คราวนี้ก็ได้เวลามาตะลุยญี่ปุ่นกันแล้วคะมาเที่ยวรอบนี้ฉันนั่งเครื่องบินมาลงที่สนามบินคันไซซึ่งอยู่ใกล้เกียวโตที่สุดแล้ว พอออกมาจากสนามบินก็มีรถบัสขนาดเล็กของบริษัททัวร์มาจอดรออยู่ก่อนแล้ว หลังจากจัดการสัมภาระและเริ่มออกเดินทาง พี่ไกด์ก็เริ่มบรรยายเกี่ยวกับสนามบินทันทีว่าสนามบินนานาชาติคันไซแห่งนี้เป็สนามบินลอยน้ำบนเกาะแห่งแรกที่มนุษย์สร้างขึ้นในโลกโอ้ฟังแล้ว โคตรเท่ห์อ่ะนี่ฉันได้มีโอกาสมาแลนด์ดิ้งที่สนามบินลอยน้ำแห่งแรกของโลกเลยหรือนี่เสียดายเพิ่งรู้ตัว ยังเหยียบไม่คุ้มเลย แต่ดีแล้วล่ะคงไม่มีใครรอฉันปลื้มปริ่มกับการเหยียบสนามบินแทนที่จะเหยียบฉัน ถ้าทำให้พวกเขาเสียเวลาเที่ยวอ่ะนะ แต่พี่เขาก็เก่งจริงไม่ถมทะเลแต่เขาจัดแบบลอยน้ำไปเลยจ๊ะงบประมาณการสร้างคงมากมายมหาศาลซึ่งฉันเองก็จำไม่ได้แล้วล่ะว่าเท่าไหร่แต่คงคุ้มค่ามาก เพราะอ่านข้อมูลดูแล้วมีผู้มาใช้บริการสนามบินแห่งนี้ต่อปีมากมายมหาศาลอยู่น่ะ
เอาเถอะไปต่อดีกว่า นั่งรถบัสชิวๆชมบรรยากาศสวยๆข้างทางไป จับโปเกม่อนไป มันช่างมีความสุขดีเหลือเกิน อ่อลืมบอกไปสมัยนั้นฉันตามเทรนด์ บรรดาน้องๆในบริษัท ซึ่งมีกลุ่มเล่นโปเกม่อนกันเลยลองจัดดูสักหน่อยจะได้คุยกับน้องรู้เื่ พอมาถึงก็เปิดหาเลยคะ ปรากฏว่าความเร็วของรถบัสซึ่งตามจริงก็ไม่ได้เร็วมากเป็อุปสรรคในการจับโปเกม่อนค่ะฉันอุตส่าห์เปิดโรมมิ่งแบบอินเตอร์เน็ตจัดเต็มเพื่องานนี้เลยนะเนี่ยพอนังเพื่อนหันมาเห็นฉันบ่นถึงกับส่ายหัว ปลงกับความจริงจังในเกมของฉันแล้วนังก็ไม่พูดอะไรหันกลับไปหลับต่อซะงั้น สุดท้ายฉันก็ถอดใจค่อยจับตอนจอดก็ได้วะ แล้วก็นั่งมองดูวิวทิวทัศน์ข้างนอกตัวรถต่อเพลินๆจนในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทาง
วัดคิโยมิซุ(Kiyomizu-dera) หรือภาษาไทยเราเรียกว่า วัดน้ำใส เป็วัดเก่าแก่ชื่อดังในเกียวโตได้ขึ้นทะเบียนเป็มรดกโลกด้วย พอไปถึงทางขึ้น รถติดไฟแดงนิดหนึ่งค่ะระหว่างนั้นฉันก็นั่งมองวิวโดยรอบไปด้วย เห็นพวกเด็กนักเรียน น่าจะอายุสักสิบสามสิบสี่ปีได้เดินเรียงแถวกัน สวมหมวกสีเหลืองคล้ายกันทั้งหมด เดินตามอาจารย์ที่ถือธงสีฟ้าซึ่งกำลังเดินตรงไปทางวัดน้ำใสเหมือนกันดูเป็ระเบียบแล้วก็น่ารักดี
อีกเื่ลืมเล่าไปเลยค่ะตอนรถจอดรอสัญญาณไฟ ฉันจับโปเกม่อนได้หนึ่งตัวซึ่งหายากมากในเมืองไทยตอนนั้นเป็โปเกม่อนตัวอ้วนสีฟ้ากลมๆตัวใหญ่ชอบทำท่าหาว คนในวงการคงรู้จักกันดีพอฉันจับได้ก็หยุดละ เพราะนังคุณเพื่อนหันมามองทำตาเขียวๆเหมือนจะอ้าปากด่าเลยรีบหยุดมันซะก่อน ยังไงก็มีตัวเจ๋งๆ ไปอวดน้องที่ออฟฟิศแล้วแถมยังจับได้บริเวณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซะด้วย ต้องขลังแน่นอน พอละสำหรับทริปนี้ปิดเกม ตั้งใจเที่ยวเต็มที่เลยจ๊ะ แล้วก็หันไปสำรวจข้างทางต่อ
ตามข้างทางระหว่างที่รอก็มีร้านขายของซึ่งหน้าร้านเป็กระจกใสบานใหญ่ทำให้เห็นสินค้าเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดเท่าที่ฉันเห็นก็เป็พวกเครื่องปั้นดินเผา เครื่องกระเบื้อง แจกัน ถ้วยโถ จานชามซะส่วนใหญ่เป็แบบฉบับน่ารักๆสไตล์ญี่ปุ่น มีร้านขายไอศกรีมสีสันสวยน่ากิน แล้วก็มีคาเฟ่เก๋ๆ อยู่ด้วยแต่เราไม่หยุดแค่นี้คะ เราจะเดินขึ้นเขาไปชมวัดกัน
พอรถบัสจอดในสถานที่พักรถไกด์ก็บอกเวลาเที่ยวชมคร่าวๆแล้วให้พวกเราแยกย้ายเดินชมกันเองหรือจะตามไกด์ไปก็ได้ แน่นอนว่าสองสาวอย่างเราขอแยกวงไปเดินเที่ยวเองเลยจ้ะ
พอสรุปกันได้แจ้งไกด์เสร็จฉันกับเพื่อนก็เดินตามทางขึ้นไปยังตัววัดซึ่งอยู่สูงขึ้นไปอีกระหว่างทางก็มีร้านอาหารและขายของที่ระลึกมากมาย ดูกันจนเพลินตาแถมยังมีสาวๆใส่ชุดกิโมโน สวยน่ารักเต็มไปหมด เพิ่มบรรยากาศให้น่าเที่ยวขึ้นไปอีกที่จริงฉันอยากให้เมืองไทยมีคนนิยมแต่งชุดไทยไปเดินเที่ยวตามสถานที่ทางวัฒนธรรมอย่างนี้กันเยอะๆนะออกจะสวยงาม แถมน่าจะเป็จุดในการดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมด้วย
เดินกันมาได้สักพักก็เริ่มเห็นตัวประตูไม้สูงใหญ่โครงสร้างสีแดงขาว หลังคาออกสีดำน้ำตาลเข้มๆอยู่ลิบๆพอไปถึงก็ไม่รอช้า ถ่ายรูปเป็ที่ระทึก เอ้ยระลึกกันก่อนเลยจ๊ะ แต่พอขึ้นมาแล้วเอาตรงๆนะคนจะเยอะไปไหน ไม่มีโอกาสได้เซลฟี่เลย มีเพื่อนร่วมเฟรมเต็มไปหมดมันจะอบอุ่นเกินไปไหม พอเริ่มปลงกับฝูงชน เราก็เดินขึ้นไปถึงจุดตัวอาคารไม้ที่เป็ไฮไลท์ของการเดินทางมาที่แห่งนี้อาคารไม้หลังใหญ่ที่มีระเบียงสูง 13 เมตร วัสดุที่ใช้ค้ำยันระเบียงทำจากไม้ทั้งหมดยึดโครงสร้างเรียงต่อกันเป็ชั้นๆมองดูสวยงามไปอีกแบบ แต่พอขึ้นมาแล้วมองลงไปข้างล่างก็อดหวาดเสียวไม่ได้เพราะมันสูงจริงๆ
เราชื่นชมกับความสวยงามในตัวอาคารบริเวณรอบนอกรวมทั้งถ่ายรูปกันอยู่พักใหญ่ ก็เดินออกไปดูในส่วนอื่นๆอีก
ที่นี่มีจุดให้คนมาเขียนขอพรด้วยมีป้ายไม้ชิ้นเล็กรูปอาคารทรงประมาณหลังคาวัดมาให้นั่งเขียนแล้วเอาไปแขวนห้อยไว้เพื่อขอพรสิ่งที่เพื่อนและฉันทำเป็อย่างแรกเลยคือ หาป้ายที่คนไทยเขียนค่ะแล้วดูว่าเขาเขียนอะไรกัน จะได้ตามบ้าง เพราะป้ายภาษาญี่ปุ่นอ่านไม่ออก ต้องขออภัยหากใครเคยไปแล้วได้เขียนขอพรเอาไว้เหมือนกันนะคะคงไม่ใช่ป้ายเดียวกันหรอก เพราะมันจะบังเอิญมากเกินไป
คนส่วนใหญ่เท่าที่ดูก็จะขอให้ครอบครัวมีความสุขให้ได้กลับมาเที่ยวที่นี่อีก ขอให้สมหวังในความรักก็มี เพราะที่นี่ก็ดังในเื่ขอความรักด้วยมีก้อนหินศักดิ์สิทธิ์สองก้อนให้เราลองปิดตาเดินจากก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งถ้าสำเร็จด้วยดีก็จะสมหวังในความรัก นังเพื่อนของฉันก็ลองทันทีเลยคะมีเดินเซๆไปบ้างแต่สุดท้ายก็เดินถึงจุดหมายเรียบร้อยดีแต่จะบอกว่าตอนนี้เพื่อนของฉันยังไม่มีแฟนเลยคะ คงอธิษฐานไม่แรงพอส่วนตัวฉันไม่ได้ลองจ๊ะ จะลงไปขอพรจากสายน้ำ 3 สายที่อยู่ด้านล่างดีกว่า มาเดินเซไปมาให้เพื่อนมันขำเหมือนที่ฉันหัวเราะขำมันไปแล้ว ก็ไม่เอาดีกว่า
ที่วัดน้ำใสแห่งนี้มีสายน้ำใสไหลเย็นอยู่จริงๆ น้ำพวกนี้มีที่มาจาก น้ำตกโอโตวะ 3สาย พวกเราต้องเดินกลับลงไปด้านล่างของศาลาไม้ใหญ่ เพื่อจะยืนรอเข้าคิวขอพรน้ำเย็นสามสายนี้แบ่งให้ขอพรสามเื่ด้วยกัน 1.ขอเื่สุขภาพ ให้อายุยืน 2.ขอเื่การเรียน 3. ขอเื่ความรัก ชีวิตคู่ แน่ล่ะว่าพวกฉันขอไปแค่สองสายสายที่สามจะนานสักหน่อย
พอเดินเที่ยวชมขอพรถ่ายรูปกันจนจุใจแล้ว เราก็ลงมาเดินเล่นดูร้านตามข้างทางที่มีของกินของที่ระลีกเรียงรายเต็มไปหมด แน่นอนว่าฉันเล็งของกินเป็หลัก ฉันแวะที่ร้านขายโอเด้งแห่งหนึ่งบอกตรงๆเลยตอนแรกที่เข้าไปเพราะ พ่อค้าหล่อ บอกต่อด้วยฉันเลยต้องอุดหนุนเขาสักหน่อย แต่ก็ไม่ผิดหวังนะ โอเด้งลูกชิ้นปลาร้อนๆกินตอนอากาศกำลังเย็นสบายฟินพอตัวเลยล่ะ พวกเราหาอะไรทานรองท้องเล็กน้อยก่อนที่ไกด์จะพาไปทานอาหารเที่ยงที่ร้านทงคัตสึแห่งหนึ่งมื้อนี้มีทงคัตสึหมูทอดสีทองหอมกรุ่นชิ้นใหญ่พร้อมกะหล่ำปลีหั่นฝอย มะเขีอเทศและผักกาดหอมเสิร์ฟมาในจานเดียวกันนอกนั้นก็มีเครื่องเคียงเพิ่มเติมเป็ไก่ย่างหมักพริกไทยชิ้นพอสมควรกับอะไรก็ไม่รู้หน้าตาเหมือนไส้เบอร์เกอร์หมูนึ่งราดซอสมะเขีอเทศ รสชาติอร่อยใช้ได้นอกนั้นก็มีไข่หวาน สลัดมันบดที่เสิร์ฟมาเป็ก้อนเหมือนก้อนไอศกรีม แล้วก็วุ้นเส้นทำเหมือนยำใส่แครอทและสาหร่ายรสชาติออกเปรี้ยวหวานสดชื่นดีเป็อันจบทริปครึ่งวันอย่างมีความสุขและอิ่มท้องค่ะ