ภายในตำหนักไม้หอมของ องค์ชายสี่ เฉียนเย่ กลิ่นคาวเืจาง ๆ ยังคงอบอวลอยู่ ชายชรานักฆ่าจากหุบเขาโลกันต์คุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้า รายงานคำพูดที่น่าอัปยศที่สุดในชีวิตนักฆ่าให้ผู้เป็นายฟัง
"...ครั้งหน้าหากจะส่งคนมาสังหารข้าอีก ก็ช่วยส่งคนที่มีความสามารถกว่านี้มาอีกเยอะ ๆ หน่อย!"
ปัง!
โต๊ะหินอ่อนล้ำค่าถูกฝ่ามือลมปราณขององค์ชายสี่ซัดจนกลายเป็ผงละเอียด ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยโทสะจนดูน่าสยดสยอง แววตาเต็มไปด้วยเส้นเืฝอยที่แตกซ่าน
"มันบังอาจนัก! ทหารยามชั้นต่ำผู้นั้น... มันมองว่ายอดฝีมือขั้นนภาของข้าเป็เพียงของเล่นรึ!" องค์ชายสี่คำราม เสียงนั้นสั่นะเืไปทั้งตำหนัก "มันกล้าท้าทายข้ากลางเมืองหลวง ต่อหน้าสายตาประชาชนนับหมื่น หากข้ามิเด็ดหัวมันมาเสียบไว้ที่ประตูทิศเหนือ ข้าเฉียนเย่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!"
"องค์ชาย... โปรดทรงระงับพระทัย" ที่ปรึกษาชุดดำกระซิบบอก "ฝ่าาทรงมีราชโองการห้ามมิให้เราเคลื่อนพลใหญ่ไปที่นั่น แต่หากพระองค์ทรงใช้ 'ศิลาอสูรโลหิต' ปลุกชีพแม่ทัพคลั่งที่ถูกขังในคุกใต้ดินทมิฬ... ต่อให้มันมีสามเศียรหกกร ก็มิอาจรอดพ้นความบ้าคลั่งนี้ไปได้พะยะค่ะ"
องค์ชายสี่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มอำมหิต "ดี! ในเมื่อมันอยากได้คนที่เก่งกว่านี้ ข้าก็จะจัดหา 'อสูร' ไปให้มันถึงที่!"
ขณะที่ในวังหลวงกำลังวางแผนชั่วร้าย ที่ประตูเมืองทิศเหนือกลับมีบรรยากาศที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ชาวเมืองหลวงที่ได้รับรู้ข่าวลือเื่ "ยามเทพ" ต่างพากันมามุงดูอยู่ห่าง ๆ บางคนถึงขั้นนำเก้าอี้มานั่งจองที่เพื่อรอดูว่าวันนี้จะมีใครถูกซัดปลิวอีกหรือไม่
หลี่ิในชุดยามตัวเดิมนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งไม้ เขากำลังใช้ดัชนีชี้ไปที่ซาลาเปาไส้หมูสับที่เย็นชืด ทันใดนั้น ปลายนิ้วของเขาก็ปะทุเป็เปลวเพลิงสีส้มทองขนาดเล็กจิ๋ว เขาหมุนซาลาเปาไปมาเพื่อให้อุณหภูมิมันอุ่นพอเหมาะ
"อืม... พลังผลอัคคีนี่นอกจากสู้คนแล้ว เอามาอุ่นอาหารนี่นับว่าไร้เทียมทานจริงๆ" เขาพึมพำพลางกัดซาลาเปาคำใหญ่
[ติ๊ง! ท่านประจำการที่ประตูเมืองทิศเหนือต่อเนื่องเป็วันที่ห้า] [สถานที่ 'ประตูทิศเหนือ' ได้รับชื่อเสียงโด่งดังจนกลายเป็ 'จุดแลนด์มาร์คระดับตำนาน'] [ท่านได้รับรางวัลระดับ SSR: 'ฮาคิสังเกต'] [คำอธิบาย: พลังจิตััที่สามารถรับรู้ถึงตำแหน่ง จำนวน และเจตนารมณ์ของสิ่งมีชีวิตในระยะกว้าง ท่านสามารถคาดเดาอนาคตอันใกล้และมองเห็นสิ่งที่ดวงตามนุษย์มิอาจมองเห็นได้]
ทันใดนั้น โลกในหัวของหลี่ิก็ขยายกว้างออกไป เขามิได้เห็นเพียงภาพตรงหน้าเหมือนเนตรวงแหวน แต่มันคือการรับรู้ "ความรู้สึก" และ "การเคลื่อนไหว" ของทุกคนในรัศมีหลายลี้ เขารู้ว่าใครกำลังคิดร้าย ใครกำลังหิว และใครที่กำลังมุ่งหน้ามาหาเขาด้วยความแค้น
"โห... คราวนี้เห็นแม้กระทั่งว่ามดกำลังจะผสมพันธุ์กันที่หลังป้อมยามเลยแฮะ" หลี่ิเกาหัว "ระบบ... ข้าขอกระติกน้ำร้อนสักใบได้ไหม รางวัลพวกนี้มันช่างหรูหราจนข้าดูแลลำบากจริงๆ"
ในขณะที่หลี่ิกำลังเพลิดเพลินกับซาลาเปา กระบี่สีขาวนวลเล่มหนึ่งก็ร่อนลงจากฟากฟ้า ประกายแสงเย็นเยียบดุจหิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมพื้นที่หน้าประตูเมือง หญิงสาวในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพธิดาเยื้องกรายลงมาสู่พื้นดิน
นางคือ 'มู่หรงเสวี่ย' ศิษย์เอกแห่ง สำนักบัวหิมะ ยอดฝีมือขั้นนภาระดับสูงสุดที่ขึ้นชื่อเื่ความเ็าและความงาม
"กราบคารวะท่านผู้สูงส่ง" นางประสานมือคำนับหลี่ิอย่างนอบน้อม ซึ่งเป็ภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง เพราะปกติศิษย์สำนักบัวหิมะจะไม่ก้มหัวให้ใครนอกจากเ้าสำนัก
หลี่ิเงยหน้ามองด้วยสายตาปลาตาย "เ้าจะเข้าเมืองรึ? ใบผ่านทางอยู่ไหน?"
มู่หรงเสวี่ยชะงักไปเล็กน้อย "หามิได้... ข้ามาที่นี่เพื่อเป็ตัวแทนเ้าสำนักบัวหิมะ เพื่อเชิญท่านไปเป็ 'ปรมาจารย์กิตติมศักดิ์' ของสำนักเรา ทางสำนักพร้อมมอบศิลาลมปราณหมื่นก้อนและเรือนรับรองบนยอดเขาที่งดงามที่สุดให้ท่าน"
หลิวรั่วเฉินที่ยืนอยู่ข้างหลังถึงกับตาโต สำนักบัวหิมะคือขั้วอำนาจใหญ่ที่แม้แต่ราชวงศ์ยังต้องเกรงใจ การได้รับเชิญเช่นนี้คือเกียรติสูงสุดของนักสู้ทุกคน
หลี่ิเคี้ยวซาลาเปาพลางถามเรียบ ๆ "ที่สำนักพวกเ้า... มีเวรยามให้ข้าเฝ้าไหม?"
"เอ๊ะ? ... เอ่อ สำนักเรามีเวรยามดูแลเข้มงวดอยู่แล้วท่านมิต้องลำบาก..."
"งั้นข้าไม่ไป" หลี่ิส่ายหน้า "ข้าเป็ยาม ถ้าไม่มีประตูให้เฝ้าข้าจะไปทำไม? อีกอย่าง ที่นี่ซาลาเปาอร่อยและข้าก็ได้กินฟรีทุกวันเพราะเ้าของร้านเขาชอบที่ข้าไล่พวกนักเลงไป อยู่บนเขาพวกเ้าคงมีแต่กินหิมะล่ะมั้ง"
มู่หรงเสวี่ยยืนนิ่งประดุจรูปปั้นหิมะ นางเตรียมคำพูดมามากมาย แต่กลับถูกปฏิเสธเพียงเพราะ "ไม่มีประตูให้เฝ้า" และ "ซาลาเปา"
ทว่า บรรยากาศแห่งการเจรจาก็พังทลายลง เมื่อเสียงคำรามดั่งสัตว์ป่าดังสนั่นมาจากทางทิศของวังหลวง พื้นดินสั่นะเืดุจแผ่นดินไหว ร่างั์ที่มีความสูงเกือบสองเมตร ิัเป็สีแดงฉานมีเส้นเืปูดโปนพุ่งทะยานข้ามหลังคาบ้านเรือนมาอย่างบ้าคลั่ง
นี่คือ 'อสูรคลั่งเซียวฮั่น' อดีตแม่ทัพใหญ่ที่ถูกอาคมศิลาอสูรโลหิตครอบงำ พลังของมันพุ่งขึ้นไปถึง ขั้นบรรพชน (ขั้น 7) ระดับสูงสุด!
"หลี่ิ! ตายซะ!" อสูรคลั่งแผดเสียงที่ไร้ความเป็มนุษย์ มันเงื้อหมัดที่อัดแน่นไปด้วยปราณสีเืซัดเข้าใส่หลี่ิด้วยความเร็วที่ทำลายกำแพงเสียง
ตูมมมมมมมมมมม!
แรงอัดมหาศาลทำให้ฝุ่นตลบอบอวล มู่หรงเสวี่ยและหลิวรั่วเฉินถูกลมพายุจากหมัดนั้นซัดจนต้องถอยหลังไปหลายสิบก้าว ทุกคนต่างคิดว่ายามหนุ่มผู้นี้คงแหลกเป็ผุยผงไปแล้ว
ทว่า เมื่อฝุ่นจางลง ภาพที่ปรากฏกลับทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ
หมัดั์ของอสูรคลั่งทะลุผ่าน "หน้าอก" ของหลี่ิไป... แต่มิมีเืสักหยด! บริเวณที่ถูกต่อยกลับแปรเปลี่ยนเป็เปลวเพลิงสีส้มทองที่ลุกโชน หลี่ิยังคงถือซาลาเปาส่วนที่เหลืออยู่ในมือด้วยท่าทางสงบนิ่ง
"กายาธาตุอัคคี... พลังสายโลเกียช่างสะดวกจริงๆ" หลี่ิเอ่ยขึ้นเบา ๆ
อสูรคลั่งเบิกตากว้างอย่างโง่งม มันพยายามชกซ้ำๆ แต่ทุกหมัดกลับทะลุผ่านร่างกายที่เป็เปลวไฟของหลี่ิไปราวกับชกใส่อากาศ
"ตาข้าบ้างล่ะนะ" หลี่ิกำหมัดขวา เปลวเพลิงมหาศาลเริ่มควบแน่นจนกลายเป็สีขาวนวลที่ความร้อนสูงจัด
"หมัดเพลิง"
เปรี้ยง!
ลำแสงเพลิงขนาดมหึมาพุ่งออกจากกำปั้นของหลี่ิ กลืนกินร่างของอสูรคลั่งหายวับไปในชั่วพริบตา คลื่นความร้อนแผ่กระจายไปทั่วเมืองหลวงจนหิมะที่โปรยปรายลงมาสลายไปสิ้น ร่างของอสูรคลั่งปลิวข้ามกำแพงเมืองหายลับไปในท้องฟ้าประดุจดาวตก
หลี่ิสะบัดมือดับไฟพลางมองดูซาลาเปาในมือที่เริ่มไหม้เกรียม "โธ่... พลังเยอะไปหน่อย ไหม้จนกินไม่ได้เลยแฮะ"
มู่หรงเสวี่ยจ้องมองแผ่นหลังของยามเฝ้าประตูเมืองด้วยความสั่นสะท้าน บัดนี้นางรู้แล้วว่า ชายผู้นี้มิใช่ยอดฝีมือธรรมดา... แต่เขาคือ 'ตัวตน' ที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้!