รุ่งสางวันต่อมา เย่หยุนซีและตงฟางเซียนเอ่อร์มุ่งหน้าสู่งานเทศกาลชุมนุมฝู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ตามเป้าหมายที่วางไว้ เมื่อเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ทั้งสองก็มาถึงพระราชวังชั้นในซึ่งเป็นสถานที่รวมตัวกันของเหล่าอัจฉริยะฝ่ายธรรมมะจากขุมกำลังต่างๆ
"นี่ เซียนเอ่อร์ ท่านรู้จัก'เหล่ยลี่'แห่งศาลาอัสนีหรือเปล่า" ขณะก้าวเดิน จู่ๆบุรุษหนุ่มก็เอ่ยถาม
ใบหน้าของตงฟางเซียนเอ่อร์เต็มไปด้วยความจริงจัง "เคยได้ยินชื่อเสียงอยู่บ้างเจ้าค่ะ เหล่ยลี่ผู้นั้นเป็นบุตรชายของประมุขตระกูลเหล่ยแห่งเมืองสายฟ้า ทั้งยังเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสระดับเซียนนภาอีกต่างหาก เรียกได้ว่าภูมิหลังยิ่งใหญ่ใช้ได้"
"โอ่ว แล้วพลังกับนิสัยของเขาล่ะ เป็นอย่างไร" เย่หยุนซีถามต่อไปเพราะเขาต้องการข้อมูลเป้าหมายมากกว่านี้
'อืม.......จากข่าวล่าสุด เห็นว่าสามารถบรรลุระดับจักรพรรดิขั้นที่ 7 ได้แล้วนะเจ้าคะ ส่วนเรื่องลักษณะนิสัยได้ยินหลายคนพูดกันว่า เขาเป็นชายที่หยิ่งผยองและโหดเหี้ยมผู้หนึ่ง' ตงฟางเซี่ยเอ่อร์ตอบกลับผ่านจิต ขณะยื่นบัตรเชิญให้เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูวัง
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็ถูกพาไปยังห้องโถงสีทองที่สุดแสนจะกว้างขวาง ทว่าบริเวณใจกลางกลับเป็นสนามประลองขนาดย่อม
"ตรงนี้คือที่นั่งของพวกท่านทั้งสองขอรับ" เจ้าหน้าที่นำทางกล่าวอย่างนอบน้อม พลางผายมือไปยังเบาะรองนั่งซึ่งอยู่ชั้น 2 จากทั้งหมด 3 ชั้น
เย่หยุนซีและตงฟางเซียนเอ่อร์เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เดินไปนั่งอย่างว่าง่าย สายตาทอดมองเหล่าอัจฉริยะจากหลากหลายนิกายที่ค่อยๆทยอยกันเข้ามาภายในห้องโถงอย่างไม่หยุดหย่อน
"คุณชาย มองไปที่ชั้นสองฝั่งตรงข้ามของเราสิเจ้าคะ นั่นคือคนที่ท่านถามถึงเมื่อครู่นี้" ยอดสตรีรีบกระซิบ เมื่อสังเกตุเห็นเป้าหมายอยู่เบื้องหน้า
เย่หยุนซีไม่รอช้าเบนสายตาไปตามคำแนะนำ ซึ่งภาพที่เขาพบเห็นนั้นก็คือบุรุษหนุ่มหน้าตาคมเข้มดุดันในชุดอาภรณ์สีม่วงลาดลายสายฟ้าที่มาพร้อมกับผู้ติดตามระดับมหาจักรพรรดิ 2 ท่าน ลักษณะท่าทางของมันดูยิ่งผยองราวกับไม่หวั่นเกรงผู้ใดในใต้หล้า
"เป็นจักรพรรดิขั้นที่ 7 จริงๆ" เขายิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พลางอุทานออกมา
"หากคุณชายจะลงมือทำอะไรต้องระวังด้วยนะเจ้าคะ เหล่ยลี่ผู้นี้มีพันธมิตรที่แกร่งกล้าหลายคนด้วยกัน" ตงฟางเซี่ยเอ่อร์กล่าวเตือน เสมือนกับล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าอย่างไรอย่างนั้น
"อ่า ท่านไม่ต้องห่วง" เย่หยุนซีตอบกลับเพียงสั้นๆ ก่อนจะเหลือบสายตามองที่นั่งชั้น 3 ฝั่งตรงข้าม ซึ่งบัดนี้มีอัจฉริยะหนุ่ม 3 คนกำลังเดินเข้าไปนั่งประจำที่ ทำท่าทีประดุจผู้สูงส่งที่ลงมาจากฟากฟ้าก็ไม่ปาน
ตงฟางเซี่ยเอ่อร์เมื่อสังเกตุเห็นว่าคุณชายของนางเริ่มเกิดความสนใจจึงเริ่มเอ่ยปากแนะนำในทันที
"สำหรับบุรุษทั้ง 3 ที่พึ่งเข้ามาใหม่นี้ คนทางฝั่งขวาที่สวมใส่อาภรณ์ขาวคือ ฟ่านอวี่ แห่งนิกายมังกรฟ้า! คนที่สองทางฝั่งซ้ายชุดแดงนาม จูฮั่วเฉิน มาจากขุมกำลังคู่แค้นของพวกข้า วังวิหคอมตะ! สุดท้ายคือชายหนุ่มอาภรณ์ทองถือพัด เขามีนามว่า ซูหยาง เป็นอัจฉริยะแห่งวิหารเทพยุทธ์!"
"โอ่ว!!"
บุรุษหนุ่มอุทานออกมาอีกครั้ง
สำหรับนิกายมังกรฟ้าเขายังไม่ค่อยรู้รายละเอียดของพวกมัน แต่กับวังวิหคอมตะและวิหารเทพยุทธนั้น แน่นอนว่าทั้งสองขุมกำลังล้วนเป็นศัตรูของเขาซึ่งอาจจะต้องเข้าปะทะกันในไม่ช้า
"คุณชายๆ ดูนั่นสิเจ้าคะเจ้าค่ะ 3 บุปผมงามแห่งแดนเซียนกำลังมา" ในขณะที่เย่หยุนซีกำลังนั่งพิจารณาศัตรู จู่ๆเสียงของตงฟางเซียนเอ่อร์ก็ดังขึ้นอีกครา ทำให้เขาต้องเหลือบสายตาชำเลืองมองไปทางประตูห้องโถง ที่บัดนี้มีหญิงงามล่มเมืองล่มแคว้นสองคนปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกัน
"หญิงสาวผมสีฟ้าครามอาภรณ์เขียวคนนั้น คือแม่นางรั่วหราน แห่งวังเทพสมุทธ ส่วนหญิงสาวผมสีทองอาภรณ์ทองคือ แม่นางซูชิงยี่ แห่งวิหารเทพยุทธ์เช่นเดียวกับ ซูหยาง"
"หืม ไหนท่านบอกว่า 3 บุปผางาม? ไฉนออกมาแค่สองนาง" หลังได้ฟังคำแนะนำ บุรุษหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ตงฟางเซี่ยเอ่อร์ส่ายศีรษะ "เอ่อ.......ข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่แม่นางซีซวนแห่งวังวิหคอมตะดูเหมือนจะไม่ได้มาที่นี่"
"โอ่ว ที่แท้ก็เป็นนาง" เย่หยุนซีบ่นพึมพำอย่างไม่ใส่ใจ
ซึ่งในขณะนั้นเอง ที่ลานประลองใจกลางโถงใหญ่จู่ๆก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา ใบหน้าอันหล่อเหล่าประดับไว้ด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี
"ขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เทศกาลชุมนุมผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ครั้งที่ 284 ข้าน้อย เทียนอี แห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์ รับหน้าที่เป็นผู้ตัดสินและผู้ดำเนินงาน"
"ถ้าหากอััจฉริยะคนใดอยากประลองฝีมือกัน พวกท่านสามารถขึ้นมาบนเวทีประลองได้เลยนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป!!"
"ฟุ๊บ"
หลังสิ้นสุดวาจาของชายคนดังกล่าว บุรุษหนุ่มอาภรณ์ขาวที่นั่งอยู่ชั้น 2 ผู้หนึ่งพุ่งทะยานไปยังสนามประลองเป็นคนแรกโดยไม่รอช้า
"ข้าเหอหนานแห่งนิกายธารนภา ขอท้าประลองอัจฉริยะจากหอการค้าจันทราไม่ว่าใครก็ได้ทั้งนั้น" ชำเลืองมองมาทางตงฟางเซียนเอ่อร์ แววตาของบุรุษหนุ่มชุดขาวเต็มไปด้วยความดูแคลนเย้ยหยัน
"ท่านรู้จักมันงั้นหรือ" เมื่อเห็นว่าโดนเพ็งเล็งตั้งแต่แรก เย่หยุนซีเอ่ยถามอย่างจริงจัง
"อืม นิกายธารนภาเป็นขุมกำลังในอาณัติของวังวิหคอมตะ การที่มันทำเช่นนี้ก็เพราะอยากจะเลียแข้งเลียขาผู้เป็นนายนั่นแหละนะ" นางกำหมัดแน่นพลางกล่าวเสียงสั่น
"โอ้ ถ้างั้นข้าจะไปซัดหน้ามันให้เอง" เย่หยุนซีชันกายลุกขึ้นแล้วลอยลงไปในสนามประลองช้าๆ ท่ามกลางสายตาของเหล่าอัจฉริยะนับร้อยที่เพ็งพิจารณาเขาด้วยความฉงนสงสัย
'ชายหนุ่มคนนี้เป็นใคร?' นี่คือคำถามที่ปรากฏขึ้นในใจของทุกคน