บทที่ 13 หัวขโมยในยามวิกาล พาร์ท 1
“เดี๋ยวนะ.. เจ้าชื่ออะไรนะ” อาคอนพึ่งจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่รู้ชื่อของเด็กชายที่เขาเสี้ยมสอนมาสักพักแล้วจึงเริ่มถามเด็กชาย
“ข้าชื่อโทบี้..ขอรับ” เด็กชายตอบ
“ดี..โทบี้ หลังจากนี้เราจะไปปล้นสมบัติกัน” อาคอนกล่าว
“ปล้นอะไร ที่ไหนขอรับ”
“มีดดีๆสักเล่มใช้กรีดกระเป๋า ในกรณีที่เจ้าไม่มีปัญญาขโมยจริงๆ คิดว่าตระกูลลาโซรี่น่าจะมีอะไรแบบนั้นอยู่”อาคอนกล่าว
“ได้ขอรับ แต่ก็ไม่ได้รู้ว่าจะปล้นยังไง ข้าไม่แน่ใจว่าจะปล้นใครระหว่างต่อสู้ได้ด้วยเหมือนกัน ยังไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าคนแบบข้าจะสามารถขโมยของจากใครได้ในระหว่างเผชิญหน้า” เด็กชายกล่าว
“แน่นอนว่าข้าจะแสดงให้เจ้าดูในครั้งนี้”อาคอนกล่าว
“แล้วมันเป็นมีดแบบไหนขอรับ”
“มีดที่ถูกสร้างมาจากเหล็กดาวตก เชื่อกันว่ามันมาจากดาวมฤตยู มีดที่โปร่งใสและความหนาแน่นของมันยังใกล้เคียงกับอากาศทำให้น้ำหนักของมันเบามาก น่าทึ่งที่มันแข็งแกร่งได้พอๆกับเหล็กกล้า มันมองเห็นได้ยากมากด้วยตาเปล่า มันจึงไม่เหมาะจะทำเป็นดาบเพราะมันยากเกินไปที่จะกะระยะโจมตีหรือป้องกันของดาบที่มองไม่เห็นสำหรับผู้ใช้ ดังนั้นส่วนใหญ่โลหะดังกล่าวมักจะถูกทำเป็นมีดสั้นๆ แต่มีตระกูลหนึ่งในเมืองเศียรมังกรที่โง่พอที่จะทำมันเป็นดาบหนึ่งเล่ม และนั่นคือสิ่งที่เราจะไปขโมย” อาคอนอธิบาย
“ตอนแรกท่านบอกว่าเราจะไปขโมยมีด ..”
“คงใช่.. มันควรเป็นมีดสำหรับเจ้าข้าหวังว่าเจ้าจะเอามันมาทำเป็นมีด นั่นคือสิ่งที่ข้าพูดถึง”
“ทำไมเราต้องทำอะไรให้ยากเช่นนั้น... เราแค่ไปหาขโมยที่เป็นมีดไม่ได้เหรอ.. ข้าค่อนข้างรู้จักสมบัติ และดูเหมือนว่าแร่พวกนี้จะไม่ได้เป็นสมบัติอะไรขนาดนั้น ..มีหลายคนที่มีมันแม้ในรูปแบบที่เป็นมีดไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปขโมยดาบ”
“คงงั้น เพราะข้าก็มีดแบบที่ว่าหนึ่งอัน” อาคอนกล่าวพร้อมกลับดึงมีดออกมาหนึ่งอัน เขาปลดปลอกของมีดออกและมันดูราวกับมีเพียงด้ามจับอยู่ตรงนั้น อาคอนเทน้ำลงบนใบมีด ในตอนนั้นเองที่ทำให้โทบี้เริ่มจะมองเห็นใบมีดที่ว่า
“รู้มั้ยว่าทำไมมีดนี่ถึงไม่ใช่สมบัติหรือมีผู้คนใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งๆที่คุณสมบัติมันค่อนข้างดี” อาคอนถามและเด็กชายเพียงส่ายหัวสำหรับคำตอบ มันค่อนข้างน่าประหลาดใจจริงๆอย่างที่อาคอนว่า คุณสมบัติดังกล่าวนั้นค่อนข้างดีแต่มันไม่ได้ถือเป็นสมบัติและแทบจะไม่มีคนเลือกใช้มันเลย แม้แต่นักฆ่าที่มักจะใช้มีดเป็นหลักยังไม่มีใครที่ใช้มีดชนิดนี้
“เพราะมีดที่ว่านี้ขาดคุณสมบัติบางอย่าง แน่นอนว่าคุณสมบัติที่มันมีนั้นดีมากๆ อย่างไรก็ตามคุณสมบัติที่มันขาดทำให้มันไม่ถูกใช้เป็นอาวุธ”
“ท่านหมายถึงคุณสมบัติแบบไหน”
“ความแข็งแกร่ง..ความแข็งแกร่งเท่ากับเหล็กกล้านั้นไม่ต่างจากขยะสำหรับเหล่านักล่า...โลหะหรือแร่ทั่วไปมักถูกเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติเมื่อหลอม แต่คุณสมบัติที่เปลี่ยนเมื่อหลอมทำให้สูญเสียคุณสมบัติเดิมบางส่วน แน่นอนว่าแร่มฤตยูเช่นกัน คุณสมบัติที่เปลี่ยนไปทำให้มันสูญเสียคุณสมบัติล่องหนไป ทำให้ไม่มีเหตุผลเหลือพอจะต้องใช้แร่ที่มีความแข็งแกร่งเท่าเหล็กกล้านี้สำหรับการต่อสู้”อาคอนชี้แจงด้วยใบหน้าจริงจัง
“เหตุผลที่เจ้าต้องขโมยดาบเพราะเจ้าต้องดัดแปลงดาบนั่นเป็นมีด นอกจากจะใช้มันเป็นมีดกรีดกระเป๋าชาวบ้านเพื่อขโมยของแล้วเจ้ายังสามารถใช้เป็นอาวุธได้อีกด้วย ด้วยศาสตร์รูนของเจ้า และถ้ามันไม่ได้เป็นดาบด้วยมันก็จะยากที่เจ้าจะใช้เป็นอาวุธ”
“แต่ศาสตร์แห่งรูนเองก็เป็นหนึ่งในศาสตร์แห่งการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ การเปลี่ยนคุณสมบัติของรูนควรจะให้ผลเช่นเดียวกับการหลอม ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะคงคุณสมบัติการล่องหนของแร่มฤตยูได้”โทบี้ถกถึงจุดสำคัญทันทีที่ได้ยินว่าอาคอนต้องการให้เขาใช้ศาสตร์แห่งรูนกับมัน
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่ามันจะไม่เปลี่ยนซะหน่อย”
“????”
“การขโมยในยามเผชิญหน้ามันทำได้ยากใช่มั้ยล่ะ..งั้นทำไมไม่คิดว่าถ้าอีกฝ่ายไม่รู้ว่าเจ้ามีมีดล่องหนอยู่มันจะง่ายกว่าที่จะขโมยแบบทีเผลอจากคู่ต่อสู้ แบบนั้นศาสตร์แห่งรูนทำได้ไม่ใช่เหรอ”
โทบี้เงียบไปสักพักและเริ่มคิดตามสิ่งที่อาคอนบอกเพื่อพยายามเข้าใจว่าอาคอนต้องการให้เขาทำอะไรกันแน่กับแร่มฤตยูด้วยรูนของเขา
เริ่มต้นด้วยที่อาคอนบอกให้เขาใช้มันเป็นอาวุธ เขาเข้าใจว่านี่ไม่มีทางเป็นอาวุธได้หากไม่ใช้รูนเพื่อเพิ่มคุณสมบัติด้านความแข็งแกร่งเสียก่อน ดังนั้นเขาเชื่อว่าหากเขาใช้มันเป็นอาวุธคุณสมบัติการล่องหนของแร่มฤตยูก็จะสูญเสียไปนั่นเท่ากับว่าศัตรูของเขาก็จะสามารถมองเห็นอาวุธของเขาได้ นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาใช้แร่ชนิดนี้อย่างสูญเปล่าเหรอ???
แม้จะได้ข้อสรุปเช่นนั้นแต่เด็กชายยังคงพยายามคิดถึงเรื่องนี้ต่อไป ในเมื่ออีกฝ่ายมองเห็นทำไมอีกฝ่ายถึงจะไม่รู้ว่าเขามีมีดล่องหน?? หากเขาไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขามี มีดล่องหนมันก็ควรจะล่องหนและมองไม่เห็นมาแต่ต้นไม่ใช่หรือ?? แต่นี่อีกฝ่ายเองก็เห็นว่าเขามีอาวุธ..
เด็กชายงุนงงกับสิ่งที่อาคอนบอกสักพักจนในที่สุดประกายแสงแห่งปัญญาก็ฉายผ่านดวงตาของเขา..ถูกต้องคู่ต่อสู้นั้นมองเห็นอาวุธของเขา ไม่ใช่อาวุธล่องหน คู่ต่อสู้จะเชื่อว่าเขามีอาวุธ แต่เขาไม่มีทางรู้ว่าอาวุธนั้นมันล่องหนได้
ศาสตร์แห่งรูนเป็นศาสตร์ที่เน้นการสลักลงในเนื้อวัสดุ แต่ที่ต้องทำเช่นนั้นก็เพราะต้องการให้รูนติดแน่นไม่สลายไปง่ายๆเพียงเท่านั้น หากไม่สลักลงในเนื้อวัสดุ รูนนั้นก็สลายไปง่ายมาก และนั่นคือสิ่งที่อาคอนพูดถึง..การสลักแบบลายลอกด้วยน้ำยาสลักพิเศษที่ใช้ในการฝึกเขียนรูน
“ข้าเข้าใจทริกขโมยแล้ว แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องเป็นดาบอยู่ดี ข้าหมายถึงมีดก็สามารถใช้เป็นอาวุธได้”เด็กชายกล่าว
“ตอนแรกที่ข้าเอามีดนั่นออกมาแล้วปลดปลอกออกเจ้าเดาว่ามันเป็นอะไรได้บ้าง” อาคอนกล่าวพลางชี้ไปที่มีดล่องหนซึ่งในปัจจุบันน้ำที่ถูกเทราดแทบจะแห้งไปทั้งหมดแล้ว จึงทำให้เกือบมองไม่เห็นใบมีด ราวกับว่ามีเพียงด้ามจับอยู่ตรงนั้น
“ไม่มีมีดมีแค่ด้ามจับ..หรือไม่ก็..มีอะไรอยู่ต่อจากด้ามจับแต่ข้ามองไม่เห็น”เด็กชายกล่าว
“ทำไมเจ้าถึงเดาแบบนั้นล่ะ เพราะเจ้าเห็นด้ามจับนี่หรือเปล่า??แล้วจะเป็นยังไงถ้าคู่ต่อสู้มองเห็นด้ามจับแล้วเดาเช่นเดียวกับเจ้า หรือคำถามที่ดีกว่านั้น เขาควรจะเห็นด้ามจับนี่หรือไม่แล้วถ้าเจ้าไม่มีด้ามจับล่ะเจ้าจะใช้มีดนี่ได้ยังไง แต่ถ้าเป็นใบดาบยาวๆ ข้าก็พอจะนึกวิธีใช้งานได้อยู่”
“!!...ผูกใบดาบติดกับแขนของข้า?? และความยาวที่โผล่พ้นแขนข้ามาจะไม่ยาวไปกว่ามีด..”เด็กชายเดา
อาคอนยิ้มหลังจากได้ยินคำตอบจากเด็กชาย“เจ้าไม่ได้โง่ขนาดนั้น หลังจากที่เราขโมยใบดาบนั่นมาแล้วเราจะไปขโมยสิ่งประดิษฐ์สำหรับการใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บและชักดาบของเจ้าออกมาจากแขน มันควรจะติดอยู่ในหุ่นยนต์แทบทุกตัวที่ผู้อำนวยการสถาบันนักล่ามี บางทีเราอาจจะหามาได้จากของที่ถูกทิ้งแล้ว”
เมื่อได้ยินสิ่งที่อาคอนพูดโทบี้ได้แต่หวังว่าของที่ถูกทิ้งแล้วจะมีเครื่องที่ว่าจริงๆ เขาไม่ได้กังวลมากมายเท่าใดนักกับการเข้าไปขโมยของจากตระกูลลาโซรี่ แต่การไปขโมยของจากผู้อำนวยการสถาบันนักล่าที่เขาศึกษาอยู่นั่นมันบ้ามาก
แม้จะไม่นับเรื่องอิทธิพลของคาลี่ย์ที่มากกว่าตระกูลลาโซรี่แต่เขาต้องเรียนรู้วิธีการขโมยเพื่อให้ได้ศึกษาอยู่ในสถาบันต่อไป แต่เพราะอยากศึกษาในสถาบันต่อไปเขาจึงไปขโมยของผู้อำนวยการการของสถาบัน??? ตลกแค่ไหน
“รีบเก็บของเดี๋ยวข้าจะลากเจ้าไปจนถึงกำแพงตระกูลลาโซรี่และแสดงวิธีการโขมยที่วางแผนมาอย่างดีให้ดู”
“ขอรับ” เด็กชายตอบรับและรีบเก็บข้าวของ