หลังจากที่อูเรียได้สังเกตและรับรู้ถึงผลกระทบของบุคลิกและนิสัยที่มีต่ออนาเธอร์
ตัวของเธอก็ไม่รอช้าที่จะนำเรื่องนี้มาปรึกษากับครอบครัวของอนาเธอร์
ทั้งภรรยาทั้งสาม รวมถึงคานและอนาเธอเทียผู้เป็นพ่อและแม่ของเขา ทุกคนต่างกังวลและคาดหวังคำตอบจากเทพธิดาผู้มากปัญญา
เมื่ออูเรียเปิดเผยว่าผลกระทบนั้นไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด และเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว พวกมันไม่ได้คงอยู่ถาวร ความรู้สึกตึงเครียดที่เกาะกุมใจทุกคนก็เริ่มคลายลงอย่างชัดเจน
“เข้าใจแล้วค่ะท่านอูเรีย! ขอบคุณท่านมากที่ให้การช่วยเหลือในครั้งนี้!”
คริสติน่ากล่าวอย่างอ่อนน้อม พลางยกมือขึ้นไหว้ด้วยความเคารพ ภรรยาทั้งสามและคานกับอนาเธอเทียต่างก็โค้งหัวให้ตามกัน
ใบหน้าของพวกเขาคลายความเครียดเล็กน้อย อูเรียพลางเผยรอยยิ้มบางบนมุมปาก
“ดูแลเขาให้ดีละคริสติน่า..”
ก่อนจะก้าวเดินออกไปตามเส้นทางสีทองที่ทอดยาวลงมาจากฟากฟ้า เธอค่อยๆหายลับไปจากโลกมนุษย์แห่งนี้อย่างเงียบสงบ
เมื่ออูเรียจากไปแล้ว บรรยากาศในห้องก็เงียบลงชั่วขณะ ก่อนที่ครอบครัวตระกูลซิกฟรีดจะเริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจังอีกครั้ง
คานมองหน้าลูกชายของตนอย่างคิดหนัก พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เอาละ พวกเราได้ยินแล้วว่าอาการนี้ไม่ถาวร.. แต่ถ้าตัวของเขาแสดงบุคลิกนั้นออกมาอย่างสุดโต่ง หมายความว่าเขากำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์บาปแห่งเจ็ดประการใช่ไหม?”
ขณะที่อนาเธอเทียได้กล่าวแทรกออกมา พลางขมวดคิ้วด้วยความกังวล
“ท่านอูเรียบอกว่าตอนที่เขาอยู่ในสภาวะนี้ อย่าได้ไปขัดใจเขาเลย ถ้าเราขัดขวางหรือท้าทายเขาตอนที่อารมณ์ไม่มั่นคง”
“บุคลิกด้านนั้นอาจไม่หายไป แถมเผลอๆอาจซึมลึกลงไปจนทำให้เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน นี่แหละที่ทำให้ข้าหนักใจนัก”
ภรรยาทั้งสามของอนาเธอร์ก็ไม่ได้ต่างกัน พวกเธอรับฟังคำแนะนำของอูเรียด้วยความเงียบสงบ แต่มันไม่สามารถปกปิดความกังวลในแววตาของพวกเธอได้
“แล้วพวกเราควรจะทำอย่างไรต่อดี?”
คริสติน่าถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความไม่แน่ใจ การต้องดูแลอนาเธอร์ในช่วงเวลาที่เปราะบางเช่นนี้เป็นภาระที่หนักหนา เพราะหากพวกเธอพลาดไป อนาเธอร์อาจจะตกอยู่ในความมืดมิดแห่งอารมณ์บาปตลอดไป
“เราคงต้องทำตัวให้ปกติที่สุด หลีกเลี่ยงการกดดันหรือทำให้เขารู้สึกถูกขัดขวาง”
อนาเธอเทียกล่าวด้วยความใจเย็น แม้ในใจลึกๆของเธอจะไม่ได้สงบเช่นนั้น
“เขาเป็นคนที่เข้มแข็ง ข้าเชื่อว่าเขาจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ แต่มันต้องอาศัยเวลาและความเข้าใจจากพวกเราทุกคน”
“ใช่ พวกเราต้องเข้มแข็งและอดทนกับเขา อย่าลืมว่าอนาเธอร์ไม่ได้อยู่คนเดียว”
“พวกเราทุกคนจะยืนเคียงข้างเขาเสมอ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม!”
คริสติน่าและภรรยาทั้งสองอีกสองคนของอนาเธอร์ต่างพยักหน้าให้กัน ความรู้สึกกลมเกลียวกันที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ทำให้ทุกคนมั่นใจว่าพวกเขาจะผ่านความยากลำบากนี้ไปได้
แม้มันจะยากเย็นและต้องใช้ความอดทนมากเพียงใดก็ตาม ทุกคนรู้ดีว่าอนาเธอร์นั้นเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นเพียงมนุษย์ที่มีจิตใจที่เปราะบางเช่นเดียวกับทุกคน และหน้าที่ของพวกเขาก็คือ การเป็นกำลังใจและแสงสว่างให้ชายหนุ่มในยามที่เขาพบกับความมืดมิด
ในที่สุด ทุกคนก็หันกลับไปมองอนาเธอร์ที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ดูราวกับไม่รู้สึกถึงความหนักหน่วงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
คานก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะวางมือลงบนหัวของลูกชายอย่างแผ่วเบา
“พักผ่อนให้เต็มที่เถอะลูกของข้า!”
“เมื่อเจ้าตื่นขึ้นมา พวกเราทุกคนจะยังอยู่ที่นี่ ข้าสัญญา!”
คำพูดนั้นเป็นดั่งคำมั่นสัญญาที่ทำให้ภรรยาทั้งสามและอนาเธอเทียรู้สึกอุ่นใจ
พวกเขาต่างมองดูอนาเธอร์ด้วยความรักและความหวังเต็มเปี่ยม เพราะความรักและความเข้มแข็งของครอบครัว มันจะเป็นพลังที่ทำให้พวกเขาผ่านทุกอุปสรรคไปได้
หลังจากวันที่เกิดเรื่องเป็นต้นมา
อนาเธอร์ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน บุคลิกอันแข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวที่เคยแสดงออกอย่างชัดเจนกลับเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเกียจคร้านและความเอาแต่ใจที่เกินคาด
ห้องอาหารในเช้าวันหนึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศที่แปลกไปจากเดิม อนาเธอร์เอนกายลงกับเก้าอี้ราวกับกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ส่วนตัว
ขาทั้งสองข้างวางพาดไปบนโต๊ะอาหารอย่างไม่สนใจมารยาทใดๆ พร้อมกับออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงแฝงความหยอกเย้า
“เยว่ซิน น้องมานวดไหล่ให้พี่หน่อยสิ”
“พี่เหนื่อยแล้วละ..”
เขาพูดออกมา พลางหลับตาลงราวกับกำลังเป็นจักรพรรดิในยุคโบราณ เยว่ซินที่นั่งอยู่ไม่ห่างก็ยิ้มออกมาอย่างขบขัน ก่อนจะลุกขึ้นมาเดินเข้าหาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
“ได้ค่ะท่านพี่ ท่านต้องการให้เยว่ซินเพิ่มแรงตรงไหนบ้างคะ?”
เสียงหวานของเธอทำให้คนอื่นๆในห้องอดหัวเราะไม่ได้ คานและอนาเทอเลียที่นั่งอยู่ใกล้กันเหลือบมองกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความสนุกเล็กน้อย
พวกเขาต่างรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของอนาเธอร์ แต่อีกด้านหนึ่งก็อดสงสัยไม่ได้
สิ่งนี้เป็นเพียงการเล่นสนุกของเขาหรือมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้น
บนโต๊ะอาหาร คริสติน่า ไอริน และเฟรย่าต่างพากันผลัดกันป้อนอาหารให้อนาเธอร์อย่างกระตือรือร้น
“ท่านสามีขา ตัวท่านอยากได้อะไรเพิ่มไหมคะ? วันนี้คริสติน่าจะทำให้ท่านทุกอย่างเลย!”
คริสติน่าแอบหัวเราะเบาๆพลางเอ่ยขึ้น ขณะที่ดวงตาก็จ้องมองสบไปยังสามีของตนเอง
“อะไรก็ได้ ขอแค่คุณทำด้วยมือก็พอ”
อนาเธอร์ตอบกลับอย่างเกียจคร้าน แต่แววตากลับเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดูที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
“นายน้อยที่รักของเรา..”
“ดูเหมือนว่าท่านจะเหนื่อยเกินไปนะคะ ถ้ายังงั้นให้ไอรินช่วยดูแลให้ทั้งวันดีไหมคะ?”
ไอรินที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยกแก้วน้ำผลไม้ขึ้นมาให้เขาดื่ม
“ดีสิ ฉันก็หวังเช่นนั้นอยู่แล้ว”
อนาเธอร์ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ เฟรย่าที่นั่งข้างกันก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแทรก
“ท่านนี่ช่างเอาเปรียบเสียจริง แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่คิดจะปฏิเสธหรอกนะ”
บรรยากาศในห้องอาหารจึงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และความอบอุ่นจากเหล่าภรรยาที่ต่างพยายามเอาใจสามีในแบบฉบับของตนเอง
ความเปลี่ยนแปลงในนิสัยของอนาเธอร์ ทำให้พวกเขายิ่งสนิทสนมกันมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ความสงสัยก็ยังคงค้างคาในใจของบางคน โดยเฉพาะเยว่ซินที่แม้จะดูเหมือนเข้าใจสถานการณ์ แต่เธอก็แอบสังเกตพี่ชายของเธออย่างลึกซึ้ง
หลังจากอาหารเช้าจบลง อนาเธอร์ลุกขึ้นยืนพร้อมกับบิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้าน
“วันนี้ฉันคงต้องไปงีบต่อแล้ว พวกคุณก็อย่าลืมทำหน้าที่ของตัวเองล่ะ”
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนแกล้งยั่วเย้า
“พี่ชาย ถ้าท่านขี้เกียจแบบนี้ต่อไป ระวังจะกลายเป็นหมีขี้เซานะคะ”
เยว่ซินได้ยินแบบนั้นก็เอ่ยแซวพลางหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
“ก็ไม่เลวนี่ ฉันอยากตะนอนทั้งวันเลย”
อนาเธอร์ตอบกลับพร้อมกับยิ้มมุมปาก ทำเอาทุกคนในห้องหัวเราะตามไปด้วย
เมื่ออนาเธอร์เดินออกไปจากห้องอาหาร คานมองตามหลังเขาด้วยสายตาที่เริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจังมากขึ้น เขาหันไปกระซิบกับอนาเทอเลีย
“ดูเหมือนว่านี่อาจเป็นห้วงอารมณ์บาปแห่งความเกียจคร้านละมั้ง? เพราะเจ้าเด็กตัวเหม็นมันไม่ยอมทำอะไรด้วยตนเองเลย!”
“ใช่ เจ้าเด็กคนนี้กลายมาเป็นเด็กที่ขี้เกียจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน บอกตรงๆ.. ”
“ข้าก็พูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน”
อนาเทอเลียตอบเสียงเบา พลางส่ายหัวอยู่เล็กน้อยด้วยความอ่อนใจ