***ว่าที่ผู้กล้าเผ่ายักษาในอนาคต (?) [บานา]
"เจอตัวบานาแล้ว~"
*โกรวววว! *
*กี้วววว! *
อสูรปีกทั้งสองกรีดเสียงดังคำรามจนแผ่นดินสะเทือน
นอกจากอสูรในตำนานแล้ว ยังมีเจ้าโทเม อสูรปีกคู่กายของเธอบินวนอยู่เหนือท้องฟ้าอีกตัวด้วย
ราวกับจะคอยสอดส่องดูเพื่อไม่ให้ข้าคนนี้คลาดสายตาไปอีกครั้ง
"นั่นสหายของเจ้าไม่ใช่หรือหรือ? "
"เออ… ใช่"
ข้าเงยหน้าขึ้นไปมองแม่นางแครอทอีกครั้ง
ดวงตาของนางนั้นราวกับอสรพิษที่กำลังจับจ้องเหยื่อ
และเหยื่อตัวนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น
ข้าเองนี่แหละ
"เธอเป็นใคร ทำไมถึงมาโจมตีพวกเรา กิว! "
ในตอนนั้นเองที่มีเผ่าตัวจิ๋วคนหนึ่งกรีดเสียงดัง
ภาพของเผ่าตัวจิ๋วที่หันไปเผชิญหน้ากับอสูรในตำนานนั้น ช่างไม่ต่างจากเศษฝุ่นเล็ก ๆ ที่พร้อมจะเป่าทิ้งไปเมื่อไหรก็ได้
"เกะกะ"
ชิบหายแล้ว
"เดียวก่อนแครอท! เจ้าพวกตัวจิ๋วนั้นไม่ใช่ศัตรู อย่าไปทำร้ายพวกเขานะ! "
"บานา… ยังนิสัยอ่อนหัดไม่เปลี่ยนเลยนะ…"
แย่แล้ว! เสียงของข้าไม่สามารถเปลี่ยนใจนางได้ แบบนี้พวกเผ่าตัวจิ๋วคงถูกย่างสดหมดแน่นอน!
ข้าควรทำยังไงดี!?
"บานา แม่คนนั้น… ดูเหมือนว่าจะมีความสนใจบางอย่างกับนายอยู่เลยไม่ใช่หรือ? "
"ใช่ แม่นางแครอทนั้นรักข้า แต่นางรักจนเกินไป และกลายเป็นความคลุ้มคลั่งอย่างที่เห็นนี่ละ"
"สรุปคือเป็นได้ทั้งศัตรูกับมิตรสินะ? "
"...จะว่าแบบนั้นก็ได้ แต่นี่ไม่ใช่เวลามาคุยแล้ว ถ้านางอาละวาดขึ้นมา พวกเราได้ตายราบหมดแน่! "
เพราะเป้าหมายของนางคือการสร้างโลกที่ปลอดภัยสำหรับพวกเราสองคนที่มีเผ่ายักษาเป็นผู้ปกครอง
แนวคิดไม่ผิดแต่วิธีการของเธอมันสยดสยองเกินจะรับไหว
"บานา ผมมีแผน"
โอ๊ว! แผนการของเจ้าสเลบเช่นนั้นหรือ?
ชักอยากเห็น---
"แม่นางแครอท บานามันขี้อาย! ความจริงเขาอยากบอก ว่าถ้าหากแม่นางแครอทช่วยพวกเรา เขาจะยินดียอมให้ [ทำตามใจชอบ] ได้เลยละ! "
---อยากเห็น… พ่องสิ!
"อ๊าย~ คนบ้า~ ทำไมไม่พูดก่อนละ~ บานา~ ช่างน่ารักจริง~ อ๊า~ ได้เลย~ ถ้าเป็นแบบนี้ฉันยินดีช่วยเต็มที่เลยละ~”
ดันเสือกได้ผลอีก!
เจ้าสเลบหันหน้ามามองข้า
ถึงเผ่าของมันจะสร้างรอยยิ้มไม่ได้ แต่ข้ารู้ดีว่ามันกำลังยิ้มให้ข้าอยู่
แนะ ยังจะยกนิ้วให้อีก
แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าใจมันนะ
เพราะว่าอสูรไทฟอนโกเลมยังมีชีวิตอยู่
ไม่น่าเชื่อว่าขนาดโดนเปลวไฟสีดำที่ร้อนแรงขนาดหลอมหินให้กลายเป็นลาวาได้ในพริบตาไปแล้ว แกนของมันจะยังไม่โดนทำลายอีก
ซ้ำร้ายยังดูเหมือนว่ามันจะเรียนรู้ความเสียหายนั้น แล้วเริ่มทำการปรับโครงสร้างผิวของมัน จนเปลวไฟที่ลุกโชนเริ่มดับมอดลงมา
“พวกคุณที่บินบนฟ้า เข้าใจว่ากำลังโกรธ แต่ตอนนี้รบกวนอย่าพึ่งไปก่อความวุ่นวาย แล้วถอยหนีไปกับทุกคนก่อนจะได้หรือเปล่าครับ? ”
“ชิ… ช่วยไม่ได้ กิว...”
เผ่าตัวจิ๋วที่เหลือเพียงราวห้าร้อยคนหันไปมองทางโดมคริสตัลทีหนึ่ง ก่อนจะหันหลังแล้วบินตามกลุ่มของแอร์บาส์รที่กำลังนำผู้คนหนีไปทางใต้
“ฝากด้วยนะครับท่านผู้กล้าแครอท! ”
ลูกน้องของข้าตะโกนเสียงดังทีหนึ่ง ก่อนจะหันหลังวิ่งตามพวกเขาไปเป็นการปิดท้ายกองทัพ
ลืมไปเลยแฮะว่าตอนนี้แม่นางแครอทเป็นผู้กล้าของเผ่าเรา
“งั้นสเลบ ข้าขอตัวไป---”
“เดียว คุณบานาห้ามไปไหนนะครับ”
“... ทำไม? ”
“ไม่เห็นต้องถามเลยนี่ครับ”
เจ้าสเลบใช้แขนข้างหนึ่งชี้ไปทางแครอท
“ถ้าคุณไม่อยู่ แล้วใครจะคอยคุมเธอคนนั้นให้กับพวกเราละครับ? ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ตอนนี้ข้าเริ่มรู้สึกคันไม้คันมืออยากทุบหัวคนขึ้นมาเสียแล้วสิเนี่ย
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย
ณ บริเวณใจกลางหน้าโดมคริสตัล
"วะ ฮะ ฮะ ฮะ! กระสุนเม็ดถั่วแบบนั้นทำอะไรพวกข้า กลุ่ม [ไททัน] ไม่ได้หรอก! "
ขุนนางเผ่ายักษาลำดับที่หก [มหาไททัน แคนตาลูป] กำลังหัวเราะดังลั่น
เขาและหน่วยรบไททันทั้งหมดนับหลายพันคนกำลังบุกเข่นฆ่าเผ่ามนุษย์ที่กำลังเข้าต่อสู้กับเขาอยู่
อาวุธและชุดตำรวจที่ควรจะทำหน้าที่อารักขาความปลอดภัยของเมือง กลับหันปลายกระบอกเข้าใส่คนที่ควรปกป้อง
เหล่ายักษาที่มีร่างกายสูงใหญ่เป็นพิเศษถึงสี่เมตร ต่างกำลังย้อมแผ่นดินให้กลายเป็นสีแดงฉาน
กระสุนปืนของเผ่ามนุษย์ไม่อาจทำอะไรผิวกายที่แข็งราวเหล็กกล้าของหน่วยไททันได้เลย
"ฝากถ่วงเวลาศัตรูตรงนี้ที เดียวชั้นกับแมงโกจะลองหาทางทำลายบาเรียตรงนี้ดู"
"ได้เลยอเมริคานา"
"..."
กลุ่มของเผ่ายักษาที่รอดจากการลอบวางระเบิด และมาเข้าร่วมกับอเมริคานาในการบุกโดมคริสตัลนั้น มีด้วยกันถึงสองหมื่นคน
และดูเหมือนว่าขุนนางสามคนนี้จะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่รอดตายมาจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิด
แคนตาลูป แมงโก และอเมริคานา
ด้วยอาวุธ พละกำลังและโครงสร้างร่างกายที่ได้เปรียบเหนือทุกเผ่า จึงทำให้เขาเป็นกลุ่มแรกที่สามารถตีฝ่าความวุ่นวายแสนสับสนมาถึงโดมคริสตัลได้สำเร็จ
รอบบริเวณโดมมีศพของผู้คนจากหลายเผ่าพันธ์ุนอนตายรายรอบ
รวมไปถึงหน่วยเฝ้าระวังปกป้องโดมที่ต่อสู้อย่างซื่อตรงตามหน้าที่ด้วย
พวกเขาไม่ฆ่าไม่ปรานีใคร แม้แต่คนจากเผ่ายักษาที่อยู่ในหน่วยเฝ้าระวังปกป้องโดมก็ยังถูกสังหารไปด้วยเช่นกัน
ดังนั้นในเวลานี้จึงมีเพียงแค่บาเรียภูติเท่านั้น ที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นสุดท้ายของพวกเขา
แต่ช่างน่าแปลกที่กลับมีชายคนหนึ่งดูไม่ค่อยมีความสุขกับความได้เปรียบของเผ่าตัวเอง ณ ตอนนี้
ชายคนนั้นคือแมงโก บุรุษที่มีเพลงยุทธ์เก่งกาจมากที่สุดของเผ่ายักษาจนได้รับการขนานนามว่าเป็น [ตำนานมีชีวิต]
สาเหตุคงเป็นความสับสนภายในใจที่ปะทะกันเอง ระหว่างความถูกต้องกับความสำคัญของเผ่าพันธุ์ของเขา
"หน่วยรบไททัน เตรียมรับมือกองทัพหน้าใหม่! "
มีศัตรูหน้าใหม่ปรากฏขึ้นตรงหน้าของแคนตาลูป ในเวลาเดียวกับที่แมงโกกับอเมริคานามุ่งความสนใจไปที่โดม
มันคือกองทัพของอาร์โธร์โพดาที่กำลังบุกตรงดิ่งมาหาพวกเขา
เกราะสีเลือดหมู กองทัพของชายอับโชค [อลูฟ]
เกราะสีแดง กองทัพของนักรบผู้ซื่อตรง [สกัด]
เกราะสีดำ กองทัพของผู้กล้าทมิฬ [สเลบ]
และเกราะสีส้ม กองทัพของขุนพลไร้พ่าย [ฮอร์เนส]
กองทัพสีแดงได้วิ่งแยกตัวไปทิศตะวันตกเพื่อรับมือกับกลุ่มกองทัพของเหล่าผู้ศรัทธาเผ่ามนุษย์
ส่วนกองทัพสีดำได้แยกออกไปทิศตะวันออกเพื่อรับมือกับกองทัพโกเลม
มีเพียงกองทัพสีเลือดหมูกับสีส้มที่กำลังตรงดิ่งมาทางพวกเขา
"ฝากด้วยอลูฟ"
"ได้เลยฮอร์เนส"
ฮอร์เนสไม่อยากเสียเวลากับกองทัพที่ขวางเส้นทางตรงหน้า
เขาเลือกที่จะให้อลูฟเข้าปะทะกับกองทัพไททัน ส่วนตนเองจะรีบไล่ตามกองทัพของอเมริคานากับแมงโกเพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งของผู้ที่เข้าถึงคริสตัลแห่งชีวิตก่อนเผ่าอื่น ๆ
"ใครจะยอมให้ฝ่าไป---เหวอ!? "
กำแพงเนื้อสูงสี่เมตรได้ถูกฮอร์เนสที่นำทัพตีแตกกระจุยในพริบตาเดียว
กองทัพของแคนตาลูปถูกเปิดออกเป็นรูกว้างกว่าสิบเมตรด้วยการกวาดง้าวเพียงครั้งเดียวของเขา
กระสุนปืนกล กระสุนปืนใหญ่ เหตุใดจึงไม่ยิงต่อต้านออกไปนะหรือ?
นั่นก็เพราะว่าทหารของแคนตาลูปนั้น ไม่มีใครที่สามารถจะลันไกปืนต่อต้านได้ทันนั่นเอง
คนที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วและเด็ดขาดจนปฏิกิริยาตอบสนองของพวกเขาตามไม่ทัน คงมีแต่ฮอร์เนสเท่านั้นที่ทำได้
"บุกทะลวง! "
สุดท้ายหน่วยของแคนตาลูปจึงทำได้เพียงแต่มองตาปริบ ๆ แล้วยิงกระสุนปืนใหญ่ไล่ตามหลังกองทัพของฮอร์เนสไปเท่านั้น
กลับมาปัจจุบัน
ก่อนอื่นขอเริ่มจากการแนะนำคู่เอกแรก
นั่นคือการต่อสู้ระหว่างอลูฟกับแคนตาลูป
มุมเหนือ ขุนนางลำดับที่หก ชายผู้ที่ได้ชื่อว่า [มหาไททัน แคนตาลูป]
ชายที่มีผลงานอันโดดเด่นดังนี้
หนึ่ง เคยติดกับแผนการของสเลบจนพากองทัพไปจมน้ำตายเรียบ
สอง พากองทัพบุกเข้าเมืองหลวงเผ่าอาร์โธร์โพดาอย่างไม่ระวังตัว จนติดกับแผนการของราชินีแฟต แล้วพากองทัพไปจมน้ำตาย
สาม ยักทัพไปบุกโดมคริสตัลสมัยที่พึ่งสร้างเมืองแห่งคริสตัล แล้วแพ้อนาจกลับมาโดยมีคู่ต่อสู้คือเปอร์ไซด์เพียงคนเดียว
นี่คือกระสอบทรายคนแรก บุรุษจากเผ่ายักษาที่ชื่อว่า [แคนตาลูป]
"มึงด่าใครเป็นกระสอบทรายฟะ! "
มุมใต้ ขุนพลของราชินีแห่งความจู้จี้ บอส บุรุษผู้ได้รับสมยา [ชายอับโชค อลูฟ]
"ชายผู้กัดไม่ปล่อย [อลูฟ] ต่างหากเฟ้ย! "
โทษที โทษที [ชายผู้กัดไม่ปล่อย อลูฟ]
ผลงานของเขานั้นโดดเด่นไม่แพ้กัน
เคยถูกเอสเทอลากเบฮีมอธมาโจมตีใส่จนต้องล่าถ่อยในสงครามยุคแรกเริ่ม
เคยถูกกองทัพของเอสเทอตีแตกในพริบตาเดียวจากสงครามพันธมิตร
และเคยถูกกองทัพภูติจับตัวไปเป็นเชลยศึกอย่างไร้หนทางต่อต้าน
และนี่คือประวัติของกระสอบทรายคนที่สอง กระสอบทรายประจำเผ่าอาร์โธร์โพดา
กระสอบทรายบุรุษเผ่าอาร์โธร์โพดาที่ชื่อว่า [อลูฟ]
ในเวลาเดียวกัน ที่ทิศตะวันออกของลานยังกำลังจะเกิดมวยอีกคู่ด้วยเช่นกัน
การต่อสู้ระหว่างมังกรทมิฬกับอสูรโกเลมไทพอน
มังกรทมิฬ หรือในอีกชื่อตามภาษาเผ่ายักษาว่า [อสูรแห่งการกลืนกิน]
มันคือสัตว์ร้ายที่ตัวใหญ่ถึงห้าสิบเมตร
มีปีกที่กว้างถึงหลายร้อยเมตร
มีเกล็ดสีดำ-แดงอันแข็งแกร่งที่แม้แต่ลูกปืนใหญ่ยังมิอาจเจาะได้
ปากของมันสามารถพ่นไฟสีดำที่ร้อนกว่าสองพันองศาเซลเซียส
เป็นจ้าวแห่งท้องฟ้าที่น่าเกรงขาม
และยังเป็นมังกรที่เคยถูกยอดนักรบเพียงห้าคนจากทั้งห้าเผ่าซัดคว่ำหน้าหงายเงิบมาแล้ว
นี่คือมังกรทมิฬ เจ้าของฉายา [กระสอบทรายสีดำ]
การต่อสู้อันดุเดือด (?) ของเหล่ากระสอบทรายกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว