ยามค่ำคืนผ่านพ้นไป โจตื่นสาย เมื่อเหลือบมองนาฬิกาก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว เขาอาบน้ำแต่งตัวและเดินลงมาที่โถง เขาสั่งอาหารในโรงแรมกินหลังจากนั้นก็โบกรถโดยสารแล้วมุ่งหน้าไปองค์กรโลกสมัยใหม่
ในวันนี้ค่อนข้างคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากมีงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของเหล่าผู้กล้าจากสงครามอวกาศ
โจได้รับแจ้งตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าวันนี้จะมีงานเลี้ยงฉลอง เมื่อเขาเข้าไปในห้องโถงก็เห็นโต๊ะยาวพร้ออาหารบนโต๊ะ นี่เป็นงานเลี้ยงฉลองแบบบุฟเฟ่
คนในสังกัดมายด์แต่งตัวค่อนข้างธรรมดา หลังจากได้ต่อสู้กับพวกสเปคก็ทำให้พวกเขาไม่สนใจในภาพลักษณ์สักเท่าไร ต่างจากคนในองค์กรที่แต่งตัวค่อนข้างมีระดับ พวกเขามาในชุดแบรนด์ชื่อดัง เครื่องประดับ นาฬิกาหรูหราสะท้อนแสงจากโคมไฟด้านบน ทำเอาโจตาพร่าไปครู่หนึ่ง
“หัวหน้าโจ!” ขณะที่เขากำลังมองไปรอบๆก็ได้ยินเสียงของหญิงสาวจากด้านหลัง เมื่อหันไปก็พบกับมายด์และหยาดทิพย์ที่กำลังเดินเข้ามาในงาน
“อ้าว…ผมก็ว่าไม่เห็นพวกคุณในงาน” โจกล่าวยิ้มๆ
“ก็ยัยทิพย์น่ะสิ” มายด์มองค้อนหยาดทิพย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอรอเป็นชั่วโมงกว่าเพื่อนของเธอจะเลือกชุดได้
“นี่…ตั้งแต่เธอกลับมาเธอเปลี่ยนไปต่างหาก ปกติเธอเลือกชุดนานกว่าฉันอีก” หยาดทิพย์เถียง
“เอ่อ ยืนตรงนี้คงไม่ดีเราไปข้างในกันดีกว่าครับ” โจกล่าวขัดกลัวว่าทั้งสองคนจะเถียงกันไม่เลิก และพวกเขายืนอยู่ตรงประตูขวางทางเข้าออกคงไม่ดีเช่นกัน
ช่วงเวลานี้โจได้สังเกตุทั้งสองคนที่เดินนำหน้า มายด์ใส่กางเกงยีนขายาวและส้นสูงสีขาว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว มัดผมหางม้ายาวจนเกือบถึงกลางหลัง แม้เธอจะมาในชุดเรียบง่ายแต่มันกลับเพิ่มเสน่ห์
ส่วนหยาดทิพย์เธอใส่กระโปรงสีขาว เสื้อสีชมพูรองเท้าผ้าใบและมีกระเป๋าหมีใบเล็กคล้องเอาไว้ เธอดูเหมือนกับเด็กสาวไร้เดียงสา
เมื่อเขาเดินตามหลังก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองบั้นท้ายของทั้งสองแล้วนำมาเปรียบเทียบพร้อมให้คะแนนอยู่ในใจ เพียงครู่เดียวเขาก็เบนสายตาพร้อมกับครุ่นคิดในใจว่าทำไมตัวเองถึงกลายเป็นคนแบบนี้ เขากลายเป็นคนโรคจิตไปได้อย่างไร?
ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง เขาย่อมต้องมีความสนใจในเพศตรงข้าม แม้ว่าเขาจะเจอเพศหญิงต่างเผ่าพันธุ์ไม่น้อยแต่เขาไม่มีความสนใจเท่าไร มีเพียงเมรีที่เขาสนใจ อาจเป็นเพราะเธอใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุดเลยทำให้เขารู้สึกหวั่นไหว
อย่างไรก็ตามเมื่อเขาได้มาโลกเขาก็เริ่มมีความสนใจมากขึ้น เพราะตัวเขานั้นเป็นมนุษย์ย่อมต้องมีอารมณ์ด้านนี้ต่อเผ่าพันธุ์เดียวกันเป็นปกติ
โจพยายามต่อสู้กับจิตใจตัวเองไม่ให้มองแต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้แล้วเหลือบมองบั้นท้ายของสองสาวเป็นระยะ บางครั้งเขากลืนน้ำลายอย่างยากเย็น
แต่เมื่อสองสาวหันกลับมาเขาก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวพวกฉันไม่เตรียมตัวก่อนนะ” มายด์กล่าวด้วยรอยยิ้มและเดินไปหลังเวทีพร้อมกับหยาดทิพย์
โจเข้าใจว่าพวกเธอทั้งสองต้องเตรียมตัวบางอย่าง เนื่องจากมายด์เป็นผู้นำองค์กรและเธอต้องขึ้นไปพูดบนเวที เขาหาที่สงบๆและรอเวลา
ในระหว่างนั้นคนในสังกัดมายด์ทยอยกันมาทักทายเขา ในฐานะหัวหน้าและอาจารย์เขาได้รับความเคารพจากคนเหล่านั้น คนที่ไม่รู้จักโจต่างพากันมองอย่างสงสัยว่าเขาเป็นใคร ทำไมคนจากกองกำลังหลักถึงดูเคารพเขามาก
หลังจากทักทายเสร็จ โจถือจานไปตักอาหารกิน แม้ว่าเขาจะกินมื้อเช้ามาแล้วแต่ด้วยพลังที่เพิ่มมากขึ้นมันทำให้เขาอยากอาหารมากขึ้น
สิบห้านาทีผ่านพ้นไป โคมไฟบนเพดานค่อยๆหรี่ลง ผู้คนในงานต่างพากันเงียบและมองไปที่เวที
แสงไฟส่องไปที่เวทีจนสว่างราวกับกลางวัน หยาดทิพย์ถือไมค์เดินออกมาด้านหลังเวที เธอยิ้มอย่างสดใสแล้วกล่าวทักทายทุกคน
“นั่น นั่นหยาดทิพย์นี่!!” หนึ่งในคนร่วมงานอุทาน
“หยาดทิพย์? หยาดทิพย์ไหน?”
“ก็หยาดทิพย์ที่เป็นนักร้องไง เธอมีแฟนคลับหลายล้านคนเธอโด่งดังมาก ผมเองก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของเธอ”
คนที่รู้จักหยาดทิพย์ต่างพากันตื่นเต้น พวกเขาไม่คาดคิดว่าในงานนี้นักร้องสาวสดใสชื่อดังกำลังจะร้องเพลง แถมพวกเขาไม่ต้องจ่ายค่าบัตรเลยสักแดงเดียวและยังได้ดูหน้าเวทีแบบระยะประชิด
หยาดทิพย์กล่าวทักทายแฟนๆด้วยรอยยิ้ม แม้งานนี้คนจะน้อยกว่างานคอนเสิร์ต แต่เธอก็จะร้องเพลงอย่างเต็มที่
ไม่นานดนตรีก็เริ่มบรรเลง เสียงของเธอไพเราะและเข้าถึงอารมณ์เพลง แฟนๆร้องตามและโบกไม้โบกมือไปมา
หลังจากนั้นไม่นานเพลงก็จบลงพร้อมกับมายด์ที่เดินออกมาจากหลังเวที
“ฉัน…มายด์ผู้นำคนใหม่ขององค์กรโลกสมัยใหม่ข้างๆฉันคือคนที่ใครๆหลายคนรู้จัก หยาดทิพย์นักร้องสาวชื่อดัง” มายด์ยิ้มและกล่าวต่อว่า “แม้ว่านี่จะเป็นงานเลี้ยงฉลองต้อนรับกลับมาของกองกำลังหลักแต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะบอกทุกคน”
ทุกคนในห้องโถงมองหญิงสาวบนเวทีเฝ้าคอยสิ่งที่เธอกำลังจะพูด
“แม้ว่าฉันจะเป็นผู้นำองค์กรคนใหม่แต่ฉันยังด้อยประสบการณ์ในด้านนี้ แต่ฉันอยากให้ทุกคนวางใจและฉันจะทำให้ดีเหมือนที่ปู่ของฉันเคยทำ” เธอมองไปยังมุมหนึ่งซึ่งมีชายสูงอายุนั่งอยู่ “ฉันขอสัญญาว่าจะพามวลมนุษย์ก้าวหน้าและเอาชนะศัตรูเพื่อชีวิตของลูกหลานในอนาคตสืบไป”
พูดจบเธอก้มหัวเล็กน้อยเป็นการขอบคุณ ทุกคนปรบมือให้กับเธอ
“พูดได้ดี” โจปรบมือ ปู่ชิตเองก็พอใจเช่นกัน
ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนของใครบางคนดังขึ้นจนทำให้เสียงปรบมือหยุดลง “ผมไม่ยอมรับ!!”
ทุกคนประหลาดใจและพากันมองไปที่หน้าประตู มีกลุ่มคนหลายสิบคนยืนอยู่ตรงนั้นไม่รู้ว่าเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขามั่นใจคือคนเหล่านั้นเป็นคนขององค์กรเนื่องจากชุดองค์กรที่พวกคนเหล่านั้นใส่
โดยไม่สนสายตาใคร คนกลุ่มนั้นพากันเดินเข้ามาชายที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำกลุ่มพูดขึ้นมาว่า “พวกผมไม่ยอมรับ…เรื่องที่คุณหนูมายด์เป็นผู้นำกองกำลังหลักนั้นพวกผมไม่คัดค้าน แต่เรื่องเป็นผู้นำองค์กรผมคิดว่าคุณหนูมายด์ยังไม่เหมาะสม พวกผมทำงานในองค์กรมาหลายปีและทุ่มเทกับมัน ผมอยากได้ผู้นำที่มีประสบการณ์มาบริหารมากกว่า”
“ใช่”
“ถูกต้อง พวกเราต้องการแบบนั้น”
คนอื่นๆในกลุ่มพากันเห็นด้วย
คนในงานมีหลายคนคิดตามและเห็นด้วยกับคนที่มาประท้วง ต้องแยกระหว่างผู้ผ่านสงครามกับผู้นำมนุษย์ออกจากกัน มายด์อาจจะผ่านสงครามและเป็นผู้นำในด้านการรบ เรื่องนี้ไม่มีใครเถียง ทว่าหากต้องเป็นผู้นำมนุษย์มายด์ยังไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ว่าต้องจัดการยังไง เรื่องจิปาถะหลายๆอย่างในฐานะผู้นำมนุษย์ต้องละเอียดรอบคอบและมีการตัดสินใจที่ดี
มันคงเป็นเรื่องตลกที่ให้ผู้หญิงไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาเป็นผู้นำมนุษย์ หลายคนคงไม่ยอมรับแน่นอน
“แล้วพวกคุณต้องการอะไร?” มายด์กล่าวถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น นี่เป็นงานเลี้ยงฉลองต้อนรับกลับมาของกองกำลังหลักแต่คนพวกนี้กลับไม่ไว้หน้าเธอพาคนเข้ามาป่วนในงาน นี่เป็นการหักหน้าชัดๆ
ปู่ชิตเองก็เฝ้ารออย่างใจเย็นและดูว่าเหตุการณ์จะเป็นยังไงต่อไปและหลานสาวจะแก้ไขอย่างไร นี่ถือเป็นการทดสอบเช่นกัน