ตอนอยู่หมู่บ้านสกุลอวี๋ อวี๋เย่มั่นใจว่าสติปัญญา ความกล้า และฝีมือล่าสัตว์ของตนไม่เป็รองเด็กรุ่นเดียวกัน
ต่อให้ภายหลังต้องพัวพันกับเฝิงเหลาชีจนกลายเป็พวกโจร หรือถูกตระกูลเยี่ยนจับโยนลงคุกใต้ดิน เขายังคงตั้งสติเผชิญหน้าความตายได้ เขารู้จักอดกลั้นและหัวไวพอ ขอแค่ค่อยๆ เติบโตจนร่างกายกำยำขึ้น เขาก็จะเป็ลูกผู้ชายเต็มตัวได้เหมือนบิดา
บางที... หมู่บ้านสกุลอวี๋อาจเล็กเกินไป
หลังเจอเฉินฉี่กับไป๋จื่อ เขาถึงรู้ซึ้งว่าตนเองโง่เขลาและอ่อนแอเพียงใด แม้แต่กู่ยวี่ที่อายุไล่เลี่ยกันก็ยังทิ้งห่างเขาไม่เห็นฝุ่น
และหากว่าตามคำพูดเจียวอิ่ง เขาก็แค่ไอ้ทึ่มคนหนึ่ง นอกจากโง่เง่าเต่าตุ่นแล้ว ยังอวดดี โลเล หาดีไม่ได้เลยสักอย่าง
หรือไม่ก็... โลกภายนอกหุบเขาซิงหยวนกว้างใหญ่เกินไป
บนโลกมิได้มีแค่วิถีนักพรต หากแต่ยังมีวิถีเซียน วิถีมาร และตัวตนลึกลับอีกมากมาย
ยามนี้ ในที่สุดเขาก็ได้เริ่มต้นเส้นทางสายใหม่ ก้าวเข้าสู่มรรคาแห่งการฝึกตนที่ทั้งแปลกตาและมหัศจรรย์
ภายในถ้ำมัวหยา
กู่ยวี่กำลังะโโลดเต้น พลิกตัวหลบหลีก ซ้อมวิชาตัวเบาอย่างแข็งขัน
เฝ้าถ้ำไปด้วยฝึกวิชาไปด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ไม่เสียเวลาเปล่าโดยแท้
อวี๋เย่นั่งอยู่บนแท่นหินปากถ้ำ ทำทีคล้ายกำลังพินิจวิชาตัวเบา ทว่าไร้แววตาตื่นเต้นอยากลองวิชาเช่นกาลก่อน ใบหน้าของเขาสงบนิ่ง ลมหายใจยืดยาวสม่ำเสมอ... เขากำลังลอบฝึกคัมภีร์เทียนกังและปราณกระบี่เจ็ดสังหารอยู่นั่นเอง
ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน โดยไม่สนกลางวันกลางคืน เขาล้วนโคจรปราณฝึกวิชาอยู่ตลอดเวลา เขากลัวเจียวอิ่งขึ้นสมองแล้ว ไม่อยากโดนยัยนั่นด่าเปิงจนหัวหมุนเป็ครั้งที่สอง
อายุของนางไม่น่าจะมาก แต่อารมณ์ร้ายใช่เล่น ทว่ากลับกว้างขวางรอบรู้ มีวิชาบำเพ็ญเพียรมากมาย ต่อให้เป็ฉิวปั๋วที่ดูลึกลับคาดเดายาก ก็คงไม่อาจเทียบชั้นกับนางได้
ได้ยินแต่เสียง ไม่เคยเห็นหน้าตา... สรุปแล้วนางเป็สตรีแบบไหนกันแน่?
"ฟู่—"
กู่ยวี่หยุดรั้งวิชาตัวเบาพลางทิ้งตัวลงพื้น หอบหายใจหนักหน่วง ก่อนเอ่ยถาม "ข้าฝึกมาครึ่งชั่วยามแล้ว เ้าพอดูออกบ้างไหม ได้อะไรบ้างหรือเปล่า?"
อวี๋เย่ส่ายหน้า
กู่ยวี่เดินไปวักน้ำในสระล้างหน้า ก่อนหันกลับมาหัวเราะราวกับคาดไว้แล้ว "ไม่รู้เคล็ดวิชา ย่อมยากจะเข้าใจความลึกล้ำ ช่างเถอะ—"
เขาะโขึ้นไปนั่งบนแท่นหิน พลางกวักมือเรียก "เ้าลองทำตามท่าทางดูสักหน่อยสิ ข้าจะได้ช่วยชี้แนะจุดบอดให้"
อวี๋เย่ส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้ง "ไม่เป็ไร"
เขากลัวว่าจะทำผิดกฎสำนักจนกู่ยวี่พลอยเดือดร้อน และอีกเหตุผล... ย่อมเป็เพราะกลัวโดนเจียวอิ่งด่าเปิงแน่นอน
กู่ยวี่กำลังอารมณ์ดี จึงรีบเร่งเร้า "เอ๊ะ ปกติเ้าเป็คนตรงไปตรงมาไม่ใช่หรือ ทำไมผ่านไปสองเดือน กลับกลายเป็คนอิดออดอ้ำอึ้งไปได้?"
อวี๋เย่จนปัญญาจะปฏิเสธ ทำได้เพียงะโลงจากแท่นหิน เดินไปหยุดกลางลานดินโล่งด้วยท่าทีใจลอย
มาอยู่เขาเสวียนฮวงสองเดือนแล้วหรือนี่? วันๆ เอาแต่ยุ่งอยู่กับการฝึกวิชา เวลาช่างผ่านไปเร็วยิ่งนัก และนับั้แ่ที่นางปรากฏตัวคราวนั้น เขาก็ไม่เคยได้พบหน้าไป๋จื่ออีกเลย
กู่ยวี่เห็นเขายืนนิ่งอยู่นานจึงเอ่ยแซว "เ้านั่งดูข้าฝึกมาตั้งนาน อย่างน้อยก็น่าจะจำได้สักกระบวนท่ากระมัง หรือลืมเกลี้ยงไปแล้ว?"
"อืม พอจะจำเพลงกระบี่ได้สักสองสามท่าอยู่"
อวี๋เย่ฉีกยิ้ม หันไปหยิบไม้ไผ่จากที่นอนตนขึ้นมา
"เ้าจำเพลงกระบี่ได้ด้วยหรือ?"
กู่ยวี่ทำหน้าไม่เชื่อ "อย่ามาคุยโต ร่ายรำให้ข้าดูเดี๋ยวนี้!"
ใครๆ ก็รู้ว่าเพลงกระบี่ฝึกยากกว่าวิชาตัวเบา การทิ้งของง่ายไปจับของยาก ย่อมเห็นได้ชัดว่ากำลังคุยโตโอ้อวด
อวี๋เย่ยืนตั้งหลัก มือซ้ายรวบนิ้วเป็มุทรากระบี่อย่างหลวมๆ มือขวาชูไม้ไผ่วาดวงกลมกลางอากาศพร้อมกับสลับเท้าหมุนตัว ท่วงท่าและจังหวะก้าวเท้าไม่ช้าไม่เร็ว ลื่นไหลเป็ธรรมชาติต่างจากการเดินเล่นพักผ่อนก็ไม่ปาน
"ฮี่ๆ นี่เ้ากำลังร่ายรำกระบี่ หรือกำลังเขียนยันต์กันแน่..."
กู่ยวี่กลั้นไม่ไหวจนหลุดหัวเราะพรืดออกมา
เพลงกระบี่เสวียนฮวงเน้นความลื่นไหลพลิ้วไหว ผสานแข็งกร้าวและนุ่มนวลเป็หนึ่ง ยามกวัดแกว่ง คมกระบี่รัดกุมไร้ช่องโหว่ แฝงรังสีอำมหิตดุดัน ต่อให้เป็ศิษย์สำนักที่ท่องจำเคล็ดวิชาได้ขึ้นใจ หากไม่ทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักสักสามห้าปี ก็อย่าหวังจะได้ััถึงแก่นแท้
ทว่าเสียงหัวเราะของกู่ยวี่ยังไม่ทันจางหาย ตาพลันเบิกกว้างขึ้นมา!
ท่วงท่าของอวี๋เย่ดูพิลึกพิลั่น ทิศทางของไม้ไผ่กลับแฝงเค้าโครงอันเด่นชัด หากนำจังหวะไม้ไผ่มาเร่งความเร็วและเชื่อมต่อกัน... นั่นย่อมเป็กระบวนท่าแรกของเพลงกระบี่เสวียนฮวง!
หนำซ้ำยังสอดรับเข้าสู่กระบวนท่าที่สองอย่างแเีไร้รอยต่อ ทว่าจู่ๆ ชายหนุ่มกลับชะงัก เปลี่ยนมาใช้ไม้ไผ่เคาะพื้นดังก๊อกแก๊กราวกับคนตาบอดคลำทาง ไร้ทิศทางโดยสิ้นเชิง
"ฮ่าๆๆ!"
กู่ยวี่ะเิหัวเราะร่วน ส่ายหน้าโบกมือพัลวัน "ท่ารำกระบี่ของเ้านี่มันตลกชะมัด! ฟ้ามืดแล้ว พรุ่งนี้ข้าค่อยมาอยู่เป็เพื่อนเ้าใหม่ก็แล้วกัน!"
เขาเก็บกวาดข้าวของลวกๆ แล้วเดินจากไป
อวี๋เย่ยังคงนึกทบทวนกระบวนท่ากระบี่ในหัว ไม้ไผ่ในมือเคาะพื้นดังเป็จังหวะ ทว่าทันทีที่ประตูหินปิดกระแทกดัง ปัง! เสียงเคาะไม้ไผ่พลันหยุดชะงักกึก
เขาถอนหายใจยาวเหยียดราวกับยกูเาออกจากอก ก่อนเดินไปชะโงกหน้าดูลาดเลาที่ปากถ้ำ
แสงตะวันยามเย็นสาดส่อง ลานกว้างตีนเขาเบื้องล่างอาบย้อมด้วยแสงสลัวแห่งยามสายัณห์
เขาเห็นเงาร่างสองสายเดินตามบันไดหินขึ้นสู่ลานกว้าง คนแรกคือกู่ยวี่ที่เพิ่งจากไป กำลังก้มหน้าก้มตาทำท่าทางนอบน้อม ส่วนอีกคนเป็ร่างบอบบางก้าวเดินพลิ้วไหว... เป็ไป๋จื่อไม่ผิดแน่
นางกำลังกระซิบสั่งการบางอย่าง ท่าทีระแวดระวัง ถึงขั้นแหงนมองขึ้นมายังปากถ้ำโดยไม่ได้นัดหมาย
อวี๋เย่รีบหดหัวหลบฉากกลับมา คิ้วขมวดแน่น
ไป๋จื่อที่ไม่โผล่หน้ามาตั้งหลายวัน แอบซุ่มอยู่หน้าถ้ำตลอดเลยหรือ? นางจะคอยหลบหน้าเขาทำไม แล้วแอบสั่งการอะไรกับกู่ยวี่?
อวี๋เย่ก้มมองไม้ไผ่ในมือ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็จริงจัง เขาพลิ้วเอว สะบัดข้อมือ มือซ้ายควบแน่นมุทรากระบี่ ไม้ไผ่ตวัดแหวกอากาศดัง ขวับ!
เกิดเป็เงาไม้ผาดผ่าน เสียงลมกรีดร้องพัดกระหน่ำกวาดกวัดไปทั่วทิศ ร่างเขาถูกโอบล้อมด้วยเงาไม้ไผ่ถักทอมิดชิด ชั่วอึดใจเดียว เสียงลมและเงาไม้ก็อันตรธานหายไป เหลือเพียงร่างที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ จ้องมองไม้ไผ่ในมือพลางพึมพำกับตนเอง
"ถ้าข้ายังร่ายรำเพลงกระบี่เสวียนฮวงไม่ออก มีหวังโดนด่าจนหูชาอีกแน่..."
นับแต่มีพลังบำเพ็ญและััิญญา เพียงตาเห็น เขาก็จดจำได้ขึ้นใจ ความเข้าใจในเคล็ดวิชาก็ก้าวะโ การนั่งดูกู่ยวี่ฝึกเพลงกระบี่ทุกวัน ทำให้เขาสลักกระบวนท่าทั้งหมดไว้ในหัวจนหมดสิ้น ทว่าเพื่อตัดปัญหาความวุ่นวาย เขาจำต้องแกล้งโง่
เจียวอิ่งเคยบอกไว้ว่านี่เรียกว่าซ่อนคมไว้ในฝัก เผยเพียงรังสีออกไป แต่หากผ่านไปสองเดือนแล้วเขายังฝึกเพลงกระบี่พื้นฐานแค่นี้ไม่สำเร็จ... ยัยนั่นคงได้ด่าเขาว่าโง่บรรลัยอีกเป็แน่
อวี๋เย่เดินกลับไปที่ฟูกนอน ถลกชายเสื้อขึ้นแล้วทิ้งตัวลงนั่ง
เพลงกระบี่เสวียนฮวงน่ะช่างมันเถอะ ปัญหาหลักคือการฝึกปราณกระบี่เจ็ดสังหารต่างหาก... ที่ยังไม่คืบหน้าไปไหนแม้แต่น้อย
ส่วนท้ายของคัมภีร์เทียนกังยังมีบันทึกวิชาอาคมเล็กๆ น้อยๆ อย่างม่านคุ้มกาย สมาธิปราบมาร ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และปี้กู่ แต่เจียวอิ่งห้ามไม่ให้เขาฝึกวิชาเ่าั้ บังคับให้ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่ปราณกระบี่เจ็ดสังหารเพียงอย่างเดียว
ปราณกระบี่เจ็ดสังหาร... ในคัมภีร์มีอีกชื่อว่า กระบี่เจ็ดสังหาร หรือ เคล็ดกระบี่เจ็ดดาวอัปมงคล เลื่องชื่อด้านอานุภาพทำลายล้างอันมหาศาล เจียวอิ่งจึงเรียกสั้นๆ ว่า ปราณกระบี่เจ็ดสังหาร
วิชามีชื่อว่าเจ็ดสังหาร ทว่ากลับมีเพียงหกกระบวนท่า เมื่อฝึกฝนบรรลุทั้งหกท่า กระบี่ทั้งหกจะหลอมรวมเป็หนึ่ง กลายเป็กระบวนท่าสังหารที่เจ็ด หากนำไปเทียบกับความพลิกแพลงหกสิบสามรูปแบบของเพลงกระบี่เสวียนฮวง ปราณกระบี่เจ็ดสังหารดูเรียบง่ายกว่ามาก ทว่ายามลงมือฝึกจริง ถึงได้รู้ซึ้งว่ามันยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด
สิ่งที่เรียกว่าปราณกระบี่ คือการควบแน่นปราณแท้ให้กลายเป็คมกระบี่ ว่ากันว่าปราณกระบี่นั้นไร้รูป ทว่าอานุภาพกลับสะพรึงกลัวถึงขีดสุด แล้วผู้ฝึกตนที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตกลั่นปราณหมาดๆ เช่นเขา จะควบแน่นปราณแท้อันน้อยนิดในร่างให้กลายเป็ปราณกระบี่ได้อย่างไร?
อวี๋เย่นั่งเฝ้าถ้ำเพียงลำพัง จมดิ่งสู่ห้วงความคิด
ยามรัตติกาลคืบคลานเข้ามา เขาหลับตาลงช้าๆ สองมือจับจีบมุทรา รวมสมาธิเป็หนึ่ง ยามโคจรเคล็ดวิชา ทะเลปราณเริ่มหนาแน่นขึ้นทีละน้อย
พลันที่กระแสปราณแท้ขุมหนึ่งทะลักเข้าสู่เส้นชีพจร เขาเบิกตาโพลง มือขวาตวัดมุทรา รวบนิ้วชี้และนิ้วกลางชี้ออกไปกลางอากาศ!
ปราณแท้ในชีพจรพุ่งกระฉูดผ่านท่อนแขน ตรงดิ่งไปยังปลายนิ้วทั้งสองอย่างบ้าคลั่ง ความฮึกเหิมอัดอั้นจนแทบะเิ เขาแผดเสียงคำรามลั่น "สังหาร!"
ทว่า... กลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น!
ปราณแท้ยังไม่ทันพุ่งพ้นปลายนิ้ว ก็แตกซ่านสลายสิ้น
อวี๋เย่ไม่ยอมถอดใจ กัดฟันลองใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบครั้ง ทว่าปราณกระบี่ที่หมายหมั้นกลับยังไร้วี่แวว
ผิดพลาดตรงไหนกัน? ลมปราณไม่พอ หรือวิธีฝึกผิดเพี้ยนไป ทำไมถึงต้องตกม้าตายเอาจังหวะสุดท้ายทุกที?
ขณะกำลังขบคิดอย่างหนัก ท้องน้อยของอวี๋เย่พลันร้อนผ่าว!
กระแสปราณแท้แตกซ่าน เส้นชีพจรหดเกร็งรุนแรง ความเ็ปทะลวงบดขยี้อวัยวะภายใน ศีรษะหมุนเคว้งวิงเวียน เขาล้มพับลงไปกองกับพื้น ร่างกายขดงอเป็กุ้ง เค้นเสียงร้องอย่างทรมาน "พิษัเจียว... เจียวอิ่ง ช่วยข้าด้วย..."
ผ่านไปสองเดือนกว่า ในที่สุดพิษัเจียวก็กำเริบขึ้นอีกครั้ง
นับแต่ถูกไป๋จื่อลากตัวมาขังในถ้ำมัวหยาบนเขาเสวียนฮวง วันๆ เอาแต่กลืนสมุนไพรและโอสถบำรุง นั่งมองแสงตะวันกับทะเลหมอกนอกถ้ำ พูดคุยหยอกล้อกับกู่ยวี่ ทนฟังเสียงบ่นของเจียวอิ่ง... ชีวิตของอวี๋เย่วุ่นวายทว่ากลับเต็มอิ่ม
ยิ่งเมื่อกลายเป็ผู้ฝึกตน หากไม่นั่งทำความเข้าใจวิชาตัวเบากับเพลงกระบี่ ก็ต้องลอบฝึกเคล็ดวิชาอย่างลับๆ จนแทบลืมเลือนเื่พิษัเจียวไปสิ้น และในยามที่เขากำลังจดจ่อกับการฝึกปราณกระบี่ ความเ็ปแสนทรมานอันคุ้นเคยนี้ก็โถมทับลงมากะทันหัน!
ทว่าไร้ซึ่งผู้ใดช่วยเหลือเขา...
ก่อนสติจะดับวูบ เขาได้ยินเสียงถอนหายใจของเจียวอิ่ง นางยังคงพูดประโยคเดิม... ์ช่วยผู้ที่ช่วยตนเอง การถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้คือขีดสุดที่นางทำได้แล้ว ส่วนจะรอดหรือดับสูญ ย่อมต้องพึ่งดวงชะตาตนเอง
วาสนาที่ฝืนลิขิต์ ย่อมแลกมาด้วยหายนะอันใหญ่หลวง
ในเมื่ออาศัยพลังจากมุกัจนกลายเป็ผู้ฝึกตน ก็ต้องแบกรับความทรมานจากพิษัเจียวเป็สิ่งแลกเปลี่ยน ทางเดียวที่จะหลุดพ้นจากนรกนี้คือต้องฝึกตนจนบรรลุขอบเขตแก่นทองคำเท่านั้น ยามนี้ทำได้เพียงหวังว่ายิ่งระดับพลังสูงขึ้น ระยะเวลาพิษกำเริบจะยิ่งทิ้ง่ห่างออกไป
อวี๋เย่ดิ้นทุรนทุรายกลิ้งเกลือกบนพื้น ร่างกายสั่นเทา เสียงครางโหยหวนดังระงม... ทว่าล้วนไร้ประโยชน์
เขาหอบแฮกจนสิ้นแรงและสลบไสลไป ในห้วงสติอันเลือนราง เสียงร้องใของกู่ยวี่ดังแว่วมา ตามด้วยร่างของไป๋จื่อที่โผล่มาจับชีพจร ก่อนจะงัดโอสถหลายขวดกรอกใส่ปากเขาอย่างรวดเร็ว
ชั่วขณะนั้น... ในที่สุดเขาก็เข้าใจความเหนื่อยใจและความกังวลของเจียวอิ่ง
ตบะพลังบำเพ็ญของเขายังต่ำต้อยเกินไป ไม่มีปัญญาแม้แต่จะปกป้องตัวเอง ยังคงเป็เพียงหมากให้ผู้อื่นเชิด ชีวิตและความตายไม่อยู่ในกำมือตนเองเลยสักนิด
ทว่าดูเหมือน... ดวงของเขาจะยังไม่เลวร้ายถึงที่สุด...
สองวันต่อมา เขาจึงฟื้นคืนสติ
ความทรมานแสนสาหัสจากพิษัเจียวมลายหายไปสิ้น แสงแดดนอกถ้ำยังคงสาดส่องสดใสไร้เมฆหมอก เบื้องหน้ามีกล่องไม้ไผ่วางอยู่ พร้อมกู่ยวี่ที่เดินฉีกยิ้มเข้ามาหา
"เฮ้ ฟื้นแล้วหรือ?"
กู่ยวี่ย่อตัวลงนั่งยอง ถอนหายใจโล่งอก "เป็ไปตามที่ศิษย์พี่หญิงบอกไว้เป๊ะ นางบอกว่าภายในสามวันเ้าต้องฟื้นแน่ แต่อาการาเ็ภายในยังไม่หายดี อย่าได้ชะล่าใจเด็ดขาดเชียว"
เขาเปิดกล่องไม้ไผ่ออก "ยารักษาอาการาเ็พวกนี้ล้วนเป็โอสถบำรุงชั้นดี เ้ากะปริมาณกินเอาเองเถอะ ยิ่งกินเยอะยิ่งดี"
ภายในกล่องไม้ไผ่มิได้อัดแน่นด้วยสมุนไพรดังเดิม หากแต่เต็มไปด้วยขวดกระเบื้องใบเล็กนับยี่สิบสามสิบขวด บนขวดสลักชื่อยาไว้นานาชนิด... บำรุงรากฐาน หล่อเลี้ยงลมปราณ รวบรวมปราณ ปัดเป่ามาร ปี้กู่... มีครบครัน ยกเว้นเพียงโอสถถอนพิษ
อวี๋เย่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ใบหน้าซีดเซียวซูบผอม
สภาพเขาไม่ต่างจากคนเพิ่งฟื้นไข้หนัก ความทรมานและความสิ้นหวังยามนั้นยังคงทิ้งร่องรอยความหวาดผวาในใจ ทว่าพอตื่นขึ้นมา กลับพบว่าััิญญาแผ่ขยายไปได้ไกลขึ้น ปราณแท้ในเส้นชีพจรหนาแน่นขึ้นอีกนิด นั่นหมายความว่าพลังบำเพ็ญขยับขึ้นไปอีกขั้น คล้ายเข้าใกล้ขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่ 1 ระดับสมบูรณ์เข้าไปทุกที
ที่เจียวอิ่งเอ่ยไว้ย่อมถูกต้อง วาสนากับความตายมักเคียงคู่กันเสมอ ราคาของความทรมานอาจเป็ความดับสูญ หรือไม่ก็คือการเกิดใหม่พร้อมผลเก็บเกี่ยวอันมหาศาล
กู่ยวี่หยิบกระบอกไม้ไผ่ไปตักน้ำจากลำธารมาวางบนพื้น ก่อนเดินไปนั่งบนแท่นหินหน้าถ้ำ ทอดสายตามองลงเบื้องล่าง
"ศิษย์พี่เฉินฉี่กลับมาที่เขาแล้ว แถมยังพาสหายนักพรตต่างถิ่นมาด้วยสองสามคน บอกว่าจะขอเข้าพบท่านอาจารย์... แต่ท่านอาจารย์ยังปิดด่านฝึกตนนี่สิ..."