การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 60 ความผิดปกติที่เกิดกับฉิงเหม่ย

           เมื่อยามเช้ามาถึง หวังเหว่ยได้ตื่นขึ้นมานั่งสมาธิเพื่อปรับสมดุลพลังปราณอสูรตามปกติ จากนั้นเมื่อถึงเวลาสายของวันเขาได้ออกจากห้องพักไปที่ห้องรับแขกของคฤหาสน์ และนั่งลงที่โซฟาทางด้านตรงข้ามกับโซฟาที่เฟิงเค่อและเฟิงเป้ากำลังนั่งอยู่
           “นายท่าน” เฟิงเค่อและเฟิงเป้าเป้ากล่าวทักทายหวังเหว่ย
           “พวกเจ้าสืบได้เรื่องอะไรบ้างหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวกับเฟิงเค่อและเฟิงเป้า
           “คือ... ข้ายังสืบหาข่าวอะไรไม่ได้เลยขอรับ ขออภัยด้วยขอรับนายท่าน แต่ข้าได้ทำความรู้จักกับแม่นางเหวินหนิงถังก่อนที่ข้าจะกลับมาที่คฤหาสน์ขอรับ” เฟิงเป้ากล่าวตอบหวังเหว่ย
           “อืม ไม่เป็นไรข้าไม่ติหนิเจ้า ไม่มีใครทำทุกอย่างได้สำเร็จไปซะทุกครั้งหรอก ว่าแต่แม่นางเหวินหนิงถังนางเป็นใครหรือ ?”
           “แม่นางเหวินหนิงถังนางเป็นบุตรสาวของผู้นำตระกูลเหวินซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองขอรับ”
           “เจ้าทำได้ดีมากเฟิงเป้า! การได้ทำความรู้จักกับบุตรสาวของหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ถือว่าเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากกว่าการสืบหาข่าวได้สำเร็จข่าวนับร้อยเท่า !”
           “ขอบคุณนายท่านที่ไม่ตำหนิข้าขอรับ ไว้มีโอกาสข้าจะลองสอบถามข่าวสารต่างๆ จากนางดูขอรับ” เฟิงเป้ากล่าว
           “อืม เจ้าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนสอบถามอะไรนาง รอให้เจ้าเริ่มสนิทกับนาง เจ้าค่อยลองสอบถามเรื่องราวภายในตระกูลของนางรวมถึงอีกสองตระกูลใหญ่ดู ข้าอยากรู้เกี่ยวกับเรื่องอุโมงค์แร่ที่พวกเขาครอบครองอยู่
           หลังจากนี้ข้าให้อิสระเจ้าเต็มที่ในการออกไปสังสรรค์ขอเพียงไม่ใช่เวลางาน สำหรับเรื่องเงินให้เจ้าไปเบิกที่หน่วยกองคลังที่จิวซื่อดูแลอยู่ ข้าจะบอกกับนางเอาไว้ให้” หวังเหว่ยกล่าวกับเฟิงเป้า
           “รับทราบขอรับนายท่าน” เฟิงเป้ากล่าวกับหวังเหว่ย
           “ทางเจ้าล่ะเฟิงเค่อ เจ้าสืบหาข่าวอะไรได้บ้างหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามเฟิงเค่อ
           เฟิงเค่อได้แสดงรอยยิ้มของผู้ชนะออกมา
           “ข้าสามารถสืบได้ข้อมูลของสามตระกูลใหญ่มาขอรับ ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในสามตระกูลใหญ่คือตระกูลเหวิน พวกเขามีกองกำลังทหารรับจ้างอยู่ราวสองหมื่นคน
           ตระกูลที่แข็งแกร่งรองลงมาคือตระกูลเพ่ย พวกเขามีกองกำลังทหารรับจ้างอยู่ราวหนึ่งหมื่นแปดพันคน
           ตระกูลที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสามคือตระกูลไป๋ พวกเขามีกองกำลังทหารรับจ้างอยู่ราวหนึ่งหมื่นเจ็ดพันคน” เฟิงเค่อกล่าวกับหวังเหว่ย
           “โอ้! เจ้าทำได้ดีมากเฟิงเค่อ เพียงแค่วันแรกที่ออกไปสังสรรค์เจ้าก็ทำได้ดีขนาดนี้แล้ว ข้าอนุญาตให้เจ้าออกไปสังสรรค์ขอเพียงไม่ใช่เวลางานได้เช่นเดียวกับเฟิงเป้า” หวังเหว่ยกล่าวกับเฟิงเค่อ
           “ยังมีอีกเรื่องขอรับนายท่าน ข้าได้รับคำเตือนจากแม่นางซูฮวาหลง ว่าสามตระกูลใหญ่อาจจะเคลื่อนไหวกระทำการบางอย่างกับพวกเรา เพื่อขัดขวางไม่ให้พวกเราสร้างกลุ่มอำนาจขึ้นภายในเมืองนี้ขอรับ” เฟิงเค่อกล่าวกับหวังเหว่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
           “อืม เรื่องนี้น่าสนใจไม่น้อย ข้าจะรอดูว่าพวกนั้นจะขัดขวางพวกเราอย่างไร ว่าแต่แม่นางซูฮวาหลงนางเป็นใครหรือ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามเฟิงเค่อ
           “นางเป็นเจ้าของร้านอาหารที่ข้าไปสืบหาข่าวและเป็นผู้ตรวจการของเมืองนี้ขอรับ นางบอกว่านางมีอำนาจเป็นรองเพียงท่านเจ้าเมืองขอรับ” เฟิงเค่อกล่าวตอบหวังเหว่ย
           “ผู้ตรวจการของเมือง! เจ้าช่างไม่ธรรมดาจริงๆเฟิงเค่อ ออกไปสังสรรค์แค่วันเดียวเจ้าก็ได้รู้จักกับผู้มีอำนาจใหญ่โตภายในเมืองแล้ว” หวังเหว่ยกล่าวชื่นชมเฟิงเค่อ
           เฟิงเค่อได้เผยรอยยิ้มของผู้ชนะในขณะหันไปมองเฟิงเป้า
           "ฮืม อย่าให้ถึงทีข้าบ้างแล้วกัน" เฟิงเป้าคิดในใจอย่างเงียบๆ ขณะมองรอยยิ้มอย่างผู้ชนะของเฟิงเค่อ
           เวลาผ่านไปครู่หนึ่งเฟิงเค่อได้หันมากล่าวกับหวังเหว่ย “ข้าเพียงแค่โชคดีขอรับนายท่าน ในตอนนี้ใกล้จะได้เวลาเปิดรับสมัครทหารรับจ้างแล้วขอรับ ข้าขอตัวออกไปเตรียมเรื่องการรับสมัครก่อนขอรับ”
           “เอาล่ะ ข้าไม่รบกวนเวลาการทำงานของพวกเจ้าทั้งสองแล้ว ข้าจะกลับเข้าไปฝึกฝนทักษะภายในมิติแดนอสูร เรื่องราวภายในคฤหาสน์ข้ามอบให้พวกเจ้าทั้งสองเป็นคนจัดการ หากมีเรื่องอะไรสำคัญให้พวกเจ้าบอกกับข้าผ่านการสื่อสารทางจิต”
           “รับทราบขอรับนายท่าน พวกเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดขอรับ” เฟิงเค่อและเฟิงเป้ากล่าวกับหวังเหว่ย จากนั้นพวกเขาทั้งสองได้เดินออกไปจากคฤหาสน์เพื่อไปเตรียมเรื่องการรับสมัครทหารรับจ้าง
           ส่วนหวังเหว่ยได้กลับไปภายในมิติแดนอสูร
           วูบ

    มิติแดนอสูร

           “นายท่าน” เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์กล่าวทักทายหวังเหว่ย
           หวังเหว่ยได้พยักหน้าตอบรับการทักทาย จากนั้นเขาได้เดินไปหาจิวซือที่อาคารของหน่วยกองคลัง
           จิวซื่อ เฟิงเฟย รวมถึงเหม่ยหลินและเหม่ยจู ในขณะที่ทั้งสี่คนมองเห็นหวังเหว่ย พวกเขาได้หยุดพูดคุยกันและหันมากล่าวทักทายหวังเหว่ย “นายท่าน”
           “อืม พวกเจ้าเป็นอย่างไรกันบ้าง งานในหน่วยทั้งสามราบรื่นดีหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามทั้งสี่คน
           “ทุกอย่างราบรื่นดีเจ้าค่ะ เหล่าสัตว์อสูรทุกคนตั้งใจทำงานเพื่อสะสมคะแนนผลงานและมีสัตว์อสูรบางส่วนเริ่มใช้คะแนนผลงานแลกเปลี่ยนกับสิ่งของต่างๆ ที่หน่วยกองคลังแล้วเจ้าค่ะ” จิวซื่อกล่าวตอบหวังเหว่ย
           “พวกเจ้าทำงานกันได้ดีมาก จิวซื่อในช่วงนี้เฟิงเค่อและเฟิงเป้ากำลังทำภารกิจออกสืบข่าวให้กับข้า หากพวกเขาทั้งสองต้องการเบิกเงินจากหน่วยกองคลังให้เจ้าอนุมัติเงินให้กับพวกเขาทั้งสอง”
           “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” จิวซื่อกล่าวกับหวังเหว่ย
           “เอาล่ะ ข้าไม่รบกวนเวลาทำงานของพวกเจ้าแล้ว หากพวกเจ้ามีเรื่องอะไรให้พวกเจ้าบอกกับข้าผ่านสารสื่อสารทางจิต”
           “รับทราบ ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” เฟิงเฟย จิวซื่อ เหม่ยหลิน เหม่ยจู กล่าวกับหวังเหว่ยพร้อมกัน จากนั้นทั้งสี่คนได้หันไปปรึกษาพูดคุยเรื่องงานกันต่อ
           หวังเหว่ยได้เดินออกมาจากอาคารของหน่วยกองคลัง จากนั้นเขาได้ไปหากลุ่มนักสู้หญิงงามภายในที่พักของพวกนาง
           จินฟางและกุ้ยถิงรวมถึงเหล่าหญิงสาวทั้ง82คนและสามพยัคฆ์อสูร ได้ออกมาต้อนรับหวังเหว่ยอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาภายในที่พัก
           “นายท่าน” สามพยัคฆ์อสูรและกลุ่มนักสู้หญิงงามกล่าวทักทายหวังเหว่ย
           “อืม พวกเจ้าเป็นอย่างไรกันบ้าง การฝึกฝนเป็นไปได้ด้วยดีหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามกลุ่มนักสู้หญิงงาม
           “ทุกอย่างราบรื่นดีเจ้าค่ะนายท่าน พยัคฆ์คราม พยัคฆ์ขาว พยัคฆ์ทมิฬกำลังสอนทักษะวิชาตัวเบาให้กับพวกเราเจ้าค่ะ” กุ้ยถิงกล่าวตอบ
           หวังเหว่ยได้ยินดังนั้นจึงได้หันไปมองสามพยัคฆ์อสูร “พวกเจ้าทั้งสามทำได้ดีมากนี่คือแหวนมิติ ภายในแหวนมิติมีแก่นอสูรของสัตว์อสูรระดับเลเวล30ถึง40อยู่วงละ10อัน ข้ามอบให้กับพวกเจ้าคนละหนึ่งวงเป็นรางวัล”
           “ขอบคุณนายท่านขอรับ” สามพยัคฆ์อสูรกล่าวขอบคุณหวังเหว่ย ในขณะยื่นมือไปรับแหวนมิติคนละวงมาสวมใส่ที่นิ้วมือของตนเอง
           หวังเหว่ยได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของสามพยัคฆ์อสูร จากนั้นเขาได้หันไปมองกลุ่มนักสู้หญิงงาม “นี่คือเม็ดยาสมุนไพรช่วยดูดซับพลังปราณอสูรระดับยอดเยี่ยม ข้ามอบให้กับพวกเจ้าเพื่อให้พวกเจ้าดูดซับพลังปราณอสูรได้รวดเร็วยิ่งขึ้น” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้มอบเม็ดยาสมุนไพรช่วยดูดซับพลังปราณอสูรระดับยอดเยี่ยมให้กับพวกนางคนละหนึ่งเม็ด
           “ขอบคุณนายท่านเจ้าค่ะ พวกเราจะตั้งใจฝึกฝนเพื่อเป็นกำลังให้กับนายท่านเจ้าค่ะ” กลุ่มนักสู้หญิงงามกล่าวกับหวังเหว่ย
           “ดีมาก เอาล่ะ ข้าไม่รบกวนการฝึกฝนของพวกเจ้าแล้ว หากพวกเจ้ามีเรื่องอะไรให้พวกเจ้าบอกกับข้าผ่านการสื่อสารทางจิต” หวังเหว่ยกล่าวกับกลุ่มนักสู้หญิงงามและสามพยัคฆ์อสูร
           “รับทราบ ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” สามพยัคฆ์อสูรและกลุ่มนักสู้หญิงงามกล่าวกับหวังเหว่ยพร้อมกัน
           หวังเหว่ยได้เดินออกมาจากที่พักของพวกนาง จากนั้นเขาได้ไปหาฉิงเหม่ยยังลานฝึกฝนการต่อสู้ที่นางใช้ฝึกฝนเป็นประจำ แต่ในวันนี้เขากลับไม่ได้พบเห็นนางออกมาฝึกฝนเหมือนอย่างปกติ หวังเหว่ยจึงได้ไปหานางยังที่พักของนาง
           เมื่อมาถึงยังหน้าที่พักของฉิงเหม่ย หวังเหว่ยได้พบกับหวังลู่เมิ่งที่กำลังเดินไปเดินมาอยู่หน้าที่พักของฉิงเหม่ย หวังเหว่ยจึงได้เดินเข้าไปใกล้นาง นางจึงได้รู้สึกตัวและหันมามองหวังเหว่ยที่กำลังเดินเข้ามาหานาง
           “พี่ชาย ใบหน้าพี่เปลี่ยนไปอีกแล้ว” หวังลู่เมิ่งกล่าวกับหวังเหว่ยด้วยน้ำเสียงหวานใส
           “ฮ่าๆ พี่เป็นคุณชายร้อยหน้าเลยเปลี่ยนแปลงใบหน้าบ่อยน้องพี่เก่งจริงๆที่จำพี่ได้” หวังเหว่ยกล่าวชมหวังลู่เมิ่งในขณะใช้มือลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน
           “ฮิๆ ทำไมข้าจะจำพี่ไม่ได้ล่ะ เสียงของพี่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยถึงแม้พี่จะเปลี่ยนใบหน้ากี่ครั้งก็ตาม” หวังลู่เมิ่งกล่าวกับหวังเหว่ย ในขณะที่นางกอดเขาเอาไว้แน่น
           “ฮ่าๆ พี่เข้าใจแล้ว แล้วพี่อี้หลิวกับพี่ฉิงเหม่ยล่ะ ?” หวังเหว่ยกล่าวกับหวังลู่เมิ่ง
           หวังลู่เมิ่งมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำถามของหวังเหว่ย นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่สดใสเหมือนเดิม “พี่สาวฉิงเหม่ยนางกำลังไม่สบายพี่ชาย พี่สาวอี้หลิวกำลังตรวจดูอาการของพี่สาวฉิงเหม่ย” หวังลู่เมิ่งกล่าวตอบหวังเหว่ย
           “หืม? พี่สาวฉิงเหม่ยนางแข็งแรงออกขนาดนั้นนางจะไม่สบายได้อย่างไร พวกเราเข้าไปดูอาการของพี่ฉิงเหม่ยกัน” หวังเหว่ยกล่าวกับหวังลู่เมิ่ง จากนั้นเขาได้จูงมือเล็กๆของนางเดินเข้าไปภายในห้องพักของฉิงเหม่ย
           “นายท่าน” อี้หลิวได้กล่าวทักทายหวังเหว่ยเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา
           “ฉิงเหม่ยนางไม่สบายหรือ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามอี้หลิว ในขณะมองฉิงเหม่ยที่กำลังนั่งสมาธิเพื่อปรับสมดุลพลังปราณอสูร
           “ในยามเช้าฉิงเหม่ยนางบอกกับข้าผ่านการสื่อสารทางจิตว่าพลังปราณอสูรในร่างกายของนางเกิดการปั่นป่วนพลุ่งพล่านจนนางไม่สามารถควบคุมได้เจ้าค่ะ” อี้หลิวกล่าวตอบหวังเหว่ย
           หวังเหว่ยได้ขมวดคิ้วเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำกล่าวของอี้หลิว "หรือว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับดวงจิตของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์วิหกวายุมิติ" หวังเหว่ยคิดในใจ
           “อืม ข้าจะดูอาการของนางเอง อี้หลิวเจ้าพาลู่เมิ่งออกไปเดินเล่นเถิด” หวังเหว่ยกล่าวกับอี้หลิว
           “เจ้าค่ะนายท่าน” อี้หลิวกล่าวกับหวังเหว่ย จากนั้นนางได้จับมือของหวังลู่เมิ่งอย่างอ่อนโยน “นายหญิงน้อยพวกเราออกไปเดินเล่นกันเจ้าค่ะ”
           “พี่ชาย พี่สาวฉิงเหม่ยนางจะเป็นอะไรหรือไม่ ?” หวังลู่เมิ่งกล่าวถามหวังเหว่ย ขณะแสดงสีหน้าเป็นกังวลออกมา
           หวังเหว่ยได้หันไปยิ้มให้กับหวังลู่เมิ่งและอี้หลิว “พวกเจ้าทั้งสองไม่ต้องเป็นกังวล มีข้าอยู่ที่นี่ฉิงเหม่ยจะปลอดภัยอย่างแน่นอน” หวังเหว่ยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
           “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกกับพี่สาวอี้หลิว พี่ชายท่านต้องช่วยให้พี่สาวฉิงเหม่ยหายดีไวๆนะ” หวังลู่เมิ่งกล่าวออกมา จากนั้นนางได้จูงมืออี้หลิวเดินออกไปจากที่พักของฉิงเหม่ย
           หลังจากทั้งสองคนออกไปแล้ว หวังเหว่ยได้หันมามองฉิงเหม่ยที่กำลังนั่งสมาธิปรับสมดุลพลังปราณอสูรจนเหงื่อออกท่วมตัวของนาง
           “เจ้าเป็นอย่างไรบ้างฉิงเหม่ย” หวังเหว่ยกล่าวถามผ่านการสื่อสารทางจิต
           “ข้ารู้สึกว่าพลังปราณอสูรของข้ากำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรงอยู่ตลอดเวลาเลยเจ้าค่ะนายท่าน จะมีอะไรเกิดขึ้นกับวิหกน้อยหรือไม่เจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยกล่าวกับหวังเหว่ยผ่านการสื่อสารทางจิต
           “อืม ข้าจะลองตรวจสอบเจ้าและวิหกน้อยดู” หวังเหว่ยได้ใช้ทักษะตรวจสอบ เพื่อตรวจสอบดูความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับฉิงเหม่ยและวิหกน้อย
           เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
           “นี่มัน! ฮ่าๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้ ฉิงเหม่ยเจ้าอดทนหน่อยนะ ข้าจะช่วยกระตุ้นการเลื่อนระดับพลังของเจ้าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้ปลดผนึกระดับเลเวลของตนเองให้กลับมาอยู่ที่ระดับเลเวล34 จากนั้นเขาได้รวบรวมพลังปราณอสูรทั้งหมดที่มีมาไว้ที่ฝ่ามือและได้วางมือของเขาลงบนไหล่ของฉิงเหม่ยอย่างอ่อนโยน
           พลังปราณอสูรทั้งหมดของหวังเหว่ยได้หลั่งไหลเข้าไปภายในร่างกายของฉิงเหม่ยอย่างรวดเร็ว
           อ๊าาาาา
           ฉิงเหม่ยได้ร้องออกมาเสียงดังด้วยความเจ็บปวด เนื่องจากพลังปราณอสูรของหวังเหว่ยได้หลั่งไหลไปทั่วทั้งร่างกายของนาง
           “เจ้าอดทนอีกนิดฉิงเหม่ย วิหกน้อยเจ้าก็ควรช่วยมารดาของเจ้าด้วยอีกแรง” หลังจากหวังเหว่ยกล่าวจบ บริเวณหน้าท้องของฉิงเหม่ยได้เปล่งแสงสว่างสีขาวออกมาอย่างแรงกล้า จากนั้นพลังปราณอสูรของดวงจิตสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์วิหควายุมิติได้หลั่งไหลไปทั่วทั้งร่างกายของฉิงเหม่ยอย่างรวดเร็ว
           อ๊าาาาา
           ฉิงเหม่ยได้เปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง เนื่องจากภายในร่างกายของนางมีพลังปราณอสูรถึงสามสายไหลเวียนอยู่
           เวลาผ่านไปสิบนาที หวังเหว่ยที่สังเกตเห็นพลังปราณอสูรทั้งสามสายพร้อมที่จะปะทุอย่างเต็มที่แล้ว เขาจึงได้กล่าวกับฉิงเหม่ยว่า “ได้เวลาแล้ว ฉิงเหม่ยเจ้าปลดปล่อยพลังปราณอสูรทั้งหมดออกมาไม่จำเป็นต้องผนึกเอาไว้อีกต่อไป”
           ฉิงเหม่ยทำตามคำกล่าวของหวังเหว่ยในทันที นางได้ปลดปล่อยพลังปราณอสูรทั้งสามสายให้ปะทุออกมา
           ตูม!
           พลังปราณอสูรสีขาวสองสายและพลังปราณอสูรสีแดงอีกหนึ่งสายได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้หวังเหว่ยกระเด็นออกไปไกลจากที่พักของนางนับร้อยเมตรในทันที
           เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ที่อยู่ภายในมิติแดนอสูรได้หันมามองในทิศทางที่เกิดการปะทุขึ้นอย่างรุนแรงของพลังปราณอสูรทั้งสามสายในทันที
           อาคารที่พักของฉิงเหม่ยได้ถูกพลังปราณอสูรทั้งสามสายทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี ในขณะนั้นเองแสงจันทร์ได้สาดส่องลงมายังร่างของฉิงเหม่ยที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ แม้จะเป็นในเวลากลางวันแต่เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ทุกคนรวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงามได้มองเห็นแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมากันอย่างชัดเจน
           “นายท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ” เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ที่เห็นหวังเหว่ยกระเด็นออกมาได้พากันเข้ามาดูอาการของเขา
           “ข้าไม่เป็นไร” หวังเหว่ยที่อ่อนล้าจากการใช้พลังปราณอสูรไปจนหมดได้ฝืนลุกขึ้นยืน ขณะจ้องมองไปทางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา
           เวลาผ่านไปครู่หนึ่งพลังปราณอสูรทั้งสามสายได้รวมเข้าด้วยกันกลายเป็นเงาร่างของสัตว์อสูรจิ้งจอกขาวราตรีขนาดใหญ่นับพันเมตร จากนั้นเงาร่างของสัตว์อสูรจิ้งจอกขาวราตรีได้ร้องคำรามออกมาเสียงดัง
           โฮกกกกก
           เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ที่อยู่ภายในมิติแดนอสูรทุกคนรวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงามและหวังเหว่ยได้นั่งลงทำสมาธิเพื่อปรับสมดุลพลังปราณอสูรในทันทีที่ได้ยินเสียงร้องคำราม เนื่องจากเสียงร้องคำรามของเงาร่างของสัตว์อสูรจิ้งจอกขาวราตรีทำให้พลังปราณอสูรภายในร่างกายของพวกเขาเกิดการปั่นป่วนพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง
           เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เงาร่างของสัตว์อสูรจิ้งจอกขาวราตรีได้หยุดร้องคำรามเสียงดัง จากนั้นแสงสว่างสีขาวได้ส่องสว่างออกมาทั่วทั้งร่างกายของฉิงเหม่ย จากนั้นเงาร่างของสัตว์อสูรจิ้งจอกขาวราตรีก็ได้จางหายไปพร้อมกับแสงจันทร์
           ฟุบ
           ฉิงเหม่ยได้มาปรากฎกายอยู่ข้างหวังเหว่ยอย่างรวดเร็ว ในรูปลักษณ์ที่ทำให้ทุกคนตกตะลึง เนื่องจากมีขนสีขาวขึ้นตามแขนขาของนางเล็กน้อย อีกทั้งยังมีหูสีขาวของจิ้งจอกสองข้างบนศีรษะของนางรวมถึงหางสีขาวของจิ้งจอกอีกหนึ่งหาง
           “นายท่าน ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าค่ะ” ฉิงเหม่ยกล่าวถามหวังเหว่ยด้วยความเป็นห่วง
           “ข้าไม่เป็นไร เจ้าลองตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของตัวเองหรือยัง ?” หวังเหว่ยกล่าวถามฉิงเหม่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับมอบอุปกรณ์วิเศษประเภทกระจกให้กับนาง
           ฉิงเหม่ยได้ยินดังนั้นนางจึงได้สำรวจดูร่างกายของนาง ทำให้นางได้เห็นขนสีขาวที่ขึ้นตามแขนขาของนาง และได้เห็นใบหูสีขาวของจิ้งจอกทั้งสองข้าง รวมถึงหางสีขาวของจิ้งจอก
           “นี่มัน! เกิดอะไรขึ้นกับข้าเจ้าค่ะนายท่าน”
           “ฮ่าๆ นี่คือร่างนักสู้ของสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเจ้าอยู่ในร่างนี้พลังต่อสู้ของเจ้าจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว !” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้ใช้ทักษะตรวจสอบนาง
           ฉิงเหม่ย สัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์จิ้งจอกขาวราตรีนิรันดร์ ระดับเลเวล45

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร ที่คุณอ่าน