บทที่ 65 : พรสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัว, รายการสวรรค์
หลินเฟิงพึงพอใจในทัศนคติของตู๋กูชิงหมิงเป็นอย่างยิ่ง เขาพยักหน้าพร้อมโบกสะบัดมือ
ฟูม!
ตู๋กูชิงหมิงรู้สึกเพียงว่าร่างกายของนางถูกห่อหุ้มด้วยพลังลึกลับมองไม่เห็น ดอกบุปผาก็พลิกกลับด้าน โลกกลับตาลปัตรหมุนวนไปทุกทิศทาง
ทิวทัศน์ที่อยู่โดยรอบพร่ามัวเลือนรางเห็นเพียงแสงเงาแว๊บไปแว๊บมา เมื่อสติสัมปชัญญะกลับคืนมาก็พบว่าภาพทิวทัศน์โดยรอบแปรเปลี่ยนไปอย่างมาก ตรงหน้าของนางยามนี้คือนิกายอันแสนยิ่งใหญ่ตระการตา
ตู๋กูชิงหมิงรู้สึกประทับใจ
ประทับใจอย่างยิ่งยวด!
ขณะตู๋กูชิงหมิงกำลังตะลึงงันอยู่นั้น เจ้านิกายก็โบกสะบัดแขนทะลุผ่านความว่างเปล่าพานางมายังประตูหุบเขานิกายเทพกระบี่
วิธีการดังกล่าวทำให้นางจะหนักว่าเจ้านิกายเก่งกาจประดุจทวยเทพ!
เมื่อทอดสายตามองออกไป
ก็แลเห็นตัวอักษรทั้งสามของนิกายเทพกระบี่ มันแข็งแกร่งทรงพลังอย่างยิ่ง เสมือนดั่งมังกรก็มิปาน เจตจำนงกระบี่ล้ำลึกพุ่งปะทะเข้าสู่ใบหน้า
อนุสรณ์แผ่นศิลาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นแผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ทั้งยังเปล่งแสงระยิบระยับ
ประตูภูเขางดงามหมดจด กลิ่นอายลึกลับกว้างใหญ่ไพศาลพวยพุ่งกระทบใบหน้า บรรยากาศโดยรอบอบอวลไปด้วยหมอกควัน ราวกับเป็นที่พำนักของเทพเซียนจากสวรรค์ชั้นเก้า เพียงแค่แลมองก็สามารถทำให้จิตใจสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว
"ฟู่ววว~"
"ช่างยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่จริง ๆ!"
"ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอายแรงกดดัน นิกายที่ดูยิ่งใหญ่อลังการ แม้แต่ตระกูลของข้าก็มิอาจเทียบเคียง"
ตู๋กูชิงหมิงแอบคิดในใจด้วยความตกตะลึง
ขณะนี้สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจกับวาสนาที่ตนเองได้รับ ความงดงามของนางเจิดจรัสจนดอกบุปผาต้องจืดจางไปเลยทีเดียว
ความรู้สึกว่าตนเองได้รับเกียรติสูงสุดจากการเป็นศิษย์ของนิกายเทพกระบี่บังเกิดขึ้นโดยปริยาย
การได้พานพบกับเจ้านิกายยามชีวิตกำลังดำดิ่งสิ้นหวัง นับเป็นพรอันประเสริฐต่อให้ควานหาสามชาติก็ไม่อาจมีได้!
“สถานะชั่วคราวของเจ้าตอนนี้คือศิษย์ฝึกหัด”
“ในนิกายมีลานฝึกสำหรับศิษย์ฝึกหัดและมียอดเขาที่เอาไว้ฝึกตน เจ้าเลือกใช้ด้วยตนเองตามต้องการได้เลย”
“แต่หากเจ้าต้องการเลื่อนสถานะเป็นศิษย์ฝ่ายนอกหรือฝ่ายใน เจ้าต้องไปรับการทดสอบจากบันไดเฉียนคุนให้ผ่านเสียก่อน”
“หากมีเรื่องใดสงสัยใคร่รู้ ก็ให้ถามจากเหล่าบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้อง”
หลินเฟิงอธิบายสั้น ๆ ให้ตู๋กูชิงหมิงฟัง พอกล่าวจบเขาก็หันกลับมายังโถงยอดเขาเทียมสวรรค์
“รับการทดสอบบันไดเฉียนคุน…”
ตู๋กูชิงหมิงรำพึงกับตนเอง แววตาของนางเปล่งประกายสดใสระยิบระยับราวกับแสงดวงดารา ท่าทีเต็มไปด้วยความแน่วแน่
“เจ้านิกายช่วยคลายผนึกกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะให้กับข้า ทั้งยังช่วยปลุกความทรงจำของชาติก่อน ไหนยังจะมอบสมบัติล้ำค่าเคล็ดวิชาอีกมากมาย”
“เจ้านิกายเมตตากับตู๋กูชิงหมิงถึงเพียงนี้ ตู๋กูชิงหมิงจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างเด็ดขาด”
“ข้าจะต้องหมั่นเพียรฝึกฝนอย่างหนัก หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน ถ้าจะลงจากเขาไปร่วมการแข่งขันครั้งใหญ่ของตระกูล ข้าต้องทำให้ดีที่สุดแล้วสังหารตู๋กูป้าเจวี๋ยทิ้งเสีย ไม่ทำให้นิกายต้องมัวหมองเสื่อมเสียเกียรติ”
“แต่...ก่อนอื่นข้าจะต้องไปรับการทดสอบที่บันไดเฉียนคุน เพื่อวัดระดับขีดความสามารถว่าตอนนี้ข้าอยู่ในระดับใด?"
แม้ตู๋กูชิงหมิงจะกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา แต่ก็เต็มไปด้วยความหนักแน่นเด็ดเดี่ยว
หลังจากตัดสินใจอย่างแน่วแน่ นางก็ก้าวเข้าประตูนิกายอย่างเด็ดเดี่ยว
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในประตูนิกาย ร่างกายของนางก็สั่นสะท้าน สีหน้าเต็มไปด้วยความอึ้งตะลึงงัน
“นี่…”
“ปราณวิญญาณในนิกาย มีปริมาณเข้มข้นกว่าโลกภายนอกนับร้อยเท่า”
“นี่คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการฝึกตนในตำนาน”
“หากได้ฝึกฝนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ ความแข็งแกร่งของข้าจะทวีสูงขึ้น ทำให้ความมั่นใจที่จะสังหารตู๋กูป้าเจกฎเกณฑ์เพิ่มขึ้นอีกห้าสิบส่วน”
นับวันตู๋กูชิงหมิงยิ่งมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ การที่นางได้เข้าร่วมนิกายเทพกระบี่ นับเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่
นางหันหน้ามองไปทางยอดเขาเทียมสวรรค์ของนิกายเทพกระบี่อยู่เป็นเวลานาน ก่อนโค้งคำนับด้วยความเคารพเลื่อมใส
ต่อมาร่างของนางก็ทะยานไปยังบันไดเฉียนคุน
......
ไม่นานนักตู๋กูชิงหมิงก็ปรากฏตัวขึ้นที่ฐานบันไดเฉียนคุนเพื่อรับการทดสอบ
นางทอดสายตามองไปยังบันไดเฉียนคุน พบว่าเส้นทางสู่ด้านบนเต็มไปด้วยความคดเคี้ยวบิดเบี้ยว บรรยากาศที่แผ่ออกมาเต็มไปด้วยความลึกลับสุดหยั่งถึง เสมือนดั่งมีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ หลบซ่อนอยู่ปรากฏตัวให้เห็นเป็นพัก ๆ สิ่งที่ประสบพานพบตรงหน้าทำให้นางต้องตื่นตะลึงอีกครั้ง
ใช้เวลาไม่นานนักนางก็สามารถระงับสติอารมณ์ของตนเองให้สงบนิ่งได้ แล้วก็เริ่มก้าวขึ้นบันไดเฉียนคุนอย่างมั่นคง
ในทุก ๆ วันจะมีศิษย์มากมายวนเวียนเข้ามารับการทดสอบที่บันไดเฉียนคุน โดยหวังว่าตนเองจะผ่านการทดสอบก้าวขึ้นสู่สถานะศิษย์ฝ่ายนอก
วันนี้พวกเขาพบร่างที่ไม่คุ้นเคย ปรากฏตัวบนบันไดเฉียนคุน
และสิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจเป็นอย่างมากก็คือ ร่างร่างนั้นก้าวเดินด้วยฝีเท้ามั่นคง ท่าทีสงบนิ่ง แซงหน้าพวกเขาไปอย่างรวดเร็วทั้งยังก้าวเดินด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับกำลังเดินเล่นในสวน
หนึ่งพันขั้น
สองพันขั้น
สี่พันขั้น
แปดพันขั้น
" เฮ้~"
"คนผู้นั้นเป็นใครกัน?"
"พรสวรรค์ช่างน่ากลัวอะไรเยี่ยงนี้?"
"ดูไปแล้วไม่ด้อยไปกว่าศิษย์พี่หยู่เหวินเซิ่งซิน!”
" ไม่อยากจะเชื่อ! ไม่อยากจะเชื่อ! นี่นิกายกำลังจะมีสัตว์ประหลาดเพิ่มขึ้นมาอีกตนแล้วงั้นหรือ!!!?"
ทุกคนร้องอุทานในใจ
…………
ณ ยอดเขาเทียมสวรรค์ อารามเสวียนหวง ห้องลับฝึกตนของเจ้านิกาย
หลินเฟิงกำลังหลับตา นั่งขัดสมาธิเข้าฌานอยู่บนอาสนะ เพื่อฝึกตน
ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นตรงทิศทางของบันไดเฉียนคุน
เขาลืมตาขึ้นแล้วนำแผนที่นิกายออกมาจากมิติเสมือนจริง
บนแผนที่เผยให้เห็นมีร่างร่างหนึ่งบนบันไดเฉียนคุนขั้นที่เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า
“หืม?”
“สตรีผู้นั้นคือตู๋กูชิงหมิง?”
“ทันทีที่เข้านิกาย ก็เข้ารับการทดสอบจากบันไดเฉียนคุนเลยรึ”
“ทั้งยามนี้ยังก้าวขึ้นบันไดถึงขั้นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้า มากกว่าเย่จิงอวิ๋นกับเย่เสวียนนับพันขั้น และอยู่ในระดับเดียวกับหยู่เหวินเซิ่งซิน"
"หึหึ…น่าทึ่งจริงๆ"
"คงเป็นเพราะกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะกับตัวตนของอริยะกลับชาติมาเกิด นิกายเทพกระบี่ได้พบสมบัติหายากเสียแล้ว”
หลินเฟิงยิ้ม
ตู๋กูชิงหมิงผู้มีกายาศักดิ์สิทธิ์หายนะและตัวตนของอริยะกลับชาติมาเกิด ค่าวาสนาสูงถึงหนึ่งแสนสามหมื่น ช่างเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวเสียนี่กระไร
นางคือสตรีผู้ท้าทายสวรรค์อย่างแท้จริง
ความสามารถโดดเด่นขณะเข้ารับการทดสอบจากบันไดเฉียนคุน นี่คือสิ่งที่หลินเฟิงคาดหวัง
ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากับทำให้หลินเฟิงตื่นตะลึงอยู่ไม่น้อย ว่าความสามารถของนางจะอยู่ในระดับเดียวกับหยู่เหวินเซิ่งซิน
อย่างที่รู้กันว่าหลังจากที่หยู่เหวินเซิ่งซินเข้าร่วมนิกายเทพกระบี่ พลังนางก็ได้ตื่นขึ้นจนทำให้หลินเฟิงเกือบถูกบดขยี้โดยกฎเกณฑ์ฟ้าดินมาแล้ว ความแข็งแกร่งเป็นที่ประจักษ์ชัดอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่กรณีของตู๋กูชิงหมิงค่อนข้างแตกต่างของไป นางพึ่งตื่นขึ้นแต่ยังไม่ทำการหลอมรวมเลยด้วยซ้ำ ต่อให้นางเป็นอริยะกลับชาติมาเกิดก็น่าจะมีความต่างชั้นกับหยู่เหวินเซิ่งซินอยู่บ้าง
ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมา กลับกลายเป็นว่าตู๋กูชิงหมิงก้าวขึ้นบันไดถึงขั้นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าได้ เรื่องนี้ทำให้หลินเฟิงประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง
ปัจจุบันความแข็งแกร่งของนิกายเทพกระบี่ได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
“ศิษย์ฝึกหัดตู๋กูชิงหมิง ผ่านการทดสอบขั้นบันไดเฉียนคุน ผลการทดสอบประเมินออกมาค่อนข้างยอดเยี่ยม เจ้านิกายขอประกาศให้ตู๋กูชิงหมิงเลื่อนสถานะจากศิษย์ฝึกหัดเป็นศิษย์ชั้นยอด”
"ตู๋กูชิงหมิงสามารถย้ายเข้ามาฝึกฝนพักอาศัยยังสถานที่ของศิษย์ชั้นยอดได้ในทันที จงเพลิดเพลินไปกับสิทธิพิเศษมากมายที่อัจฉริยะชั้นยอดสมควรได้รับ"
คำกล่าวนี้เปรียบได้ดังเสียงอัสนีฟาดผ่าที่กระจายไปทั่วทุกหนแห่งของนิกายเทพกระบี่
เปรี๊ยง! เปรี๊ยง! เปรี๊ยง!
หลังจากคำประกาศสิ้นสุด
บรรยากาศของนิกายเทพกระบี่ก็เต็มไปด้วยแสงสีทองสาดกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง เผยให้เห็นบรรยากาศลึกลับสุดหยั่งถึง
รายการสวรรค์ :
อันดับหนึ่ง: หยู่เหวินเซิ่งซิน
อันดับสอง : ตู๋กูชิงหมิง
รายชื่อของตู๋กูชิงหมิงปรากฏขึ้นอยู่บริเวณด้านบนของรายการ