อู๋เซิ่งได้รับความรู้ใหม่ๆมาจำนวนมากและเริ่มกลั่นกลองข้อมูลอย่างเงียบๆขณะเดียวกันทางด้านเมี่ยวอิงเยว่เพราะนางสังหารผู้อาวุโสในสำนักและตระกูลจางไปทำให้นางถูกทำโทษตอนนี้นางถูกขังอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่งคนเดียวตามจริงด้วยพลังของนางหากคิดจะฝ่าฝืนต่อให้เป็นอดีตผู้นำนิกายก็หยุดนางไม่ได้แต่เพราะอีกฝ่ายคืออาจารย์ของนางทำให้นางยอมอีกฝ่าย
“เจ้ารู้ความผิดของตัวเองหรือไม่”หญิงชรามองไปยังเมี่ยวอิงเยว่ที่นั่งอยู่ในห้องขัง
“ความผิดของข้าคืออะไรละ”เมี่ยวอิงเยว่กล่าวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
“เจ้าเป็นถึงผู้นำสำนักเพื่อเด็กคนหนึ่งเจ้าถึงกับลงมือสังหารผู้อาวุโสของสำนักทำร้ายตระกูลจางเจ้ารู้ไหมตอนนี้เหล่าผู้อาวุโสพากันรวมตัวเพื่อให้ข้าปลดเจ้าออกจากตำแหน่ง”อดีตประมุขกล่าว
“อยากปลดก็ปลดสิข้าจะได้เป็นอิสระถึงตอนนั้นข้าจะได้ไม่ถูกกฎรั้งเอาไว้อีก” เมี่ยวอิงเยว่เค้นเสียง
“เจ้าเป็นอะไรกันแน่เพื่อศิษย์คนหนึ่งที่ตายไปแล้วทำไมเจ้าถึงได้ทำแบบนี้เจ้าไม่คิดถึงชื่อเสียงของสำนักบ้างเลยงั้นเหรอ”อดีตประมุขกล่าว
“ชื่อเสียงมันจะมีประโยชน์อะไรอีกไม่นานสำนักนี้ก็คงถูกทำลายอยู่แล้ว” เมี่ยวอิงเยว่ยิ้มเย้ยหยันออกมา
“เจ้าหมายความว่ายังไง”อดีตประมุขขมวดคิ้ว
“อู๋เซิ่งแต่เดิมไม่ใช่ศิษย์ของข้าข้าไม่มีคุณสมบัติที่จะสอนเขา กลับกันเขาต่างหากที่สอนข้าส่วนอาจารย์ของข้าจริงๆแล้วคือเซียนผู้ยิ่งใหญ่ที่ลงมาเท่านั้นและอู๋เซิ่งคือศิษย์สืบทอดที่เซียนผู้นั้นเลือกและถ่ายทอดความรู้ให้ท่านอาจารย์ท่านคิดว่าเมื่อเซียนผู้นั้นกลับมาหาศิษย์ของเขาอีกครั้งและพบว่าศิษย์เขาตกตายเพราะคนของสำนักพวกเราผลจะเป็นเช่นใดงั้นเหรอ”เมี่ยวอิงเยว่ได้แต่หัวเราะออกมา
“อะไรนะมันจะเป็นไปได้ยังไง” ร่างของอดีตประมุขถอยหลังไป
“เรื่องนี้นอกจากศิษย์แล้วเมี่ยวจื่อ ผู้อาวุโสต้วนซิวเอ๋อและผู้นำตระกูลต้วนก็รู้ แต่เดิมการเติบโตที่ผิดปกติและความรู้ที่เกินมาตรฐานของดินแดนแห่งนี้มันก็บ่งชัดแล้ว
ด้วยวัยอายุ10 ปี บ่มเพาะถึงระดับหลอมรวมขั้นสมบูรณ์และปรุงยาระดับก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์ออกมาได้สามารถสร้างค่ายกลระดับวิญญาณ หลอมอาวุธสังหารที่ซับซ้อนออกมาด้วยตัวเอง ท่านอาจารย์ท่านบอกข้าสิว่าเขาทำได้โดยไม่มีคนชี้แนะงั้นหรือแล้วในดินแดนนี้ใครบ้างละที่ชี้แนะเขาได้กัน”
เมื่อเจอคำถามนี้ไปอดีตประมุขพูดไม่ออกใบหน้าซีดขาวนางไม่รู้เรื่องนี้มาก่อนว่ามันจะร้ายแรงขนาดนี้
“ทำยังไงดีทำไมถึงเป็นแบบนี้” อดีตประมุขสั่นไหวจิตใจของนางกลายเป็นแข็งทื่อ
“เพราะงั้นข้าถึงถามท่านว่าข้าผิดตรงไหน”เมี่ยวอิงเยว่กล่าว
“ทำไมเจ้าไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้หากข้ารู้ก่อนข้าจะห้ามเจ้าทำไมอย่างน้อยการทำลายตระกูลจางจะช่วยให้มีคำอธิบายต่อเซียนผู้นั้น”อดีตประมุขโกรธจนเทียบคลั่งนางไม่อยากให้สำนักที่สืบทอดมาอย่างยาวนานต้องจบลงที่รุ่นของนาง
“เจ้าคือเมี่ยวอิงเยว่ประมุขของสำนักแห่งนี้งั้นเหรอ”พริบตานั้นเองร่างของหยุนเหยาก็ปรากฏนางนั้นได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคุยกันมาตลอดจึงรอเวลาปรากฏตัว
“ใครกัน!!!!!!!”อดีตประมุขตกใจและจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาระวัง
“ท่านเป็นเซียนงั้นเหรอ”เมี่ยวอิงเยว่กล่าว
“เซียน??ไม่ใช่หรอกข้าแข็งแกร่งกว่าเซียนเยอะ แต่ที่ข้ามาที่นี่เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะอะไร”หยุนเหยากล่าว
“เรื่องของอู๋เซิ่งงั้นเหรอ”เมี่ยวอิงเยว่กล่าว
ร่างของอดีตประมุขสั่นสะท้านนางจะคิดได้อย่างไรว่าเซียนผู้ยิ่งใหญ่จะมีจริงๆและยังมาอยู่ตรงหน้าของนางเร็วขนาดนี้
“ท่านเซียนผู้ยิ่งใหญ่ความผิดนี้เป็นของพวกเราเองก็จริงที่ไม่ได้ดูแลเด็กคนนั้นให้แต่คนที่ลงมือคือตระกูลจาง”อดีตประมุขคุกเข่าลงทันทีเพราะอีกฝ่ายแผ่กลิ่นอายที่น่ากลัวออกมา
“แต่มันก็ไม่อาจหนีพ้นว่าพวกเขาคือคนจากสำนักพวกเจ้า”หยุนเหยาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่เย็นชามากชนหัวใจของอดีตประมุขแทบจะหยุดเต้นด้วยความกลัว
“หากท่านจะลงโทษก็ลงโทษข้าเถอะเพราะข้าไม่ดีเองในวันนั้นหากข้าแอบตามเขาไปข้าน่าจะช่วยเขาได้ทัน” เมี่ยวอิงเยว่กล่าวด้วยแววตาสิ้นหวัง
“ฮึครั้งนี้ข้าจะปล่อยเจ้าไป” หยุนเหยาโยนกระดาษที่อู๋เซิ่งเขียนให้กับเมี่ยวอิงเยว่ทันที
“นี่มัน....เขายังไม่ตายงั้นเหรอ”เมี่ยวอิงเยว่คุ้นเคยกับลายมือของอู๋เซิ่งดีทำให้นางรู้ทันทีว่าอู๋เซิ่งเป็นคนเขียนใบหน้าที่งดงามของนางอาบไปด้วยน้ำตา
“หลังจากนี้ข้าจะให้เขาอยู่กับข้าสักพักเพราะงั้นไม่ต้องตามหาแล้วอีกอย่างแม้โทษตายจะละเว้นได้แต่พวกเจ้าจะต้องมีคำอธิบายที่ดีให้ข้าไม่งั้นวันหน้าสำนักแห่งนี้ก็ไม่ต้องมีอยู่แล้ว” หยุนเหยากล่าวเสร็จร่างก็หายไปแรงกดดันที่แข็งแกร่งก็หายไปเหลือเพียงร่างของอดีตประมุขที่เหงื่อท่วมตัวไปแล้ว
“นี่หรือเซียนผู้หญิงใหญ่ที่เหนือกว่าเซียนทั่วๆไปเหอ เหอ ครึ่งเซียนอย่างข้าทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่ยืนก็ยังยืนไม่ได้” อดีตประมุขเผยใบหน้าเย้ยหยันตัวเองออกมา
“ท่านอย่าลืมคำพูดของเซียนผู้นั้นละ”เมี่ยวอิงเยว่กล่าว
“ไปเถอะตอนนี้พวกมันรวมตัวกันอยู่ที่ห้องโถงแล้ว” อดีตประมุขไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทำตามคำสั่งของหยุนเหยา
หยุนเหยาไม่ได้จากไปนางอยากจะดูว่าพวกเมี่ยวอิงเยว่คู่ควรจะให้อู๋เซิ่งอาศัยอยู่ในสำนักแห่งนี้อีกหรือไม่ด้วยความสามารถของอู๋เซิ่งนั้นที่แห่งนี้ไม่คู่ควรตั้งแต่แรกหนึ่งเพราะไม่มีใครสอนอู๋เซิ่งได้กลับกันอู๋เซิ่งมีแต่ช่วยให้สำนักแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าสองทรัพยากรจำนวนน้อยนิดของที่นี่ยากมากที่จะทำให้อู๋เซิ่งเติบโตอย่างรวดเร็วหากอู๋เซิ่งขึ้นไปบนแดนเซียนด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ไม่เกิน10 ปีก็บรรลุเซียนไปแล้ว
“ข้าขอดูหน่อยว่าพวกเจ้าจะตัดสินใจเช่นไร”หยุนเหยากล่าว
ภายในห้องโถงผู้อาวุโสจำนวนมากล้วนแต่อยู่กันหมดแล้วทั้งผู้อาวุโสสูงสุดและผู้อาวุโสฝ่ายต่างๆ
“วันนี้ยังไงท่านอดีตประมุขก็ต้องมีคำอธิบายให้กับพวกเรา”ผู้อาวุโสตระกูลจางกล่าว
“ใช่แล้วผู้อาวุโสของตระกูลจางตกตายไปหลายคนท่านผู้นำได้รับบาดเจ็บสาหัสยังไงก็ต้องมีคำอธิบาย”
ขณะเดียวกันก็มีร่างสามร่างปรากฎขึ้นในนิกายทั้งสามพึ่งกลับมาถึงนิกายหนึ่งในนั้นคือจางหลี่ที่เป็นผู้อาวุโสอีกสองคนคือจางไถและฉินอี้เหยาซึ่งเป็นศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดในตอนนี้ถ้าไม่นับรวมอู๋เซิ่ง
“ดูนั่นพวกเขากลับมาแล้ว”
“กลับมาได้ถูกเวลาจริงๆ”
“ตระกูลจางตอนนี้ได้รวมตัวกันอยู่ที่ห้องโถงกันแล้วดูเหมือนพวกเขาคิดจะปลดท่านประมุข”
“มันทำได้ง่ายๆที่ไหนกันหากท่านประมุขยังเป็นขั้นตัดวิญญาณก็ยังพอว่าแต่ตอนนี้ท่านประมุขคือครึ่งเซียนแม้แต่ท่านอดีตประมุขยังไม่แน่ว่าจะควบคุมได้”
“แต่การกระทำของตระกูลจางก็น่ารังเกียจเกินไปร่วมมือกับศัตรูเพื่อสังหารอัจฉริยะของสำนักเรา”
จางหลี่สัมผัสได้ถึงสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากรอบๆก็แปลกใจเขานั้นมองไปรอบๆก็เห็นเหล่าศิษย์มองมายังตนและจางไถและกระซิบบางอย่างกันทำให้เขาเกิดความสงสัย