วันต่อมา
เลี่ยงหลงมาแต่งกายยามโหย่ว ชุดที่ชินอ๋องให้มาเป็ชุดสีน้ำเงิน ปักลายพยัคฆ์ ชุดนี้เข้ากับข้ามิน้อยเลยทีเดียว แต่งกายเสร็จก็ใช้เวลากว่าสองชั่วยาม เมื่อถึงยามซวีก็ขึ้นรถม้าเพื่อไปยังวังหลวง
เมื่อถึงวังหลวงก็มีขันทีค่อยตรวจดูผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ งานเลี้ยงฉลองชัยชนะในคราวนี้ให้ขุนนางทุกคนเข้าร่วมได้แต่เหล่าสตรีนั้นได้เพียงฮูหยินกับบุตรที่กำเนิดจากฮูหยินเอกและฮูหยินรองเพียงเท่านั้น
เรียกง่ายๆคือไม่ให้พวกอนุทั้งหลายมาออกงานว่างั้นเถอะ ก็มิแปลกเท่าไหร่นักหรอก
“ เลี่ยงหรง“ คนที่ทักนั้นก็คืออู๋ซวนที่พึ่งเข้างานมาได้ก่อนเลี่ยงหรงเค่อหนึ่ง พูดคุยกันสักพักก่อนที่เ้าตัวจะขอไปทักทายคนที่รู้จักสักหน่อย
ในอดีตงานฉลองชัยชนะมีการแสดงร่ายรำซึ่งกุ้ยเฟยเป็ผู้ฝึกซ้อมด้วยพระนางเอง ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคุณหนูเจียงร่วมแสดงอยู่ด้วย
ในส่วนของฮองเฮา ทรงเห็นว่าคุณหนูทั้งหลายต่างมีความสามารถจึงให้พวกนางออกมาทำการแสดงตามความสมัครใจ แต่จริงๆแล้วเป็การหาว่าที่พระชายาเอกของชินอ๋อง เมื่อการแสดงจบลงก็เป็คุณหนูเฉินที่ทำการแสดงได้ดีที่สุด แถมยังได้กำไลหยกจากฮองเฮาอีกด้วย
แต่มิได้มีเพียงเท่านี้ คุณหนูไป๋ ได้ยินข่าวคราวจากในอดีตมาว่านางเป็พระสนมตำแหน่ง หวงกุ้ยเฟย ซึ่งเป็ที่โปรดปรานของฝ่าาเป็อย่างมาก ซึ่งในงานฉลองชัยชนะในครั้งนั้น ฝ่าาทรงให้นางแต่งเป็พระชายารองของชินอ๋องอีกด้วยอีกด้วย
เพราะงั้นงานนี้ถึงสำคัญมิน้อย คงต้องรอดูว่าพี่เหลียงจะทำเช่นไร หากเกิดเื่ไม่คาดฝันอย่างที่ฝ่าาให้พระราชทานสมรสชินอ๋องกับคุณหนูไป๋ ซึ่งได้ตำแหน่งเป็ถึงพระชายารอง และคุณหนูเฉินเองก็ถูกฮองเฮาวางตัวเอาไว้แล้ว เลี่ยงหรงคิดว่างานนี้เป็เหมือนการพิสูจน์ว่าจะไปต่อหรือจะถอยกลับความรักในครั้งนี้
แล้วพอมาคิดดูงานเลี้ยงฉลองชัยชนะหรืองานแสดงอำนาจรึไงกัน งานแบบนี้พวกทหารมิค่อยชอบกันเท่าไหร่นัก ก็มีแต่อะไรแบบนี้ถึงมิได้อยากจะมางานแบบนี้นัก
“ คารวะท่านแม่ทัพเ้าค่ะ “ สตรีที่มาทักทายเลี่ยงหรงเป็คนแรกนั้นเป็คุณหนูเฉินว่าที่พระชายาเอกของชินอ๋อง
“ อืม “ ถึงอีกฝ่ายจะเป็คนตระกูลใหญ่ก็ตามแถมยังเป็ตระกูลของฮองเฮาอีก ระวังตัวไว้สักหน่อยจะดีกว่า
“ แม้ท่านแม่ทัพละก็คงจะเขินอายสินะเ้าค่ะ “ เสียงแสบแก้วหูดังขึ้นมา ใครกัน มิเห็นคุ้นหน้าคุ้นตา
“ เว่ยเอ๋อร์ เ้าอย่าพูดเช่นนี้ ต้องขออภัยแทนน้องสาวด้วยนะเ้าค่ะ “ น้องสาวหรือ อ้อ คงเป็บุตรสาวของอนุที่มารดาได้เลื่อนขั้นเป็ฮูหยินรองเมื่อไม่นานมานี้ มิน่าเชื่อท่านอัครเสนาบดีฝ่ายขวาอยากจะให้บุตรีออกงานมากขนาดนี้ ถึงกับเลื่อนตำแหน่งของอนุกันเลยทีเดียว
“ มิเป็ไร ข้ามิถือสาคนมิที่รู้มากความ “ คุณหนูเฉินที่ได้ยินเช่นนั้นก็หน้าเจื่อนเล็กน้อย แต่ก็กลับมายิ้มได้ จะเสียใจไปทำให้นางมิได้เป็คนโดยต่อว่าสักหน่อย ช่างทำตัวเป็พี่สาวที่นักหรือชอบเสแสร้งก็มิรู้
“ ท่านแม่ทัพพูดกับสาวงามเช่นนี้ได้อย่างไรกัน “ หึๆ แล้วคนที่หลงสตรีจนทำอันใดมิเป็ช่างกล้าพูดได้นัก
“ มิลำบากต้องให้ท่านสั่งสอนหรอก “
“ ทั้งสองอย่าทะเลาะกันเพราะข้าน้อยเลยเ้าค่ะ “ หางตาถึงกับกระตุก ช่างกล้าพูดออกมาได้
“ คุณหนูเฉินพูดจาระวังหน่อย เกรงว่าอาจจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเอาได้ “
“ จะ เ้าค่ะ “ บุรุษหลายคนที่เห็นนางทำท่าจะร้องไห้ก็อยากจะเข้าไปปลอบนางยิ่งนัก ส่วนสตรีนะหรือมีแต่ความสะใจล้วนๆที่เห็นสตรีอันดับหนึ่งถูกแม่ทัพเลี่ยงไม่สนใยดีแม้แต่น้อย
“ ท่านแม่ทัพ ท่านพูดเกินไปแล้ว “
“ เกินไปหรือไม่ เกรงว่าเ้าลองไปถามบิดามารดาเ้าดูสิ “ เมื่อกล่าวจบก็เดินออกมาจากตรงนั้น โดยไม่สนใจสายตาของเหล่าบุรุษที่มองมาอย่างไม่พอใจนัก หึ พวกหน้าโง่เอย หลงสตรีเพียงคนเดียวทั้งที่มิมีโอกาสจะได้ครองคู่กันด้วยสำ
สักพักหนึ่งลู่เฟินและอู๋ซวนก็เดินมา ทั้งสามคนพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ๆ เมื่อมีขันทีประกาศการมาของฮ่องเต้ ฮองเฮา พระสนมขั้นเฟย ตามมาด้วยเหล่าองค์ชายมีคุ้นหน้าบ้างไม่คุ้นบ้าง ปิดท้ายด้วยหนิงอ๋องและชินอ๋องที่เดินเคียงคู่กันมา ทำเอาสตรีน้อยใหญ่เขินอายมิน้อยเลย
ชินอ๋องนั้นสวมอาภรณ์สีน้ำดำปักลายพยัคฆ์แลดูสง่างาม ยิ่งใหญ่ สมกับเป็แม่ทัพ ส่วนหนิงอ๋องนั้นสวมอาภรณ์สีม่วงปักลายกิเลน สมกับบัณฑิตจำแลงกายลงมา
เมื่อประธานในพิธีมาถึง งานฉลองชัยชนะก็ได้เริ่มขึ้น มีนางรำมากหน้าหลายตามาแสดง สร้างความบันเทิง สนุกสนานให้กับหลายๆคน แต่ยกเว้นเลี่ยงหรงละกัน อย่างเบื่อเลย
การแสดงจบลงไป ฮ่องเต้ก็กล่าวเปิดงานอย่างเป็ทางการ และมีคณะทูตของแคว้นจ้าวนำบรรณาการมาถวายแก่ฮ่องเต้
หลังจากนั้นก็เป็การมอบรางวัลต่างๆให้กับแม่ทัพ โดยเริ่มจากทหารตำแหน่งเล็กๆก่อนจนมาถึงแม่ทัพใหญ่เป็คนสุดท้าย
เมื่อขันทีพูดของรางวัลเลี่ยงหรงก็คุกเข่า พร้อมพูดเสียงอย่างหนักแน่น ทำเอาฝ่าาถึงกับแปลกใจมิน้อย
“ ฝ่าา กระหม่อมขอราชโองการเลือกคู่ครองแลกกับของพระราชทานด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ “ เมื่อเลี่ยงหรงกล่าวจบมีขุนนางหลายคนแสดงสีหน้าใ หลายคนก็เสียดาย คิดว่าหากได้เกี่ยวดองกับแม่ทัพเลี่ยงคงจะดีมิน้อย
“ ได้ แต่พระราชทานเจิ้นจะให้เ้าเช่นเดิม “
“ ขอบพระทัยฝ่าา ทรงเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี “
เมื่อมอบรางวัลเสร็จ ฮองเฮาก็ให้เหล่าคุณหนูออกมาแสดงความสามารถ คนแรก เป็คุณหนูเจียงที่ออกมาทำการแสดง นางทำการร่ายรำ (อีกแล้วหรอ) เมื่อการแสดงจบลงก็ได้รับเสียงตอบรับเป็อย่างดี โดยเฉพาะจากพระสนมกุ้ยเฟย นางให้ปิ่นปักชั้นดีมาปักให้แก่คุณหนูเจียง จนมาการแสดงมาเรื่อยๆถึงคุณหนูไป๋
คุณหนูไป๋เป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของราชครู นางจึงมีความสนิทสนมกับเหล่าองค์ชายและองค์หญิงมิน้อย นางทำการแสดงวาดภาพ ซึ่งภาพวาดที่นางวาดถูกอกถูกใจฝ่าามิน้อย จึงได้ผ้าไหมชั้นดีจำนวนห้าพับ เป็ของรางวัล
หืม เดี่ยวก่อนนะ
เกิดอันใดขึ้น ฝ่าาก็มิได้ตรัสอันใดเลยนี่นา ก็คือมอบรางวัลให้ก็จบเลย
และการแสดงสุดท้าย มาจากคุณหนูเฉิน สตรีอันดับหนึ่งที่ต่างมีบุรุษต่างหมายปองมากที่สุด นางทำการแสดงดนตรีอย่างกู่เจิง บทเพลงที่นางเล่นนั้น ทำนองเศร้าๆ ราวกับว่ากำลังกล่าวถึงใครบางคนผ่านบทเพลงนี้ เมื่อการแสดงจบลงก็มีเสียงแสดงความยินดีมากมาย กล่าวชมนาง รวมถึงฮองเฮาเองด้วย
นี่ก็ด้วยฮองเฮาเพียงแค่ชื่นชมเฉยๆ มิได้เอยอันใดหรือให้ของรางวัลใดๆ
เกิดอะไรขึ้นกัน
มิเห็นเกิดเื่อันใดสักอย่างเลย
หรือว่าพี่เหลียงจะรู้อยู่ก่อนแล้ว แต่ต่อให้รู้ก็ตาม มันสามารถห้ามกันได้หรือ แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว ช่างมันก็แล้วกัน ไม่เกิดเื่ก็ดีแล้วนี่
การแสดงทุกอย่างจบลงฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จกลับตำหนัก เมื่อเห็นว่าองค์เหนือกลับแล้ว ตนจึงมิรอช้าที่จะกลับจวนเช่นเดียวกัน
“ เลี่ยงหรงเ้าจะกลับเลยหรือไม่ “ ลู่เฟินหันมาถาม เพราะเริ่มเบื่อๆแล้ว
“ กลับเลย “
“ แล้วเ้าละอู๋ซวน “ อู๋ซวนเพียงแค่พยักหน้าเท่านั้น ลู่เฟินเมื่อเห็นสหายต่างพากันกลับ ตนก็กลับด้วย อยู่ในงานเลี้ยงรังมีแต่เื่ปวดหัวตามมา
“ พรุ่งนี้สักปลายยามโหย่วค่อยมาฉลองที่จวนข้าก็แล้วกัน “ ในงานเลี้ยงที่มีราชวงศ์ ขุนนาง ทั้งไม่ได้สนิทสนม ต้องวางตัวให้เหมาะสมแบบนี้จะไปสนุกอะไรกัน
แต่ระหว่างที่เลี่ยงหรงกำลังเดินกลับนั้น กลับมีชินอ๋องเดินมา ตามด้วยคนสนิทอย่างเสี่ยวซาน
“ จะกลับกันแล้วหรือ “ เป็ชินอ๋องที่เอยถาม
“ พ่ะย่ะค่ะ “
“ น่าเสียดายนัก ข้าได้ยินพวกเ้าจะฉลองกันในวันพรุ่งนี้ ถ้ามิรังเกียจขอเปิ่นหวางไปด้วยได้หรือไม่ “ เลี่ยงหรงคิ้วกระตุก
“ ได้พ่ะย่ะค่ะ “ นี่พี่คงไม่ได้วางแผนอันใดไว้หรอกนะ
“ เช่นนั้นก็ดี เปิ่นหวางขอตัว “ ชินอ๋องส่งยิ้มมาทีหนึ่ง ก่อนจะเดินไป
วันต่อมา
เลี่ยงหรงตื่นแต่เช้ามาฝึกวรยุทธ์เป็กิจวัตรประจำวันที่มักจะทำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อถึงยาม
“ จัดการจดของให้หมด เสร็จแล้วนำมาให้ข้าดูด้วย “
“ ขอรับ “
หนึ่งชั่วยามต่อมามีองครักษ์ของชินอ๋องมาแจ้งว่าท่านอ๋องจะเป็ทำอาหารเองทั้งหมด เลี่ยงหรงใมิน้อย แต่ก็คิดถึงฝีมือทำอาหารอยู่มิน้อย
ปลายยามโหย่ว
สถานที่จัดคือบริเวณศาลา ใกล้ๆกับสระบัว มีต้นอิงฮวาที่กำลังออกดอกอย่างสวยงาม ด้านล่างมีดอกเหมยกุ้ยกำลังเบ่งบานไม่ต่างกัน
เลี่ยงหรงสั่งบ่าวให้นำเครื่องดื่มสุราและถ้วยชามมาจัดเตรียมไว้ ไม่นานนักทั้งอู๋ซวนและลู่เฟินก็มาถึง
หนึ่งเค่อต่อมาชินอ๋องก็เสด็จมาแต่มิได้เพียงผู้เดียว แต่มีชายร่างสูง หน้าตาหล่อเหลา สูงพอกับพี่เหลียงเลย แม้จะยืนข้างชินอ๋องแต่กลับไม่ดูหม่นหมองเลยแม้แต่น้อย ผู้หนึ่งเดินมาด้วยและมีเสี่ยวซานเ้าเก่า
" คารวะชินอ๋อง ไม่ทราบว่าชายผู้นี้คือ " เลี่ยงหรงถามอย่างสงสัย เพราะไม่เคยเห็นอีกฝ่ายมาก่อนแต่มีความรู้สึกเหมือนคุ้นๆอยู่บ้าง แต่ก็นึกมิออกมาเป็ผู้ใดอยู่ดี
" นี่คือมือปราบหลัวเป็สหายของเปิ่นหวางเองหวังว่าพวกเ้าจะมิถือสา "
“ คารวะมือปราบหลัว “
“ เรียกว่า พี่หลิวหยาง ก็ได้ “ เลี่ยงหรงพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะเชิญทั้งคู่ไปที่ศาลาอันเป็ที่จัดงานในครั้งนี้
ชินอ๋องนำอาหารมาไว้ตามที่บอก เมื่อเห็นอาหาร หน้าตาน่ากินทีเดียว
ทั้งโต๊ะตอนนี้มีทั้งหมดหกคนด้วย มีชินอ๋อง องครักษ์เสี่ยวซาน พี่หลิวหยาง เลี่ยงหรง ซวน และลู่เฟิน เมื่ออาหารพร้อมแล้ว จึงให้ผู้ที่ยศสูงที่สุดท่านก่อน ผู้น้อยถึงจะสามารถทานตามได้ เหลียงวานเมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้วจึงเริ่มทาน
" กระหม่อมมิเคยทานอาหารที่อร่อยเช่นนี้มาก่อน " ลู่เฟินถือว่าเป็คนที่ค่อนข้างทานเยอะมิน้อย แต่ดูตัวไม่สูงขึ้นเลย
" หึ เ้ากินได้เหมือนกระรอกยิ่งนัก " เป็หลิวหยางที่เอยออกมา แถมยังตักอาหารที่ลู่เฟินเล็งเอาไว้อีกตั้งหาก แต่เมื่อเห็นว่าหลิวหยางตักมาให้ตนก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายต้องกวนแน่ๆ
" ท่าน!! "
" ทานดีๆ " อู๋ซวนบอกลู่เฟินที่ทำกิริยาไม่ดีใส่อีกฝ่าย
ไม่นานนักอาหารก็ค่อยๆหมดลง หลังกินเสร็จก็พูดคุยพร้อมจิบสุรา บรรยากาศดีไม่หน่อย สายลมที่พัดมาอ่อนๆยามค่ำคืนพัดทำให้กลีบดอกอิงฮวาเริ่มหล่นลงมา
" อะ " กลีบดอกอิงฮวาหล่นมาอยู่บนหัวของเลี่ยงหรง
" พี่เอาออกให้ " ความใกล้ชิดนี้บวกกับกลิ่นน้ำหอมอันเป็เอกลักษณ์ของเหลียงซานทำเอาเลี่ยงหรงใจเต้นมิน้อย ราวกับว่าภาพตรงเป็เพียงแค่ความฝันเท่านั้น
ลู่เฟินตอนนี้เมาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว แถมยังขี้โวยวายไปหาเื่หลิวหยางอีก แต่ก็มิเห็นอีกฝ่ายว่าอันใดแถมยังดูสนุกที่ได้แกล้งลู่เฟินอีกด้วย
เลี่ยงหรงบอกบ่าวให้จัดเตรียมเรือนรับรองและเตรียมยาแก้สร่างเมาในตอนเช้าไว้ด้วย
" อู๋ซวนเ้าจะพักที่จวนข้ารึเปล่า "
" ฝากด้วย "
" เ้า!! " เป็ลู่เฟินที่โวยวายเพราะตอนนี้ตนถูกหลิวหยางหิ้วคอ แล้วพาลู่เฟินไปที่เรือนรับรอง
" ท่านอ๋องจะเสด็จกลับหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ " เสี่ยวซานเอยถาม เพราะตอนนี้ดูเหมือนแม่ทัพเลี่ยงก็เริ่มเมาแล้วเช่นกัน
" ยัง อีกสักพักค่อยกลับ " เหลียงซานพูดจบก็ไปอุ้มเลี่ยงหรงที่เมาแล้ว กลับเรือนรับรอง เสี่ยวซานและอู๋ซวนที่เห็นเช่นนั้นก็ใมิน้อย โดยเฉพาะอู๋ซวน ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะมาเห็นชินอ๋องทำเช่นนี้ ทั้งสองไปสนิทกันตอนไหนกันเนี่ย