ตอนที่111 วิทยานิพนธ์อันล้ำค่า
ตอนเย็นเสิ่นอี้ไปร่วมดื่มกินกับเพื่อนร่วมหอพักยังบาร์แห่งเดิมโดยทุกคนต่างทักทายเสิ่นอี้ด้วยความยินดี โดยเฉพาะเจคอบที่ล่วงรู้ข้อมูลการขอสอบจบล่วงหน้าของเพื่อนชาวจีนเขาเอ่ยขึ้นมาด้วยความอิจฉาอย่างไม่จริงจังว่า
“เสิ่นอี้นายนี่เจ๋งชะมัดเลย เพิ่งเข้ามาเรียนได้ไม่กี่วัน แต่จะสอบจบแล้ว นายทำให้พวกเรากลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้”
“คิดไรมากเพื่อนพวกนายเจ๋งกันทุกคนแหละ ฉันเชื่อว่าทุกคนจะจบก่อนกำหนดแน่ อย่าเอาฉันไปเปรียบเทียบกับพวกนายสิ”
เสิ่นอี้กล่าวตอบเพื่อนด้วยความผ่อนคลายเขาเข้าใจดีว่าหากตนไม่มีระบบโกลาหลช่วยให้กลายเป็นคนเก่งและแข็งแกร่งขึ้น ตนก็จะเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่อาจมีดีแค่หน้าตาหล่อเหลาเท่านั้น
“ถ้างั้นคืนนี้ฉันจะร้องเพลงให้นายฟังเต็มที่เลย”ฟิลิปเอ่ยขึ้นมาด้วยความยินดีต่อความสำเร็จของเพื่อน
เขาประสานกับเจ้าของบาร์ไว้ก่อนแล้วเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับเพื่อนโดยไม่กังวลว่าจะมีปัญหาจนต้องถูกไล่ออก ถึงกระนั้นเขาได้แต่หวังว่าเจ้าถิ่นที่เคยมีเรื่องกับพวกตนจะไม่เดินทางมาดื่มกินในวันนี้อีก
อย่างไรก็ตามความกังวลใจของฟิลิปและเพื่อนอีกหลายคนได้เกิดขึ้นจริงเมื่อถึงเวลายี่สิบนาฬิกา
เสิ่นอี้เหลือบมองเห็นกลุ่มของโจเซฟเดินเข้ามาในบาร์พร้อมด้วยสมาชิกกลุ่มหน้าเดิมอันคุ้นตาเขาเอี้ยวคอมองด้วยความสนใจเพราะอยากรู้ว่าคู่กรณีเก่าจะกล้ามาหาเรื่องพวกตนหรือไม่
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้เหลือบเห็นเพียงท่าทางเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกของโจเซฟผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มก่อนที่โจเซฟจะส่งสัญญาณให้ลูกน้องไปนั่งยังโต๊ะตัวใหม่อย่างรู้งานในทันที
“โธ่เอ้ย! นึกว่าจะแน่”แจ็คเอ่ยขึ้นมาด้วยความมันเขี้ยว
เขาเหลือบเห็นกลุ่มของโจเซฟเช่นกันจึงตั้งท่ารอเอาคืนกลุ่มของศัตรูอยู่แต่คาดไม่ถึงว่าศัตรูเลือกที่จะไปนั่งโต๊ะตัวใหม่แทนการเดินเข้ามาหาเรื่องพวกตนเหมือนเดิม
“ดีแล้วล่ะอย่าให้พวกเขาเข้ามาเลย เดี๋ยวเสียบรรยากาศหมด” สุวรรณเอ่ยบอกเพื่อนอย่างใจเย็น
ต่อจากนั้นกลุ่มของเสิ่นอี้ต่างดื่มกินกันอย่างผ่อนคลายโดยไม่ได้สนใจกลุ่มของโจเซฟอีก
กระทั่งถึงเวลาปิดบาร์ลูกค้าต่างทยอยเดินออกจากร้านทีละกลุ่มด้วยท่าทางเมามาย จนถึงกลุ่มของเสิ่นอี้เดินออกมาโดยพบว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์เกือบยี่สิบเดินกรูเข้ามาล้อมกรอบอย่างตั้งใจ
“หลีกไป! หากไม่กลัวตาย จงหลีกทางให้พวกฉัน!” เสิ่นอี้เอ่ยเสียงเข้มขึ้นมาจริงจัง
เขาพร้อมสั่งการให้อินทรีดำทำการสังหารศัตรูผู้กล้าเข้ามาต่อกรด้วยอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายใดเนื่องจากเขาเลือกวิถีชีวิตตนเองในอนาคตแล้ว มีเพียงเพื่อนร่วมกลุ่มที่เขาไม่ต้องการให้เกิดความเดือดร้อนจนส่งผลกระทบต่อการเรียนในสถาบันเอ็มไอทีได้
ทันใดนั้นเสิ่นอี้เหลือบมองเห็นโอลิเวอร์เดินออกมาจากรถสปอร์ตหรูพลางเดินแทรกกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งหลายเข้ามา แล้วหยุดยืนต่อหน้าเสิ่นอี้ก่อนยกมือขึ้นมาเพื่อแสดงการทักทายด้วยท่าทางผ่อนคลายว่า
“นายเป็นคนเดียวที่พ่อสั่งให้ฉันต้องทำดีด้วยน่าแปลกจริง ๆ เลยนะ”
“ก็คงเป็นงั้นหรือนายอยากลองดี” เสิ่นอี้ยื่นมือออกไปจับกับโอลิเวอร์
เขาตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายมาดีเพราะสามารถอ่านจิตใจได้โดยพบว่าโอลิเวอร์จำเป็นที่จะต้องยอมรับตนอย่างจำใจแต่เพื่อความอยู่รอดของอาณาจักรธุรกิจอันยิ่งใหญ่ของตระกูลคอชทำให้เขารับรู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของอินทรีดำที่ทำตามแต่เกินคำสั่งตนเอง
“ไม่ล่ะ ตอนนี้ยังไม่มีอารมณ์แค่อยากมาทักทายไว้ก่อน” โอลิเวอร์ยักไหล่อย่างจำนน
เขาไม่อยากยอมรับความพ่ายแพ้และไม่อยากเอ่ยคำว่ายอมรับออกมาจึงยั้งท่าทีไว้อย่างมีเชิง พลางรู้สึกทึ่งในตัวชายหนุ่มชาวจีนเล็กน้อย เนื่องด้วยเขารับรู้จากสายอาจารย์ถึงเรื่องการขอสอบจบก่อนกำหนดของเพื่อนร่วมรุ่นตรงหน้าพลางรู้สึกประหลาดใจต่อความเก่งกาจอันหลากหลายของอีกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง
เพื่อนของเสิ่นอี้ทุกคนต่างพากันถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่พบว่าความขัดแย้งของเสิ่นอี้และโอลิเวอร์จางหายไปแล้วโดยมองเห็นสัญญาณการจับมือยุติศึกระหว่างกัน ทำให้แต่ละคนต่างยิ้มด้วยความสบายใจ
เสิ่นอี้แยกย้ายกับเพื่อนทุกคนโดยกลับไปนอนพักที่คอนโดมิเนียมอย่างกระตือรือร้นเพราะมีร่างหอมกรุ่นรอตนอยู่
..........
วันต่อมาเสิ่นอี้รีบไปห้องบรรยายสองแต่เช้าเพราะต้องการนำเสนอวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วเขาต้องการกลับไปจีนเพื่อสนทนากับภรรยาอีกคนเนื่องด้วยไม่สามารถโทรติดต่อหรือส่งข้อความหาเธอได้ โดยพบว่าเธอไม่ได้ทำการไลฟ์สดมาหลายวันแล้วพลางรู้สึกห่วงใยเธอเป็นอย่างยิ่ง
อนึ่งเขาติดต่อไปยังลูกน้องทั้งหลายแล้วทว่าไม่มีใครรับรู้ข่าวคราวของกู้หลิงหลิงมาหลายวันเช่นกันจึงไม่มีใครให้คำตอบแก่เสิ่นอี้ได้ ยิ่งทำให้เขาเกิดความกังวลและต้องการกลับไปจีนโดยเร็วที่สุด
เมื่อเสิ่นอี้มาถึงห้องบรรยายสองแล้วเขายืนตกตะลึงครู่หนึ่งอย่างคาดไม่ถึงเนื่องด้วยเหลือบเห็นผู้เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอวิทยานิพนธ์ของตนเป็นจำนวนมากจนเต็มห้องบรรยายโดยไม่มีที่นั่งว่างหลงเหลืออยู่
“เสิ่นอี้มาพอดีเริ่มนำเสนอได้เลยนะถ้าพร้อมแล้ว พอดีมีคนสนใจเยอะไปหน่อย คงไม่เป็นไรใช่ไหม”
ศาสตราจารย์ลูคัสเดินเข้ามาหาเสิ่นอี้พลางกล่าวออกตัวอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อยเขาไม่คาดคิดว่าการประชาสัมพันธ์เพียงสูตรฟิสิกส์และเคมีไม่กี่สูตรที่แปลกตาจากวิทยานิพนธ์ของลูกศิษย์คนเก่งจะกลับกลายเป็นการเรียกบรรดานักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ทั่วทุกมุมโลกให้เดินทางมารวมตัวกันได้ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
“ไม่เป็นไรหรอกครับ”เสิ่นอี้กล่าวตอบรับพลางยิ้มแห้งอย่างจำใจ
เขารับรู้ได้ทันทีว่าการนำเสนอครั้งนี้คงไม่จบลงอย่างง่ายดายพลางคิดว่าอาจได้ตอบคำถามจนถึงช่วงเวลาเย็นแน่นอน จึงตัดสินใจสั่งการให้อินทรีดำเดินทางล่วงหน้าไปจีนเพื่อค้นหาตัวกู้หลิงหลิงแทนตนเหตุเพราะเขายังต้องทำหน้าที่ในการนำเสนองานให้จบสิ้นเสียก่อน
ต่อจากนั้นเสิ่นอี้เริ่มต้นนำเสนอที่มาของวิทยานิพนธ์ให้แก่ทุกคนรับฟังอย่างละเอียดพอถึงช่วงอธิบายชั้นตอนการวิจัย มีนักวิชาการหลายคนต่างพากันสอบถามเสิ่นอี้ด้วยความสงสัยใคร่รู้ในที่มาขององค์ความรู้อันซับซ้อนของชายหนุ่มเป็นอย่างมาก
เสิ่นอี้ยิ้มน้อยๆ ก่อนกล่าวตอบนักวิชาการทั้งหลายตามจริงบางส่วนว่า
“เพราะผมฉลาดและเก่งก็เลยคิดค้นขึ้นมาได้ผมได้แต่หวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีคนสามารถต่อยอดความรู้ทั้งหลาย และสร้างนวัตกรรมให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติได้”
เสิ่นอี้จำเป็นที่จะต้องกล่าวอย่างโอ้อวดเพื่อกลบเกลื่อนการสอบถามที่มาของความรู้เหล่านั้นไว้เขาไม่สามารถบอกกล่าวความจริงบางเรื่องให้ผู้คนบนโลกนี้รับฟังได้
อย่างไรก็ตามชายหนุ่มต้องตอบคำถามหลากหลายศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยโดยพบว่ามีนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์หลากหลายแขนงเข้าร่วมรับฟังการนำเสนอในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก
เสิ่นอี้แจ้งต่ออาจารย์ในทีมและผู้พันจอห์นซึ่งเคยร่วมผจญภัยยังขั้วโลกเหนือด้วยกันเขายินดีมอบชุดอเนกประสงค์ให้เป็นของขวัญสำหรับทุกคน โดยได้รับคำกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจจากทุกคนเนื่องด้วยเป็นของขวัญอันล้ำค่าซึ่งไม่สามารถผลิตขึ้นมาได้อีกแล้วจนกว่าจะมีเทคโนโลยีก้าวหน้ามากพอ
สุดท้ายเสิ่นอี้สามารถออกจากห้องบรรยายสองได้ในเวลาสิบแปดนาฬิกากล่าวได้ว่าเป็นการนำเสนอวิทยานิพนธ์อันแสนหฤโหดและใช้เวลานานมากที่สุดของสถาบันเอ็มไอที
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าวิทยานิพนธ์ของตนได้เป็นที่กล่าวขานเป็นอย่างมากในวงการนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์เหตุเพราะศาสตร์ขั้นสูงในการอธิบายของเสิ่นอี้ได้ก่อให้เกิดความโกลาหลต่อวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก
ชายหนุ่มจำเป็นต้องพับโครงการเดินทางกลับจีนไว้ก่อนโดยเปลี่ยนแผนเป็นออกเดินทางในพรุ่งนี้เช้าแทน ซึ่งเขารับรู้สถานการณ์ของกู้หลิงหลิงผ่านทางอินทรีดำโดยมันสามารถค้นพบแฟนสาวของตนได้แล้ว และสามารถช่วยเหลือเธอออกมาได้อย่างปลอดภัย
“เฮอ! ไม่นึกเลยว่าหลิงหลิงจะโชคร้าย แต่ก็นะเธอออกจะสวยขนาดนั้น ขนาดฉันยังชอบเธอเลย แล้วแฟนคลับเธอละ หากไม่ชอบนี่สิแปลก”
เสิ่นอี้พึมพำขณะวิ่งกลับคอนโดมิเนียมเขาขี้เกียจขับรถยนต์เข้ามาหาที่จอดในสถาบัน จึงเลือกที่จะวิ่งแทนเพราะระยะทางจากที่พักมาสถาบันไม่ไกลจากกันมากนัก
เมื่อชายหนุ่มไปถึงห้องพักเขาเปิดประตูแล้วมีร่างนุ่มโถมเข้ากอดตัวเอง พร้อมกล่าวแสดงความยินดีจากแฟนสาวดังขึ้นว่า
“ยินดีด้วยว่าที่บัณฑิตใหม่คุณรู้ไหมว่าดังใหญ่แล้วนะ มาดูนี่สิ มีข่าวเรื่องวิทยานิพนธ์ของคุณด้วยพวกเขาบอกว่าเป็นวิทยานิพนธ์อันล้ำค่าของสถาบัน”
โซเฟียลากแขนแฟนหนุ่มไปดูโทรทัศน์ซึ่งรายการข่าวกำลังนำเสนออยู่ด้วยความตื่นเต้นยินดีเธอไม่เคยอ่านงานวิจัยของแฟนหนุ่มมาก่อนเพราะปล่อยให้เขาทำวิทยานิพนธ์อย่างอิสระกระนั้นเธอรับรู้ได้ถึงประสิทธิภาพอันเหนือจินตนาการของชุดอเนกประสงค์เป็นอย่างดีจึงรู้สึกยินดีแทนแฟนหนุ่มที่มีสำนักข่าวและองค์กรทางด้านวิทยาศาสตร์ทั้งหลายให้ความสนใจต่อนวัตกรรมชิ้นสำคัญ
“อย่างนั้นหรือผมกลายเป็นคนดังแล้ว แบบนี้ก็ลำบากนั่นซี จะไปไหนก็ต้องคอยหลบนักข่าวกับนักวิชาการแล้วเรื่องไปเที่ยวรอบโลกของพวกเรา มันจะสนุกหรือ”
เสิ่นอี้เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเขาไม่รู้สึกยินดีต่อความโด่งดังหรือชื่อเสียงเหล่านั้นสักนิดเพราะสามารถคาดการณ์ความเป็นไปของตนในอนาคตได้โดยรู้สึกหนักใจมากกว่ายินดี
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่าเดี๋ยวฉันกับหลิงหลิงจะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้คุณเอง”
โซเฟียกล่าวตอบแฟนหนุ่มพร้อมโอบคอเขาเพื่อจุมพิตให้รางวัลอีกทั้งเป็นการจบบทสนทนาอันไม่จำเป็นอีกต่อไป
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่เข้ามาอ่านและสนับสนุนไรต์สัปดาห์หน้าจะเป็นตอนยาวตอนเตียว(ติดเหรียญ)และเป็นตอนจบของเรื่องนี้แล้ว รบกวนฝากติดตามอ่านและให้กำลังใจขอบคุณล่วงหน้าเป็นอย่างสูงจ้า