ตอนที่ 8 ช่างหัวแข็งยิ่งนัก
ตอนนี้จิ๋นหยางสามารถเข้าใจถึงวิชาหมัดวานรได้อย่างลึกซึ้งแล้วซึ่งกระบวนท่าที่หนึ่งนั้นเขาสามารถฝึกมันได้จนถึงขั้นสูงสุดแล้วส่วนอีกสองกระบวนท่านั้นท่าวานรหมัดเมาจะได้ผลมากที่สุดก็ต่อเมื่อเขาดื่มสุราเข้าไปมันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนท่านี้ให้ดียิ่งขึ้น.....
ส่วนกระบวนท่าสุดท้ายนั้นเขาฝึกแค่ขึ้นพื้นฐานของมันเพราะว่ากระบวนท่านี้มีความรุนแรงและความเสี่ยงเมื่อต้องใช้มันเขาจึงยังไม่ฝึกส่วนท่าร่างอัสนีวานรและวานรเร้นลับนั้นเขาสามารถฝึกถึงระดับชำนาญแล้วเพราะว่าสองกระบวนท่านี้จำเป็อย่างมากเมื่อต้องพบเจอกับศัตรูที่แข็งแกร่งมากกว่าเขา......
"เอาละได้เวลาฝึกต่อแล้วข้ามีเวลาเหลือไม่มากนักข้าต้องหาวิธีออกไปจากที่แห่งนี้ให้ได้"
ตู้ม!!!!
จิ๋นหยางฝึกฝนกระบวนท่าวานรตระปบเหยื่อพร้อมกับท่าร่างอัสนีวานรไปพร้อมๆกันจนเขาสามารถใช้มันได้อย่างลึกซึ้งพลังทำลายของมันก็มากขึ้นไปด้วยและเขารู้ว่าอีกไม่นานกระบวนท่านี้ใกล้ถึงระดับชำนาญแล้วแต่มันก็ไม่สามารถข้ามขีดจำกัดนี้ไปได้เหมือนกับว่ามันยังขาดอะไรไปส่วนระดับฝึกตนของเขาก็มาหยุดอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับแปดแล้วเช่นกัน และมันก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาหรือทะลวงไปยังระดับเก้าได้.........
"นี้ก็อีกไม่กี่วันจะถึงหนึ่งเดือนตามที่ได้ตกลงกับตาแก่นั้นแล้ว ข้ายังไม่สามารถทะลวงไปยังขั้นที่เก้าของผู้ฝึกตนระดับฝึกหัดได้เลยผลท้อที่กินไปก็เหมือนว่ามันจะได้ผลน้อยลงด้วย นี้ข้าจะทำยังไงดี?"จิ๋นหยางรู้สึกกังวลมากกับระดับพลังของเขาที่อยู่ใน่ติดคอขวด แต่ทันใดนั้นเสียงเอะอะโว้ยวายก็ดังจากข้างนอก......
เจี้ยก!! เจี้ยก!!เจี้ยก!!
มันเป็เสียงของพวกสัตว์อสูรวานรที่กำลังต่อสู้กันอยู่ จิ๋นหยางมันจะได้ยินเสียงนี้อยู่ทุกวันที่เขาฝึกอยู่ภายในโถงถ้ำแห่งนี้........
"ใช่แล้ว!! สัตว์อสูรวานรไง พวกมันเป็คู่ซ้อมให้กับข้าได้ข้าจะได้รู้ว่าข้าแข็งแกร่งแค่ไหนแล้ว"
เมื่อพูดจบจิ๋นหยางก็เดินไปยังปากถ้ำทันที และมาหยุดอยู่ไม่ใกล้จากปากถ้ำเท่าไหร่นักเขาใช้กระบวนท่าอัสนีวานรเพื่อเดินมายังปากถ้ำซึ่งสามารถมาถึงได้ในเวลาอันสั่นพร้อมทั้งใช่ท่าวานรเร้นลับในการลบการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็ละซ้อนมันจากพวกอสูรวานร......
เมื่อเขาใช้กระบวนท่าทั้งสองนี้ทำให้เขาเข้ามาใกล้พวกมันได้มากยิ่งขึ้นกว่าครั้งก่อนที่เขายังไม่ได้เรียนรู้กระบวนท่านี้ก่อนที่เขาจะหยิบก้อนหินขนาดพอมือขึ้นมา และเล็งไปทางสัตว์อสูรวานรตัวหนึ่งที่ยืนหันหลังอยู่.......
ฟิ้วววว!!
โพละ!!!
เจี้ยก!!!
ทันทีที่เสียงเหมือนกับลูกมะพร้าวแตกดังนั้น สัตว์อสูรวานรทองก็แตกตื่นส่งเสียงร้องขึ้นมาและมองไปยังร่างของอสูรวานรทองที่โดนก้อนหินของจิ๋นหยางจนลงไปนอนกองกับพื้นด้วยสภาพที่น่าสยดสยองเป็อย่างมาก......
สัตว์อสูรวานรทองตัวนั้นไม่สามารถแม้กะทั้งจะหลบหรือส่งเสียงร้องออกมาได้เมื่อก้อนหินพุ่งเข้าไปหามันทำให้มันตายคาที่อสูรวานรทองตัวอื่นต่างมองไปที่มัน สักครู่พวกมันก็ส่งเสียงและพยายามหาที่มาของก้อนหินนั้น......
เจี้ยก!!
ลักษณะหน้าตาของพวกมันทั้งหน้าเกลียดหน้ากลัว และเต็มไปด้วยความโกรธแค้นอย่างมากแต่พวกมันก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าก้อนหินที่ทำให้เพื่อนของมันตายนั้นมาจากไหน.......
"ช่างรุนแรงนัก แค่ขว้างออกไปเบาสัตว์อสูรวานรทองก็ตายคาที่เลย"จิ๋งหยางกล่าวอย่างตื่นเต้นและดีใจกับผลงานที่เขาทำ.....
จิ๋นหยางอยู่ในระดับผู้ฝึกหัดขั้นที่แปดแล้ว แต่เป็เพราะพลังของเขาเทียบได้กับระดับผู้เริ่มต้นขั้นที่สองส่วนพวกสัตว์อสูรวานรทองนั้นระดับฝึกหันขั้นที่สี่ถึงหกของผู้ฝึกหัดเท่านั้นความต่างชั้นของพลังมันมากเกินไป เลยทำให้พวกมันนั้นตายในทันทีที่เขาคว้างหินใส่พวกมัน........
จิ๋นหยางมองไปที่ศพของสัตว์อสูรวานรและยิ้มอย่างภาคภูมิใจกับพลังฝึกตนของเขาของลองทดสอบดูอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาเล็งไปยังตัวที่อยู่ใกล้ที่สุดและระดับสูงสุดในกลุ่มพวกมัน......
ฟิ้วววววว!!
โพละ!!
ร่างของสัตว์อสูรวานรทองล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้งในระยะที่เขาปาไปนั้นมีระยะหากว่าตัวก่อนหน้านี้อย่างมากนัก แต่มันก็ใกล้กว่าเลยทำให้อนุภาพของก้อนหินมากกว่า.......
เจี้ยกๆๆๆๆๆๆ!!!
เจี้ยกกกกกๆๆๆๆๆ!!
เสียงของพวกสัตว์อสูรวานรทองดังมากกว่าเก่าพร้อมกับความโกรธแค้นที่อยู่ในเสียงของพวกมันที่เพิ่มมากขึ้นพวกมันคำรามออกมาอย่างต่อเนื่องและพยายามที่จะหาที่มาของก้อนหิน......
โฮกกกกกก!!
เสียงคำรามที่รุนแรงจนทำให้ถ้ำทั้งหมดสั่นะเืก็ดังขึ้น ซึ่งมันเป็เสียงของาาอสูรวานรทองนั้นเองมันร้องออกมาพร้อมกับทุบไปที่พื้นอย่างรุนแรงหลายครั้งจนพื้นดินสั่นะเืเหมือนแผ่นดินไหวย่อมๆ......
ขณะที่มันทุบพื้นมันก็จ้องมองมายังถ้ำที่มีแผ่นป้ายศิลาอยู่ นั้นก็คือถ้ำที่จิ๋นหยางอยู่นั้นเองมันมองมาที่เขาด้วยสายตาอาฆาต เป็สายที่พร้อมจะฉีกกระฉากเนื้อคนให้เป็ชิ้นๆก็ไม่ปานมันสามารถรับรู้ถึงตัวตนของเขาได้ในทันทีที่มันออกมา มันเลยวิ่งตรงมายังปากถ้ำพร้อมกับมือขนาดใหญ่ที่ฟาดลงไปอย่างรุนแรง............
ตู้ม!!! ตู้ม!!! ตู้ม!!!
มันฟาดมือลงไปอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง แต่ก็ไม่อาจจะทำลายผนึกที่ป้องกันไว้ได้มันได้แต่ถอดหายใจอย่างรุนแรงด้วยสีหน้าเจ็บใจที่ไม่อาจจะทำอะไรได้ มันหันหลังกับและร้องออกมาเสียงดังอีกครั้งทุกครั้งที่มันออกมามันแค่ออกมาดูการต่อสู้กันของสมุนมันเท่านั้น....
มันไม่ได้ออกมาบ่อยนักและมันก็อยู่ไม่นาน มันมักจะอยู่ในถ้ำของมันตลอดครั้งที่แล้วที่เขาเห็นมันมันอยู่ในขั้นที่สองของระดับผู้เริ่มต้นแต่ครั้งนี้มันอยู่ในขั้นที่สามแล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นจากครั้งที่เขาเห็นมันทำให้ความแข็งแกร่งของมันมีมากกว่าเขามันเดินวนไปวนมาอยู่หน้าถ้ำไม่ไปไหน เหมือนรอให้จิ๋นหยางออกมา........
"ตอนนี้เรายังไม่ใช้คู่ต่อสู้ของมันเพราะระดับของมันสูงกว่าเรา เราเองไม่แน่ใจนักว่าจะสามารถเอาชนะมันได้ไหมตอนนี้ถ้าหากสามารถทะลวงผ่านไปยังระดับเก้าได้เมื่อไหร่ เราน่าจะมีโอกาสที่จะสามารถสู้กับมันและสังหารมันได้"
จิ๋นหยางหันหลังกลับเข้าไปในถ้ำทันทีโดยไม่สนใจว่าาาอสูรวานรทองมันจะทำอะไรเพราะเขารู้ว่ามันไม่สามารถเข้ามาทำอะไรเขาได้ เนื่องจากผนึกที่อยู่หน้าถ้ำถูกวางไว้เพื่อป้องกันเมื่อมาถึงภายในถ้ำเขาก็มานั่งลงในพื้นที่โล่ง แล้วก็พึมพำกับตัวเองว่า....
"ข้าติดอยู่นี้มาเป็เดือนแล้วข้ายังไม่รู้ถึงสถานที่แห่งนี้เลยว่ามันคือที่ใดกันแน่ั้แ่ครั้งแรกที่ข้าเข้ามาก็พบกับกองสมบัติมากมายจากนั้นก็พวกอสูรวานรที่เป็สีทอง ซึ่งปกติแล้วมันน่าจะเป็สีขาวและไม่ดุร้าย และก็มาเจอถ้ำแห่งนี้ที่มีศิลาขนาดใหญ่ไว้หน้าถ้ำแต่ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าที่นี้คือที่ไหน ในถ้ำแห่งนี้ก็มีแต่วิชาหมัดวานรที่ถูกสลักไว้ตามผนังต้อท้อ สระน้ำขนาดเล็ก และพืชสมุนไพรต่างๆ นอกจากนั้นก็ไม่เห็นมีอะไรเลย"
และในตอนนั้นเองจิติญญาของชายชราก็ได้ตื่นขึ้นจากการจำศีล ซึ่งครบเวลาที่เขาได้บอกไว้กับจิ๋นหยางพอดีและชายชราได้ส่งเสียงออกมาจากไข่มุกทันทีว่า.......
"เด็กน้อยนี้ก็ครบหนึ่งเดือนแล้วที่ตกลงกันไว้วิชาที่ข้าได้บอกเ้าเป็ความจริงซินะระดับพลังของเ้าเองก็มีความเก้าหน้าอย่างมากจากหนึ่งเดือนที่แล้วคราวนี้เ้าก็คงจะกรามข้าเป็อาจารย์ได้แล้วซินะ"ชายชราถามออกไปด้วยความคาดหวังว่าจิ๋นหยางจะตอบรับ.....
"กราบท่านเป็อาจารย์กะผีซิ!!วิชาที่ท่านสอนข้าไม่เห็นจะใช้ได้ผลเลยข้าฝึกมาตลอดหนึ่งเดือนไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษเลยนี่ใช้วิชาของแท้หรือปล่าวเนี่ย หรือท่านแค่โอ้อวดไปเองกันแน่วิชาหมัดวานรหรือวิชาหมัดลิงกังกันหะ!!" จิ๋นหยางได้คิดเอาไว้แล้วว่าเขาจะใช้ข้ออ้างอะไรกับชายชราในการยืดเวลาออกไปอีกเขาจึงได้พูดออกมาแบบนั้น......
"เ้า...... ข้าอยู่มานานกว่าหมื่นปี คนอย่างข้าไม่เคยโอ้อวดอยู่แล้ว และสิ่งที่ข้าสอนเ้าไปก็เป็วิชาของแท้แน่นอนมันเป็วิชาที่อยู่บนผนังนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย นี้เป็วิชาหมัดวานรที่หายสาบสูญไปซึ่งในปัจจุบันคนที่รู้จักวิชานี้มีไม่มากแล้ว”
“ที่รู้ก็แค่กระบวนท่าเดียวเท่านั้น แต่ที่ข้าบอกเ้าไปมันคือเนื้อหาที่สมบูรณ์ที่สุดแล้วเ้าเด็กเหลือขอ!! เ้ารู้ไหมวิชานี้เป็ของไต้ซือแห่งวัดหนานกงนาม “ไต้ซือหนานฟู๋” ท่านเป็คนคิดค้นวิชานี้ขึ้นมาวิชาชุดนี้สร้างมาจากการเรียนแบบท่าทางของวานรแล้วมาปรับเป็กระบวนท่าวิชาหมัดที่ชื่อว่าวิชาหมัดวานร”
“พลังของวิชาหมัดนี้รุนแรงอย่างมาก ท่านไต้ซือหนานฟู๋ใช้วิชานี้กำจัดเหล่าสัตว์อสูรมามากมายจนมีชื่อเสียงและอยู่ๆท่านก็หายไปไม่มีใครพบเจอท่านอีกเลยเด็กอย่างเ้ามันจะไปเข้าใจอะไรถึงวิชาสำคัญอย่างนี้ ทีนี้ก็รู้แล้วใช่ไหมว่ามันมีอนุภาพแค่ไหน!!"
ชายชรากล่าวพร้อมกับทำท่าทางภูมิใจในความรู้ที่ตัวเองมีซึ่งความรู้เหล่านี้เป็ความรู้ตอนที่มันยังมีชีวิตอยู่และชื่อเสียงของไต้ซือหนานฟู๋ก็โด่งดังมาก.......
"ถ้าสิ่งที่ท่านกล่าวมาเป็ความจริง คนที่สลักภาพและข้อความเหล่านี้ก็ต้องเป็ท่านไต้ซือหนานฟู๋ละซิ?แล้วไหนละศพท่านข้าไม่ยักจะเห็นอะไรเลย ที่เห็นก็มีแต่ต้นท้อ สระน้ำและก็ต้นสมุนไพรเท่านั้นเอง"จิ๋นหยางยังคงหาคำพูดมาแย้งกับชายชราต่อไป.....
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เ้าใช้แค่ตาดูเท่านั้น เ้าจะไปรู้อะไร"ชายชราหัวเราะออกมาแล้วกล่าวบางอย่างที่ทำให้จิ๋นหยางสงสัยและไม่เข้าใจ......
"งั้นข้าต้องทำยังไงถึงจะสามารถมองเห็นได้?"
"เ้าอยากรู้อย่างนั้นรึ? กรามข้าเป็อาจารย์ซิแล้วข้าจะบอกเ้าทุกอย่างเลย"ชายชรากล่าวพร้อมยิ้มขึ้นที่มุมปากของมัน (ยิ้มอยู่ในไข่มุกนะครับจิ๋นหยางไม่รู้ว่ามันทำหน้ายังไงได้ยินแต่เสียงที่ดังออกมาเท่านั้น)......
"กราบท่านเป็อาจารย์? ได้ถ้าท่านยอมบอกข้าว่าทำยังไงถึงจะมองเห็นได้ข้าก็จะกราบท่านเป็อาจารย์ ถ้าไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังเลย!!"
เ้า.....!!
ชายชราไม่อาจกล่าวคำใดออกมาได้ ได้แต่กลืนคำลงไปไม่ว่ามันจะพูดยังไงจิ๋นหยางก็ไม่ยอมกราบมันเป็อาจารย์ซักที.....
‘เ้าเด็กนี้ช่างหัวแข็งยิ่งนัก เราจะบอกมันไปก่อน ยังไงมันก็ต้องยอมทำตามที่เราบอกแน่หากมันเห็นว่าสิ่งไหนดีต่อมัน’ ชายชราคิดภายในใจของตนก่อนจะพูดขึ้นมาว่า.....
"เอาละ!! ก็ได้ข้าจะบอกเ้าก็ได้ก่อนอื่นเ้าต้องเข้าใจถึงกระแสลมปราณซะก่อน เมื่อเ้าสามารถััได้ถึงกระแสลมปราณแล้วเ้าก็จะสามารถรับรู้ถึงการคงอยู่ของมันกระแสพลังงานอยู่ภายในร่างของคนเราไม่ว่าจะเป็มนุษย์หรือสัตว์อสูรต่างมีกระแสลมปราณไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายทั้งนั้นเ้าลองนั่งสมาธิและรับรู้ถึงกระแสลมปราณในตัวเองดูก่อนและเมื่อเ้าััมันได้ เมื่อนั้นและเ้าจะเข้าใจถึงกระแสลมปราณหมุนเวียนหรือเรียกอีกอย่างว่าจิตัั และเ้าก็ใช้จิตัันั้นค้นหาท่านไต้ซือดู”
ชายชรากล่าวอธิบายถึงวิธีการในการค้นหาร่างของไต้ซือหนานฟู๋ให้กับจิ๋นหยางฟังในทันทีและบอกถึงขั้นตอนอย่างละเอียดอีกด้วย ซึ่งหากเป็ปกติแล้วการฝึกใช้จิตัันั้นจำเป็ที่จะต้องอยู่ระดับเริ่มต้นเสียก่อนถึงจะฝึกได้แต่สำหรับจิ๋นหยางแล้วมันไม่นับ.......