สูรย์อาศัยจังหวะที่ทั้งศุและวฤตระโดนโจมตีเหาะขึ้นไปจับมือทั้ง 2 ข้างของศุไว้จากทางด้านหลัง เพื่อสกัดความเคลื่อนไหวของคนทรงเทพเจ้าอสูร
“อสูรของเจ้ากลับไปแล้ว ยอมแพ้เถอะ”สูรย์กระซิบที่ข้างหูของศุ เขาเองก็ไม่อยากลงมือถึงชีวิตกับอดีตคนคุ้นเคยเช่นกัน
สถานการณ์เปลี่ยนไปอสูรรับใช้ของคนทรงเทพเจ้าอสูรไม่อยู่แล้ว ศุเองก็ไม่สามารถใช้โพรงอสูรทำอะไรได้ถ้าเธอและสูรย์อยู่ใกล้ชิดกันแบบนี้หากประเมินกันจริงๆ ก็ต้องถือว่าศุเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำอย่างหมดท่าแต่การที่สูรย์บอกให้เธอยอมแพ้นั้น ไปจี้ปมอยากเอาชนะของศุขึ้นมา
“เฮอะ...ร่างทรงเทพเจ้าอสูรที่แข็งแกร่งจนกลายเป็น 1 ใน 9 ดาราอย่างข้าจะสื่อจิตเรียกอสูรรับใช้ระดับสูง ที่มีพลังอำนาจเทียบเท่าเทพเจ้าออกมาให้ดู”
แม้ว่ามือที่ถือคฑาเรียกอสูรของศุจะโดนสูรย์จับเอาไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนแต่คนทรงเทพเจ้าอสูรก็ยังสามารถใช้เทพอาวุธของเธอได้อยู่ดี
ยอดคฑาที่มีรูปร่างเป็นหัวของยักษ์ส่องแสงเจิดจ้าเกิดลมพัดแรงราวกับพายุรอบๆ บริเวณที่ศุและสูรย์เหาะลอยอยู่ ย่าของสมิทธิ์ซึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ขยับแว่นตาเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างงุนงงสงสัยเมฆเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง เหมือนกับตอนที่ศุเรียกวฤตระอสูรรับใช้ผ่านโพรงอสูรเข้ามายังโลกมนุษย์
วงแหวนแสงซึ่งมีลวดลายเป็นดาว 6เหลี่ยมเกิดขึ้นบนเมฆครึ้มอีกครั้ง คราวนี้ขนาดใหญ่โตกว่าเดิมราว 10 เท่าเงาสีดำปรากฏขึ้นหลังโพรงอสูรนั้น มีแสงสว่างคู่หนึ่งเหมือนนัยน์ตาของสัตว์นักล่าวาบขึ้นมา
“ข้าขอใช้พลังชีวิตทั้งหมดเพื่อเอาชนะเจ้า!”ศุตะโกนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
เกราะสีฟ้าของคนทรงเทพเจ้าอสูรที่ศุสวมใส่เกิดรอยปริแตกไปทั่วทั้งร่างราวกับว่าการเรียกอสูรรับใช้ตนใหม่ แม้แต่พลังของร่างทรงระดับ 2 ก็ทานทนไว้ไม่ไหว
“นี่เอ็งทำอะไรลงไป” สูรย์มองสลับระหว่างร่างของศุที่กำลังแตกสลายกับโพรงอสูรที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะมีอสูรตนไหนผ่านเข้ามา แต่เขาแน่ใจว่าอสูรตนนี้จะต้องร้ายกาจกว่าวฤตระแน่นอน
“แย่แล้วท่านย่า!” เขาตะโกนขึ้นมา ก่อนที่จะปล่อยมือของศุแล้วเหาะพุ่งตรงไปที่หญิงชราอย่างรวดเร็ว
ฉับพลันที่สูรย์ออกห่างจากศุ วัตถุลึกลับขนาดยักษ์ก็หล่นลงมาจากท้องฟ้าทับร่างของศุที่กำลังชูคฑาของเธออยู่ทันที
แรงกดทับจากวัตถุนั้นบดขยี้ร่างของศุจนแหลกละเอียดเกราะที่ปริร้าวอยู่แล้วแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆหญิงสาวผู้มีรูปร่างสมบูรณ์แบบภายใต้ชุดสีฟ้าของร่างทรงระดับ 2 นั้นได้กลายเป็นเพียงเศษเนื้อเศษกระดูก ซึ่งแม้แต่พลังของเทพเจ้าอสูรก็ไม่สามารถปกป้องเธอได้
โชคดีที่ซากศพที่น่าสยดสยองของศุนั้นมองไม่เห็นเพราะทุกส่วนของร่างทรงเทพเจ้าอสูรนั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของอสูรยักษ์ตนหนึ่งอสูรที่เพิ่งเดินทางเข้ามายังโลกมนุษย์ผ่านโพรงอสูร
สูรย์มองดูจุดจบของศุอยู่กลางอากาศเขาโอบย่าของสมิทธิ์ไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง
“ดีว่าเอ็งเลิกกับมันแล้วเนาะ”ย่าของสมิทธิ์หันไปพูดกับสูรย์ สีหน้าของหญิงชราดูไม่ค่อยพอใจกับอดีตคนรักของหลานชายคนนี้เท่าไหร่
“ศุเค้าเป็นพวกชอบเอาชนะแบบไม่มีเหตุผลยังงี้แหละข้าถึงทนไม่ไหว”
สูรย์พูดอย่างเหนื่อยหน่ายก็จริงแต่ตาของเขาจับจ้องไปที่เท้าขนาดใหญ่โตของอสูร ภาพเก่าๆ ระหว่างเขาและศุผุดขึ้นมา
ในห้องพักหรูหราของตึกภาคีสหเทพ ซึ่งเป็นที่อยู่ของคนทรงระดับ9 ดารา
ริมหน้าต่างบานใหญ่หญิงสาวผมยาวถึงเอวกำลังมองทิวทัศน์ในยามค่ำคืนจากชั้น 40 สูงกว่าอาคารอื่นที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามือของเธอถือแก้วที่มีไวน์แดงราคาแพงเป็นอันดับ 4 ของโลก ทั้งตัวเปลือยเปล่ามีเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหญ่ของผู้ชายตัวหนึ่งคลุมท่อนบนเอาไว้เท่านั้น
“เจ้ารู้รึเปล่าว่าก่อนหน้าที่ข้าจะมาเป็น 1 ใน 9ดารา แม้แต่ห้องส่วนตัวก็ยังไม่มีเลย” น้ำเสียงยั่วยวนของเธอยังน่าฟังเหมือนเคย แต่ครั้งนี้แฝงไว้ด้วยความเศร้า“พ่อของข้าขายข้าให้กับแก๊งค้ามนุษย์แถบชายแดน ถ้าข้าไม่ได้เป็นคนทรงป่านนี้คงได้กลายเป็นโสเภณีไปแล้ว”
สูรย์ที่อยู่บนเตียงภายใต้ผ้าห่มนั้นกำลังมองไปที่ศุผู้หญิงที่เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมงานและคนรักของเขาอย่างเห็นใจเพราะชีวิตของตัวเขาเองก่อนหน้าที่จะมาเป็นคนทรงเทพแห่งแสงก็เลวร้ายไม่แพ้กัน
ศุหันกลับมาหาสูรย์ คำพูดในคืนนั้นของเธอ ทำให้เขารู้สึกขนลุกจนถึงทุกวันนี้
“ข้าจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าผู้หญิงอย่างข้าไม่ได้เป็นแค่วัตถุทางเพศ ไม่ได้มีดีแค่รูปร่างหน้าตาแต่ฝีมือก็ไม่ได้แพ้ใครเช่นกัน เหมือนกับที่ข้าพิสูจน์ให้แก๊งค้ามนุษย์เหล่านั้นได้เห็นตอนที่ข้าเข้าทรงครั้งแรกแม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม”
