้าอกเล็ก จึงไม่ยอมแต่งงานด้วยและหนีไปบวชเป็นักพรตจนก่อตั้งสำนักช้วนจินก่า ทำให้ท่านหลินโกรธแค้นมากจึงคิดค้นวิชาที่เอาชนะเคล็ดวิชาของสำนักช้วนจิน แต่ยุทธภพก็ไม่ยอมรับสำนักนี้หาว่าเป็พวกนอกรีต เป็วิชามาร เนื่องจากอานุภาพของพลังฝ่ามือวิชา ”กระเบนพรากิญญา” สามารถฆ่าคนได้โดยไม่ต้องััร่างกายโดยตรงศิษย์ของสำนักเราส่วนมาก เป็สตรีที่ผิดหวังในความรัก หรือสูญเสียคนรักเป็แม่ม่าย หรือยังเป็เด็กสาว ไม่เคยมีความรัก แต่พวกสำนักช้วนจินเรียกคนในสำนักเราว่า”นางมารไร้รัก”(無情惡魔 บ่อเช้งอั๊กหมอ )”
“โอ้โหแค่ติว่านมเล็ก ก็กลายเป็เื่ใหญ่โตขนาดนี้เลยหรือคะ”อาจูสงสัยในประวัติปรมาจารย์
“ฉันคิดว่าท่านเฮ้งเต็งเอี๊ยงคงอ้างไปอย่างนั้นแหละคนมันไม่รักอะเนอะ จะบังคับให้แต่งงานได้ยังไง บางตำราก็บอกว่า ่เวลานั้นเป็ปลายราชวงศ์ซ่งใต้บ้านเมืองระส่ำระสาย ขุนนางกังฉินครองเมือง ภายนอกก็มีพวกกิมก๊กกับมองโกลจ้องจะฮุบดินแดนจีนท่านเฮ้งจึงเป็ห่วงกังวลบ้านเมืองมากกว่าเื่ส่วนตัวยังไม่อยากแต่งงานเพราะเหตุนี้
เดี๋ยวเราเดินไปดูมุมอื่นบ้างดีกว่าไปจ๊ะ”
จางไห่จูพยักหน้ายิ้มรับ แล้วค่อยๆ เดินกะเผลก ๆ ไปกับชิงเหลียน
“นั่นคือห้องโอสถของสำนัก เป็เสมือนสถานพยาบาลของเราลองเข้าไปดูสิ”
เมื่ออาจูก้าวขาเข้าไปก็ได้กลิ่นสมุนไพรจีนสารพัดชนิดอบอวลไปทั้งห้องมีโต๊ะวางอุปกรณ์การรักษาตามศาสตร์แพทย์แผนจีน มีชั้นวางของมีตู้ยาสำหรับเก็บสมุนไพรต่าง ๆ โดยมีป้ายบอกชื่อยาที่ลิ้นชักตู้แต่ละช่อง
“อาจูมานอนตรงนี้สิเดี๋ยวจะให้หมอเขาทำกัวซา (刮痧) และครอบแก้วร้อน ขับความชื้น ช่วยถอนเืคั่งเืเสียในร่างกายออกด้วยช่วยคลายเส้นเอ็นทะลวงเส้นลมปราณ ปรับสมดุลอวัยวะภายใน ชีพจรจะได้ไหลเวียนสะดวกนะมาสิ” ชิงเหลียนชี้ชวนให้น้องใหม่นอนที่เบาะตรงกลางห้อง
อาจูนั่งลงที่เบาะแล้วหมอหญิงก็สั่งว่า
“ถอดเสื้อออกแล้วนอนคว่ำ”
สาวงามก็ทำตาม คุณหมอชะโลมน้ำมันลงบนแผ่นหลังของคนไข้แล้วใช้เหรียญขูดไปตามแนวเส้นลมปราณและจุดฝังเข็มจนเป็ผื่นแดง เมื่อขูดไปได้สักสามสิบสี่สิบครั้งแล้วก็เปลี่ยนมาใช้ถ้วยแก้วที่จุดไฟในแก้วจนร้อนดีแล้ว มาครอบลงบนหลังของอาจู ความร้อนได้ดูดเนื้อของเธอเข้าไปตามสุญญากาศนั้นจนนูนขึ้นไปในแก้วหมอหญิงทำเช่นนี้อีกด้วยแก้วหลายใบ
“รู้สึกยังไงบ้าง”หมอถาม
“รู้สึกร้อนแต่เืลมแล่นดีมากค่ะ อาการปวดก็ทุเลาลงด้วย”
“อืมหลังจากครอบแก้วแล้วจะมีรอยอยู่ห้าถึงเจ็ดวันนะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวมันก็หายไปเองแล้วมาทำอีกบ่อย ๆ จะได้หายขาดนะ” คุณหมอแนะนำ
จางไห่จูก็พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม
อีกสองสัปดาห์ต่อมา
ในห้องพักของจากไห่จู ที่มีแต่เตียงไม้ไผ่กับมุ้งเก่าๆ และโต๊ะกินข้าวทำจากไม้ไผ่พร้อมเก้าอี้ ตั้งอยู่กลางห้อง
“อาจูหายจากอาการาเ็แล้วนะดีใจด้วย อาจารย์ให้ไปพบน่ะ ตามพี่มาสิ” ชิงเหลียนกล่าวก่อนจะนำสาวน้อยไปยังห้องโถงของสำนัก
“เป็ยังไงล่ะอาจู ดีขึ้นหรือยัง”
“หายดีเป็ปกติแล้วค่ะอาจารย์ขอบพระคุณทุกท่านมากนะคะ ที่ช่วยชีวิตหนู” อาจูก้มกราบคารวะชิงหลิ่วซือไท่และศิษย์ทุกคน
“ไม่เป็ไร ที่เรียกมาวันนี้ก็แค่อยากจะถามว่าเธอคิดจะดำเนินชีวิตยังไงต่อไป จะกลับบ้านมั๊ย”
“เรียนท่านอาจารย์ หนูไม่มีบ้านค่ะ...”
แล้วจางไห่จูก็เล่าเหตุการณ์ั้แ่ถูกคนใส่ร้ายว่าฆ่าคนตายจนกระทั่งมาพลัดพรากกับฮาซันให้อาจารย์ฟัง
“อืม เวรกรรมจริง ๆทำไม์ช่างลงโทษให้เธอมีชะตากรรมเช่นนี้ แต่เธอก็อย่าท้อใจไปเลยมาอยู่กับฉันที่นี่แหละ ฉันจะรับเธอเป็ศิษย์คนหนึ่ง ช่วยทำงานในสำนักและเรียนรู้วรยุทธไปด้วยตกลงไหม อาจู”
“รีบขอบคุณอาจารย์สิ อาจู”ชิงเหลียนสะกิด
“ขอบคุณมากค่ะอาจารย์” จางไห่จูก็ยกน้ำชาเป็การคารวะท่านเ้าสำนัก
“เออ ๆ ให้ฉายาชิงไห่ (青海) ก็แล้วกันนะ แปลว่าทะเลสีฟ้า ขอให้ก้าวหน้าในการฝึกนะ”ชิงหลิ่วซือไท่รับน้ำชาจากมืออาจู แล้วยิ้มอย่างเริงร่า
นับแต่อาจารย์รับจางไห่จูหรือชิงไห่เข้าเป็ศิษย์หล่อนก็ช่วยทำงานในสำนัก ั้แ่กวาดใบไม้ตามลานหน้าวิหารและทางเดิน ล้างห้องน้ำช่วยงานในครัว ตักน้ำด้วยถังไม้ลงมาจากลำธารบนเขา เพื่อมาเติมลงในโอ่ง ทำความสะอาดเช็ดถูเทวรูปในวิหารทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในสายตาของอาจารย์และชิงเหลียนที่แอบดูอยู่ห่าง ๆ
เมื่อว่างจากการทำงาน หล่อนก็จะร่วมฝึกวรยุทธกับพวกศิษย์พี่และสวดมนต์ตามแบบเต๋าในวิหารต่อหน้าเทพเ้าทั้งสาม
กระทั่งวันหนึ่ง
“นี่แก มานี่ซิ”เสียงของนักพรตสาวท่าทางเย่อหยิ่งกวักมือเรียกชิงไห่เข้าไปใกล้
“แกมากวาดใบไม้ตรงนี้หน่อยสิปล่อยให้เกลื่อนกลาดแบบนี้ได้ยังไง แล้วก็ตักน้ำไปรดต้นไม้ตรงโน้นด้วยนะมันเหี่ยวแล้ว แกนี่ไม่ไหวจริง ๆ ี้เีมาก เดี๋ยวให้อาจารย์ไล่ออกเสียเลย”
“ได้ค่ะศิษย์พี่”อาจูรับคำสั่งอย่างนอบน้อม แล้วก็หยิบไม้กวาดกับที่โกยผงไปที่ลานกว้าง
“เมื่อกี้พวกเราเพิ่งกวาดใบไม้ไปนะแต่มันร่วงลงมาอีก กวาดทั้งวันก็ไม่หมดหรอก ่นี้ใบไม้มันผลัดใบ ย่อมร่วงเยอะเป็ธรรมดา”ศิษย์คนหนึ่งกล่าว
“แกไม่ต้องมาเถียงฉันสั่งยังไงแกก็ต้องทำ ไปสิ ยืนเซ่ออยู่ได้ ไปช่วยนังนั่นทำเดี๋ยวนี้”
“ไปก็ได้” ศิษย์เ่าั้ก็ส่ายหน้าแล้วเดินตามอาจูไป
เมื่อลับหลังผู้ออกคำสั่งแล้ว นักพรตหญิงกลุ่มนั้นก็ซุบซิบกันว่า
“อีนังชิงหวินมันร้ายเนอะใช้เราเหมือนหมูเหมือนหมานี่ถ้าไม่คิดว่าเป็ศิษย์รองและวรยุทธเหนือกว่าพวกเราละก็ ไม่ยอมมันหรอก”
“ใช่ นิสัยเย่อหยิ่ง ขี้อิจฉาด้วยนี่ยังคิดจะเรียนวิชากระเบนพรากิญญาจากท่านอาจารย์ แต่เพราะสันดานแบบนี้ท่านถึงไม่สอน”
“ชิงไห่ไม่ต้องคิดมากนะศิษย์รองก็อย่างนี้แหละ ใครเป็น้องใหม่เข้ามาก็โดนเหมือนกัน คิดว่าเป็การต้อนรับแล้วกันนะ”
จางไห่จูยิ้ม ๆ พยักหน้ารับขณะที่กวาดใบไม้ไปด้วย
เมื่อถึงชั่วโมงเรียนวรยุทธ
ชิงหวินก็สาธิตวรยุทธให้กับศิษย์รุ่นน้องโดยเรียกไปทดสอบฝีมือทีละคน กระทั่งมาถึงจางไห่จู
“ชิงไห่มานี่ซิเตรียมรับฝ่ามือของฉันนะ”
ชิงหวินซัดฝ่ามือเบา ๆอาจูก็ตัวปลิวไปชนกระถางต้นไม้ล้มดังโครมพวกศิษย์รุ่นพี่ต้องวิ่งเข้าไปช่วยประคองให้ลุกขึ้น
“อะไรฝีมือมีแค่นี้เหรอลุกขึ้นมาสู้ใหม่” ชิงหวินกระชากเสียงใส่ ชิงไห่ก็ลุกขึ้นวิ่งไปต่อยหมัดใส่รุ่นพี่ แต่โดนชิงหวินสวนด้วยหน้าแข้งจนล้มฟุบลงไปนอนกลิ้งด้วยความจุกหน้าท้อง
“ลุกขึ้นถ้าไม่สู้ก็มาเลียขาฉันซะ”
“พอก่อนเถอะชิงไห่ไม่ไหวแล้วนะ”บรรดาศิษย์พี่เป็ห่วง
แต่อาจูหรือชิงไห่ มีหรือจะยอมแพ้หล่อนกัดฟันลุกขึ้นพุ่งตัวไปสุดแรงเกิด เพื่อจะจับตัวชิงหวิน แต่รุ่นพี่จอมโหดก็เบี่ยงตัวหลบพร้อมตีเข่าใส่ท้องของชิงไห่ แล้วซ้ำด้วยศอกใส่กลางหลังของรุ่นน้องจนสลบไป
“เฮ้ย แกใช้วิชามวยสำนักไหนน่ะไม่เคยเห็นเลย ทำแบบนี้คิดนอกครูกันนี่” ศิษย์คนหนึ่งทักท้วง
“ทำไม ไม่เคยเห็นมวยไทยเหรอเขาก็ใช้ศอกใช้เข่าแบบนี้แหละ”
เหล่าศิษย์ร่วมสำนักต่างก็เข็ดขยาดไม่กล้าไปตอแยกับรุ่นพี่อย่างชิงหวินอีก
วันเวลาผ่านไปจากวันเป็เดือนจากเดือนเป็ปี
ชิงไห่ตั้งใจฝึกฝนวรยุทธจากอาจารย์และศิษย์พี่อย่างจริงจังทั้งวิชาหมัดมวย การต่อสู้ด้วยมือเปล่า การใช้เท้า ตลอดจนการใช้อาวุธชนิดต่าง ๆเธอก็ทำได้อย่างคล่องแคล่ว
ในงานฉลองวันคล้ายวันก่อตั้งสำนักครบ900 ปี
“การประลองฝีมือของศิษย์ร่วมสำนักในวันนี้แต่ละคู่จะแบ่งออกเป็สามรอบรอบแรกเป็การต่อสู้ด้วยมือเปล่า รอบที่สองใช้กระบี่ไม้ รอบที่สามใช้อาวุธตามถนัดสำหรับคู่แรกจะเป็ของ...”
พิธีกรในงานประกาศกำหนดการโดยมีชิงหลิ่วซือไท่ เ้าสำนักนั่งเป็ประธาน แวดล้อมด้วยบรรดาศิษย์าุโใกล้ชิดส่วนอาจูยืนบริการน้ำชาและขนมให้อาจารย์และพี่ ๆ ท่ามกลางเสียงเชียร์ผู้เข้าประลองฝีมือแต่ละคู่
จนกระทั่งมาถึงคู่สุดท้าย
“ต่อไปเป็คู่ของชิงไห่และชิงหวิน”
เสียงกลองบรรเลงประกอบการประลอง่เพิ่มความน่าตื่นเต้นให้บรรยากาศเร้าใจยิ่งขึ้น
ชิงหวินตั้งท่าเตรียมพร้อมชิงไห่ก็เตรียมในท่าดีดพิณ
“รอบแรกเริ่มประลองได้”
ชิงหวินเปิดฉากจู่โจมก่อนชิงไห่รับฝ่ามือและปัดป้อง แล้วรุกคืนกลับในทันใด ทั้งมือและเท้าทั้งสองก็ปะทะกันอย่างไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ชิงหวินเหวี่ยงแขนเข้าหมายตะปบแต่ชิงไห่ย่อตัวหลบ แล้วหมุนตัวเตะขาของชิงหวินล้มลงจนเวทีดังสนั่นผู้ชมต่างปรบมือให้ด้วยความสะใจ
“รอบแรกชิงไห่ชนะ”
ชิงหวินได้ยินคำตัดสินก็หัวเสียอย่างมากขณะพักยกก็นั่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน มองไปที่ชิงไห่เหมือนจะฉีกกินเนื้อ
“รอบที่สองประลองกระบี่ไม้ เริ่มได้”
ชิงไห่ตั้งรับในท่าเทพีหยกร้อยกระสวยชิงหวินะโจ้วงแทงเข้าหาอย่างรวดเร็ว แต่ชิงไห่เคยมีประสบการณ์ในการฟันดาบสมัยอยู่กับฮาซันจึงนำมาประยุกต์ใช้จนคล่องแคล่ว ในขณะที่ชิงหวินมีสภาพเหมือนแทงอากาศธาตุโดยที่กระบี่ของชิงไห่ยังคงเกาะติดวนเวียนกับกระบี่ของคู่ต่อสู้ไม่ต้านแต่ก็ไม่ปล่อยให้หลุดไป ประหนึ่งมีแม่เหล็กดูดกระบี่ไม้ของทั้งสองติดกันไว้ชิงหวินวิ่งวนรอบตัวชิงไห่จนเหนื่อยหอบ ก็ยังเอาชนะศิษย์น้องไม่ได้ ในที่สุดชิงไห่ปล่อยกระบี่จากการเกาะติด ตวัดปลายไม้เข้าไปจ่อที่คอหอยของชิงหวินจนสาวผู้หยิ่งจองหองต้องหยุดกะทันหันจนตัวโก่ง
“รอบที่สองชิงไห่ชนะ” เสียงปรบมือยังคงดังกึกก้อง
ชิงหวินโยนกระบี่ไม้ทิ้งด้วยความเคียดแค้นก่อนจะไปนั่งพักดื่มน้ำอยู่ข้างเวที
“รอบที่สามใช้อาวุธตามอัธยาศัย”
ชิงไห่ใช้แส้ส่วนชิงหวิน ใช้ทวน
ชิงหวินเปิดฉากรุกก่อนด้วยการแทงปลายทวนเข้าใส่ท้องของชิงไห่ศิษย์น้องก็เบี่ยงตัวหลบก่อนจะตวัดปลายแส้เข้าไปฟาดใส่ปลายคางของชิงหวินดังเพี๊ยะจนหน้าหงายแล้วยังตวัดกลับไปฟาดที่ก้นของชิงหวินดังป้าบอีก จนผู้ชมต่างหัวเราะด้วยความขบขัน ศิษย์พี่ผู้เย่อหยิ่งโกรธจัดคว้าทวนเหวี่ยงไปรอบตัว แล้วแทงไม่ยั้ง แต่ไม่โดนตัวชิงไห่แม้รอยแมวข่วน
เมื่อเล่นสนุกกับศิษย์พี่จนหนำใจแล้วชิงไห่ก็ตวัดแส้ใส่ที่ข้อมือของชิงหวิน จนมือหลุดจากทวนข้างหนึ่ง แล้วก็ฟาดแส้ใส่ที่รักแร้ใต้แขนอีกข้างจนทวนหล่นลงพื้น
“รอบที่สามชิงไห่ชนะ สิ้นสุดการประลอง ชิงไห่ชนะเลิศ”
บรรดาศิษย์ร่วมสำนักต่างกรูกันขึ้นบนเวทีอุ้มชิงไห่หรืออาจูจนตัวลอย ในขณะที่ชิงหวินเดินหน้าหงิกลงจากเวที
“เก่งมากชิงไห่มาเอารางวัลนี่มา” อาจารย์กวักมือเรียก ก่อนจะยื่นถุงสีแดงให้อาจู
ชิงไห่รับรางวัลด้วยความปีติยินดีแต่ก็อดมองด้วยหางตาไปยังชิงหวินไม่ได้ มิรู้ผลตามมาจากการประลองครั้งนี้จะทำให้เกิดอะไรขึ้นหนอ
ณห้องพักของชิงหวิน สาวงามผู้จองหอง
“เจ็บใจนักนังเด็กเมื่อวานซืน เพิ่งจะเข้ามาสำนักไม่เท่าไหร่ บังอาจมาเทียบรัศมีฉันแล้วอาจารย์ก็ช่างลำเอียง ไม่ยอมสอนเคล็ดวิชาขั้นสูงสุดของสำนักแก่เราแก่จะลงโลงอยู่แล้ว ไม่รู้จะหวงวิชาไว้ทำไม” หล่อนคิดในใจ แล้วก็ฉีกกระดาษที่วาดรูปของชิงไห่จนเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
หลายวันต่อมา
ชิงหวินก็หิ้วกระเช้ารังนกไปหาเ้าสำนักถึงห้อง
“อาจารย์ขาหนูเอารังนกอย่างดีจากสยามมาฝากค่ะ”
“อืมมาอ้อนแบบนี้ ้าอะไรล่ะ”
“แหม ช่างรู้ใจหนูจริงๆ เลย ก็เื่เคล็ดวิชาสุดยอดของสำนักน่ะค่ะ ท่านอาจารย์ถ่ายทอดให้หนูนะคะในบรรดาศิษย์ทุกคนมีแต่หนูที่เหมาะสมที่จะรับที่สุด”
“ฉันคนเดียวที่จะพิจารณาว่าใครสมควรได้รับแกอย่าเพิ่งตัดสินแทนฉัน แล้วก็รังนกนี้ เอากลับไป ฉันกินเจ กินพวกนี้ไม่ได้แกลืมแล้วหรือ”
“ค่ะอาจารย์” ชิงหวินก็หิ้วรังนกกลับด้วยความน้อยใจ แค้นใจ
อยู่มาวันหนึ่ง
“ชิงไห่อาจารย์เรียกไปพบน่ะ ไปเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ค่ะ ศิษย์พี่”ชิงไห่เดินตามไปอย่างรวดเร็ว
เมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์โดยมีชิงเหลียนและศิษย์อื่น ๆ อยู่ด้วย ขาดแต่ชิงหวินเท่านั้น
“ชิงไห่เอ้ยเ้าฝึกวิชามาระยะหนึ่ง อาจารย์ก็คิดว่าฝีมือของเ้าก็ยากจะหาศิษย์ใดในสำนักทัดเทียมได้แล้วแต่ฉันยังเห็นสมควรเพิ่มเติมความสามารถให้เ้าติดตัวไว้คุ้มครองตนเองและผู้อื่นช่วยกำจัดคนพาล อภิบาลคนดี จึงคิดจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาขั้นสูงสุดของสำนักคือพลังฝ่ามือกระเบนพรากิญญา ให้แก่เ้า ไม่รู้ว่าเ้ายินดีรับไหม”
“เป็ความเมตตาอย่างสูงสุดของอาจารย์ชิงไห่น้อมรับค่ะ”
“ดีมากคืนนี้ั้แ่ยามหนึ่งถึงยามสาม ให้เ้ามาที่ห้องของข้าและห้ามผู้ใดรบกวนจนกว่าข้าจะออกจากห้อง ชิงเหลียนคอยเฝ้าหน้าห้องไว้ด้วย หากผิดพลาดมาจะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกจนถึงตายได้ทั้งคู่”
“เ้าค่ะอาจารย์ศิษย์น้อมรับบัญชา” ชิงเหลียนรับคำสั่ง
“เออมีใครเห็นชิงหวินมั๊ย ทำไมไม่เห็นมาร่วมฟังอาจารย์ มันไปไหนของมัน”ชิงหลิ่วซือไท่ถาม
“ไม่ทราบค่ะอาจารย์ไม่เห็นั้แ่เช้าแล้ว สงสัยไปขุดหาหน่อไม้หรือเปล่า”ศิษย์คนหนึ่งแสดงความคิดเห็น
“นังคนนี้เวลาจะเรียกใช้ละก็ตามตัวยากเหลือเกิน” เ้าสำนักส่ายหน้าด้วยความระอา
ค่ำวันนั้น
ชิงไห่หรืออาจูในชุดนักพรตหญิงเข้าไปหาอาจารย์ในห้อง แล้วซือไท่ก็สั่งให้นั่งหันหลังโดยเ้าสำนักวางฝ่ามือไว้ที่แผ่นหลังของศิษย์คนโปรดพลังจากกายของท่านก็แล่นผ่านสองแขนเข้าสู่ชิงไห่ จนไอร้อนจากพลังชี่ระอุออกมาท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นอาจูก็รวบรวมสมาธิเดินลมปราณตามที่อาจารย์สอน จากจุดตันเถียนที่ท้องน้อยเคลื่อนไปตามกระดูกสันหลัง ผ่านเอว ลำตัว ขึ้นไปถึงกลางกระหม่อม แล้วเลื่อนลงมาหว่างคิ้วปลายจมูก ปลายคาง ลำคอ หน้าอก จนกลับมาสู่ตันเถียนอีกครั้ง เป็หนึ่งรอบแล้วเดินพลังเช่นนี้ต่อไปอีกหลายรอบจนเวลาล่วงเข้าเกือบสิ้นสุดยามสาม
ที่หน้าห้องอาจารย์ศิษย์คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาหาชิงเหลียนแล้วกล่าวว่า
“ศิษย์พี่ๆ แย่แล้ว ชิงหวินมันไปพาพวกสำนักช้วนจินก่ามาบุกสำนักเราแล้ว กำลังจะมาที่ห้องอาจารย์”
“ว่าไงนะชิงหวินทำแบบนี้ก็ทรยศต่อสำนักนะซิ คุ้มกันท่านอาจารย์อย่าให้ใครเข้าไปได้”ชิงเหลียนกำกระบี่ในมือไว้ พร้อมดึงออกจากฝักท่ามกลางบรรดาศิษย์ที่วิ่งปั่นป่วนไปมา
เสียงคนร้องะโและเสียงอาวุธกระทบกันดังใกล้ห้องอาจารย์เข้ามาเรื่อยๆ ชิงเหลียนเป็ห่วงสำนักส่วนหน้า แต่ก็ไม่กล้าทิ้งหน้าที่ตามคำสั่งอาจารย์กระทั่งพวกศิษย์ถูกคนสำนักอื่นต้อนมาจนถึงหน้าห้อง
“ชิงหวินแกทำอะไร พาคนพวกนั้นมาทำไม คิดล้มล้างสำนักหรือ” ชิงเหลียนะโถาม
“ใช่แล้วจะทำไมก็ใครบอกให้อาจารย์ลำเอียง ถ่ายทอดวิชาให้นังชิงไห่ แต่ไม่ถ่ายทอดให้ฉัน เมื่อเช้าที่พวกแกคุยกันฉันก็แอบฟังอยู่เปิดห้องเดี๋ยวนี้ ฉันจะเข้าไปหาเ้าสำนัก จะได้คุยให้มันรู้กันไปเลย”
“เข้าไม่ได้ท่านกำลังถ่ายทอดพลังให้ชิงไห่ ใครก็เข้าไม่ได้เด็ดขาด กลับออกไป”ชิงเหลียนออกปากไล่ พร้อมชักกระบี่ออกมาขู่
“ไม่เปิดดีๆ ก็เจอกระบี่ในมือข้าหน่อยเป็ไร พวกเราลุยเลย” ชิงหวินร้องเรียกพวกสำนักฉวนเจินแล้วกรูกันเข้ารุมชิงเหลียนกับศิษย์อีกสองสามคน จนเกิดชุลมุนหน้าห้องอาจารย์
ในห้องนั้นชิงหลิ่วซือไท่ได้ยินการสนทนาของชิงหวินทั้งหมด แต่ท่านพยายามรวบรวมสมาธิในการถ่ายทอดพลังจึงมิได้ตอบโต้ใด ๆ
ในที่สุดพวกสำนักช้วนจินก่าก็ฝ่าด่านกั้นเข้าไปถึงในห้องอาจารย์แม่ได้ ประตูห้องเปิดออกเห็นซือไท่กำลังนั่งถ่ายทอดพลังให้ชิงไห่
“อาจารย์แม่หยุดเดี๋ยวนี้ท่านจะถ่ายทอดให้นังนี่ไม่ได้ หนูไม่ยอมนะ เฮ้ยพวกเรา ไปจับตัวอีชิงไห่มาตบสั่งสอนหน่อยซิ”ชิงหวินร้องเสียงลั่น
ขณะที่คนกลุ่มนั้นจะเข้าไปจับตัวชิงไห่ชิงหลิ่วซือไท่ก็ใช้มือข้างหนึ่งปล่อยพลังซัดคนผู้บุกรุกให้กระเด็นออกไปโดยมืออีกข้างยังถ่ายเทพลังให้ชิงไห่ แล้วก็มีเืไหลออกจากปากของอาจารย์หญิง
พวกสำนักช้วนจินยังไม่ยอมหยุดคงเดินหน้าบุกเข้ามาหมายจับกุมตัวชิงไห่และขัดขวางการถ่ายทอดพลังก็โดนซือไท่เ้าสำนักฟาดฝ่ามือจนหงายหลังกลับไป โดยไม่ััร่างกายพวกนั้นเลย
กระทั่งเหลือแต่ชิงหวินคนเดียวที่ยังยืนอยู่หน้าห้องหล่อนจึงลงมือด้วยตัวเอง คว้ากระบี่จะเข้าไปแทงชิงไห่จนถึงที่นั่ง
ขณะนั้นซือไท่ถ่ายทอดพลังให้อาจูสำเร็จแล้วท่านก็ร้องบอกว่า
“ชิงไห่แม่ทำสำเร็จแล้ว” จากนั้นอาจารย์แม่ก็ล้มฟุบลง ชิงเหลียนรีบวิ่งไปประคอง ในขณะที่ชิงหวินแทงกระบี่เข้าหาชิงไห่พอดี
ทันใดนั้นตัวของชิหวินก็ลอยละลิ่วไปกระแทกผนังห้องดังสนั่นแล้วไหลลงไปกองกับพื้น หล่อนชี้หน้าชิงไห่โดยพูดอะไรไม่ออกมีแต่เืที่เริ่มไหลออกจากปาก
ชิงไห่ซึ่งบัดนี้สำเร็จวิชากระเบนพรากิญญาก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปหาชิงหวินที่นั่งกุมท้องอยู่ ก่อนจะกล่าวว่า
“แกมันศิษย์ทรยศเพราะนิสัยเลว ๆ แบบนี้ของแกไง อาจารย์แม่ถึงไม่อยากถ่ายทอดวิชาให้คนแบบนี้เก็บไว้ก็เลี้ยงไม่เชื่อง ไปตายซะ”
ว่าแล้วชิงไห่ก็ซัดฝ่ามือทั้งที่ตัวอยู่ห่างจากชิงหวินราวสามสี่ก้าวพลังฝ่ามือกระเบนพรากิญญาได้ลิ้มรสความตายของเหยื่อเป็ครั้งแรกจากมือของจางไห่จูชิงหวินร่างะเิเศษเนื้อและกระดูกกระจัดกระจาย เืสด ๆ สาดนองเต็มพื้นห้องกลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่ว
บรรดาคนสำนักช้วนจินวิ่งหนีไม่คิดชีวิตทิ้งให้ศิษย์นักพรตหญิงเข้าไปประคองอาจารย์แล้วปฐมพยาบาล
หลังจากอาจารย์แม่ฟื้นคืนสติก็เรียกประชุมศิษย์ในสำนักทุกคนในห้องโถงใหญ่
อาจูมานั่งต่อหน้าอาจารย์แล้วซือไท่ผู้เมตตาก็กล่าวว่า
“ชิงไห่เอ้ยแม่เห็นทีจะต้องละสังขารเสียแล้ว บัดนี้แม่ขอมอบตำแหน่งเ้าสำนักฉุนเจี๋ยให้เ้าดูแลต่อไปและส่งต่อของประจำตัวที่สืบทอดมาจากปรมาจารย์หลินเสี่ยวอิง ชิงเหลียนส่งมาซิ”
ชิงเหลียนก็ยกห่อผ้าสีแดงพับหนึ่งมีแส้ขดเป็วงวางไว้ พร้อมป้ายสีทองอันหนึ่งทับอยู่ข้างบน ส่งมอบให้อาจารย์
“นี่คือผ้าคลุมเ้าสำนักแส้หางกระเบน และป้ายทองประจำตัวแสดงความเป็ผู้สืบทอดตำแหน่ง จงรับไปสิ”
จางไห่จูก็รับมาแล้วซือไท่ก็กล่าวต่อว่า
“ขอฝากทุกคนในสำนักให้เ้าดูแลต่อไปแม่ไปละ” ท่านอาจารย์ว่าแล้วก็นั่งสมาธิก่อนจะละสังขารไปอย่างสงบท่ามกลางเสียงร้องไห้ของบรรดาศิษย์ทั้งหลาย
หลังจากจัดงานศพให้ชิงหลิ่วซือไท่อดีตเ้าสำนักเสร็จแล้ว ชิงไห่หรือจางไห่จูก็ร่ำลาบรรดาศิษย์ร่วมสำนัก
“ขอมอบอำนาจให้พี่ชิงเหลียนรักษาการเ้าสำนักไปก่อนส่วนน้องขอตัวไปทำภารกิจตามหาคนที่ฆ่าพี่ชาย คนที่ใส่ร้ายฉันและทำให้แม่ตายและตามล่าไอ้พวกโจรสลัด 7 พี่น้อง เพื่อแก้แค้นให้พี่ฮาซันด้วย”
“ขอให้เ้าสำนักเดินทางปลอดภัยและประสบความสำเร็จทุกประการ หวังว่าท่านจะรีบกลับมาเป็หลักชัยให้พวกเราทุกคน”ชิงเหลียนกล่าวอวยพรท่ามกลางนักพรตหญิงทุกคนที่ยืนเช็ดน้ำตาด้วยความอาลัย
จางไห่จูโดยสารเรือเดินสมุทรที่ผ่านเส้นทางนั้นโดยจุดหมายปลายทางแรกของเธอก็คือ สงขลา บ้านของฮาซัน

จบตอนที่ 8 โปรดติดตามตอนที่9 หมู่เกาะหัวกระโหลก