คืนวันหนึ่ง อากาศร้อนอบอ้าว จนหยางจูต้องเปิดหน้าต่างนอน แต่แล้ว่กลางดึกกลับมีพายุลูกเห็บตกลงมา ทั้งฝน ลม ตามมาด้วยลูบเห็บ หลังคากระเบื้องเสียหายไปหายจุด ทำเอาคนที่นอนอยู่ต้องตื่นขึ้นมา
เสียงเอะอะโวยวายรอบๆบ้าน เพราะมีบ้านหลายหลังที่ไม่ได้แข็งแรงเท่าไหร่ บางบ้านยังใช้เป็บ้านที่ก่อขึ้นมาจากดิน มุงด้วยหลังคาที่ทำจากหญ้า พอลูกเห็บตกลงมาทำให้มันสามารถเข้าไปในบ้านได้
หยางจูมองดูหลังคา เธออดลุ้นตามไปด้วยไม่ได้ กลัวว่าตัวเองจะเป็รายต่อไปที่โดนลูกเห็บหล่นใส่หัว ผ่านไปสักพักเหมือนเหตุการณ์จะดีขึ้น ไม่มีลูกเห็บแล้ว แต่ฝนก็ยังตกแรงอยู่ ไม่รู้ว่าป่านนี้ลูกชายจะเป็อย่างไรบ้าง
“ผู้นำหวง ผู้นำหวงได้ยินหรือเปล่า”
เสียงะโเรียกพ่อสามีอยู่ที่หน้าบ้านดังแข่งกับเสียงฝนและเสียงฟ้าร้อง ฝนตกแรงขนาดนี้แต่ยังเสี่ยงมาเรียกก็คงจะเกิดเื่ใหญ่ขึ้นเป็แน่
“ฝนตกหนักขนาดนี้คุณจะออกไปทำไม” เสียงคุณแม่หวงห้ามสามีดังเข้ามาในห้อง
“ชาวบ้านเดือดร้อน้าความช่วยเหลือ ผมเป็ผู้นำหมู่บ้านจะให้อยู่เฉยๆได้อย่างไร”
ในสายตาของชาวบ้าน คุณพ่อหวงเป็ผู้นำหมู่บ้านที่ดีและสามารถพึ่งพาเขาได้ แต่น่าแปลกที่ทำไมกับคนในครอบครัว ท่านถึงไม่ค่อนใส่ใจเท่าที่ควร
“ไปกันเถอะ” คุณพ่อหวงบอกกับลูกชายคนโต
พี่ใหญ่ทำเพียงพยักหน้า จากนั้นทั้งสองคนก็ใส่ชุดกันฝนแล้วเดินออกจากบ้านไป ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงว่าเวลานี้ในหมู่บ้านไม่มีบ้านหลังไหนเลยที่จะสามารถนอนหลับได้อีก
ผ่านไปสักพักฝนเริ่มซา ทุกคนออกมาสำรวจความเสียหาย ฝนตกเป็เวลานาน ทำให้เกิดน้ำท่วมถนน บางหลังน้ำก็ไหลเข้าท่วมเพราะอยู่ต่ำกว่าถนน บ้านบางหลังได้รับความเสียหายเป็อย่างมาก ชาวบ้านบางคนออกเดินตามหาหลังคาบ้านของตัวเองที่ปลิวไปตามลม ไม่รู้ว่าจะไปตกอยู่ที่ไหน
เช้าวันถัดมา ชาวบ้านไม่ได้ทำงาน แต่ช่วยกันซ่อมแซมบ้านที่เสียหายและได้รับผลกระทบจากพายุลูกเห็บในครั้งนี้
“แม่ครับ” หวงชิวิวิ่งมาหาผู้เป็แม่ เขารู้สึกเป็ห่วงเธอมากเพราะอยู่ที่ห้องคนเดียว พี่น้องคนอื่นต่างมารวมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่ แน่นอนว่าเื่นี้หยงจูไม่รู้
“ทำไมถึงไม่ไปที่ห้องโถงใหญ่” คุณย่าหวงมองหลานสะใภ้ด้วยสายตาตำหนิ
หยางจูขมวดคิ้ว เธอจะไปรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปที่นั่น ไม่เห็นมีใครมาเรียกเธอเลยสักคน แน่นอนว่าคำพูดนี้เธอไม่สามารถพูดออกไปได้
“ขอโทษค่ะ พอดีฉันกลัวว่าลุกเห็บจะหล่อนใส่หัวก็เลยไม่กล้าออกไป” ตอบแบบนี้แหละเป็หยางจุคนเดิมที่สุดแล้ว
“ไม่ได้เื่” คุณย่าหวงจนใจจะพูดกับหลานสะใภ้คนนี้ ได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจแรงๆ
่สายของวันคุณพ่อหวงและพี่ใหญ่ก็กลับเข้าบ้าน สีหน้าของทั้งสองคนแสดงออกชัดเจนว่าเหนื่อยล้ามากแค่ไหน ออกจากบ้านั้แ่เมื่อคืน กลับเข้าบ้านมาก็เกือบจะเที่ยง ไม่ให้เหนื่อยได้อย่างไรกัน
“เป็อย่างไรบ้าง” คุณย่าหวงถามคนแรกด้วยความเป็ห่วง
เวลานี้บ้านรองก็ออกมารวมตัวกันที่หน้าบ้าน หลังจากได้ยินข่าวว่าคุณพ่อหวงและพี่ใหญ่กลับเข้าบ้านมาแล้ว
“พายุครั้งนี้หนักจริงๆ พืชที่ไร่นาเสียหายจำนวนมาก ผมต้องเร่งเขียนจดหมายแจ้งกับทางการให้มาตรวจสอบแล้วก็เยียวยาชาวบ้าน อีกอย่างพ่อเฒ่าเฉินเสียชีวิตแล้วครับ” คุณพ่อหวงพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า
พ่อเฒ่าเฉินที่พูดถึง คือผู้อาวุธโสที่สุดในหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างให้ความเคารพยำเกรงผู้เฒ่าคนนี้มาก เพราะฉะนั้นจึงเป็เื่ธรรมดาที่ทุกคนจะะเืใจ
“จัดงานให้อย่างสมเกียรติ” คุณย่าหวงหลับตาช้าๆ
“แม่ครับ เื่นี้เราควรแจ้งให้กับทางลูกหลานบ้านเฉินทราบนะครับ” อารองพูดแทรกขึ้น น้ำท่วมถนนถูกตัดขาด ทำให้ไม่สามารถไปทำงานที่ในเมืองได้
“ที่ผ่านมามีใครมาเหลียวแลบ้างหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่ได้…”
“ถ้าไม่ได้ลุงเฉิน ก็คงไม่มีพวกเราทุกวันนี้ พวกเราทราบดีครับ แต่ถึงอย่างไรพวกเราก็ควรแจ้งให้กับญาติที่เหลือของลุงเฉินทราบนะครับ” อารองพูดขัดขึ้น
“จะทำอะไรก็ทำเถอะ ฉันแก่แล้วไม่อยากจะยุ่งสักเท่าไหร่หรอก” คุณย่าหวงพูดจบก็เดินกลับห้องไป
ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก จัดงานศพแต่ละครั้งหมดเงินไม่ใช่น้อยๆเลย เื่อะไรที่บ้านหวงจะต้องรับภาระพวกนี้ด้วย ดีไม่ดีพอลูกหลานลูกว่าพ่อเฒ่าเฉินเสียชีวิตแล้ว เกรงว่าจะรีบมาแสดงตัวกัน เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีบ้านที่เป็สมบัติชิ้นสุดท้ายที่ผู้อาวุธโสท่านนั้นทิ้งเอาไว้
หยางจูยืนฟังอยู่ห่างๆ แต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ อดนึกไปถึงร่างของตัวเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะมีคนพบศพของเธอแล้วหรือยัง
วันนั้นทั้งวันบ้านหวงต่างก็วุ่นไปตามๆกัน คุณพ่อหวงกลับมากินข้าว เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ออกไปข้างนอกต่อ คนอื่นๆก็ออกไปช่วยชาวบ้าน มีเพียงหยางจูกับสะใภ้รองเท่านั้นที่ยังอยู่ในบ้านไม่ได้ออกไปไหน
ใครจะไปคาดคิด เย็นวันนี้ก็มีฝนตกลงมาอย่างหนักอีก ปัญหาน้ำท่วมเริ่มหนักขึ้น กระทั่งบ้านหวงเองยังต้องช่วยกันขนกระสอบทรายมากั้นเอาไว้ ป้องกันน้ำป่าไหลจากบนเขาลงมา ที่สำคัญเลยคือต้อองระวังสัตว์ป่าหนีตายลงมาจากบนเขาด้วยเช่นเดียวกัน
“ไม่รู้จะมาทำไม” สูจิ่งหลิวพูดขึ้นเมื่อเห็นหยางจูอยู่ที่ห้องโถงด้วย
ปัง! เสียงเท้าเท้ากระทบลงบนพื้นปูน ทำเอาทุกคนต่างสะดุ้งไปตามๆกัน
พี่รองมองหน้าภรรยาอย่างตำหนิ พร้อมทั้งกระซิบเสียงลอดไรฟัน “อย่าก่อเื่”
“เฮอะ” เธอหันหน้าหนีไปอีกทางอย่างไม่ชอบใจ
คนอื่นๆที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็คิดไปต่างๆนานา ั้แ่เมื่อไหร่กันที่คุณย่าหวงเริ่มปกป้องผู้หญิงคนนี้อย่างออกนอกหน้า
“ดูท่าว่าฝนน่าจะตกทั้งคืน” คุณพ่อหวงพูดขึ้น
“แบบนี้ก็เท่ากับว่าวันนี้ที่ทำมาสูญเปล่าน่ะสิครับ” พี่รองพูดขึ้นบ้าง เขาไม่ค่อยรู้เื่พัฒนาหมู่บ้านเท่าไหร่ เพราะเรียนจบก็เข้าไปทำงานที่โรงงานเลย หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่ยอมเป็ชาวนา
“แล้วฉันจะทำอย่างไรดีล่ะคะ พรุ่งนี้ขาดงานไม่ได้แน่”
หยางจูหันไปมอง พบว่าเป็ลูกสาวคนเล็ก นั่นก็คือ หวงจิ่นเม่ยนั่นเอง เป็ครั้งแรกที่เธอได้เห็นหน้าหล่อนแบบชัดๆ หน้าตาถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว แต่ดูจะเอาแต่ใจมากไปหน่อย
“นั่นสิ คงต้องหาทางเข้าไปในเมือง ขืนขาดงานหลายวันมีหวังได้ถูกคัดออกแน่” อารองพยักหน้าเห็นด้วย
“คงต้องรอดูพรุ่งนี้ ว่าถนนขาดเสียหายมากแค่ไหน ถ้าเสียหายหนักก็ไม่ควรเอาชีวิตไปเสี่ยง” พี่ใหญ่พูดขึ้น
“ได้ไง ถึงยังไงฉันก็ต้องไปทำงานไม่ยอมถูกไล่ออกหรอก” หวงจิ่นเม่ยเถียง
“ถูกไล่ออกก็สมัครงานที่อื่นได้ ไม่เห็นจะต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง”
“พี่ใหญ่คิดว่างานสมัยนี้หาง่ายหรือไง ดูอย่างอารองสิ ทำงานมากี่สิบปีแล้วยังไม่ได้้บรรจุเลย”
“เม่ยเอ๋อร์ อย่าพาดพิงผู้ใหญ่” คุณพ่อหวงตำหนิลูกสาว
“ไม่รู้ล่ะ ยังไงพรุ่งนี้ฉันก็ต้องไปทำงาน ใครก็ห้ามฉันไม่ได้หรอก” พูดจบเธอก็วิ่งกลับเข้าห้องของตัวเองไป
ทางด้านอารองถึงจะรู้สึกไม่พอใจที่ตัวเองถูกเด็กรุ่นหลังพาดพิง แต่เขาก็ยังคงนิ่งไม่ได้พูดอะไรออกมา ไม่ได้บรรจุแล้วอย่างไร อย่างน้อยๆก็ไม่ต้องตากแดดทำงานที่ทุ่งนาไปตลอดชีวิตก็แล้วกัน
ปัง ปัง ปัง
เสียงเคาะประตูรั่วบ้าน ดังแข่งกับเสียงฟ้าร้อง แต่จนใจที่คนข้างในไม่ได้ยินเพราะเสียงฝนนั้นดังเกินไป จากนั้นก็ตามมาด้วยหินก้อนเล็กอีกหลายก้อนที่ถูกโยนเข้ามาในบ้าน
“นั่นใครมาเล่นพิเรณทร์อะไรเวลานี้” พี่รองพูดอย่างฉุนๆ เนื่องจากว่าหินก้อนเล็กๆถูกโยนมาจนเกือบจะโดนศีรษะของเขา
“เ้าใหญ่ ออกไปดุหน่อยเถอะ” คุณพ่อหวงสั่ง
“ครับ” พี่ใหญ่พยักหน้า จากนั้นก็กางร่มออกไปดูหน้าบ้าน
พี่ใหญ่เดินอย่างระมัดระวัง ด้วยกลัวว่าจะมีก้อนหินถูกโยนเข้ามาอีก แต่แล้วก็ต้องแปลกใจ เพราะั้แ่ที่เขาเดินเข้ามาใกล้ประตูรั้วหน้าบ้าน ก็ไม่มีก้อนหินถูกโยนเข้ามาอีกเลย
“นั่นใครน่ะ?”