ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 153 ซัดเจ้าด้วยตัวเอง

            ยังไม่จบแค่เพียงเท่านั้นหลินหยางยังบรรจุพลังเพลิงอัสนีม่วงของตัวเองเพิ่มลงไปในโล่อย่างเต็มเปี่ยมพลังอันแข็งแกร่งที่เป็นดาวข่มของพลังชั่วร้ายทั้งสองรูปแบบถูกรวมไว้ในสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์ที่ติดอยู่บนใจกลางของโล่มหาตะวันพลันระเบิดแสงสว่างจ้าที่สาดส่องไปทั่วหล้าอย่างน่าเกรงขาม!!

            ซูม!

            ลำแสงเพลิงอัสนีอันเข้มข้นสายหนึ่งถูกยิงออกไปจากโล่มหาตะวันอย่างรุนแรงภายในลำแสงอันน่าสะพรึงกลัวนี้คือเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้อย่างเกรี้ยวกราดมันคือเพลิงเทวะของปี้ฟังที่ใช้เวลาแสนนานในการกลั่นออกมาจากตัวหั่วเอ๋อร์จนกลายเป็นผลึกไฟหลีหั่วอย่างที่เห็นนอกจากนี้ยังมีพลังเพลิงอัสนีม่วงที่หมุนควงอยู่รอบลำแสงเพลิงอันร้อนแรงนั่นด้วยเป็นสุดยอดพลังอันไร้เทียมทานที่สามารถทำลายล้างความชั่วร้ายทั้งมวลได้

            ลำแสงเพลิงอัสนีอันน่าหวาดกลัวนั่นถึงขั้นบิดอากาศรอบตัวจนผิดรูปไป ดูน่าเกรงขามเหลือคณากลายเป็นกระบวนท่าพิฆาตอสูรร้ายที่ทรงพลังอย่างไร้คู่ต่อกร

            ตูมตาม

            แขนขนาดมหึมาของศพพิสดารนั่นถูกลำแสงสายนี้ยิงเข้าใส่ตรงๆ จนแหลกสลายกลายเป็นเพียงเศษเลือดอยู่กลางอากาศไม่เพียงเท่านั้น ลำแสงพิฆาตอสูรอันน่าสะพรึงกลัวนี้ พอมันลุกล้ำเข้าไปในร่างกายของศพพิสดารนั่นก็เหมือนกับเงามืดที่ถูกแสงส่องพริบตานั้นเองทั่วทั้งร่างกายของปีศาจอันอำมหิตตัวนั้นพลันเกิดเป็นควันลอยขึ้นราวกับกำลังลุกไหม้เจ็บปวดจนลงไปนอนดิ้นอยู่บนพื้น

            โฮก!

            โฮก!

            ปีศาจร้ายที่มีพลังระดับโพ่ไห่แล้วตัวนี้พออยู่ต่อหน้าสุดยอดพลังที่ใช้ต่อกรกับสิ่งชั่วร้ายโดยเฉพาะของหลินหยางแล้วมันก็ไร้ซึ่งพลังที่จะสามารถต่อกรกับเขาได้เลย หลังจากที่มันดิ้นรนอยู่บนพื้นราวห้านาทีแล้วในที่สุดมันก็แตกสลายกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านกองหนึ่งเท่านั้นไร้ซึ่งเสียงดิ้นรนอะไรอีก

            และในพริบตาที่ศพพิสดารสลายไปนั่นเอง

            ซากศพทัวเหลยที่แต่เดิมกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับผู่อาหมานอยู่นั้นอยู่ๆ ก็เหมือนกับมีสายฟ้าฟาดผ่าใส่ก็ไม่ปาน ทั่วทั้งร่ายกายเกิดการสั่นกระตุกขึ้นจากนั้นก็ส่งเสียงร้องครวญครางออกอย่างน่าอนาถ

            พลังชั่วร้ายสีแดงก้อนหนึ่งถูกปล่อยออกมาจากปากของมัน จากนั้นมันก็พุ่งขึ้นฟ้าแล้วบินหนีหายไปที่ไหนสักแห่ง

            หลังจากนั้น ซากศพของทัวเหลยก็ล้มตึงลงบนพื้นแล้วจึงกลับกลายเป็นเพียงซากศพธรรมดาร่างหนึ่งโดยสมบูรณ์

            ผู่อาหมานยังยืนงงอยู่กับที่

            เมื่อครู่นี้เขาถูกทัวเหลยกดดันลุกไล่จนไม่มีเวลาหันไปดูการต่อสู้ของหลินหยางเลยสักนิดเขารู้สึกแค่ว่าข้างตัวเขาเหมือนเกิดประกายแสงสายฟ้าสว่างวาบขึ้นจากนั้นฝันร้ายทั้งหมดก็จบลงทันที

            ซากศพทั้งหมดพลันนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นเมืองอีลี่ที่แต่เดิมนั้นมีแต่เสียงร้องโหยหวนของภูตผีปีศาจดังระงมไปทั่วนั้นเพียงครู่เดียวก็เงียบสงบลงราวกับอยู่ในป่าช้าทันที

            เหลือแต่เพียงสายลมอันเย็นยะเยือกที่เป็นหลักฐานของความโหดร้ายและความโศกเศร้าของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในที่แห่งนี้

            ขณะเดียวกันนั้นเอง

            เมืองอีหลานเฮ่าเท่อที่อยู่ห่างออกไปประมาณร้อยลี้นั้น

            ซากศพจำนวนมหาศาลพลันนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นในพริบตาเช่นกันวิกฤตอันเลวร้ายพลันถูกคลี่คลายลงในเสี้ยวพริบตา

            เหล่านักรบแห่งราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยพลันส่งเสียงกู่ก้องด้วยความยินดีจนดังสนั่นไปทั่วฟ้าเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำเสียงแห่งความโล่งใจ

            ส่วนเหล่าขุนนางชั้นสูงของราชอาณาจักรที่นำโดยกู่ลี่ข่านทุกคนล้วนยืนกอดอกพร้อมกับส่งความรู้สึกเคารพนับถือและความรู้สึกขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจไปให้กับนักรบผู้กล้าหาญทั้งสองคนที่อยู่ในเมืองอีลี่อันไกลห่าง

            โดยเฉพาะหลินหยาง

            ภายในเมืองอีลี่

            ผู่อาหมานที่แบกกระบองยักษ์ดาวอำมหิตไว้บนบ่าก็เดินมาอยู่ข้างๆหลินหยาง

            ชุดเกราะราชันเงินขาวบนตัวเขานั้นถูกโจมตีจนมีร่องรอยความเสียหายอยู่เต็มไปหมดความน่ากลัวของทัวเหลยที่กลายเป็นซากศพไปแล้วนั้น ถ้าไม่ได้ชุดเกราะชุดนี้ช่วยไว้เกรงว่าแม้แต่ผู่อาหมานเองก็มีโอกาสรอดยากเหมือนกัน

            “จบแล้วรึ?” ดูเขาจะยังไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไร

            หลินหยางมีพลังแข็งแกร่งถึงขั้นสามารถสังหารปีศาจระดับโพ่ไห่ได้แถมยังสังหารได้แบบหมดจดเลยด้วย

            ไม่เจอเจ้าหนูนี่แค่ปีเดียวมันกลับสามารถพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นจนแม้แต่ตัวเขาเองยังต้องแหงนหน้ามองเลยด้วยซ้ำ

            “จบแล้ว เฉพาะที่นี่...” น้ำเสียงของหลินหยางยังคงนิ่งสงบแต่เขากลับเงยหน้ามองไปบนท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า “แต่เกรงว่าครั้งนี้มันเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น”

            อะไรนะ?

            ผู่อาหมานอึ้งไปทันที

            เขาพบว่าตัวเองที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามอันดับหนึ่งแห่งดินแดนภาคตะวันตกนี้พอยืนอยู่ต่อหน้าหลินหยางแล้วกลับรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยเหมือนกับว่ากำลังยืนอยู่คนละชั้นกับอีกฝ่ายเลย

            ยิ่งไปกว่านั้น

            ชายหนุ่มผู้หยิ่งทะนงแบบเขาถึงขั้นเกิดความรู้สึกเคารพนับถือคนๆหนึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตโดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอายุอะไรทั้งนั้น

            เป็นความรู้สึกเคารพที่มีต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่าโดยธรรมชาติ

            “ไม่ว่าอย่างไร หลินหยาง ครั้งนี้ข้าต้องขอบใจเจ้า...”

            และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผู่อาหมานแสดงความเคารพและขอบคุณออกมาจากใจจริงให้กับคนอื่นที่ไม่ใช่กู่ลี่ข่าน

            หลินหยางที่มองดูผู่อาหมานอยู่นั้นมีสีหน้าจริงจังและนอบน้อมเหมือนว่าเขาจะรู้สึกประทับใจในตัวอีกฝ่ายอย่างสุดซึ้ง

            เขากล่าวขึ้นมาหนึ่งประโยคที่ผู่อาหมานจะไม่มีวันลืมเลยตลอดชีวิตว่า

            “ชุดเกราะราชันเงินขาวถูกท่านทำพังขนาดนี้ค่าซ่อมแซมต้องคิดแยกต่างหาก...”

            ไอ้#%#¥*

            ..................................

            ในตอนที่วิกฤตของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยถูกหลินหยางจัดการจนสงบลงแล้ว

            ลัทธิหมื่นวิญญาณที่อยู่ในดินแดนฝั่งทิศตะวันตกเฉียงใต้นั้นภายในปราสาทโบราณสีดำหลังหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนทำความเคารพอยู่ตรงหน้าของเมี่ยชางเซิงมองดูชายหนุ่มรูปร่างสง่างามแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายอันน่าหวาดผวา

            เมี่ยชางเซิงตอนนี้กำลังหลับตาอยู่ ทั่วร่างเขากำลังเปล่งประกายแสงสีแดงอ่อนออกมาเขากำลังควบคุมโลงศพหยกดำขนาดเล็กกะทัดรัดสามโลงที่วางอยู่ตรงหน้า

            เมื่อสังเกตดูดีๆ จะพบว่าโลงศพนี้มีรูปร่างลักษณะที่เหมือนกับโลงศพที่บรรจุศพโลหิตที่ใช้ตอนอยู่ในทะเลสาบเมฆาอัสนีนั่นไม่มีผิดเพียงแต่ว่าพลังชั่วร้ายอันแสนมืดมนที่โลงศพปล่อยออกมาในครั้งนี้มันดูใหญ่โตและเข้มข้นยิ่งกว่าอันก่อนเยอะ

            ศพโลหิตแค่ตัวเดียวในตอนนั้นก็สามารถสร้างความวุ่นวายโกลาหลได้อย่างรุนแรงแล้วแต่ตอนนี้มันกลับมีอีกสามตัวที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนนั้นอยู่อีก...

            ในตอนนั้นเอง อยู่ๆ โลงศพโลงที่อยู่ฝั่งซ้ายสุดนั้นก็เกิดเสียงที่ดังสนั่นขึ้นจากนั้นมันก็ระเบิดดังตูมอยู่กลางอากาศ

            “ท่านอาจารย์!!”

            เหล่าสมุนอย่างพวกยินว่านเสียพลันส่งเสียงตกใจ

            พวกเขาไม่คิดเลยว้าเมี่ยชางเซิงที่มีพลังแก่กล้าพิสดารขนาดนั้นจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้

            “เอ๋?”

            เมี่ยชางเซิงลืมตาขึ้นเบาๆ

            ดวงตาที่มีสีดำแวววับราวผลึกสีดำนั่นมองไปที่โลงศพขนาดเล็กที่เพิ่งระเบิดไปพร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยความสงสัยและตกใจว่า

            “ถึงขั้นสามารถรับมือศพพิษของข้าได้เลยหรือ?”

            เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้อยู่เหนือความคาดหมายของเมี่ยชางเซิงว่ากันตามหลักแล้วในภพภูมิระดับต่ำแบบทวีปชี่อู่นี้ไม่น่าจะมียอดฝีมือที่สามารถรับมือกับความสามารถระดับโพ่ไห่ได้

            ดังนั้นศพพิษจึงน่าจะเป็นตัวตนที่ไร้เทียมทานที่สุดสิทำไมถึงถูกกำจัดทิ้งได้ล่ะนี่?

            เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็สะบัดมือออกมาทีหนึ่งทำการเปลี่ยนให้ซากของโลงศพสีดำนั่นแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นผงสีดำจากนั้นก็นำมารวมกันแล้วปั้นขึ้นมาให้มีรูปร่างเหมือนหน้าจอไป

            “ปรากฎ!”

            เมี่ยชางเซิงส่งเสียงออกมาเบาๆจากนั้นบนจอที่ลอยอยู่กลางอากาศนั่นก็ปรากฏภาพๆ หนึ่งขึ้นมา มันคือภาพสุดท้ายที่ศพพิษตัวนั้นเห็นนั่นเอง

            ภายในภาพนั้นหลินหยางที่กำลังยืนอยู่ด้วยท่าทางสง่าผ่าเผยพร้อมกับที่โล่มหาตะวันในมือเขากำลังปล่อยลำแสงเพลิงอัสนีอันดุดันออกไป

            “ข้าหลินหยางขอประกาศไว้ตรงนี้ว่า ข้าจะต้องฆ่าเจ้าด้วยมือของตัวเองให้ได้!”

            คำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังนั่นดังก้องกังวานไปทั่วห้องโถงจนเหล่าศิษย์ลัทธิหมื่นวิญญาณต่างก็รู้สึกราวกับถูกตบหน้าเข้าไปหนึ่งฉาดเต็มๆ

            “ท่านอาจารย์... ไอ้เด็กนี่แหละคือหลินหยาง!”

            ยินว่านเสียรีบเข้ามาอธิบายทันที “เป็นมันนี่แหละที่สังหารพวกโม่ซาง”

            “โอ้? ฮ่ะฮ่ะ...”

            เมี่ยชางเซิงยืนมองดูชายหนุ่มท่าทางหยิ่งทระนงตนที่อยู่ในจอภาพนั้นพลางยิ้มที่มุมปากเบาๆอย่างเย็นชา

            “ไอ้เด็กน้อยนี่น่ะรึ? หึหึหึน่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ”

            เขาค่อยๆ หลับตาลงราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจอะไรกับหลินหยางเลยแม้แต่น้อยแต่กลับพูดออกมาว่า

            “คู่ต่อสู้ที่น่าสนุกขนาดนี้ ถ้าไม่เล่นด้วยให้เต็มที่ก่อนละก็คงจะน่าเสียดายแย่... ว่านเสียข่าวที่ได้มาก่อนหน้านี้บอกว่าพวกอาณาจักรชูอวิ๋นตอนนี้กำลังพักอยู่ในอาณาจักรโล่ยื่อใช่ไหม?”

            “ใช่แล้ว”

            “ความลับของสมรภูมิฝังเทพเองก็อยู่กับจักรพรรดิแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นนั่นพอดีเลยอย่างนั้นก็จัดการไปพร้อมกันทีเดียวเลยก็แล้วกันถือซะว่าเป็นของตอบแทนที่ข้ามอบให้หลินหยางนั่น ฮ่าฮ่า”

            เสียงพูดอันน่าหวาดกลัวนั่นค่อยๆ เงียบหายไป

            ภายในปราสาทโบราณตอนนี้มีเพียงโลงสองโลงที่กำลังแผ่พลังงานอันแสนชั่วร้ายออกมาชวนให้ผู้คนรู้สึกเย็นเยือกไปสุดขั้วหัวใจ

            ..................................

            ในขณะที่พวกของหลินหยางสามารถจัดการมหันตภัยร้ายแรงของราชอาณาจักรเหมิงจี๋เลี่ยลงได้แล้วนั่นเอง

            บนเกาะแม่ของเผ่าฝูโปที่ตั้งอยู่บนมหาทะเลสาบแดนใต้เกาะคลื่นมรกต มีหัวกะโหลกขนาดมหึมาหัวหนึ่งล้มลงไปนอนอยู่กับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงเพราะบาดแผลสาหัสที่อยู่บนหัวกะโหลกนั่นมันส่งเสียงโหยหวนที่ดังสนั่นไปทั่วฟ้าออกมา

            “ท่านวิญญาณผู้พิทักษ์!!”

            ผู้คนบนเกาะส่งเสียงร้องด้วยความตกใจกันอย่างอื้ออึงไม่มีใครอยากจะเชื่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้านี้เลย

            อสูรสุดแข็งแกร่งที่คอยปกปักรักษาเผ่าฝูโปมาเป็นเวลานานนับร้อยปีตนนั้นตัวตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ายอดฝีมือเผ่ามนุษย์ระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายนั่นตอนนี้มันกลับพ่ายแพ้ลงอย่างง่ายดายภายใต้ฝ่ามือของศัตรูผู้นั้น

            เพียงแค่หนึ่งฝ่ามือเท่านั้นก็สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้แล้ว

            ความแตกต่างด้านพลังนั้นอยู่ห่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับเหว

            “เจ้า...เจ้าเป็นใครกันแน่?”

            หัวหน้าเผ่าคนปัจจุบันของเผ่าฝูโป ปาถู ตอนนี้มียอดฝีมือและอสูรหลายตัวกำลังห้อมล้อมตัวเขาเอาไว้เพื่อปกป้องเขาจากศัตรูร้ายกาจเขามองไปที่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาที่ตื่นตระหนกสุดขีด

            ตรงนั้นมีเงาร่างใหญ่โตกำยำสีเขียวสายหนึ่งยืนอยู่

            สีเขียวที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงเสื้อผ้าที่เขากำลังใส่อยู่แต่เป็นสีผิวทั่วทั้งตัวของคนผู้นี้ที่กลายเป็นสีเขียวออกเทาไปแล้ว

            ใหญ่โตกำยำเองก็หมายความว่าส่วนสูงของชายผู้นี้อย่างต่ำก็น่าจะเกินสองเมตรสูงอย่างกับหอคอย ดูน่าเกรงขามอย่างมิอาจต้านทานได้เลยสักนิด

            ลูกตาของมันก็เป็นสีขาวสนิทในนั้นไม่มีประกายของพลังชีวิตหลงเหลืออยู่เลย

            แต่พละกำลังของมันนั้นน่ากลัวจนชวนสิ้นหวังยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดของเผ่าฝูโปนั้นมีสามคนที่ถูกสิ่งที่ดูคล้ายกับอสูรในร่างมนุษย์นี้ต่อยใส่จนตัวแตกตายในหมัดเดียวไปแล้วสัตว์อสูรที่ว่าแน่พออยู่ต่อหน้าเจ้าสิ่งนี้แล้วก็ดูอ่อนแอน่าสงสารไม่ต่างอะไรกับลูกหมาลูกแมวเลยสักนิด

            ระดับโพ่ไห่

            นี่จะต้องเป็นยอดฝีมือระดับโพ่ไห่แน่ๆ...

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน