โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 32 คำเชิญ

    หลังจากเหตุการณ์ที่ชายหนุ่มใช้มุกสวรรค์อนันตกาลในการรักษาในการรักษาอสรพิษน่านน้ำสีครามไปแล้ว เวลาก็ล่วงเลยมากว่าสองวันเต็มๆ ซึ่งเหลืออีกสามวันจะถึงเวลาการทดสอบเข้าสู่โรงเรียนวิลโล ในตอนนี้บ้านของเซนนั้นได้สร้างเสร็จแล้วซึ่งรูปร่างของมันนั้นก็ดูดีใช้ได้ มันเป็นบ้านสองชั้นและมีช่องระบายอากาศที่ดี บ้านไม้หลังนี้นั้นถูกตั้งขึ้นที่ริมทะเลสาบ ที่ซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมาย

    อย่างไรก็ตามพวกสัตว์ร้ายนั้นต่อให้ดุร้ายสักแค่ไหนมันก็ยังรักชีวิตของตนเอง ดังนั้นมันจึงไม่ได้มายุ่งกับเซนเลยแม้แต่นิดเดียว

    “กิ้วๆ”

    เสียงร้องที่เล็กๆ ดังขึ้นที่บริเวณหน้าประตูบ้านในขณะที่เซนนั้นกำลังออกแบบและตกแต่งภายในตัวบ้านอยู่ ชายหนุ่มได้ใช้สกิลแปรธาตุขั้นต้นซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปร่างของไม้และก้อนหินตามที่ใจของชายหนุ่มต้องการได้ และเมื่อชายหนุ่มได้ใช้มันเขาก็ค้นพบว่าสกิลนี้นั้นพัฒนาระดับได้ยากเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มคาดว่าเขาอาจจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน

    ชายหนุ่มหยุดงานทุกอย่างหลังจากได้ยินเสียงที่หน้าประตูบ้าน พร้อมกับเดินออกมาเปิดประตูและได้พบเจ้าอสรพิษตัวน้อยน่ารัก หลังจากที่เซนนั้นได้รักษาแม่ของมันเจ้าตัวน้อยนี่ก็มักจะมาเยือนเซนเสมอมันมาเล่นที่บ้านของเขา และคาบของมีค่ามาด้วยหนึ่งชิ้นทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหรียญทอง หรือไข่มุกทะเลที่สวยงาม และคราวนี้มันก็ได้คาบเหรียญทองมาอีกครั้ง

    “เจ้าตัวน้อย เจ้านำสมบัติมาให้ข้าอีกแล้ว”

    เซนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นก่อนที่จะยื่นมือไปหยิบเหรียญทองมาใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่ามันจะหายไป

    เซนยื่นมือไปลูบหัวเจ้าอสรพิษตัวน้อยจากนั้นก็ได้เดินเข้าไปภายในตัวบ้านพร้อมๆ กับมัน สำหรับเจ้าตัวน้อยมาเล่นกับเซนทุกวัน แต่แม่ของมันนั้นไม่ได้ปรากฏตัวออกมาบ่อยนัก เขาจะเจอมันว่ายน้ำในตอนช่วงเช้าเท่านั้น ดูเหมือนสาเหตุที่คนไม่กล้าอาศัยอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้จะเป็นเพราะว่าสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งตัวนี้

    “ก็อกๆ”

    เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งทำให้เซนนั้นขมวดคิ้ว เพราะเขาสามารถสัมผัสได้ว่าสิ่งที่อยู่หน้าประตูนั้นเป็นกลุ่มของมนุษย์ซึ่งทุกคนล้วนแล้วแต่สวมเกราะเหล็กที่ดูทนทานและออกแบบได้สวยงาม เห็นได้ชัดพวกเขาต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของประเทศนัวร์แน่ๆ และดูเหมือนการที่ยกโขยงกันมาในวันนี้นั้นจะไม่ใช่เรื่องดี

    เซนรีบเดินออกไปเปิดประตูทันที เมื่อประตูถูกเปิดออกปรากฏร่างของชายสวมชุดเกราะพร้อมรบสี่สิบหกคนด้วยกัน พวกเขาเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบและเหมือนจะระแวงและเฝ้าระวังบริเวณรอบๆ อยู่ตลอดเวลา กึ่งกลางของพวกทหารที่เรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบนั้นปรากฏชายชราที่แต่งตัวธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่เซนสามารถบอกได้เลยว่าชายคนนั้นไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็นภายนอก เพราะรอบกายเขานั้นเหมือนมีรัศมีของผู้นำอยู่

    ชายชราคนนั้นยืนอยู่พร้อมกับทหารที่สวมเกราะสีดำโดดเด่นและชายคนนั้นขณะนี้กำลังจ้องมองมาที่เซนอย่างพิจารณาพร้อมกับคิดในใจว่า

    ‘มีมนุษย์ที่บ้าพอที่จะมาสร้างบ้านอยู่ในแถบทะเลสาบกลืนจันทร์แห่งนี้ด้วย นี่เขาไม่รักชีวิตตัวเองแล้วเหรอ?’

    ชายชรานั้นประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นการปรากฏตัวของหนุ่มแรกรุ่น ท่าทางของชายหนุ่มเบื้องหน้าชายชรานั้นไม่ได้มีอะไรดูโดดเด่นเลยแม้แต่นิดเดียว อย่างไรก็ตามสายตาของชายหนุ่มที่มองมาที่ชายชรานั้นแตกต่างกับคนอื่นๆ ที่มักจะมองเขาด้วยความเคารพอย่างสิ้นเชิง เพราะสายตาของชายหนุ่มนั้นจ้องมองเขาด้วยความเฉยชาราวกับจ้องมองสิ่งของที่ไม่มีค่าใดๆ

    “เป็นสายตาที่น่ากลัวจริงๆ”

    ชายชรากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นๆ และสร้างเพียงความสับสนให้กับเซนเท่านั้น เซนมองผ่านทหารทุกคนก่อนที่จะหันกลับมามองที่ชายชราพร้อมกับกล่าวถาม

    “ข้าไม่สามารถสร้างบ้านในแถบนี้ได้ใช่หรือไม่? ข้าจะจากไปทันทีพร้อมกับเคลียร์พื้นที่ให้ ขอให้พวกท่านอย่าได้โกรธเลย”

    ชายชราประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำกล่าว เขาไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มเบื้องหน้าที่มีพลังในระดับที่พระเจ้ายังต้องยอมลงให้จะถ่อมตนและยอมคนเช่นนี้ ชายชรากลัวว่าจะเกิดการเข้าใจผิดกันไปมากกว่านี้ เขาจึงได้กล่าวออกมาทันที

    “ท่านสามารถอยู่ที่นี่ได้เพราะที่นี่นั้นไม่ได้อยู่ในการปกครองของประเทศนัวร์ท่านอย่าได้เกรงใจพวกเราเลย…ข้าขอแนะนำตัว ข้าเป็นราชาของประเทศนัวร์มีนามว่าเอวินซ์ที่ 4 ข้ามาหาท่านเพื่อเชิญท่านเป็นการส่วนตัว”

    ราชาเอวินซ์นั้นได้ปรากฏตัวขึ้นที่นี่เนื่องจากคำทำนาย อย่างไรก็ตามเมื่อเขาได้พบกับชายหนุ่มเบื้องหน้าหรือว่าเซนนั้นเขาก็ทำใจเชื่อได้ยากว่าชายหนุ่มเบื้องหน้านั้นจะเป็นคนในคำทำนายเพราะว่าเขาดูหนุ่มเกินไป อย่างไรก็ตามเขาไม่กล้าจะเสียมารยาทเพราะนึกถึงคำเตือนของหญิงชราที่เป็นโหรทำนายประจำราชวงศ์มาหลายชั่วอายุคน

    เซนเมื่อได้ยินชายชรากล่าวอ้างตนก็ดูจะประหลาดใจอย่างมาก อย่างไรก็ตามสีหน้าของเขานั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย นั่นทำให้ราชาเอวินซ์ที่ยืนเผชิญหน้ากับเซนนั้นรู้สึกกดดันไม่น้อยที่ชายหนุ่มเบื้องหน้านั้นได้สนใจสถานะของเขา

    “ท่านต้องการเชิญข้าไปในประเทศของท่าน?”

    เซนกล่าวถามอีกครั้ง เพื่อความแน่ใจแม้ว่าเขาจะสงสัยว่าเพราะเหตุใดราชาของประเทศถึงได้มาเชิญเขาด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามชายหนุ่มก็คิดไปว่ามันอาจจะเป็นธรรมเนียมที่ราชาใกล้ชิดกับประชาชน เพราะก่อนที่เขาจะมาที่ประเทศนัวร์นั้นเขาได้ยินจากเจ้าเมืองที่วอเตอร์ฟอร์ดบอกเล่าเกี่ยวกับราชาของประเทศนี้ไปในทางสรรเสริญและเยินยอ

    เซนเองก็รู้สึกดีไม่น้อยเช่นเดียวกันกับการต้อนรับเช่นนี้ แต่เขาก็ยังสงสัยอยู่ดี และในเวลานั้นราชาเอวินซ์ก็ได้กล่าวตอบเพื่อยืนยันอีกครั้ง

    “ใช่! ข้าขอเรียนเชิญท่านด้วยความเคารพ…”

    ราชาเอวินซ์ยังไม่ทันกล่าวคำพูดของเขาจบนั้น เขาก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความตึงเครียดเมื่ออยู่ๆ ทหารของเขานายหนึ่งก็ได้ตะโกนแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน

    “องค์ราชามีสัตว์ร้ายกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ขอรับ จากขนาด…คาดว่าจะเป็นอสรพิษน่านน้ำสีคราม!”

    “บัดซบ!”

    องครักษ์ที่สวมเกราะสีดำอันโดดเด่นถึงกับสบถออกมาพร้อมกับสั่งให้พวกทหารพากันตั้งวงล้อมรอบกายราชาเอาไว้

    “ตูมมมมมมมมม!”

    อสรพิษที่มีเกล็ดและดวงตาที่สวยงามปรากฏตัวขึ้นสร้างความกลัวให้กับผู้คนอย่างมากไม่เว้นแม้แต่ราชา อย่างไรก็ตามในสถานการณ์เช่นนี้กลับมีเซนคนเดียวที่ไม่ได้เครียดอะไรเขาทำเพียงยิ้มอ่อนๆ เท่านั้น

    เมื่ออสรพิษน่านน้ำสีครามชูคอของมันขึ้นสูงพร้อมกับใช้ดวงตาที่ราวกับอัญมณีสูงค่าจ้องมองมาที่เซน ราวกับต้องการจะถามอะไรบางอย่าง เมื่อเห็นว่าอสรพิษมันกำลังจ้องมองมาที่เขาชายหนุ่มจึงเอ่ยบางอย่างขึ้น

    “เจ้ามาที่นี่เพราะกังวลว่าลูกของเจ้าจะได้รับอันตรายงั้นเหรอ?”

    “….”

    ทุกคนต่างเงียบไม่มีใครคิดว่าเซนนั้นจะสื่อสารกับสัตว์ร้ายด้วยภาษามนุษย์รู้เรื่อง อย่างไรก็ตามอสรพิษนั้นกลับพยักหน้าของมันเหมือนจะเข้าใจที่ชายหนุ่มพูด

    “ไม่ต้องกังวลมนุษย์พวกนี้ไม่ได้มาร้าย พวกเขามาเชิญข้าไปที่บ้านของเขาเท่านั้นส่วนลูกของเจ้า…”

    เซนยังไม่ทันกล่าวจบทันใดนั้นอสรพิษน่านน้ำสีครามตัวน้อยก็เลื้อยออกมาจากบ้านของเซน พร้อมกับส่งเสียงเล็กๆ และพยักหน้าให้แม่ของมัน สัตว์ร้ายทั้งสองแม่และลูกสื่อสารกันอยู่สักพักก่อนที่แม่ของมันนั้นจะว่ายน้ำกลับลงทะเลสาบไป ทิ้งไว้เพียงความตกตะลึงให้กับพวกทหาร และราชาของประเทศนัวร์

    “ท่าน….”

    ราชาเอวินซ์เหมือนต้องการจะกล่าวถามบางอย่างแต่ตอนนี้เขากลัวว่าการกระทำของเขาจะเสียมารยาท หลังจากที่เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่เขาก็เข้าใจแล้วว่าชายหนุ่มเบื้องหน้านั้นไม่ใช่ตัวตนที่เขาจะทำให้เขาอารมณ์เสียได้

    “พรุ่งนี้เช้าข้าจะเดินทางไปที่ประเทศของท่าน เพื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนวิลโล สำหรับวันนี้ข้าขอโทษด้วยที่ไม่สามารถไปกับท่านได้เพราะข้าต้องการสร้างบ้านหลังนี้ให้เสร็จ”

    ราชาเอวินซ์เมื่อได้ยินคำที่เซนกล่าวเขาก็ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนที่จะสั่งให้องครักษ์เกราะดำที่อยู่ข้างกายเขานำจดหมายที่เตรียมเอาไว้ออกมา องครักษ์เกราะดำนั้นได้ยื่นจดหมายที่มีตราสัญลักษณ์ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ประจำของประเทศนัวร์ให้กับเซนด้วยท่าทางเกร็งๆ และสั่นด้วยความกลัว

    เมื่อเห็นว่าองครักษ์ของตนที่ก่อนหน้านี้แสดงท่าทางกล้าหาญอยู่ต่อหน้าของอีกฝ่ายตอนนี้กลับสั่นเหมือนเจ้าเข้า ราชาเอวินซ์ก็ถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวเองว่า

    “หากท่านต้องการเข้าเมืองได้โปรดยื่นจดหมายฉบับนี้ให้กับด่านตรวจคนเข้าเมือง พวกเขาจะพาท่านเข้าเมืองทันที และไปส่งท่านในสถานที่ที่ต้องการจะไป…สำหรับวันนี้ตัวข้าขอลาก่อน หวังว่าในอนาคตข้าจะสามารถเชิญท่านไปดื่มชาที่ปราสาทของข้าได้”

    เมื่อราชาเอวินซ์กล่าวจบทันใดนั้นเหล่ากลุ่มทหารได้จัดแถวเรียงกันอย่างเป็นระเบียบพร้อมกับทำท่าเคารพเขาพร้อมเพรียงกัน ราวกับฝึกซ้อมกันมาแล้วจากนั้นทั้งกลุ่มก็พากันเดินจากไป ทิ้งให้เซนนั้นยืนงงอยู่หน้าบ้าน พร้อมๆ กับเจ้าตัวอสรพิษน้อยที่กำลังไล่จับผีเสื้อ

    คล้ายกับเรื่องโดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร ที่คุณอ่าน