เทพสงครามมังกรเทวะ

    ปะทะเดือดตาหลาน

    ในระหว่างที่เฟยหรงโดนจับไปนั้นในเวลานี้ทางด้านหอกระบี่ดาวตกพากันตื่นตระหนกกันยกใหญ่ เฟยเทียนและเฟยหงที่พึ่งออกมาจากการปลูกถ่ายเส้นลมปราณพากันร้อนรนและคิดอยากจะยกกำลังไปช่วยลูกชาย ณ ตอนนั้นเลยแต่ก็โดนหลงเสี่ยวหยาห้ามเอาไว้เสียก่อนเนื่องด้วยอีกฝ่ายมีมหาเทพขั้นปลายถึงสองคน ทั้งที่ตั้งของตระกูลเป่ยเองก็ยังคงสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้กับฝ่ายตรงข้ามมากเกินไป หากพวกเขาบุกไปก็เท่ากับไปตายเพียงเท่านั้น

     

    ในตอนแรกเฟยเทียนก็ไม่ยอมและจะไปให้ได้ หลงเสี่ยวหยาจึงต้องเป้าหมายให้กับชายหนุ่มนั่นคือการบรรลุระดับมหาเทวะให้ได้ภายในสามปีเมื่อถึงตอนนั้นเขาจะพากันบุกมหาสมุทรนิรันทร์ในทันที ในเวลานี้ให้อดทนและบ่มเพาะพลังไปก่อนทั้งยังบอกอีกว่าเฟยหรงจะไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอนเนื่องจากถ้าหากคิดจะใช้กำลังพาเฟยหรงไปย่อมทำได้ง่ายดายแต่อีกฝ่ายกลับพาเด็กหนุ่มไปด้วยวิธีการที่อ่อนโยนดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นอันตรายใดๆ

     

    นั่นจึงทำให้เฟยเทียนสงบใจขึ้นมาได้บ้างและเข้าบ่มเพาะในทันทีเพราะเขาไม่อยากจะช้าเลยแม้แต่ก้าวเดียว เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เฟยเทียนเท่านั้นที่ร้อนใจ ตระกูลเฟิงรวมไปถึงหยุนอู่หลิงที่คอยสอดแนมอยู่ใกล้ๆก็ร้อนรนเช่นกัน แต่นางในตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้นนอกจากคอยดูแลเหล่าภรรยาและลูกๆของหลานชายอยู่ห่างๆเช่นนี้เพียงเท่านั้นเอง

     

    ส่วนทางด้านภรรยาเขาเฟยหรงนั้นไม่ต้องพูดถึงพวกนางแทบจะเป็นลมล้มพับ แต่พอรู้ว่าคนที่จับไปเป็นเหมือนกับตายายของชายหนุ่มก็ทำให้พวกนางคลายใจขึ้นมาได้บ้างแต่ก็ไม่มากเท่าไร ส่วนเด้กน้อยทั้งสองนั้นพวกนางตัดสินใจแล้วว่าจะยังไม่บอกเรื่องของเฟยหรงให้รับรู้ไม่เช่นนั้นมีหวังได้ร้องห่มร้องไห้จนหอกระบี่ดาวตกไม่เป็นสุขแน่ ดังนั้นหากเด็กน้อยทั้งสองคนถามพวกนางจึงนัดแนะแล้วบอกกับเด็กทั้งสองว่าพ่อของพวกนางกำลังปิดด่านฝึกตนครั้งใหญ่เพียงเท่านั้น

     

    ตัดภาพมาทางมหาสมุทรนิรันทร์หลังจากปั่นป่วนจากตัวปัญหาอย่างเฟยหรง ในเวลานี้เทพสมุทรเป่ยเฉินได้มาควบคุมชายหนุ่มด้วยตัวเองทั้งยังทำท่าทีสงบนิ่ง จนเฟยหรงนึกหงุดหงิด นี่เขาไม่มีงานมีการทำหรืออย่างไรถึงได้มานั่งเฝ้าเช้าเย็นอย่างนี้

     

    "เห้อ!!"เฟยหรงถอนหายใจ เขานั่งอยู่ในห้องทั้งวันพลังปราณก็ใช้ไม่ได้ ไม่มีอะไรจะทำมันช่างเป็นวันที่น่าเหนื่อยหน่ายยิ่งชัก

     

    "เจ้าถอนหายใจรอบที่สองร้อยเก้าสิบเก้าแล้ว เมื่อไรจะหยุดซักที"เป่ยเฉินกล่าวถาม

     

    "ก็มันเบื่อนี่พวกท่านจับข้ามา ไม่ให้ข้าออกไปไหนแล้วก็ไม่มีอะไรให้ข้าทำ ข้าก็เบื่อเป็นนะ"เฟยหรงกล่าวก่อนจะถอนหายใจรอบที่สามร้อยออกมา

     

    "แล้วเจ้าจะทำอะไร??บอกมาหากไม่มากเกินไปข้าจะหามาให้"เป่ยเฉินกล่าวอย่างเรียบเฉย

     

    "งั้นปลดพลังปราณให้ข้า!!"

     

    "มากเกินไปทำไม่ได้!!"

     

    "ข้าขอแหวนมิติคืน!"

     

    "มากเกินไป!"

     

    "งั้นข้าต้องการออกไปข้างนอก"

     

    "ทำได้ แต่ผนึกพลังวิญญานของเจ้าด้วย"

     

    เฟยหรงเบ้ปากในทันที อันนี้ก็ไม่ได้อันนั้นก็ไม่ได้แล้วเขาจะทำอะไรละทีนี้ ไม่รู้อีกฝ่ายจะระแวงอะไรทั้งๆที่ตัวเองเป็นถึงระดับมหาเทวะแท้ๆยิ่งคิดเฟยหรงก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดก่อนที่เขาจะคิดอะไรขึ้นมาได้ "ข้าต้องการปรุงโอสถ!"

     

    "เรื่องนี้ทำได้ ข้าจะพาเจ้าไปที่หอโอสถของตระกูล"เป่นเฉินกล่าวพร้อมลุกขึ้นและเดินไป เฟยหรงเองก็ไม่มีทางเลือกใดนอกจากตายเป่ยเฉินไปถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในห้องเช่นนี้

     

    'ในอดีตข้าเคยเป็นแท่ทัพสวรรค์ผู้ปราบเทพมารผู้ชั่วร้ายคิดถึงไม่ถึงว่าตอนนี้จะสิ้นท่าให้กับคนที่เป็นตากับยายของตัวเอง น่าตลกจริงๆ'เฟยหรงกล่าวในใจ ในที่สุดเขาก็เดินมาถึงหอโอสถของตระกูลเป่ยที่ตอนนี้เต็มไปด้วยรุ่นเยาว์มากมายที่กำลังฝึกฝนการปรุงยาอยู่ ทั้งด้านในยังมีนักปรุงโอสถระดับเจ็ดอยู่ด้วยและกำลังควบคุมเหล่านักเรียนของตระกูล

     

    "เป่ยฉิน เป่ยฉวน ข้าพาคนมาเรียนปรุงโอสถกับเจ้าอีกหนึ่งคน"เป่ยเฉินกล่าว นักปรุงยาระดับเจ็ดสองคนหันหน้ามามองที่เขาในทันทีก่อนที่จะเดินมาและทำความเคารพเป่ยเฉินอย่างนอบน้อม

     

    "เรียน??ข้าบอกว่าข้าจะปรุงโอสถ ข้าไม่ได้มาเรียน!!"เฟยหรงกล่าวขึ้นมาทันที จะให้เขามาเรียนไอ้พื้นฐานแบบนี้อย่าได้หวังเชียว เขาเป็นศิษย์ของเทวะโอสถเชียวนะ ไม่มีทางเด็ดขาดที่จะต้องกลับไปเรียนเรื่องพื้นๆแบบนี้อีกครั้ง

     

    "เด็กน้อย เพื่อนๆของเจ้าพวกนี้ล้วนแต่มีพรสวรรค์ด้านโอสถเหมือนกันทั้งนั้นยังต้องเรียนถึงจะมาถึงระดับสี่ของนักปรุงโอสถได้ การที่เจ้าจะปรุงโอสถเลยโดยไม่เรียนรู้อะไร ต่อไปเจ้าจะปรุงโอสถได้มากที่สุดระดับไหนกัน"เป่ยฉวนกล่าวออกมาเช่นนั้น เขาไม่ค่อยพอใจมากนักที่อีกฝ่ายไม่ได้เห็นการฝึกของเขาอยู่ในสายตาเช่นนี้

     

    "โอ้ ถ้าข้าบอกว่าข้าสามารถปรุงโอสถระดับเจ็ดได้ละ ท่านจะว่ายังไง"เฟยหรงกล่าว

     

    "ฮ่าๆๆหากเป็นเช่นนั้นจริงพวกข้าจะยอมเรียกเจ้าว่าท่านอาจารย์เลยเอ้า"เป่ยฉินกล่าวอย่างเย้ยหยัน เฟยหรงส่ายหน้าโดยพลันก่อนจะกล่าวต่อไป "ข้าไม่ได้อยากได้ศิษย์แก่เกือบล้านปีอย่างท่าน แต่ข้าต้องการแหวนมิติของพวกท่านสองคนท่านกล้าเดิมพันไหม ถ้าหากข้าเเพ้ละก็เปลวเพลิงนี้ถือว่าเป็นของท่านเป็นอย่างไร"

     

    เฟยหรงหงายมือออกมาเปลวเพลิงสวรรค์ปรากฏอยู่บนมือของชายหนุ่มทำให้ไม่เพียงแค่เป่ยฉินและเป่ยฉวนเท่านั้นที่ตกใจ เป่ยเฉินเองก็ตกใจเช่นกันเปลวเพลิงสวรรคืสองชิ้นนี้มาจากไหนกันแน่!!

     

    "แน่นอนๆนี่คือแหวนมิติของพวกเราที่จะลงหากเจ้าปรุงยาระดับเจ้ดได้ก็เอาไปเลย"เป่ยฉินและเป่ยฉวนวางแหวนมิติที่สวมอยู่ที่นิ้วไว้บนโต๊ะ เฟยหรงเดินไปหยิบวัตถุดิบด้านหลังขึ้นมาในทันที รากพฤกษาวารี สาหร่ายวารีสวรรค์ และแก่นอสูรทะเลระดับเทวะ เขาหยิบมาเพียงสามอย่างเท่านั้นก่อนจะหันไปทางเป่ยฉินและเป่ยฉวน

     

    "ท่านพอจะมีหม้อปรุงยาที่ดีๆหน่อยให้ข้ายืนหรือเปล่า? พอดีมีคนใจดำเอาแหวนมิติข้าไป"เฟยหรงกล่าวถาม ทั้งยังไม่ลืมที่จะถากถางเป่ยเฉิน

     

    "ฮ่าๆๆเจ้าหนู ไม่มีหรอกเจ้าเป็นนักปรุงโอสถภาษาอะไรถึงไม่มีหม้อปรุงโอสถเป็นของตัวเอง รู้ถึงไหนคงได้อายไปถึงอาจารย์เป็นแน่"เป่ยฉินและเป่ยฉวนหวัเราะอย่างบ้าคลั่งเฟยหรงที่ได้ยินพลันคิ้วกระตุกและเต็มไปด้วยความไม่พอใจที่พวกเขากล้าพาดพิงถึงอาจารย์ของตน 'ไม่ให้ข้ายืนใช่ไหมได้เลย'

     

    เฟยหรงเริ่มทำการหล่อมวุตถุดิบในทันที เปลวเพลิงอัสนีได้ปรากฏขึ้นรอบตัวของชายหนุ่มและสรรค์สร้างกระบวนการที่มหัศจรรย์นั่นคือการหลอมวัตถุดิบที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกันโดยไม่ใช้หม้อปรุงโอสถนั่นเอง

     

    ในเวลานี้เป่ยฉินและเป่ยฉวนที่หัวเราะอยู่เมื่อครู่ได้แต่อ้าปากค้างวัตถุดิบสามอย่างกำลังลอยวนตัวของเฟยหรงและค่อยๆถูกหลอมละลายกลายเป็นหยดน้ำสีฟ้าครามใสสะอาดราวกับไม่มีสิ่งเจือปน

     

    "หลอมรวม!!"เฟยหรงทำการหลอมรวมพวกมันเข้าด้วยกันในทันที เวลาเพียงชั่วครู่นี้โอสถระดับเจ็ดสีฟ้าครามที่มีลวดลายสีทองสามเส้นปรากฏขึ้นบนมือของชายหนุ่ม

     

    เฟยหรงหยิบเอาขวดหยกที่วางอยู่ใกล้ๆก่อนที่จะวางมันลงตรงหน้าของทั้งสองคนที่กำลังอ้าปากค้างเต็มไปด้วยความตกตะลึง กระบวนการนี้มันอะไรกัน รวดเร็วยังไม่ถึงชั่วยามก็สามารถปรุงโอสถระดับเจ้ดเสร็จแล้ว พวกเขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด

     

    พวกเขาเปิดขวดหยกดูผลงานของเฟยหรงก่อนที่ความตกตะลึงของพวกเขาจะทวีคูณยิ่งกว่าเก่าไปเสียอีก "คะ ความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนพร้อมด้วยเส้นชีพจรโอสถสีทองสามเส้น นี่คือที่สุดของโอสถ!!"

     

    เฟยหรงยกยิ้มดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ดีเหมือนกันดังนั้นชายหนุ่มยกเอื้อมมือไปหยิบแหวนมิติด้วยท่าทีเบิกบานใจ บางทีในแหวนมิติสองวงนี้อาจจะมีอะไรที่ช่วยเขาให้หลุดรอดจากกสถานการณ์เช่นนี้ก็เป็นได้ แต่ทันทีที่มือของเฟยหรงกำลังจะหยิบแหวนขึ้นมานั้นมือของเป่ยเฉินก็หยิบแหวนมิติสองวงนั้นไปต่อหน้าต่อตาของเฟยหรงทำให้เขามองตามตาปริบๆยังไม่หมดเพียงเท่านั้นโอสถที่เขาเพิ่มหลอมเสร็จเมื่อครู่นี้ก็ถูกเป่ยเฉินเอาไว้ด้วย

     

    "นั่นมันของข้า!!"

     

    "ตอนนี้เจ้ายังอยู่ในช่วงกักบริเวณไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้ รอให้เราทราบความเป็นมาที่แน่ชัดก่อนว่าสายเลือดเทพสมุทรคนไหนให้กำเนิดเจ้าขึ้นมา วันนั้นข้าจะคืนให้ทั้งหมด"เป่ยเฉินกล่าวด้วยเสียงเรียบเฉยดังเดิมพร้อมกับเตรียมตัวจะเดินจากไป เฟยหรงเห็นดังนั้นเขาจะยอมได้อย่างไรนั่นคือสมบัติที่เขาได้มาจากการเดิมพันดังนั้นมันควรอยู่กับเขาสิถึงจะถูก

     

    "ท่านจะรังเเกข้ามากเกินไปแล้ว ขัาไม่ได้เป็นนักโทษของท่านนะ เอาคืนมา"เฟยหรงวิ่งเข้าไปดักหน้าก่อนที่จะแบมือของแหวนมิติจากเป่ยเฉิน

     

    "งั้นก็บอกมาว่าสายเลือดเทพสมุทรคนใดที่ให้กำเนิดเจ้า ข้าจะได้คืนให้!"เป่ยเฉินยังดูคงทีเงียบสงบไว้และกล่าว

     

    "ถ้าข้าบอกไปท่านจะทำอะไรเขาหรือเปล่า??"เฟยหรงเกิดความลังเลขึ้นเล็กน้อย

     

    "ย่อมต้องทำโทษ แต่ไหนแต่ไรสายเลือดเทพสมุทรไม่เคยหลุดรอดไปบนโลกมาก่อน นี่ไม่ใช่กฏที่พึ่งตั้งขึ้นมาแต่มันมีมาตั้งแต่โบราณกาล"เป่ยเฉินกล่าวความจริง ไม่เช่นนั้นคงได้เห็นสายเลือดแห่งเทพสมุทรทั่วทั้งโลกแล้วจะมีแค่ตอนพวกเขาให้พวกรุ่นเยาว์ออกหาประสบการณ์และทำภารกิจเท่านั้นที่สามารถออกจากมหาสมุทรนิรันทร์ได้

     

    เฟยหรงได้ยินดังนั้นความลังเลก็หายไปในทันที เขาไม่มีทางให้แม่ของเขารับโทษหรอก ดังนั้นชายหนุ่มจึงเลือกเบือนหน้าหนีในทันที ทำให้เป่ยเฉินอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย เจ้าเด็กคนนี้ขนาดโดนเขารังแกขนาดนี้ยังไม่คิดจะปริปากดูเหมือนว่าข้าคงจะต้องข่มขู่เสียหน่อยแล้ว

     

    "ดูเหมือนว่าเจ้าจะมาจากหอกระบี่ดาวตกสินะ ทั้งยังดูเหมือนสถานะยังสูงส่งอีกด้วย ดูเหมือนข้าจะต้องไปเยี่ยมเยียนเสียหน่อยแล้ว"เป่ยเฉินกล่าวออกมาเช่นนั้น เฟยหรงพุ่งตัวเร็วประดุจลูกเกาทัณฑ์ฟาดกระบี่เพลิงอัสนีใส่อย่างรวดเร็ว

     

    "เปรี้ยง!!"

     

    กระบี่เพลิงอัสนีปะทะเข้ากับม่านวารีใสๆเข้าอย่างจัง เฟยหรงจากเด็กหนุ่มขี้เบื่อแสนจะงอแงเมื่อครู่กลายเป็นเคร่งขรึมในทันใด แม้พลังปราณจะใช้ไม่ได้แต่พลังวิญญานบวกกับพลังการก็ทำให้การโจมตีของเขารุนแรงมากอยู่ดี

     

    "ก็ลองดูสิ!!ข้าจะทำให้เมืองท่านพินาศของจริง!"เฟยหรงกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล หากเทพสมุทรไปเยือนไม่ใช่ว่าพ่อของเขาต้องโดนจับมาด้วยหรอกหรือ ด้วยอำนาจของมหาเทวะขั้นสูงทั้งยังครองครองบัลลังก์แห่งราชัน ไม่มีทางเลยทีพ่อของเขาที่เป็นแค่จักรพรรดิเทวะขั้นกลางจะรอดดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่ต้องการเช่นนั้น

     

    "โอ้ เกล็ดย้อนงั้นหรือ นั่นยิ่งทำให้น่าสนใจเข้าไปใหญ่"เป่ยเฉินเผยรอยยิ้มเล็กๆออกมาใครจะคิดว่าคำข่มขู่ของเขาจะใช้กับเจ้าเด็กนี่ได้ดีขนาดนี้ ถึงขนาดทำให้คนที่ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนถึงขนาดร้อนรนได้เรื่องนี้ไม่ธรรมดาเสียแล้ว

     

    เฟยหรงฟาดกระบี่เพลิงอัสนีเข้าใส่เป่ยเฉินอย่างรวดเร็วจนทำให้ผู้อาวุโสที่อยู่บริเวรนั้นถึงกับต้องหันมาสนใจก่อนที่พวกเขาจะตาเบิกกว้าง ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปีฟาดกระบี่ใส่ประมุขของพวกเขาอย่างบ้าคลั่งพร้อมด้วยอำนาจทำลายล้างที่น่าหวาดกลัว แต่ถึงกระนั้นดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้สะทกสะท้านเกาะม่านวารีของเกราะม่านวารีเลยแม้แต่น้อย

     

    "เป็นอะไรไปมีแรงแค่นี้หรือ ถ้าเป็นอย่างนี้ไม่มีทางที่จะรอดออกไปได้หรอกนะ"เป่ยเฉินกล่าวท้าทาย เฟยหรงที่ได้ยินก็หงุดหงิดในใจวิถีกระบี่แห่งการทำลายล้างของเขาค่อยๆสำแดงพลังออกมาพร้อมกับโจมตีเกราะม่านวารีจุดเดียวกันซ้ำจนมันเริ่มแตกร้าวอย่างเห็นได้ชัด

     

    'เพล้ง!'

     

    'ถึงกับทำให้ม่านวารีร้าวได้ พลังแฝงในกายของเจ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว'เป่ยเฉินคิดในใจ มือกระบี่ท่วงท่าพริ้วไหวและดุดันขนาดนี้เขาที่มีชีวิตอยู่มาหลายล้านปีพึ่งจะเคยพบเห็นเป็นคนแรก ในใจคิดว่าเฟยหรงทำได้อย่างไรกันแน่ ด้วยอายุเท่านั้นเป็นทั้งผู้ฝึกตนพลังปราณระดับเทวะ ผู้เกิดมาพร้อมกายศักดิ์สิทธ์ของมังกร ผู้ฝึกตนวิญญานระดับภัยพิบัติวิญญาน เป็นทั้งนักปรุงยาระดับเจ็ด และไหนจะมือกระบี่ระดับแก่นแท้กระบี่นี่อีก ด้วยอายุเพียงเท่านี้และประสบความสำเร็จขนาดนี้นี่คือตัวตนที่เหนือกว่าโชคชะตาไปแล้ว

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามมังกรเทวะ ที่คุณอ่าน