หลังจากทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูเหมือนจะสงบลงชั่วครู่ แต่ความสงบนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน
อวี้เหมยที่ถูกบังคับให้กลืนเืไหนเลยจะอดใจไม่ให้เอ่ยสิ่งใดออกมาได้ สายตาของนางเหลือบมองการแต่งกายอันแสนเรียบง่ายของน้องสาวต่างมารดา สายตากวาดมองั้แ่หัวจรดเท้าด้วยแววตาไม่ปิดบังความดูแคลน ก่อนจะยกยิ้มบาง เอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือนออกมาทันที
"น้องรองช่างสมถะเสียเหลือเกิน วันงานเลี้ยงของท่านแม่ทั้งที กลับแต่งกายเรียบง่ายเสียจนนึกว่าเป็สาวใช้จากเรือนใดหลงเข้ามา"
คำพูดนั้นทำเอาทุกคนบนโต๊ะถึงกับชะงัก แม้รอยยิ้มของอวี้เหมยจะดูละมุน แต่แววตากลับฉายชัดว่าไม่คิดจะไว้ไมตรี
อวี้หลันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาหวานลึกล้ำดั่งสายน้ำ มองสบอีกฝ่ายอย่างสงบ ไม่มีความหวั่นไหวแม้แต่น้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนโยนประหนึ่งไม่ได้ถือสาหาความ
ในขณะที่อวี้จิ้งนั่งเงียบ สีหน้าของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมทันทีที่ได้ยินคำพูดของบุตรสาวคนโต สายตาเหลือบมองอวี้หลัน ก่อนจะกวาดตามองการแต่งกายของนางอย่างพิจารณา
หัวคิ้วของรองเสนาบดีขมวดแน่นอย่างไม่อาจปกปิด
ในทุกปี ทุกๆ เทศกาล เสื้อผ้าและเครื่องประดับล้วนถูกส่งไปยังเรือนฮวาหงของอวี้หลันอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังมีของที่เขามอบให้ด้วยตนเองนอกเหนือจากนั้นอีกไม่น้อย ทุกชิ้นล้วนเป็ของล้ำค่าไม่ให้นางต้องน้อยหน้าผู้ใด แต่เหตุใดในวันนี้บุตรสาวจึงแต่งกายเช่นนี้
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยถามสิ่งใด บุตรสาวคนรองกลับเป็ฝ่ายเปิดปากขึ้นมาเสียก่อน
"ขออภัยเ้าค่ะ ที่ทำให้พี่สาวและทุกคนระคายตา ข้าเองก็ไม่ได้อยากแต่งกายเช่นนี้ เพียงแต่... ในเรือนของข้าเกิดเื่ขึ้นเท่านั้น"
อวี้หลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลไม่ดังนัก แต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ น้ำเสียงนั้นไร้ซึ่งความโกรธ ไม่มีแม้แต่ความน้อยใจ ทว่าแววตากลับแฝงความเยือกเย็นจนอีกฝ่ายนิ่งงันไปครู่หนึ่ง
อวี้เหมยที่กำลังจะเอ่ยบางสิ่งกลับต้องชะงัก คล้ายถูกแววตาคู่นั้นตรึงเอาไว้จนไม่อาจขยับปาก
อวี้หลันจึงได้หันกลับมาเอ่ยกับบิดา แววตาหวานหม่นเศร้า ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีอ่อนน้อม
"ความจริงวันนี้ลูกมีเื่อยากจะขอให้ท่านพ่อเมตตา ช่วยให้ความยุติธรรมกับลูกด้วยเ้าค่ะ"
นางหยุดเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองไปยังแม่เลี้ยงที่นั่งนิ่งอยู่ฝั่งขวามือของบิดา
"เพียงแต่ลูกไม่ทราบว่าจะเป็การรบกวนท่านพ่อกับฮูหยินมากเกินไปหรือไม่"
ประโยคนั้นราบเรียบ แต่กลับทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเริ่มตึงเครียด หลายคนเริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เซิ่งซื่อที่กำลังมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างสงบ แต่มือใต้แขนเสื้อเริ่มกำแน่น ดวงตาที่สบกับอวี้หลันสั่นระริก ใจของนางรู้สึกสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่ ภายในจิตใจรับรู้ถึงความไม่มั่นคงบางอย่าง
ไม่ถูกต้อง เด็กคนนี้ไม่ควรจะมีท่าทีเช่นนี้ได้
แม้รูปลักษณ์ภายนอกของอวี้หลันจะยังคงดูบอบบางและอ่อนแอดังเดิม แต่ในแววตาคู่นั้นกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สายตานิ่งลึก เยือกเย็น และแฝงไว้ด้วยความแข็งกร้าวอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
ก่อนหน้านี้อวี้หลันไหนเลยจะกล้าเงยหน้าขึ้นสบตานางเช่นนั้น นั่นมิใช่สิ่งที่อวี้หลันจะกล้าทำ อย่าว่าแต่กล้าสบตาเลย แม้เพียงแต่จะเปิดปากพูด นางยังไม่มีความกล้าเลยด้วยซ้ำ
"หลันเอ๋อร์ อย่าได้ถือสาคำพูดไม่คิดของพี่สาวเ้าเลย มาเถิด มากินข้าวกันก่อน"
เซิ่งซื่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน พยายามปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง คล้ายจะหลีกเลี่ยงเื่ราวบางอย่าง ทั้งที่นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอวี้หลันกำลังจะพูดสิ่งใดออกมา แต่ในใจของนางกลับมีลางสังหรณ์ไม่ดีเอาเสียเลย มันคงไม่ใช่เื่ที่ดีสำหรับนางแน่
และมันก็เป็อย่างนั้นจริงๆ
อวี้หลันทำราวกับไม่ได้ยินคำพูดนั้น นางหันไปทางบิดา เอ่ยอย่างที่ตั้งใจออกมาชัดถ้อยชัดคำ
"ในตอนที่ลูกล้มป่วยจนไร้สติ บ่าวไพร่ในเรือนคงคิดว่าลูกไม่รอดแล้วกระมัง ถึงได้พากันหยิบฉวยเครื่องประดับของลูกไปจนแทบไม่เหลือ"
ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง ใบหน้าของรองเสนาบดีอวี้จิ้งพลันดำคล้ำขึ้นทันตา ต่างกับเซิ่งซื่อที่นั่งอยู่ข้างกาย ใบหน้าของนางซีดขาวลงโดยไม่อาจปกปิดได้
บ่าวไพร่ในเรือนฮวาหงล้วนเป็คนของนางที่จัดส่งไปดูแลเองกับมือ ไม่คิดว่าคนพวกนั้นจะโง่งมถึงเพียงนี้
อวี้จิ้งขบกรามแน่น แววตาเย็นเฉียบ ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำอย่างข่มกลั้นอารมณ์
"ชั่วช้าเกินไปแล้ว"
ปัง!
เสียงฝ่ามือใหญ่กระแทกลงบนโต๊ะอาหารอย่างรุนแรง สร้างแรงะเืไปทั่วบริเวณ โต๊ะอาหารถึงกับสั่นคลอน จานชามบางใบเขยื้อนเล็กน้อย
อารมณ์โกรธแผ่กระจายออกจากร่างของรองเสนาบดีอย่างชัดเจน เขาทั้งโกรธที่บุตรสาวล้มป่วยแทบเอาชีวิตไม่รอดกลับต้องถูกรังแก ทั้งโมโหที่ในบ้านของตนกลับมีเื่เช่นนี้เกิดขึ้น
อวี้คุนที่นั่งเงียบมาตลอดไม่อาจทนต่อความตึงเครียดได้อีกต่อไป เด็กหนุ่มวัยสิบสามรีบโผเข้าหามารดาราวหาที่พึ่ง ร่างกายสั่นเทา ดวงหน้าเผือดซีดด้วยความหวาดหวั่น เขาไม่เคยเห็นบิดาในสภาพโกรธจัดถึงเพียงนี้มาก่อนเลยสักครั้ง
ส่วนอวี้เหมยนั้นใบหน้าของนางซีดเผือดไม่แพ้กัน ดวงตาเบิกกว้างราวกับยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เหตุการณ์ทั้งหมดพลิกกลับเร็วเกินไปจนตั้งรับไม่ทัน
บ่าวไพร่หลายคนที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าเรือนถึงกับตัวสั่นงันงก เหงื่อผุดพรายเต็มแผ่นหลัง ไหล่สั่นจนแทบยืนไม่ตรง สายตาหลุบต่ำไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ทุกคนต่างรับรู้ได้โดยไม่ต้องมีคำพูดใดว่า วันนี้ช่างเป็วันแห่งหายนะโดยแท้
หลังจากนั้นเสียงคำสั่งที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดของรองเสนาบดีอวี้จิ้งก็ดังลั่นเรือน
"ช่างสมควรตายนัก ไป! ไปลากตัวพวกมันมาให้หมด"
ไหนเลยใครจะยังกล้าชักช้าอีกรีบไปนำตัวบ่าวในเรือนฮวาหงออกมาทั้งหมด
บ่าวไพร่จากเรือนฮวาหงที่ถูกพาตัวมา ดวงหน้าของแต่ละคนซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น ก้มหน้าจนแทบจะแนบไปกับพื้น พวกนางไม่คิดเลยว่าคุณหนูรองที่มักจะไร้ปากไร้เสียง ไม่สนใจสิ่งใด พอฟื้นขึ้นมาจะกระทำเื่ราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ จากการลักขโมยเครื่องประดับเพียงไม่กี่ชิ้น จะกลายเป็ชนวนเหตุแห่งหายนะครั้งใหญ่เช่นนี้
รองเสนาบดีอวี้จิ้งนั่งนิ่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ สีหน้าเยียบเย็นราวกับน้ำแข็ง แววตาเฉียบคมกวาดมองบ่าวไพร่ที่ถูกนำตัวมา ทุกคนก้มหน้างุดไม่กล้ามองสบสายตา หัวใจเต้นระรัวอย่างควบคุมไม่ได้
"ของของคุณหนูรองที่พวกเ้าขโมยไปอยู่ที่ใด"
อวี้จิ้งเอ่ยถามเสียงดังอย่างหนักแน่น ชัดเจน และเปี่ยมด้วยอำนาจ เสียงนั้นดังกังวานไปทั้งห้อง
บ่าวาุโที่สุดในที่นั้นเป็คนแรกที่กล้าส่งเสียงออกมา น้ำเสียงสั่นเครือ
"นะ นายท่าน พวกบ่าวมิได้ขโมยสิ่งใดเลยนะเ้าคะ บ่าวถูกใส่ความเ้าค่ะ"
เมื่อคนแรกกล้าเอ่ย ปากของคนอื่นก็ตามมาเป็แถว
"พวกบ่าว ไม่รู้เื่จริงๆ เ้าค่ะ"
"พวกบ่าวไม่รู้อะไรเลยนะเ้าคะ ขอนายท่านโปรดเมตตาด้วย"
"ขอนายท่านได้โปรดให้ความเป็ธรรมด้วยเ้าค่ะ"
"นายท่านโปรดเมตตา พิจารณาให้ความเป็ธรรมด้วยเถิดเ้าค่ะ"
เสียงปฏิเสธดังระงม ทุกคนต่างพยายามเอาตัวรอด บางคนถึงกับโขกหัวลงกับพื้น ร่ำไห้ขอความเมตตา คร่ำครวญราวกับผู้ถูกกระทำ แต่ไม่มีคำใดสามารถสั่นคลอนสีหน้าของรองเสนาบดีได้เลยแม้แต่น้อย
เขานั่งนิ่งดุจหินผา สายตาเย็นเฉียบจ้องมองคนกลุ่มนั้นราวกับมองสิ่งไร้ค่า
อวี้หลันนั่งอย่างสงบอยู่ข้างกายบิดา ดวงตาคู่งามทอดมองภาพตรงหน้าโดยไม่พูดอะไร ปล่อยให้ผู้เป็พ่อเป็ผู้จัดการ
"ซูถัว พาคนไปค้นเรือนพวกมันให้ทั่ว"
อวี้จิ้งออกคำสั่งเสียงเข้ม
"ขอรับ"
ซูถัว บ่าวคนสนิทข้างกายรองเสนาบดีอวี้จิ้งขานรับพร้อมพาคนของตนออกไปทำตามคำสั่ง ท่ามกลางความตึงเครียดที่กดทับอยู่ทั่วทั้งห้อง
หากเป็ซูถัวไปด้วยตนเองไหนเลยใครจะกล้าเล่นตุกติก คนผู้นี้ไม่ฟังคำสั่งของผู้ใดนอกเหนือจากผู้เป็นาย ทั้งยังไม่คิดจะไว้หน้าผู้ใดอีกด้วย
ไม่นานนัก พวกเขาก็กลับมาพร้อมกล่องไม้ที่ด้านในเต็มไปด้วยเครื่องประดับล้ำค่า ซูถัวคุกเข่าลงแล้วยกของขึ้นตรงหน้า
"นายท่าน ของพวกนี้ล้วนค้นพบในเรือนของบ่าวเหล่านี้ขอรับ"
อวี้หลันปรายตามองกล่องไม้นั้น ด้านในเป็เครื่องประดับล้ำค่าที่นางคุ้นตาเป็อย่างดี
ส่วนบ่าวไพร่พวกนั้นต่างพากันตาถลน
เป็ไปไม่ได้
เครื่องประดับเหล่านี้พวกนางไม่ได้เป็คนขโมย ส่วนของที่ขโมยมาก็ล้วนแต่นำไปขายหมดแล้ว จะยังหลงเหลือหลักฐานใดได้อีก แต่ถึงแม้จะเป็เช่นนั้นพวกนางกลับพูดไม่ออก
เซิ่งซื่อหรี่ตามองเครื่องประดับล้ำค่าเ่าั้อย่างพินิจพิเคราะห์ ความสงสัยวาบขึ้นในใจ คนของนางจะโง่ถึงขนาดขโมยของมีค่าในคราวเดียวกันมากมายขนาดนี้เชียวหรือ แล้วยังโง่เก็บเอาไว้กับตัวอีก
ไม่มีทาง คนเหล่านี้ไหนเลยจะโง่ถึงเพียงนั้น
คิดได้เช่นนั้น เซิ่งซื่อก็หันไปมองอวี้หลันที่กำลังจ้องมองนางอยู่ก่อนแล้ว
เด็กสาวคนนั้นเอียงคอเล็กน้อยมองมาที่นาง สบตานางด้วยแววตาใสซื่อไร้เดียงสา แต่ในขณะเดียวกัน มุมปากกลับยกขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มจางๆ หากแต่เต็มไปด้วยความนัยลึกซึ้งบางอย่าง
เพียงเท่านั้นเซิ่งซื่อก็มองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง
บ่าวไพร่พวกนี้ถูกเด็กคนนี้วางหมากเข้าให้แล้ว
ภายในใจของเซิ่งซื่อพลันสั่นสะท้าน ไม่ใช่ว่าอวี้หลันเป็เด็กสาวโง่งมคนหนึ่งหรอกหรือ
ในขณะที่เซิ่งซื่อครุ่นคิดไม่ตก เสียงของอวี้จิ้งก็เอ่ยดังขึ้น
"หลันเอ๋อร์ เ้าลองตรวจดูว่าครบหรือไม่"
อวี้หลันพยักหน้าให้ฉิงหว่านนำรายการทรัพย์สินที่อีกฝ่ายไปนำมาจากเรือนฮวาหงให้มาช่วยกันตรวจนับ
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็เอ่ยเสียงอ่อน ท่าทางหม่นเศร้าราวกับถูกรังแก
"ยังไม่ครบเ้าค่ะ ยังขาดไปอีกหลายชิ้น"
อวี้จิ้งหันขวับไปมองบ่าวน่าตายทั้งหลายอีกครั้ง ดวงตาแข็งกร้าวดั่งเหล็กกล้า
"ของที่เหลืออยู่ที่ใด"
ไม่มีเสียงตอบรับหลังจากนั้น ใบหน้าของทุกคนซีดขาวลงไปอีกขั้นหนึ่งจนคล้ายิญญาออกจากร่าง
"หากยังไม่ตอบ ข้าจะสั่งโบยพวกเ้าให้ตาย"
เสียงเหี้ยมเกรียมเอ่ยขึ้น ดวงตาไร้ความปรานี จนในที่สุด บ่าวหญิงผู้หนึ่งก็ทรุดตัวลงแนบหน้าลงกับพื้น ร่างสั่นเทิ้ม น้ำตานองหน้า เอ่ยสารภาพเสียงสั่น
"ฮือๆ บะ บ่าวเอาไปขายแล้วเ้าค่ะ"
เสียงสารภาพนั้นดังชัดทั่วทั้งห้อง บ่าวคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าดิ้นไม่หลุดก็ต่างพากันร้องไห้โฮ รีบสารภาพตามทันที
"บ่าวก็นำไปขายแล้วเ้าค่ะ"
"ชั่วช้า สารเลวนัก"
อวี้จิ้งคำรามเสียงดัง ลุกพรวดขึ้นถีบบ่าวที่อยู่ใกล้ที่สุดจนหงายหลัง
"กล้าลักขโมยของของบุตรสาวข้า ช่างไม่กลัวตาย"
น้ำเสียงดุดันราวฟ้าคำราม ทำเอาบ่าวพวกนั้นโขกหัวลงกับพื้นครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่กลัวเจ็บ เสียงร้องขอความเมตตาดังระงม
อวี้จิ้งยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเ็า
"โบยพวกมันคนละสามสิบไม้ แล้วขายออกไปให้หมด"
เสียงรับคำสั่งดังขึ้นทันที บ่าวพวกนั้นถึงกับกรีดร้องด้วยความกลัว รีบร้องวิงวอนขอความเมตตาจากผู้เป็นายตัวจริง โบยสามสิบไม้ไม่เท่ากับว่าพวกตนต้องกลายเป็คนพิการหรอกหรือ
"ฮูหยินช่วยบ่าวด้วยเ้าค่ะ ฮูหยิน ฮูหยิน"
อวี้หลันกระตุกยิ้มมุมปาก นับว่าบิดาผู้นี้จัดการได้เด็ดขาด ไม่ทำให้นางผิดหวังเลยจริงๆ นางมองหนูสกปรกพวกนั้นถูกลากตัวออกไปพร้อมกับเสียงร้องไห้ระงมด้วยสายตาเ็า