ก่อนหน้านี้ไม่นาน หู่อู่เพิ่งสังหารราชันย์เงือกอสูรได้เป็นตัวที่สิบแล้ว
หน้าที่ของพวกหู่อู่ทั้งหกและมู่เชียนก็คือจัดการกับเงือกอสูรเปรียบดั่งผูนำกองทัพเหล่านี้ พวกมันฉลาดมากแต่ละตัวสามารถบงการสัตว์อสูรทะเลนับพันได้ รอบกายมักมีเหล่าอสุรกายคอยอารักขา ภารกิจการกำจัดพวกมันจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยความคล่องแคล่วและฝีมือระดับที่เหนือกว่า สุดท้ายมันก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ตายตกลงไป
ราวกับสัมผัสถึงความแข็งแกร่งของชายหนุ่มได้ ตอนนั้นเงือกตัวที่สิบเอ็ดเพิ่งถูกเขาฟันจนแขนขาดไป เงือกอสูรระดับมหาราชันย์ตัวหนึ่งก็พุ่งร่างเข้ามา เปิดฉากโจมตีเขาอย่างรุนแรง !
อาวุธในมือมันทำจากโครงกระดูกของสัตว์ใดก็ไม่ทราบ แข็งแกร่งอย่างมาก ทั้งยังมีน้ำหนักเบา สามารถรับมือกับดาบของเขาได้ นอกจากนี้มันยังฉวยโอกาสปล่อยปราณระเบิดเข้าใส่เขาเป็นระยะ เวทย์ที่มันใช้ค่อนข้างหลากหลายไม่ต่างจากมนุษย์ ทว่าหู่อู่ก็ไม่ใช่ผู้ไร้ประสบการณ์ ทั้งสองผลัดกันรุกรับ ไล่กันขึ้นไปบนอากาศ ด้านล่างคือกองทัพเจ็ดธาตุที่สร้างเกราะป้องกันตนเองเอาไว้
กองทัพเจ็ดธาตุรับหน้าที่จัดการอสูรที่บินไม่ได้ นั่นหมายถึงเหล่าสัตว์อสูรระดับมหาอสูรลงไป ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด พวกมันกระจุกตัวเป็นชั้นๆอยู่รอบเกราะของพวกเขาพยายามใช้พละกำลังทลายเกราะอย่างไร้สติ แม้จะถูกธนูปราณของกองทัพเจ็ดธาตุยิงใส่ หรือเปลวไฟของเสี่ยวจิ้งเผาจนร่างแหลกสลาย พวกมันก็ยังคงพุ่งเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่าอย่างไม่กลัวตาย
สัตว์อสูรจำนวนมหาศาลทำให้ศึกนี้ยืดเยื้ออย่างแท้จริง
หู่อู่ที่กำลังสู้อยู่บนอากาศเหลือบตาลงไปเห็นสัตว์อสูรระดับราชันย์หลายร่างกำลังพยายามเจาะเกราะป้องกันของเหล่าทหารเข้าไปจากด้านบน
“บรึ้มมม” หนึ่งคนหนึ่งอสูรระดับมหาราชันย์ทั้งสอง ยามสู้รบย่อมต้องมีปราณธาตุระเบิดออกมา และหู่อู่ก็ยินดีอย่างมากหากปราณลูกหลงเหล่านั้นจะกระแทกเข้าใส่ร่างของราชันย์อสูรที่บินอยู่ใกล้ๆ เหตุนี้เขาจึงมักจะพาร่างเข้าไปต่อสู้ในจุดที่มีพวกมันอยู่หนาแน่น และหากมีโอกาสชายหนุ่มก็จะลอบโจมตีพวกราชันย์อสูรเหล่านั้นด้วยตนเองอีกด้วย ..
หากไม่นับเงือกอสูรที่มีปัญญา สัตว์อสูรเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากศพเดินได้ ที่ใช้สัญชาตญาณในการทำร้ายคู่ต่อสู้เท่านั้น ข้อดีก็คือเขาสามารถกำจัดมันได้ง่าย แต่ก็ยังมีเรื่องน่าลำบากใจ นั่นคือแม้จะเห็นว่าพวกเดียวกันตายลงไปต่อหน้าพวกมันไม่หลบ ยังคงกรูกันเข้ามาใส่เขาและเหล่าทหารอย่างไม่กลัว
กีซซซซ… ท่ามกลางเสียงคำรามหลากหลายของอสูรทะเลชั่วร้าย จู่ๆหู่อู่ก็สัมผัสได้ถึงอันตรายจากด้านหลัง ชายหนุ่มย่อศีรษะลงทันทีตามสัญชาตญาณ
ฟึ่บบบ กระบี่สีดำเล่มหนึ่งเพิ่งตัดอากาศเหนือศีรษะของเขาขึ้นไปเล็กน้อย เส้นผมหลายปอยตกเป็นเหยื่อของการโจมตีอันไร้สุ้มเสียงนี้
หู่อู่ไม่รอหันไปมองว่าด้านหลังเป็นตัวอะไร ด้วยปราณระดับมหาราชันย์ที่สัมผัสได้ก็ทำให้เขาพอทราบแล้วว่า มันย่อมเป็นผู้นำเงือกอสูรหนึ่งในสิบตนนั้นเป็นแน่ เขากำลังเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันถึงสองตน !!
ชายหนุ่มสะบัดดาบเวทย์ในมือของตนไปด้านหลัง นี่คืออาวุธที่เขาได้รับจากนายหญิงมู่หลังจากเข้าร่วมกองทัพของนาง อาวุธชิ้นนี้เหมาะสำหรับการสู้รบซึ่งหน้ามากกว่ามีดสั้นคู่ใจเล่มเดิมของเขา
กีซซซซ … ดาบคมกริบสะบัดถูกร่างของเงือกปีศาจอย่างแม่นยำ สร้างบาดแผลขนาดใหญ่ให้ร่างด้านหลัง แน่นอนว่าซากศพเช่นมันย่อมไม่รู้สึกอันใดกับบาดแผล ทว่าโลหิตสีดจากร่างของมัน บางส่วนสะบัดไปสัมผัสกับเกราะพฤกษาของลวี่ซานถง เกิดเสียงกัดกร่อนฉ่าๆ.. ปราณเทพอสูรไม่อาจต้านทานปราณรัตติกาลได้
รอยโหว่ขนาดเล็กปรากฏขึ้นทันที เหล่าอสุรกายใกล้ๆต่างเบียดเสียดกันเข้ามา พยายามยื่นมือยื่นร่างผ่านช่องว่างเพื่อเข้าไปด้านใน เลือดเนื้อสีดำที่เปื้อนบนตัวพวกมันทำให้รูนั้นยิ่งกว้างขึ้นไปอีก
มู่เฉิงหลินสังเกตเห็นช่องว่างที่เกิดขึ้นเหนือศีรษะ นั่นร้ายแรงอย่างมาก สัตว์อสูรที่อยู่ด้านบนเกราะนั้นล้วนเป็นระดับราชันย์ขึ้นไป หากมันหลุดเข้ามาได้สักตัวล่ะก็ ด้านในนี้ย่อมไม่มีผู้ใดต้านทานมันได้แน่
“ธาตุมืด..หยิบอาวุธเตรียมพร้อม !! ธนูธาตุแสง ยิงๆๆ … ธาตุลมต้านทานไว้ เป่ามันออกไปให้ได้” ชายหนุ่มออกคำสั่งสามกองธาตุรวดเดียว
“ม่านวารียันไว้ ! เกราะพฤกษารีบซ่อมรูนั่นให้เร็วที่สุด !!” ซูม่านออกคำสั่งเสียงกร้าว ม่านวารีนั้นเรียกใช้งานได้รวดเร็วเป็นอันดับหนึ่ง จึงถูกนำมาใช้เฉพาะหน้า ส่วนเกราะพฤกษาลวี่ซานถงที่สามารถต้านทานเหล่าอสูรได้ดีมาก พวกเขาก็ไม่อยากเสียไป
นางจึงออกคำสั่งเหล่าทหารธาตุไม้ ที่เดิมทำหน้าที่สนับสนุนอยู่ด้านในสลับตัวออกมาเพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงให้เกราะแทน..
ที่ป้องกันก็ป้องกัน ที่โจมตีก็โจมตีเพียงไม่นานเกราะของกองทัพก็เข้าซ่อมแซมรอยกัดกร่อนด้านบนได้จนหมดสิ้น คราวนี้เมื่อมีปราณจากเหล่าทหารมาช่วย โลหิตมารจึงไม่อาจกัดกร่อนเกราะของพวกเขาได้อีกแล้ว
เห็นเกราะแข็งแรงดีแล้ว มู่เฉิงหลินก็ถอนหายใจ จากนั้นแม่ทัพฝึกหัดจึงออกคำสั่งให้ธาตุแสงและธาตุไฟปล่อยธนูเวทย์ออกไปโจมตีเหล่าอสูรระดับล่างตามเดิม
แม้จะรอดพ้นสถานการณ์อันตรายไปได้ ดวงตาแม่ทัพสาวยังคงไม่คลาดจากร่างชายหนุ่มด้านบนนั้น เขาถูกรุมล้อมด้วยมหาราชันย์ถึงสองตน การต่อสู้ย่อมเป็นไปด้วยความยากลำบาก พวกมันประสานงานกันด้วยวิธีอันเร้นลับ ไหนจะเหล่าราชันย์อสูรที่มักจะฉวยโอกาสพุ่งเข้าใส่เขาตามคำสั่งนายทัพ หลายครั้งที่นางเห็นหู่อู่เกือบถูกอาวุธเหล่านั้นเล่นงานเข้าที่จุดตาย ทว่าก็สามารถรอดพ้นไปได้ ทั้งยังฉวยโอกาสโจมตีกลับไปด้วยความสามารถอันน่าเหลือเชื่อ
ในที่สุดมหาราชันย์อสูรตนหนึ่งก็ถูกเขาสังหาร ร่างของมันถูกผ่าเป็นสองซีกตามแนวตั้ง เงือกตัวนี้นับเป็นระดับมหาราชันย์ตัวแรกที่ถูกสังหารเลยทีเดียว
ดวงตาของแม่ทัพหญิงซูม่านเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ทว่าไม่ทันไรหัวใจของนางกลับเย็นเยียบคล้ายตกลงไปในหล่มน้ำแข็ง เมื่อมหาราชันย์อสูรอีกตนหนึ่งฉวยโอกาสจากการตายของพวกเดียวกัน มันร่ายเวทย์เข้าใส่แกนวิญญาณของมหาราชันย์ที่ตายตนนั้น สร้างเป็นระเบิดทำลายล้างขนาดยักษ์ขึ้นต่อหน้า
บรึ้มมมมม !!
การระเบิดของแกนวิญญาณระดับมหาราชันย์นั้นรุนแรงอย่างมาก กระทั่งเกราะของทัพเจ็ดธาตุที่อยู่ด้านล่างยังสั่นไหวจนเกือบแตกออก เหล่าสัตว์อสูรทั้งหมดในบริเวณนั้นกระเด็นออกไปจากจุดศูนย์กลาง แม้กระทั่งตัวเงือกอสูรที่ร่ายเวทย์เองยังไม่ต้านทานได้
ร่างของอสุรกายเจ้าเล่ห์กระเด็นออกไปไกลจนกระแทกกับผืนน้ำสีดำสนิท ดูแล้วคงบาดเจ็บไม่น้อย ทว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดย่อมเป็นหู่อู่ที่อยู่ใกล้แรงระเบิดที่สุด ระเบิดลูกนี้สามารถทำลายร่างของเขาจนเป็นผุยผงได้ !
ซูม่านเบิกตากว้าง จ้องมองหาร่างที่ห่วงใยไปรอบๆอย่างกระวนกระวาย ทว่ากลับไม่พบแม้เงา … ร่างของเขาหายไปด้วยแรงระเบิดนั้น !
“อาอู่ !!” เสียงหญิงสาวตะโกนเรียกเสียงกร้าวด้วยใจที่เจ็บปวดแหลกสลาย หู่เอ้อและหู่อีที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินเสียงจึงพุ่งร่างราวกับดาวตกมาหา แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่พบร่างของน้องชายเช่นกัน พวกเขากัดฟันบินวนหาร่างของน้องชายท่ามกลางฝูงสัตว์อสูรที่เริ่มกรูกันเข้ามาอีกครั้ง
องครักษ์หู่ทั้งสองไม่ได้หลบหนีคลื่นสัตว์อสูรเหล่านั้น พวกเขาระเบิดปราณขับไล่พวกมันออกไป พร้อมกับสอดส่ายสายตา หวังจะหาหลักฐานบางอย่าง ที่จะยืนยันว่าน้องชายของตนยังไม่ตาย ทว่าครู่ใหญ่ก็ยังไม่อาจหาพบได้แม้เพียงเศษผ้า….
ดวงตาสองคู่แดงฉานเป็นประกายฉ่ำน้ำ ยามมองไปที่ร่างสัตว์อสูรนับแสนร่างเบียดเสียดอยู่บนพื้นอย่างหนาแน่นด้วยความสิ้นหวังและแค้นใจ
“หากร่างของหู่อู่อยู่บริเวณนี้จริง เกรงว่าคงไม่รอดแล้ว” ทั้งสองมองหน้ากันพลางกำหมัดแน่น
‘ความสูญเสีย !’ ทำให้หัวใจของพวกเก็บราวกับถูกมีดกรีดกระชาก ทว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายยังไม่เสร็จสิ้น ดวงตาแดงฉานสองคู่มองหาเป้าหมายก่อนจะแยกย้ายกันออกไป เงือกอสูรเหล่านั้นเขาต้องกำจัดพวกมันให้สิ้น !!
ซูม่านเห็นพวกเขาถอดใจก็ยิ่งยืนยันให้นางมั่นใจมากขึ้น
‘เขาจากไปแล้ว…! ’ แม่ทัพสาวกล้ำกลืนน้ำตาเอาไว้ ทันใดนั้นเงือกอสูรบาดเจ็บตนหนึ่งแวบผ่านเข้ามาในครรลองสายตา … ที่แท้นั่นคือเงือกตัวเมื่อครู่ที่ทำร้ายหู่อู่ของนาง !
“ก็แค่มหาราชันย์เท่านั้น คิดหรือว่าข้าจะจัดการเจ้าไม่ได้ !” หญิงสาวกระซิบเสียงเหี้ยม ก่อนจะเอ่ยปากขอหยิบยืมกองกำลังธาตุมืดจากมู่เฉิงหลิน
มู่เฉิงหลินพยักหน้าพลางมองแม่ทัพสาวไร้ปราณผู้นี้ด้วยความงุนงง “เจ้าจะทำอะไร ?”
หญิงสาวไม่ตอบ นางเพียงก้าวออกไปยืนอยู่เบื้องหน้าเงือกอสูรบาดเจ็บตนนั้น ระหว่างทั้งสองกั้นด้วยเกราะพฤกษาบางๆของกองทัพเจ็ดธาตุเท่านั้น
“เจ้าอยากเข้ามาหรือไม่ ?!” เสียงแหบแห้งเอ่ยถาม สตรีไร้ปราณธาตุคนหนึ่งเพิ่งเอ่ยเชื้อเชิญสัตว์อสูรระดับมหาราชันย์ยุทธ์ให้เข้ามาด้านในเกราะ ซึ่งพวกมันจะพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะฝ่าเข้ามา.. หากมันมีความรู้สึกอยู่บ้างมันคงนึกขบขันและดีใจจนแทบบ้า …และเมื่อร่างเน่าเปื่อยผุพังพยักหน้ารับ ซูม่านก็เปิดช่องขนาดเล็กให้มันเข้ามาทันที
“ศึกนี้เพื่อเจ้า ..” หญิงสาวเอ่ยปาก พลางบิดแหวนวงหนึ่งบนมือเบาๆ ม่านน้ำก็ปรากฏขึ้นในดวงตา
ก่อนออกเดินทาง เขาเป็นห่วงนางจึงไปตามหาแหวนป้องกันวงนี้มา นางรู้ดีฤทธิ์ของแหวนเวทย์นี้จะอยู่ได้ไม่นานนัก นางต้องทำทุกอย่างให้เร็ว…!!
มีดสั้นเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของนาง นั่นคืออาวุธของหู่อู่ที่มอบให้นางไว้เช่นกัน
“ข้าได้อาวุธใหม่จากนายหญิงแล้ว ชิ้นนี้ให้เจ้าเป็นของหมั้น…” ชายหนุ่มช่างเย้ากล่าวด้วยรอยยิ้มเจิดจ้า
ดวงตาแข็งกร้าวกระพริบวูบไล่น้ำตาบางๆออกไป ก่อนจะออกคำสั่งให้หน่วยธาตุมืดสร้างค่ายกลขึ้น …. ค่ายกลนี้นางและนายหญิงร่วมกันคิดค้นมานาน แม้ไม่อาจทำร้ายแต่สามารถกักศัตรูไว้ได้ชั่วขณะ
เงือกอสูรพบว่าภายในเกราะนั้นทั้งร้อนและแห้ง เป็นความรู้สึกที่มันไม่ชอบนัก ไหนจะเสาแสงสีดำที่ดักมันไว้ทุกทาง หญิงสาวที่เชื้อเชิญมันนั้นหลบอยู่ด้านหลังเสาเวทย์ เงาร่างเล็กแวบวาบไปมาอย่างน่าประหลาด มันพยายามไล่ตาม ทว่ายิ่งตามก็ยิ่งลึกเข้าไป สุดท้ายก็พบว่าตนเองถูกค่ายกลนี้ล้อมไว้แล้ว
เงือกอสูรหลับตายืนนิ่ง ใช้สติปัญญาที่มีคิดหาหนทางหลบหนี ขอเพียงออกจากค่ายกลได้ สองหมื่นคนด้านในนี้ไม่มีผู้ใดมีฝีมือเหนือกว่ามันเป็นแน่ เมื่อมันลืมตาขึ้นหางเงือกอสูรก็ฟาดออกไปยังเสาสีดำต้นใหญ่ที่ใกล้ที่สุด
วูบบบ.. เสาต้นนั้นหายวับไป พร้อมกับร่างของซูม่านที่โผล่ขึ้นมาแทนที่ หญิงสาวอาศัยม่านน้ำชะลอการโจมตีของมัน มีดสั้นในมือกรีดผ่านหางเส้นนั้นพร้อมกับเอนตัวหลบไปด้านข้าง เงือกอสูรฟาดอาวุธในมือใส่นาง ทว่าเสาแสงสีดำอีกต้นก็ปรากฏขึ้นมาขวาง จากนั้นซูม่านหายไปอีกครั้ง
การลอบโจมตีเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำๆแม้จะไม่ร้ายแรงนัก แต่ก็สร้างแผลให้มันจำนวนมาก… เงือกอสูรใช้เวลาเกือบครึ่งเค่อกลับไม่อาจหนีออกจากค่ายกลได้ มันเริ่มแสดงท่าทางกระวนกระวาย ตัดสินใจไม่ใส่ใจการโจมตีของซูม่าน พุ่งร่างตรงไปด้านหน้า หากมันสามารถเดินทางเป็นเส้นตรงอย่างไรก็ต้องออกไปจากค่ายกลได้อยู่แล้ว
ขณะวิ่งตรงไป บาดแผลที่เกิดจากมีดสั้นของซูม่านก็ประทับเพิ่มบนร่างของมันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้หญิงสาวไร้ฝีมือหรือจงใจ ด้วยทั้งหมดนั้นไม่เคยเฉียดเข้าใกล้จุดตายของเงือกอสูรเลยสักครั้ง จึงทำให้อสูรร้ายยิ่งพุ่งไปด้านหน้าอย่างย่ามใจ
จู่ๆเบื้องหน้าของมันก็ปรากฏแสงสว่างจ้า…ดูเหมือนว่านั่นคือทางออกจากค่ายกลแห่งนี้ ร่างเงือกอสูรพุ่งหน้าเข้าหาแสงนั้นอย่างสุดแรง !!
ฟึ่บ.. แสงสีขาวคือทางออกดังคาด ทันทีที่โผล่ร่างออกมา เงือกอสูรก็เหลือบตาขึ้นมองเหล่าทหารที่ยืนอยู่รอบร่างมันอย่างแปลกใจ
‘เหตุใด..ศัตรูถึง..ตัวสูง..นัก’ ความคิดเชื่องช้าแล่นผ่านเป็นอันดับสุดท้ายก่อนที่จะดับวูบลง
บนพื้น ใกล้กับฝ่าเท้าของเหล่าทหารก็คือหัวที่ไร้ร่างของเงือกอสูรตนนี้
ที่แท้ระหว่างการเคลื่อนที่อันรวดเร็วยามพุ่งร่างออกสู่ทางออกนั้น คอของมันก็กระทบเข้ากับคมมีดสั้นที่กะระยะรอไว้อย่างดีแล้ว ด้วยความคมของอาวุธเวทย์ระดับฟ้า ศีรษะของมันจึงร่วงลงบนพื้น กลิ้งนำหน้าร่างอสูรของมันเสียอีก
ซูม่านมองหัวเน่าเปื่อยนั้นด้วยความคั่งแค้นใจ ก่อนจะปักมีดสั้นซ้ำลงไปอีกหลายครั้ง น้ำตาหญิงสาวร่วงลงสัมผัสกับกองเลือดสีดำ
นางล้างแค้นให้เขาได้แล้ว !!
อันที่จริง…หากนางมีปราณยุทธ์อยู่บ้าง บางทีอาจไม่ต้องทนกับความเจ็บปวดใจเช่นนี้ก็เป็นได้…
มิใช่มีปราณเพื่อจะได้ปกป้องเขาได้ แต่เป็นเรื่องที่สายตาของนางจะสามารถมองการเคลื่อนไหวของจื่อฮั่วได้ทันต่างหาก !!
แท้จริงผู้ที่เห็นเหตุการณ์อย่างตลอดรอดฝั่ง มีเพียงมู่เชียนและซูม่านเท่านั้น … ขณะที่จะเข้าไปช่วย มู่เชียนก็เห็นร่างเล็กสีขาวร่างหนึ่งพุ่งวาบขึ้นไปบนฟ้า จากนั้นร่างของหู่อู่ก็หายวับไป นางจึงคาดเดาได้ว่าจื่อฮั่วคงพาเขากลับไปรักษาตัวที่เรือแล้วเป็นแน่
ทว่าซูม่านนั้นต่างกัน นางไม่อาจมองเห็นการเคลื่อนไหวของจื่อฮั่วได้ จึงคิดไปไกลมาก
หู่อู่ยามนี้นอนหมดสติอยู่บนเรือ ด้วยแรงระเบิดทำให้เขาบาดเจ็บภายใน ทว่าไม่ถึงตายเด็ดขาด ถ้าชายหนุ่มรู้ซูม่านใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็สังหารศัตรูของเขาได้ …. คงทั้งดีใจและอับอายเป็นแน่