The World : ฝ่าวิกฤต พิชิตโลก

    ตอนที่ 74 เจรจา (2)

    “พวกเราต้องการให้เธอเข้าร่วมด้วย”
    กราฟวกเข้าเรื่องทันที เมื่อเห็นว่าทุกๆอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติดังเดิมอีกครั้ง. คำพูดที่เอ่ยออกมาของมันสื่อความนัยแอบแฝงมาที่เขา รวมเข้ากับสายตาที่สบประสานกัน ทำให้เกิดบรรยากาศอึดอัดใจขึ้นมา
    ด้วยประสบการณ์ตามแบบฉบับของขิงแก่อย่างมัน ล้วนเข้าใจดีถึงอุปนิสัยและความต้องการของเขา ดังนั้นการอ้อมค้อมหรือหว่านล้อมใดๆ ย่อมไม่อาจนำมาใช้ในการเจรจาต่อรองครั้งนี้ได้
    ”วัตถุประสงค์คืออะไร”
    เขาตอบคำถามของกราฟด้วยคำถาม ทว่ากราฟก็พอจะคาดเดาได้ถึงสิ่งที่เขาจะทำเช่นกันจึงไม่ได้ติดใจเอาความอะไร
    ”อ้อ เอาความจริงนะ ขี้เกียจฟังเรื่องขี้โม้”
    ทว่าวินาทีที่มันจะเอ่ยปากพูด. เขากลับขัดจังหวะและพูดดักทางมันเอาไว้เสียก่อน. ทำให้มันพลันฉุนกึกขึ้นมาทันที ซึ่งมันเองก็ต้องใช้เวลาสักครู่หนึ่งถึงจะสะกดกั้นอารมณ์ลงได้ในที่สุด
    "เมื่อ 10 วันก่อน จากการสำรวจของพวกเราพบกองกำลังซอมบี้ครึ่งล้าน กำลังมุ่งหน้ามาทางศูนย์บัญชาการแห่งนี้"
    "ที่สำคัญรูปแบบการเดินทัพของพวกมันดูเป็นระบบระเบียบมากเกินไป ซึ่งคาดว่าหนึ่งในนั้นจะต้องมีพวกที่วิวัฒนาการจนมีสติปัญญาอยู่ในระดับสูงเป็นผู้นำทัพออกมา“
    "และหากว่าพวกมันบุกเข้ามาถล่มศูนย์แห่งนี้ได้สำเร็จ คาดว่าเป้าหมายต่อไปของพวกมันย่อมเป็นทิศทางที่ฐานหลบภัยของเธอตั้งอยู่อย่างไม่ผิดแน่นอน”
    กราฟใช้โทนเสียงเคร่งครึมจริงจัง เพื่อแสดงให้เห็นถึงเนื้อหาและสถานการณ์ที่เริ่มวิกฤต
    โดยประโยคหลังมันสื่อความนัยให้เขารับรู้โดยตรงว่า ยังไงซะฐานของเขาก็หนีชะตากรรมนี้ไม่พ้นอยู่ดี อะไรทำนองนั้น

    "ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงเรียกระดมคนเพื่อมาหารือและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าพวกมันจะเดินทางมาถึงที่แห่งนี้ในอีกไม่เกิน 1 เดือน” “และหวังว่่าการเชิญเธอมาครั้งนี้เพื่อรับรู้ปัญหาที่พวกเราทุกฝ่ายกำลังเผชิญร่วมกันอยู่นั้น จะทำให้ทัศคติของเธอเปลี่ยนไปและหันมาเข้าร่วมกับพวกเรายับยั้งกองกำลังซอมบี้ครึ่งล้านร่วมกันเพื่อมนุษยชาติ"
    คำพูดของขิงแก่ ช่างแสนเจ้าเล่ห์นัก มีทั้งอธิบายชี้ทางและใช้คำพูดหว่านล้อมดักทางหนีเอาไว้ โดยอ้างถึงความร่วมมือกันของทุกฝ่าย เพื่อหวังให้ทุกๆอย่างดำเนินไปตามที่ตนต้องการ. เพียงใช้คำพูดที่เรียบง่ายแต่ความหมายนั้นสวยหรูทำให้ทุกอย่างพลันดูน่าเชื่อถือขึ้นมา
    ร้ายกาจ!!

    "เธอมีความเห็นอย่างไรบ้าง"
    กราฟชันคางลงบนมือทั้งสองของตนเองที่ตั้งทำมุมสามเหลี่ยมบนโต๊ะด้วยสายตาตึงเครียด บรรยากาศหลังประโยคของกราฟจบลง มันช่างมืดมนและไร้แสงสว่าง จำนวนซอมบี้ครึ่งล้านไม่ใช่อะไรที่พวกเขาจะต่อกรได้อย่างง่ายดาย
    ทุกสายตาหันมาทางเขาเพื่อรับฟังคำตอบ แม้ทุกคนจะแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อเขาก็ตาม แต่ด้วยสถานการณ์ที่วิกฤตเช่นนี้ความแข็งแกร่งที่เขาแสดงออกมาย่อมเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเหลือพวกเขาทุกคนได้
    "เรื่องที่กล่าวมานั้น. ตามจริงทางผมก็รู้มาบ้าง"
    "แล้วถ้าผมร่วมด้วย ผมจะได้อะไรตอบแทน"
    เรื่องแบบนี้ทำไมเขาจะไม่รู้ หน่วยข่าวกองนำโดยนัท ได้รับข่าวนี้มาเกือบ 10 วันแล้ว ซึ่งเขาก็พอจะประเมินสถานการณ์ได้บ้าง จริงๆการเชิญเขามาครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาได้คาดการณ์เอาไว้
    ทว่าการกระทำที่ดูจะสวนทางของเขาก็ล้วนทำไปเพื่อปูทางและแสดงให้อีกฝ่ายได้เห็นว่า เขาไม่ใช่หมูในอวยที่พวกมันจะรังแกได้ กลับกันหากคิดจะเล่นกับไฟก็จงพร้อมใจกันวอดวายลงได้เช่นกัน
    "เธอต้องการอะไร"
    กราฟตัดสินใจถามถึงสิ่งที่เขาต้องการออกมาตรงๆ แทนที่มันจะมัวมานั่งคิดและคาดเดาเอาเอง คนอื่นๆ ที่ได้ยินบทสนทนา พวกมันล้วนไม่ค่อยเต็มใจ ที่กราฟแสดงออกถึงความให้เกียรติเขามากถึงเพียงนี้
    ที่สำคัญทำไมพวกมันต้องยอมอ่อนข้อให้แก่เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวด้วยเล่า กระนั้นทุกคนก็ยังอยู่ในความสงบไม่คิดจะพลีพลามทำอะไรลงไปโดยใช่เหตุ
    "ผมมีเงื่อนไขอยู่ 3 ข้อ"
    "1 ผมขอพื้นที่ 1 ใน 10 ส่วนภายในศูนย์บัญชาการ เพื่อนำกองกำลังของผมมาตั้งรกราก"
    "2 คำสั่งทุกๆอย่าง ผมและคนของผมจะทำตามก็ต่อเมื่อมันเกี่ยวพันถึงความเป็นอยู่ของศูนย์แห่งนี้เท่านั้น"
    "และ 3 ทุกๆครั้งที่ทำภารกิจต่างๆ ผลพลอยได้ที่ได้รับมา ใครหาได้ก็ถือเป็นของคนๆนั้น"
    "โอเคมั้ย"

    ปังกรอด
    "มันจะไม่มากไปหน่อยหรือแก!!"
    โต แห่งกลุ่มราชสีขนทอง ทุบโต๊ะตะเบ่งเสียงใส่เขาขึ้นมาทันทีที่มันได้ยินข้อเสนอ ไม่เพียงแค่มันเท่านั้นเหล่าหัวหน้ากลุ่มทุกคนต่างก็มีอาการแบบเดียวกัน
    ด้วยข้อเสนอสุดโต่งที่ดูยังไงๆมันก็เกินจะรับได้นั้น ทำให้พวกมันต่างพากันปฏิเสธอย่างหัวแข็ง กระทั่งกราฟเองก็ยังต้องหยุดพิจารณา. เพราะมันเองก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่าอีกฝ่ายจะร้องขอมากเกินไปเช่นนี้
    "งั้นเลิกเจรจา"
    ครืดเขาเตรียมลุกขึ้นยืน โดยไม่ลืมประครองทั้งสองสาวเอาไว้ ทว่าวินาทีที่เขาบอกเลิกเจรจา เหล่าผู้นำทุกคนต่างพร้อมใจกันหันมามองทางเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรทันที
    "ช้าก่อน!!"
    "คุณกราฟ ไม่เห็นจำเป็นจะต้องพึ่งไอ้บ้านี้เลยนิครับ"
    แม้กราฟจะกระอักกระอ่วนกับเงื่อนไขของเขา แต่กำลังรบของเขาก็สำคัญต่อศึกครั้งนี้เช่นกัน มันเกรงว่าให้พึ่งพาเพียงแค่กองกำลังใหญ่ทั้ง 10 กลุ่ม ศูนย์บัญชาการแห่งนี้ก็ยากที่จะต้านทานกองกำลังซอมบี้ครึ่งล้านเหล่านั้นได้
    โตที่เห็นกราฟรั้งเขาเอาไว้ มันที่อดทนกับสถานการณ์อึดอัดเช่นนี้มานานย่อมไม่อาจระงับอารมณ์ได้อีก จึงพยายามชี้แจ้งให้กราฟฟัง พร้อมท่าทีไม่เป็นมิตรที่แสดงออกมาต่อหน้าเขาอย่างไม่ปกปิด
    สำหรับเขากองกำลังซอมบี้ครึ่งล้านนั้น ถือว่าเป็นปัญหาไม่น้อยเช่นกัน แม้ว่าเขาจะกำจัดพวกมันไปได้หมด แต่ก็ไม่มีสิ่งใดการันตีได้ถึงความสำเร็จอย่างแท้จริง อีกทั้งศึกครั้งนี้เขายอมรับเลยว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงความสูญเสียไปได้
    หากให้เขาจำต้องปะทะซึ่งๆหน้าจริงๆ เกรงว่าคงได้ไม่คุ้มเสีย ทางที่ดีการถอยหนีอาจจะดีที่สุด ทว่าสำหรับศูนย์บัญชาการแห่งนี้นั้นไม่ใช่
    พวกมันตั้งรกรากที่ศูนย์แห่งนี้ ไม่ว่าจะอาหาร ที่อยู่ หรือกระทั่งกำลังคนที่จัดหามาได้ การสูญเสียแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่พวกมันทุกคนจะยอมปล่อยผ่าน
    ยิ่งอพยพหนียิ่งแล้วใหญ่ โลกที่วุ่นวายและอันตรายรอบด้านเช่นนี้ การจะหาถิ่นที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและมั่นคงได้นั้นถือเป็นเรื่องยากไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทรแม้แต่น้อย
    ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือการตั้งหลักปะทะ อย่างน้อยก็พอจะยันพวกกองทัพซอมบี้เหล่านั้นได้ ที่สำคัญจุดยุทธศาตร์ของศูนย์แห่งนี้ยังกุมชัยภูมิที่ได้เปรียบทำให้พวกมันยังมีโอกาสคว้าชัยชนะมาครอบครองได้เช่นกัน
    ”เธอพอจะลดเงื่อนไขลงได้บ้างหรือไม่”
    กราฟที่เข้าใจสถานการณ์ดีย่อมไม่อาจปล่อยผ่านการตัดสินใจครั้งนี้ของเขาไป ด้วยระดับความแข็งแกร่งของเขาที่แสดงออกมา การปฏิเสธว่าเขาไม่สำคัญต่อแผนการครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องสิ้นคิด
    สำหรับมันหากหวังโอกาสชนะ การได้เขามาเข้าร่วมด้วยย่อมเป็นสิ่งที่ช่วยการันตีถึงความปลอดภัยและเพิ่มความหวังของความสำเร็จได้อย่างแน่นอน แม้ตัวมันเองจะไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงรู้สึกเช่นนี้ก็ตาม
    ทว่ามันกลับเชื่อสัญชาตญาณของตัวมันเองมากกว่าที่จะเชื่อความคิดตามหลักเหตุและผล เพราะช่วงชีวิตที่ผ่านมาหากมันไม่พึ่งพาอาศัยสัญชาตญาณของตัวมันเอง เกรงว่าชีวิตของมันคงจะจบสิ้นลงไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
    สำหรับเขาการยึดครองศูนย์บัญชาการแห่งนี้นั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไร ทว่าการยึดครองโดยกำลังบางครั้งก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป
    ดังนั้นเขาจึงต้องยอมทำสิ่งต่างๆมากมายถึงเพียงนี้ เพื่อสิ่งเดียวที่จะเป็นหลักประกันให้แก่เขานั่นคือ ความเชื่อใจ อย่างที่ทุกๆคนในฐานหลบภัยของเขามีต่อเขานั่นเอง
    เพราะว่าปัจจุบันด้วยทักษะวิเคราะห์ที่ยกระดับขึ้นมา. ทำให้เขารู้ถึงขีดจำกัดเพิ่มเติมของทักษะพันธะสัญญาทาส ที่มันจำกัดจำนวนผู้ทำพันธะสัญญาเอาไว้ด้วย ซึ่งระดับปัจจุบันของมันคือ ขั้น 4 จำนวนผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตที่เขาจะตราพันธะได้มีด้วยกันทั้งสิ้น 5000 เท่านั้น
    และตอนนี้เขาเหลือจำนวนเพียง 2500 และนั่นแหละคือขีดจำกัดการใช้งานของเขาในปัจจุบัน เพราะหากจะใช้งานมันจริงๆเขาจำเป็นจะต้องไตร่ตรองให้ดีว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ก่อนที่จะลงมือใช้งาน
    "ข้อแรก ผมอาจจะลดหย่อนได้ เป็น 1 ใน 15 ส่วน"
    "ช้อสองถือว่าข้ามไป เพราะผมไม่คิดจะฟังใครทั้งนั้น นอกจากมันมีผลต่อความปลอดภัยของศูนย์แห่งนี้จริงๆ"
    "ข้อสาม เอาเป็น 1 ใน 20 ส่วนละกัน ที่ผมจะแบ่งเข้าส่วนกลางให้"
    "ถ้าไม่ตกลงก็ถือว่าเลิกคุย"
    "หนอย!!"
    "จะมากไปแล้วนะไอ้ห่า
    แทนที่จะเป็นโตที่ตะโกนใส่เขากลับกลายเป็นหนึ่งในลูกน้องคนสนิทของพยัคฆ์แทนที่แสดงท่าทีไม่พอใจออกมาก่อนคนอื่น ไม่เพียงแค่นั้นมันยังชักปืนชี้มาทางเขาโดยที่นิ้วมือของมันเตรียมพร้อมที่จะลั่นไกเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว
    ภาพเดิมๆวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อความจองหองของพวกโง่เหล่านี้ยังมีอยู่ล้นสมอง ทั้งๆที่พวกมันล้วนรู้ตัวดีว่าสู้เขาไม่ได้ก็ยังคิดที่จะขัดขืนและแสดงท่าทีหยาบช้าออกมาต่อหน้าเขา
    การแสดงและอบรมแบบนุ่มนวลคงจะใช้ไม่ได้ผล หากเขาไม่ตัดสินใจเชือดไก่ให้ลิงดูเสียบ้าง ไม่ทันที่ใครจะห้ามปราม ลูกน้องคนสนิทของพยัคฆ์พลันลั่นไกปืนใส่เขาทันที
    ปัง
    แม้ว่าตัวมันเองจะหวาดกลัวเขาไม่น้อยทว่ากับคำสั่งที่มันได้รับมานั้นย่อมน่าหวาดกลัวมากกว่ากันนับสิบเท่า เมื่อคำสั่งนั้นมันดันส่งตรงมาจากหัวกลุ่มเขี้ยวพยัคฆ์ผู้นั่งอยู่เบื้องหน้าของมันในเวลานี้นั่นเอง
    เอาจริงๆ อาวุธปืนถือเป็นสิ่งที่อันตราย กระทั่งพวกวิวัฒนาการเองก็ยังกริ่งเกรงใจไม่น้อยเช่นกัน เพราะหากพวกมันโดนเข้าไปเต็มๆละก็ไม่คางเหลืองก็ตาเหลือกชัวว์
    ด้วยเหตุนี้ความคิดของสองพ่อลูกจึงโง่พอๆกันที่คิดว่าอาวุธปืนจะจัดการเขาได้ ซึ่งมันไม่น่าสงสัยเท่าไหร่นักเพราะความคิดแบบนี้เหล่าหัวหน้ากลุ่มที่เหลือก็ต่างคิดไปในทางเดียวกัน
    ฟิ้วพรึบ
    ฟู่ๆๆๆๆๆทว่าสิ่งที่คิดกับสิ่งที่เห็นล้วนตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อกระสุนที่พุ่งเข้ามากลับหยุดชะงักและหลอมละลายลงต่อหน้าต่อตาพวกมันทุกคน เมื่อกระสุนดอกนั้นมันพุ่งเข้ามาถึงได้เพียงระยะ 1 เมตรห่างจากตัวเขาเท่านั้น
    ก๊าซซซซซซซ
    ภาพมังกรเพลิงสีแดงชานที่ปรากฏขึ้นมาที่เบื้องหน้าของพวกมัน ทำให้ผู้คนต่างพากันหวาดกลัว.
    และเพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นหลังจากกระสุนหลอมละลาย มังกรเพลิงตนนั้นกลับปลดปล่อยเสียงกู่ร้องคำรามอันน่าสยดสยองดังลั่นห้องประชุมก่อนที่ร่างของมันจะมลายหายไปจากสายตาของการจับจ้องมองจากทุกคนที่อยู่ที่นี่

    ฮูมมมมไม่เพียงแค่ไอความร้อนที่ร้อนแรงแผดเผาได้กระทั่งอากาศเท่านั้น แต่มันกลับแผ่สะพัดกระจัดกระจายไปทั่วห้อง กระทบเข้ากับใบหน้าของเหล่าผู้นำและทุกๆคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้กันอย่างถ้วนหน้า
    ไม่หมดแค่นั้นเมื่อความร้อนที่พวกมันสัมผัสได้ ดันหอบมาพร้อมกับกลิ่นอายของการแผดเผาที่รุนแรงและจิตสังหารที่น่าหวาดกลัวผสมปนเปมาด้วย
    สีหน้าของพวกมันล้วนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น มังกรเพลิง เปลวไฟ แผดเผา มันเรื่องบ้าอะไรกัน ความสามารถของไอ้บ้านี้มันจะมากมายเกินไปแล้ว
    อ๊ากกกกกกก
    พรึบบบบบ"เห้ยย"
    เพียงเวลาไม่นาน สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับต้องทำให้ผู้คนตกอยู่ในความหวาดกลัว เมื่อร่างของชายคนที่ยิงปืนมาทางเขาพลันปรากฏไฟลุกท่วมตัวด้วยเพลิงสีแดงชานที่น่าสยดสยอง
    เปลวเพลิงที่ห้อมล้อมร่างของชายคนนั้นอยู่ กลับปรากฏร่างมังกรเพลิงผลุบๆโผล่ๆขึ้นมาพร้อมเสียงคำรามที่สะกดข่มทุกคนให้ต่างตื่นตะลึง
    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมันรวดเร็วและโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก พยัคฆ์และผู้นำคนอื่นๆที่อยู่ใกล้ๆต่างพากันตื่นตกใจและเด้งตัวถอยห่างออกมากันแทบไม่ทันการณ์
    อ๊ากกกกกกพรึบ
    เพียงแค่ไม่กี่วินาที ร่างกายของชายคนนั้นที่ลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟ กลับมลายหายไปจนหมดสิ้นไม่หลงเหลือแม้แต่เถ้าธุรีใดๆ ให้ได้เห็นแม้แต่น้อย

    ทุกๆอย่างกลับตกลงสู่ความเงียบสงบดังเดิมอีกครั้ง แต่มันกลับเป็นความสงบที่แลดูน่าวังเวงและมืดมนอย่างแท้จริง
    "หากคิดจะฆ่าก็จงพร้อมใจที่จะถูกฆ่า"
    น้ำเสียงเย็นยะเยือกชวนขนลุก ดังขึ้นจากตำแหน่งหัวโต๊ะที่เขานั่งอยู่ บรรยากาศชวนอึดอัดใจกลับเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง
    เมื่อการกระทำสิ้นคิดของลูกน้องคนสนิทของพยัคฆ์กลับทำให้ทุกๆอย่างพลันจบสิ้นลง หลงเหลือเพียงความร้อนระอุของเปลวเพลิง กับบรรยากาศไม่ชอบมาพากลที่เริ่มก่อตัวขึ้นมา
    "จะเจรจาต่อหรือคิดจะก่อสงครามกันแทนก่อนดี"
    เขาหันไปมองยังกราฟที่นั่งมองเขาด้วยสายตานิ่งสงบ เสมือนมันไม่สะทกสะท้านใดๆกับการตายที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า กลับกันมันยังมองสิ่งที่เกิดขึ้นเสมือนเป็นเรื่องปกติเท่านั้น
    ไม่หมดแค่นั้นแม้ผู้นำทุกคนจะตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้. ทว่ามันก็เป็นเพียงแค่การแสดงออกเพียงไม่นาน เพราะหลังจากเพลิงที่โหมบนร่างของชายคนนั้นดับลง เหล่าผู้นำต่างพากันเดินไปยังตำแหน่งที่นั่งของตัวเองแล้วนั่งลงอย่างสงบตามเดิมแทน
    ทว่ามีเพียงคนกลุ่มเดียวที่ยังไม่กลับไปนั่งที่ แต่พวกมันกลับยังยืนเผชิญหน้ากับเขาอย่างตรงไปตรงมาอยู่ขณะนี้แทน
    และคนพวกนั้นคือ กลุ่มเขี้ยวพยัคฆ์นั่นเอง ซึ่งการเสียลูกน้องไปต่อหน้าต่อตาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่มันกระทบต่อความน่าเกรงขามและอำนาจของกลุ่มอย่างไม่อาจปล่อยผ่านไปได้
    "หนอยแก กล้ามากที่ฆ่าคนของกลุ่มเขี้ยวพยัคฆ์"
    พยัคฆ์ที่กำลังโกรธ เมื่อพบว่าหนึ่งในลูกน้องคนสนิทของมันถูกสังหารลงไปต่อหน้าต่อตา ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นไปเพราะคำสั่งลับของตัวมันเองด้วยแล้ว ยิ่งไม่อาจยอมรับได้
    "คุณกราฟ คุณไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยหรือ"
    พยัคฆ์หันไปขอคำตอบกับกราฟเมื่อเห็นว่าเหล่าผู้นำคนอื่นๆอยู่ในท่าทีสงบนิ่ง เสมือนพวกมันพยายามตัดขาดออกจากโลกความเป็นจริงและบ่งบอกกลายๆว่าพวกมันทุกคนล้วนไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
    "คนของเธอเป็นฝ่ายเริ่มก่อนนะ"

    แค่คำพูดเพียงประโยคเดียวของกราฟ ทุกอย่างพลันกระจ่างแจ้ง เพราะคำพูดประโยคนั้นได้บอกแล้วว่าตัวมันเองจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ นั่นก็เพราะฝ่ายของกลุ่มเขี้ยวพยัคฆ์เป็นคนเริ่มก่อนนั่นเอง
    "ดี งั้นกลุ่มเขี้ยวพยัคฆ์จะเป็นคนขยี้ไอ้บ้านี้เอง"
    พยัคฆ์ที่ได้ยินคำพูดและท่าทีตอบสนองของกราฟ ตัวมันก็รู้ทันทีว่าผิดแผนแล้ว ทว่ามันกลับไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านใดๆ
    เพราะถึงแม้เขาจะเก่งกาจแค่ไหนก็ตาม ทว่าคนเพียวคนเดียวก็ไม่อาจมีชัยเหนือคนนับพันได้อย่างแน่นอน
    ยิ่งกว่านั้นหากมันเรียกสัตว์อสูรในพันธะสัญญาออกมาร่วมต่อสู้ด้วย ต่อให้เป็นเหล่าผู้นำกลุ่มร่วมมือกันก็ใช่ว่าจะชนะมันได้ นั่นก็เพราะสัตว์อสูรหมาป่าวายุทมิฬของมันผ่านการวิวัฒนาการมาแล้วยังไงละ
    โอ๋ เป้าหมายมาให้เชือดเองเลยแหะ

    เขาที่เห็นการวางตัวของทุกฝ่ายซึ่งแสดงจุดยืนออกมาแล้ว นั่นย่อมทำให้เขาพอจะสรุปถึงผลการเจรจาในครั้งนี้ได้เช่นกัน แต่เรื่องเหนือความคาดหมายกลับเป็นเรื่องที่เขาไม่คาดคิดว่ากลุ่มเขี้ยวพยัคฆ์ อริศัตรูที่เขาหมายตาต้องใจเอาไว้นั้น พวกมันจะพร้อมใจกันก้าวขาเข้ามาหาความตายเองแทนถึงที่แบบนี้
    "น่าสนุกดี"
    "โอ๋ ตื่นกันแล้วหรือสาวๆ"
    ประจวบเหมาะกับทั้งสองสาวที่ค่อยๆขยับเปลือกตาขึ้นมาอย่างอ่อนล้า และเห็นกลุ่มคนกำลังหันอาวุธมาทางพวกเธอ
    ทว่าความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกายเมื่อแขนแกร่งกำยำที่โอบกอดพวกเธออยู่นั้นพลันกระชับแน่นมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยคำพูดอ่อนโยนที่เอ่ยออกมา
    "อรุณสวัสดิ์นะสาวๆ"

    หวานไม่เข้ากับสถานการณ์เลยมรึง!!
    และนั่นคือประโยคเดียวกันที่ทุกๆคนในห้องประชุมต่างพร้อมใจกันด่าเขาอยู่ในใจ

    End