นางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว

    บทที่ สี่สิบแปด เดินงานเทศกาล

             

    บทที่ สี่สิบแปด

    เดินงานเทศกาล

             

            ขณะที่ฟ่านหนิงยังลังเล ใจคิดหาวิธีแก้ไขว่ามีทางอื่นหรือไม่จู่ๆ เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงความหยอกล้อก็ดังแทรกออกมาจากความมืด “หืม... คุณหนูใหญ่ฟ่านเสร็จธุระแล้วหรือถึงมาอยู่ที่นี่?”

            ทั้งสามชะงักตัวในทันทีด้านหลินเล่อยวนและหลี่เหย่ซูตั้งท่าพร้อมปะทะ แต่ฟ่านหนิงกลับหัวใจเต้นกระตุกข้ามจังหวะโดยไม่ต้องเห็นหน้าเจ้าของเสียงนางก็รู้ว่าเป็นใครคนที่น่าสงสัยมาตลอดว่าจะยอมปล่อยนางไปง่ายๆ ได้หรือ ร่างบางของสตรีในชุดยากไร้หันไปมองเงามืดด้านข้างไม่นานนักร่างสูงโปร่งของบุรุษผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาอย่างใจเย็น แสงจากตะเกียงสะท้อนให้เห็นชุดคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มปักลายอีสนีสีเงินและดวงตาคมที่กำลังทอดมองนางด้วยแววเจ้าเล่ห์

            ฟ่านหนิงสูดหายใจลึก ในใจนึกตำหนิตนเองทันที ‘ข้าควรจะรู้อยู่แล้ว...คนอย่างจ้าวจวิ้นหยางจะมีหรือที่จะปล่อยปลาที่จับได้แล้วไปง่ายๆ’

            เมื่อเสียงฝีเท้าม้าดังมาใกล้นางจึงหันกลับไปเต็มตัวพลางกดเสียงต่ำเข้มถาม “ซื่อจื่อท่านมาทำอะไรที่นี่กันหรือ?”

            บุรุษที่ก้าวออกจากเงามืด เขาไม่ได้มีแหล่งกำเนิดแสงใดๆติดตัวมา สิ่งที่ส่องกระทบมีเป็นแสงของตะเกียงที่แขวนอยู่กับม้าของหลินเล่อยวนใบหน้าคมสันของจ้าวจวิ้นหยางยังคงสงบนิ่ง หากแต่แววตาที่จับจ้องกลับทอประกายขันๆเหมือนจับผิดคนตรงหน้าได้หมดสิ้น

            มีแต่ฟ่านหนิงคิดในใจด้วยความระอาไม่ได้สนุกไปด้วยขนาดนางปลอมตัวจนเปรอะฝุ่นขี้เถ้าเช่นนี้ เขายังจำได้อีก ช่างเป็นบุรุษที่มีสายตาเฉียบคมและความสามารถฟุ่มเฟือยเกินไปแล้ว

            “ก็ตามดูธุระของคุณหนูใหญ่อย่างไรเล่า” จ้าวจวิ้นหยางเอ่ยเสียงเรียบไม่ใส่ใจนักทว่าถ้อยคำที่เปล่งออกมากลับทำให้ใจฟ่านหนิงตึงเครียดใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยเขม่าขยับเกร็งขึ้นทันที

            ‘หืม? นี่เขาเห็นมากน้อยเพียงใดเห็นหรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับถังหลันชิง?’หากเขาเห็นแล้วเข้าไปแทรกจะทำอย่างไรหานอี้เหอก็ไม่ได้หน้าจากการช่วยเหลือนางเอกน่ะสิ และภารกิจของนางก็จะไม่สำเร็จ! ต้องหาทางทำอีกครั้ง แต่อีกครั้งที่ว่าก็จะยากขึ้น!

            ฟ่านหนิงจึงรีบเบี่ยงความสนใจทันใดหันมาสอบถามให้รู้เรื่องไปเสียเลย“แล้วเหตุใดซื่อจื่อจึงไม่ไปงานเทศกาลโคมไฟเจ้าคะ? ที่นั่นคึกคักกว่าเยอะมาอยู่บนเขาเช่นนี้คงพลาดความรื่นเริงเอาได้” นางเอ่ยเสียงหวานผิดกับสภาพเลอะเทอะเปรอะเปื้อนยิ่งนัก

            จ้าวจวิ้นหยางไม่ได้ตอบทันที หากแต่ก้าวเข้ามาเงียบๆ จนเหลือระยะเพียงสองก้าวหญิงสาวถึงกับถอยหลังเล็กน้อย เขามองร่างบางที่อยู่ในชุดที่ไม่ควรจะเป็นไหนจะใบหน้าเปื้อนคล้ายขี้กาอีก แต่เหตุใดเขากลับยกยิ้มถูกใจก่อนจะก้มหน้าลงกระซิบเบาๆ ให้ได้ยินเพียงสองคน “เห็นชัดว่าอยู่ทางนี้มีเรื่องสนุกกว่าเยอะ”

            หลังพูดจบเขาก็ยืดตัวตรงแล้วปรายตาไปยังชายสองคนที่นั่งบนม้าอยู่ด้านหลังฟ่านหนิงสายตาคมกริบประสานเข้ากับของอีกฝ่าย คนหนึ่งคิ้วกระตุกใส่เขาอีกคนหนึ่งจ้องนิ่งดุจจะอ่านใจได้แต่จ้าวจวิ้นหยางกลับไม่ใส่ใจยักคิ้วส่งกลับไปให้

            หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นข้ามหัวฟ่านหนิงไปโดยนางไม่ทันรับรู้แม้แต่น้อยเพราะนางกำลังเสียวสันหลังวาบจากสิ่งที่จ้าวจวิ้นหยางกล่าว นางมั่นใจแล้ว คิดว่าเขาต้องเห็นบางสิ่งเข้าไปไม่มากก็น้อยฟ่านหนิงกัดฟันถาม “แล้วซื่อจื่อพบอะไรที่สนุกหรือเจ้าคะ?” พยายามวางน้ำเสียงให้ราบเรียบ

            จ้าวจวิ้นหยางทำทีแสร้งครุ่นคิดปลายนิ้วเรียวราวแท่งหยกชั้นดีพลางเคาะคางเบาๆ“อืม... เหมือนมีคนจัดฉากอะไรบางอย่างละมั้งเดี๋ยวข้าต้องไปตรวจดูเสียหน่อย”

            ฟ่านหนิงตาเบิกกว้างหัวใจหล่นวูบหากเขาขึ้นไปตรวจดูจริงทุกอย่างจะพังหมด!นางจึงกลั้นใจเงยหน้าขึ้นดวงตาไหวพร่าคล้ายอ้อนขอส่งให้ “ซื่อจื่อ... ข้าขอให้ท่านกลับลงเขาไปได้ไหมเจ้าคะ? กลับไปเที่ยวงานเทศกาลโคมไฟเถิดทางนั้นต้องสนุกกว่าแน่ๆ”

            จ้าวจวิ้นหยางเลิกคิ้วสูงร้องเบาๆ “โอ้ ไม่คาดคิดว่าคุณหนูใหญ่จะถึงกับร้องขอ” เขากอดอกเว้นจังหวะทำท่าคิดใหญ่โตอย่างเสแสร้ง ก่อนพยักหน้า “ก็ได้”ฟ่านหนิงพลันยิ้มกว้างด้วยความโล่งใจแต่ยังไม่ทันได้ถอนหายใจหมดปอด ประโยคต่อมาก็ทำให้นางหุบยิ้มทันควัน “ถ้าเจ้าไปกับข้า”

            ฟ่านหนิงเผลออ้าปากค้าง หญิงสาวส่งสายตาว่า ‘อย่ามาล้อเล่นกับข้า’พลางก้มมองสภาพตัวเองแล้วเงยขึ้นค้อนตาใส่“ไปในสภาพนี้หรือเจ้าคะ?”

            ทันใดนั้นเสียงหัวเราะของจ้าวจวิ้นหยางดังสะท้อนในความเงียบเขาดูชอบใจอย่างมากขนาดที่ไหล่ขยับตามจังหวะไปด้วยขณะที่ฟ่านหนิงทั้งกลอกตาทั้งเบ้ปากอีกฝ่ายก็ยังไม่หยุดง่ายๆผ่านไปหลายอึดใจเขาถึงคุมตัวเองได้ “ฮ่าๆ แน่นอน ต้องสภาพนี้สิ หรือเจ้าอยากไปแบบคุณหนูใหญ่ฟ่าน?”

            อะ! จริงด้วย เขาเตือนสตินางคำนั้นทำให้ฟ่านหนิงชะงักเล็กน้อยแล้วคิดตามแม้เขาจะตั้งใจแกล้งนางให้ไปสภาพน่าอนาถเช่นนี้แต่ลองไตร่ตรองแล้วหากไปในสภาพนี้ก็ดีกว่ามากจริงๆ เพราะไม่มีใครจำนางได้แน่ยิ่งที่งานเทศกาลโคมไฟมักเต็มไปด้วยคู่รักด้วยแล้ว จะให้คุณหนูใหญ่ฟ่านเดินกับบุรุษคงได้เกิดคำครหาไปทั่วไม่มีใครใส่ใจสตรีที่เปื้อนฝุ่นเดินเคียงซื่อจื่อหลินฝูโหวผู้นี้แน่ทุกคนคงมองว่านางเป็นขอทานตามขอเงินผู้สูงส่งมากกว่า

            ฉะนั้นถ้าต้องกันไม่ให้จ้าวจวิ้นหยางขึ้นเขาไปเจอถังหลันชิงและช่วยหญิงสาวตกทุกข์ได้ก่อนหานอี้เหอจะมาก็พอนางจึงรีบต่อรองกับเขาอีกประโยค “ก็ได้หากซื่อจื่อสัญญาถ้าเมื่อใดตอนที่ฟ่านหนิงอยากกลับ ซื่อจื่อต้องไปส่งทันทีนะเจ้าคะ”

            จ้าวจวิ้นหยางยกมุมปากสูดลม แล้วเดาะลิ้นเบาๆ “อือ ดูเหมือนข้าจะเสียเปรียบอยู่นะ แต่เอาเถอะ ก็ได้”

            ฟ่านหนิงเม้มปากแน่นไม่ให้พ่นคำใดออกไป ‘เสียเปรียบอะไรเล่าข้าต่างหากที่ถูกทำให้วิ่งวุ่นไม่หยุด!’ซ่อนไว้ใต้ใบหน้ายิ้มบางๆก่อนที่หญิงสาวหมุนตัวกลับไปสั่งการต่อหลินเล่อยวนและหลี่เหย่ซูทันที “พวกเจ้ากำจัดสิ่งที่เหลืออยู่ทั้งหมดก่อนได้เลยแล้วข้าจะตามไปที่แห่งนั้นในภายหลัง แจ้งข่าวคนอื่นด้วย”

            จบคำสั่งสองคนนิ่งไปชั่วครู่ไม่ได้รับคำรวดเร็วแบบทุกทีพลางเหลือบมองจ้าวจวิ้นหยางที่ยืนยิ้มมุมปากอย่างเหนือชั้นอยู่ด้านหลังคุณหนูใหญ่แม้กระทั่งหลี่เหย่ซูที่ปกตินิ่งเฉยยังต้องเอ่ยขึ้น “แบบนี้จะดีหรือขอรับ?”

            แม้ฟ่านหนิงจะรู้ว่าไม่ดีที่นางจนใจได้แต่ส่ายหน้า พร้อมสั่งเสียงเข้มอีกครั้ง“ไม่ดีก็ต้องทำ!”

            สุดท้ายทั้งสองจึงจำใจควบม้าออกไปปล่อยให้ฟ่านหนิงหันหลังกลับมามองจ้าวจวิ้นหยางที่ยังคงยิ้มเย้ยเหมือนล่วงรู้ความลับทุกอย่างส่วนใบหน้างามแม้เลอะฝุ่นก็ยังปกปิดความหงุดหงิดและจำใจได้ไม่มิด

            “เอาล่ะคุณหนูใหญ่” เขาเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ไปดูโคมไฟกันเถอะข้าว่าจะต้องสนุกแน่”

            ขณะที่ฟ่านหนิงกำมือแน่นไม่ตอบนางเพียงหันขวับไปมองรอบตัวหันซ้ายทีหันขวาทีเพราะเมื่อหลินเล่อยวนกับหลี่เหย่ซูแยกตัวออกไปจัดการซากรถม้าตามที่นางสั่งแล้วเหลือเพียงนางกับจ้าวจวิ้นหยางยืนอยู่ท่ามกลางป่าเขาอันวังเวงเสียงจิ้งหรีดกรีดร้องยิ่งทำให้ความเงียบรอบกายหนักอึ้งกดทับลงมาใจเผลอเต้นถี่รัวขึ้นมาไม่รู้ตัว เพราะบรรยากาศมืดสลัวไร้แสงตะเกียง

            แสงจันทร์เย็นจัดสาดส่องลอดยอดไม้ลงมาปะทะพื้นป่าเงาไม้โยกไหวสลับซับซ้อนดุจราวกับภาพวาด เขาแห่งนี้...คือสถานที่เดียวกันกับที่นางสิ้นใจในชาติที่แล้วความทรงจำวาบกลับมาอย่างเจ็บปวดฟ่านหนิงสูดหายใจลึกพยายามระงับอาการสั่นสะท้านของหัวใจยังดีที่นางยังคุมสติไม่ให้แตกกระเจิงไปตอนที่แสงค่อยๆ มืดลงทั้งยังซวยนักที่ต้องมาติดอยู่กับบุรุษผู้นี้อีกครา

            หลังถอนใจไปแล้วสองที นางรีบเอ่ยเสียงเร่งร้อน “เรารีบไปจากที่นี่เถิด รถม้าท่านอยู่ที่ใด?”

            แต่จ้าวจวิ้นหยางกลับหัวเราะในลำคอ “ถ้าข้าเอารถม้ามาจะได้เห็นฉากการแสดงของเจ้าหรือ?”แววตาคมกริบวาววับคล้ายล้อเลียนนางหลังพูดจบเขาก็ยกสองนิ้วเป่าปาก เสียงหวีดหวิวก้องสะท้อนตามแนวเขาไม่นานนักเสียงฝีเท้าม้าก็ดังใกล้เข้ามาม้าสีดำเงางามแววตาแจ่มจ้าเหมือนเจ้าของปรากฏตรงหน้า จนม้าหยุดลงที่ข้างตัวจ้าวจวิ้นหยาง

            ฟ่านหนิงเบิกตาโพลงแล้วชี้นิ้วใส่หลุดพึมพำ “มีแค่ตัวเดียว?”

            จ้าวจวิ้นหยางยักไหล่ตอบหน้าตาย “ใช่ถึงมีอีกตัวแล้วเจ้าขี่ม้าเองเป็นหรือ?”

            หญิงสาวที่ใบหน้าเปื้อนขี้เถ้ายิ่งหน้าดำทะมึนสายตาพุ่งไปมองเขาอย่างเคืองแค้น แน่นอนว่านางขี่ไม่เป็นแต่ในใจกลับกล้าสาบานทันที ตั้งแต่พรุ่งนี้นางจะเริ่มหัดขี่ม้าให้ได้! นางจะได้ไม่ต้องเจอปัญหานี้อีก เมื่อครู่นางไม่ต้องการเลือกว่าจะซ้อนม้าบนหลังใครระหว่างหลินเล่อยวนกับหลี่เหย่ซูแต่เวลานี้ต้องมาอยู่บนม้าตัวเดียวกับจ้าวจวิ้นหยาง นี่มันแย่กว่าเสียอีก

            นางจึงทำได้แต่เพียงเดินเชื่องช้าเข้าใกล้ม้าสีเข้มก้าวขาไปข้างหน้าแล้วถอยหลังเหมือนลังเลอยู่หลายครั้ง ใบหน้ามู่ทู่ไม่ยอมขึ้นสักที“แต่ไม่ใช่ว่าซื่อจื่อไม่ชอบการสัมผัส...อะ ท่านทำอะไรน่ะ!” นางยังเอ่ยไม่จบด้วยซ้ำเพราะอารามตกใจฟ่านหนิงที่รีบหันกลับมาดุเสียงเขียว แก้มแดงจัดซ่อนอยู่ใต้แป้งผสมขี้เถ้า

            ขณะที่จ้าวจวิ้นหยางที่ขมวดคิ้ว “ก็เจ้าชักช้า” เพราะเมื่อครู่เขาก้าวเข้าไปใช้สองแขนแข็งแรงโอบเอวเล็กคอดของฟ่านหนิงที่กำด้วยสองมือก็รอบแล้วยกนางขึ้นนั่งบนอานในครั้งเดียว “แล้วทำไมต้องตกใจ ทำอย่างกับข้าไม่เคยจับเอวเจ้า” เขาตอบเสียงเรียบ แต่สายตาแฝงรอยยิ้มขี้เล่น

            ฟ่านหนิงสะอึกไปใบหน้าร้อนผ่าว รีบสะบัดหันหน้าหนีไปอีกทาง ลืมคำถามที่จะถามว่า‘ไหนว่าคนลือกันไปทั้งเมืองว่าถ้ารักชีวิตอย่างแตะต้องซื่อจื่อหลินฝูโหวคนผู้นี้มีโรคประปลาดไม่ชอบให้ใครถูกเนื้อตัว’ทำให้นางไม่ทันเห็นว่ามือใหญ่ที่เพิ่งจับเอวตนยังเผลอกำแบๆ ซ้ำๆคล้ายเพิ่งต้องของร้อนไม่ใช่รังเกียจแต่เป็นความรู้ซาบซ่าแม้เจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่เขาไม่รักษาระยะกับนางอีก

            จากนั้นนางจึงขยับตัวถอยไปด้านหลังโดยไวไม่ยอมขยับไปนั่งด้านหน้า จ้าวจวิ้นหยางเหลือบตามองแล้วสั่งเสียงนิ่ง “ขยับไปด้านหน้าเสีย”

            “ฝันไปเถอะข้าจะซ้อนหลัง” ฟ่านหนิงรีบปฏิเสธดวงตาเรียวโตวาวขุ่น

            จ้าวจวิ้นหยางพลันร้อง “อ้อ..” อย่างเข้าใจทันที ริมฝีปากยกยิ้มร้ายคงเพราะนางกลัวหากนั่งหน้า เมื่อเขาควบม้า นางก็เหมือนถูกกอดเอาไว้เขาไม่คิดรั้งให้นางลำบากใจ จึงตวัดกายขึ้นนั่งด้านหน้าแทนอย่างคล่องแคล่ว

            เมื่อสองกายใกล้กันกว่าที่ควร กลิ่นหอมไม้สนอ่อนๆจากเสื้อผ้าของเขาลอยมากระทบจมูก จนฟ่านหนิงรีบเบือนหน้าหลบแต่เมื่อยังใกล้ชิดเช่นนี้นางจะหลบอย่างไรเล่า

            คล้ายว่าจากนั้นทั้งสองก็ไม่เอ่ยสิ่งใดอีกไม่รู้อาจจะด้วยความกระอักกระอ่วนอะไรที่ลอยวนอยู่รอบตัวทั้งสองมีเพียงเสียงกีบม้าที่กระทบพื้นดังเป็นจังหวะ ค่อยๆพาร่างของคนสองคนมุ่งหน้าลงจากเขาสู่เมืองใหญ่ที่สว่างไสวด้วยแสงโคมไฟเบื้องล่าง

            ไม่นานเสียงผู้คนคึกคักดังก้องไปทั่วเมืองก็กลับมาแสงโคมไฟนับพันนับหมื่นดวงแขวนเรียงรายตามถนนใหญ่จนยาวสุดสายตาบ้านเรือนและร้านค้าต่างก็ตกแต่งโคมหลากสีประดับลวดลายอันวิจิตรดุจว่าทั้งเมืองถูกห่อหุ้มด้วยแสงสว่างราวกลางวันจ้าวจวิ้นหยางก้าวเดินนำหน้าแผ่นหลังสูงใหญ่เต็มไปด้วยราศีที่ไม่ว่าเดินไปที่ใดก็สะกดทุกสายตาให้จับจ้อง

            ตรงกันข้ามฟ่านหนิงที่แปลงโฉมเป็นสตรีแต่งกายยากไร้กลับหดตัวลีบเดินตามด้านหลังเสื้อผ้าฝุ่นเกรอะกรังผ้าหยาบๆ ทำให้นางกลายเป็นเพียงเงาจางๆ ท่ามกลางความสว่างไสวนางหลุบตาต่ำไม่มีใครสักคนหันมามองนางแม้แต่น้อย ผู้คนเห็นนางก็เสมือนเป็นฉากหลังไม่ต่างจากเศษเงามืดที่ถูกลืมเลือนความโดดเด่นของจ้าวจวิ้นหยางผู้เป็นซื่อจื่อหลินฝูโหวกลับยิ่งขับให้นางกลมกลืนหายไปกับฝูงชน...ซึ่งนั้นเป็นเรื่องดี!

            ระหว่างเดินอยู่จ้าวจวิ้นหยางปรายตามาเอ่ยถามคนด้านหลังเสียงเรียบ“เจ้าตอบปริศนาโคมไฟเก่งมิใช่หรือ? ตอบให้ข้าสักดวงสิ”

            ฟ่านหนิงจิปาก รู้ได้อย่างไรว่าข้าตอบเก่ง นางพลางเบือนหน้าตอบ“ไม่กล้าแสดงความเขลาต่อหน้าซื่อจื่อหรอกเจ้าค่ะ”

            เขากลับยักไหล่ราวไม่ใส่ใจจะปฏิเสธคำของนาง “ก็ตามใจ”แววตาเป็นประกายเจือรอยยิ้มขี้เล่นแต่กลับทำให้ฟ่านหนิงแอบหมั่นไส้จนชักสีหน้าใส่แผ่นหลัง

            ระหว่างทางฝูงชนเคลื่อนไหวดุจสายน้ำ บ้างซื้อขนมหวานบ้างเลือกโคมไฟรูปสัตว์แปลกตา กลิ่นขนมหอมหวานผสมกลิ่นบ๊วยเชื่อมลอยมาแตะจมูกฟ่านหนิงเหลือบไปเห็นเด็กน้อยกลุ่มหนึ่งกำลังหัวเราะร่าแข่งกันตอบปริศนาโคมไฟข้างๆ มีเจ้าของร้านถือโคมไผ่รูปดอกเหมยเตรียมจะมอบให้ผู้ตอบถูกนางพลันชะงักมองด้วยแววตาอยากลอง แต่ก็กลัวเสียหน้า

            จ้าวจวิ้นหยางเหลือบสายตาไปเห็นดังนั้นจึงก้าวเข้าไปหยุดตรงหน้าร้านไม่บอกกล่าวเจ้าของร้านรีบโค้งคำนับท่าทางนอบน้อม เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่เห็นร่างสูงสง่าผู้นี้ต่อให้ไม่รู้จักก็ต้องเดาได้ว่าเป็นคุณชายจากตระกูลสูงส่ง  “นายท่านจะลองทายหรือไม่ขอรับ?”

            “ข้าไม่ทาย” จ้าวจวิ้นหยางหันไปมองฟ่านหนิง “แต่คนของข้าจะทาย” ทั้งยังพูดออกมาได้เต็มปากเต็มคำ

            ฟ่านหนิงตาเบิกโต รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ๆข้าไม่... เดี๋ยว!ข้าไม่ใช่คนของทะ..”

            ยังไม่ทันพูดจบ เจ้าของร้านก็ยื่นคำปริศนาออกมาเสียงดัง “สิ่งใดเอ่ยมีปากแต่ไม่อาจพูด มีร่างกายแต่ไร้ชีวิต หากปราศจากลมก็ไร้พลัง?”

            ผู้คนรอบข้างหันมามองราวรอคำตอบและสงสัยว่าสตรียากไร้ที่มากับบุรุษผู้งดงามเป็นใครฟ่านหนิงรู้สึกเหงื่อซึมที่ขมับกับสายตาที่มองมา ต้องรีบตอบจะได้รีบๆ ไปจากที่นนี่นางกัดริมฝีปากนึกตรึกตรอง ก่อนเอ่ยเบาๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ “ว่าว”

            “ถูกต้อง!” เจ้าของร้านยิ้มกว้าง มอบโคมรูปดอกเหมยให้นางทันที

            เสียงหัวเราะชอบใจดังขึ้นรอบด้าน ฟ่านหนิงหน้าแดงจัดแม้จะอายแต่ก็ดีใจเล็กๆนึกขอบคุณผงขี้เถ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าก่อนที่นางเหลือบมองจ้าวจวิ้นหยางที่ยืนกอดอกหัวเราะเบาๆ ในลำคอท่าทางพออกพอใจเหมือนรู้ผลลัพธ์อยู่แล้ว

            “นี่แหละข้าอยากเห็นที่สุดสีหน้าเจ้าตอนนี้” เขาโน้มกายกระซิบใกล้หูน้ำเสียงเจือหยอกเย้า

            ฟ่านหนิงสะดุ้งตัวรีบเบือนหน้าเดินหนีไปข้างหน้าอย่างหงุดหงิดแต่โคมดอกเหมยที่ถืออยู่กลับแกว่งไกวไปมาอย่างขัดใจพอดีกับที่นางเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่พยายามจะตอบปริศนาโคม แต่ตอบไม่ได้เสียทีจึงเดินเข้าไปหาแล้วส่งโคมในมือให้ทันที

            จ้าวจวิ้นหยางที่หันศีรษะมามองแวบหนึ่งแล้วเอ่ยรั้งอีกฝ่าย "เดี๋ยวสิอย่าพึ่งไป เจ้าก็ตอบปริศนาโคมไฟเก่งตอบให้ข้าสักดวงก่อน"

            แต่ฟ่านหนิงส่งริมฝีปากเบ้ใส่แล้วส่ายหน้าเบาๆ "แต่ข้าไม่อยากตอบแล้ว"

            เขาจุปากไม่โต้แย้งเพียงยกไหล่เล็กน้อยคล้ายไม่มีสิ่งใดให้ใส่ใจต่อแต่ครู่ต่อมาเด็กหญิงในชุดผ้าฝ้ายสีชมพูอ่อนที่ฟ่านหนิงส่งโคมให้เมื่อครู่ก็เดินเข้ามาหาพลางดึงแขนเสื้อเก่าๆ ของนางด้วยรอยยิ้มสดใส "พี่สาวๆไปเล่นเสี่ยงเซียมซีกับข้าหน่อยสิ!"

            ยังไม่ทันตั้งตัว ฟ่านหนิงก็ถูกเด็กน้อยดึงแขนเสื้อที่รุ่ยขาดลากออกจากฝูงชนตรงไปยังซุ้มเซียมซีที่ประดับด้วยผ้าสีแดงสดจ้าวจวิ้นหยางเห็นดังนั้นก็ก้าวตามไปอย่างไม่รีบร้อนริมฝีปากเขายกยิ้มจางเหมือนชมการละเล่นสนุกสนาน

            ฟ่านหนิงเมื่อมาถึงแล้วก็จำใจเอื้อมมือหยิบกระบอกเซียมซีกับเด็กน้อยเขย่าเพียงไม่กี่ครั้ง ไม้บางๆ ก็หล่นออกมานางยกขึ้นดูข้อความหมายเลขแล้วเดินไปหยิบกระดาษเซียมซียกขึ้นมาอ่านออกเสียงในใจ

            ‘ลิขิตเปลี่ยนได้อย่าสาดสีใส่ผ้าขาวฟ้าชักนำทำเพียงที่ฟ้าหมาย สิ่งดีงามคู่กายนั้นไม่ไกลตัว’

            เมื่ออ่านจบฟ่านหนิงก็ทวนคำทำนาย ‘สิ่งดีงามคู่กายนั้นไม่ไกลตัว’ พลางลดกระดาษเซียมซีลงแล้วเงยหน้าพลันสิ่งที่ปรากฏก่อนคือจ้าวจวิ้นหยางที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้ราวกับรอให้นางอ่านข้อความจนเสร็จ สายตาคมเข้มของเขาสบเข้ากับนางตรงๆจนหัวใจฟ่านหนิงสะดุดไปชั่วขณะ

            นางรีบเบือนหน้าหนี เก็บใบเซียมซีซ่อนไว้ในแขนเสื้อ ขณะจ้าวจวิ้นหยางเอ่ยถามเสียงเรียบ"เจ้าได้คำทำนายอะไร?"

            ฟ่านหนิงทำสีหน้าเรียบเฉยไม่ยี่หระในคำถาม "เรื่องเช่นนี้ไม่มีผู้ใดบอกกัน" หากแต่คำตอบนั้นไม่อาจทำให้เขาหยุดสนใจได้จ้าวจวิ้นหยางกลับทำทีจะหยิบกระบอกเซียมซีขึ้นมาเขย่าด้วยอีกคน "ท่านจะทำอะไรอีกเล่า?"ฟ่านหนิงร้องถาม

            "ก็เสี่ยงเซียมซีมาให้เจ้าอ่าน" เขาตอบอย่างหน้าตาเฉย

            ฟ่านหนิงเบิกตากว้าง นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะร้องห้วนๆ "ก็แค่เรื่องเท่านี้ และข้าก็ไม่อ่านอยากอ่านเซียมซีของท่านด้วย!" ว่าแล้วก็หมุนตัวเดินออกจากซุ้มอย่างเร็ว

            จ้าวจวิ้นหยางหัวเราะเบาๆ แต่ก็ยังเดินตามมาติดๆ "ทำไมเล่า ทำไมจึงจะอ่านไม่ได้ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าก็มีคนทำเช่นนี้กันอย่างไร" เสียงทุ้มดังข้างหลังไม่ลดละ

            ขณะที่ฟ่านหนิงกัดฟันจะเถียงต่อว่าให้เขาหยุดขว้างโลกเสียทีจู่ๆ เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหูพร้อมแสดงข้อความน่ายินดี

            【ภารกิจสำเร็จ】

            【พลังชีวิต + 20】

            【ภาพลักษณ์นางร้าย + 10】

            นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยตามองคล้ายคนเหม่อลอยตามสัญชาตญาณเพราะมีตัวอักษรลอยเหนือศีรษะให้อ่าน นัยน์ตาแวววาวขึ้นมาจากที่กระทบข้อความสีทองส่วนจ้าวจวิ้นหยางที่เดินตามมาติดๆ เห็นอาการนั้นก็เอียงคอตาม "เจ้ามองอะไรอยู่?"

            ฟ่านหนิงรีบส่ายหน้ากลบเกลื่อน "เปล่า... คิดแค่ว่าถึงเวลาแล้ว ข้าอยากกลับ ซื่อจื่อไปส่งข้าตามสัญญาด้วย"

            หากแต่คำขอที่ไม่ทันได้เตรียมตัวนั้นทำให้บุรุษหนุ่มชะงักสีหน้าเหมือนมีถ้อยคำติดอยู่ในคอ แต่สุดท้ายก็กลืนหายไป ดวงตาคมส่องแสงแวววับคล้ายเสียดายเพียงแวบเดียวก่อนจางหายไป‘เพราะสัญญาไว้แล้วก็ต้องทำ’ ร่างสูงจึงหมุนตัวเดินนำไปอีกครั้ง

            ด้านฟ่านหนิงก้าวตามอีกฝ่ายพลางทอดสายตามองแผ่นหลังสูงสง่าที่กำลังนำทาง ในหัวใจกลับสับสนอยู่ลึกๆเมื่อครู่สายตาของเขาคล้ายว่าไม่อยากให้จบเพียงเท่านี้ ‘หรือว่าข้ามองผิดไปเอง?’

            ทว่าในความคิดอีกด้านนางก็อดคิดไม่ได้ว่าหานอี้เหอรีบเข้าช่วยถังหลันชิงอย่างรวดเร็วเกินคาดจริงๆอาจจะเพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเอกทำเพื่อนางเอกต้องจริงจังและรวดเร็วละมั้ง ‘ก็ดีซะอีก ข้าจะได้กลับไปจัดการเรื่องฟ่านลี่ต่อ’ มีแต่เรื่องดีไม่ใช่หรือ..

             

    คล้ายกับเรื่องนางร้ายเกิดใหม่ก็ยังร้ายไม่ทิ้งแถว ที่คุณอ่าน