“อ๊ะ ตกใจหมดเลย” อยู่ๆ ก็เกิดเสียงดังขึ้นมาจากการหลอมโอสถ
“อืม ดูเหมือนจะสำเร็จแล้วแล้วนะเจ้าค่ะนายท่าน” เจี่ยฉงที่เห็นผลลัพธ์อยู่ก่อนแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจแต่ไม่ได้ตื่นเต้นเท่าที่ควร เพราะมัวแต่ตกตะลึงกับความสำเร็จของนายตนเองอยู่
“จริงหรือ ข้านี่ แสนเก่งไปเลยเนาะ อิอิ” แสนเก่งแสนเท่ห์ไปสิ อือออ ภูมิใจในตัวเอง ท่านพ่อท่านแม่เจ้าขา ลูกทำได้แล้ว
"หึหึ เจ้าค่ะ นายท่านแสนเก่งไปเลยเจ้าค่ะ เช่นนั้นต่อไปมาทดลองใช้พลังธาตุกันดีหรือไม่” แต่แสนเก่งนี่ แปลกๆ นะนายท่าน
“หืม เอาสิ แต่ข้าขอเก็บโอสถแป๊บนึง” จินเออร์รีบเก็บโอสถถอนผนึกพลังที่ตนเองหลอมสำเร็จใส่ขวดแก้วเก็บโอสถทันที เพราะกลัวว่าในการหลอมครั้งต่อไปจะไม่สำเร็จและไม่สามารถถอนผนึกพลังในท่านพ่อและท่านแม่ได้
“เจ้าค่ะๆ ท่านจะงกไปไหนกันนายท่าน ท่านลืมไปแล้วหรือ ว่าท่านสามารถปรุงโอสถได้ไม่จำกัดนะเจ้าค่ะ”
“จำกัดสิ ไม่ว่าจะใช้เลือดข้า หรือเจ้า หรือแม่กระทั่งจินหลง ข้าก็ไม่อยากให้ใครเสียสละแบบนี้เด็ดขาด…ถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ นะ” เหตุผลจริงๆ แล้ว นั้น เพราะจินเออร์ไม่ต้องการใช้เลือดของผู้ใดมาใช้ในการหลอมโอสถ นางไม่ต้องการให้ใครเสียสละขนาดนั้น พลังและอำนาจเป็นสิ่งที่ใครๆ ล้วนต้องการก็จริง แต่นางที่มีชีวิตมาถึงสองชาติภพแล้วนั้น สิ่งที่นางต้องการคือความสุข และนางก็ค้นพบแล้วว่า การมีครอบครัวที่ดี ใช้ชีวิตเรียบง่ายนั้นนั้นแหละ คือสิ่งที่นางค้นหามาตลอดชีวิตสองชาติภพของนาง
“…. นายท่าน” เจี่ยฉงเอ่อยเรียกนายท่านออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว พลางซึ้งใจไปกับคำพุดนั้น เพราะไม่ว่าจะชาติภพไหน นายท่านก็ไม่เคยให้ความสนิทกับนางมากถึงเพียงนี้
“เอาล่ะๆ มาเริ่มทดสอบการใช้พลังธาตุกันดีกว่า” เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศจินเออร์จึงเลือกที่จะเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง ด้วยน้ำเสียงสดใส
“เจ้าค่ะ เช่นนั้น มาเริ่มกันที่….” เจี่ยฉงจึงเริ่มกลับมาสนใจสิ่งตรงหน้าแทน และอธิบายสิ่งต่างๆ ให้นางได้ฟัง
หลังจากนั้นจินเออร์จึงได้ทดสอบพลัง ปรากฏว่า นางนั้นมีพลังธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ ส่วนธาตุพิเศษที่นางมีมาอีกหนึ่งสายคือธาตุแสง การเยียวยาและรักษา ส่วนธาตุในตำนานที่น้อยคนนักจะมีคือธาตุมิติ
โดยพลังธาตุพื้นฐานที่นางมี หืม อาจจะพื้นฐานสำหรับจินเออร์แต่ถือว่าเป็นธาตุในตำนานของใครอีกหลายๆ คนนั้นแหละ ซึ่งพลังธาตุในแต่ละสายจะแบ่งออกเป็นสามขั้น นั้นคือ ขั้นต่ำ ขั้นกลาง และขั้นสูง ซึ่งจินเออร์ในตอนนี้นั้น ได้ไปถึงขั้นกลางในธาตุพื้นฐานแล้ว
เพียงแต่ธาตุในตำนานหายาก อย่างธาตุแสงนั้น ยังไปไม่ถึงไหน ด้วยเพราะยิ่งต้องฝึกฝนมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
“เห่อออ เหนื่อยมากกกกก” เอ่อยจบจินเออร์จึงทิ้งตัวลงนอนบนพื้นหญ้าสีเขียวขจี กางแขนกางขาและบิดขี้เกียจออกมา พร้อมกับสายลมอ่อนๆ ที่กำลังพัดผ่านนาง ราวกับเป็นธาตุประจำตัวที่ภักดี
“ข้าก็เหนื่อยมากเจ้าค่ะ เห่อออ” เจี่ยฉงที่ได้ยินดังนั้น จึงเอ่ยออกไปด้วยพร้อมเลียนแบบท่าทางของจินเออร์ แต่ด้วยขนาดตัวและรูปลักษณ์ของนาง ทำให้ดูน่ารักน่าชังไม่ใช่น้อย
“ฮ่าๆ เจ้าจะเลียนแบบข้าทำไมกันเจี่ยฉง” จินเออร์เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กตรงหน้าเลียนแบบตนเองได้น่ารักแค่ไหนจึงหัวเราะออกมา
“ก็ข้าเห็นนายท่านทำเลยทำตามเจ้าค่า อิอิ”
“อือๆ งั้นเราพักกันก่อนได้หรือไม่ แต่ดีแหะ เข้ามาแต่จิตวิญญาณแบบนี้ไม่หิวเลย” แต่เหนื่อยมากกกก
“เจ้าค่ะ แต่นายท่านก็ต้องไปนั่งดูดซับพลังนะเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นเวลาที่นายท่านจะตื่นขึ้น จะสายออกไปเรื่อยๆ”
“อือๆ ขอบใจเจ้ามากที่คอยเตือนข้า”
กลับมาที่โลกภายนอก ตอนนี้เวลาข้างนอกผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว กิจการกิมจิ ตอนนี้นั้นเรียกว่าไปได้ดีทีเดียว เพราะโรงเตี๊ยมเหลาฝู่ได้มาติดต่อครอบครัวตระกูลเป่ย เพื่อรับซื้อกิมจิไปขายในโรงเตี๊ยมและนำขึ้นเหลาอาหาร
จินหลงที่อยู่กับครอบครัวเป่ยจึงแนะนำให้ทำสัญญาซื้อขายเช่นเดียวกับการขายผักคือทำสัญญาเป็นช่วง 6 เดือน ต่อหนึ่งครั้ง และจินหลงยังได้แนะนำให้สตระกูลไป๋ขายเมนูอาหารที่ทำจากกิมจิ หรือสามารถกินกับกิมจิได้อออกไป รายการอาหารที่ว่าอันได้แก่
แกงกิมจิ หรือซุปกิมจิ นับว่าเมนูนี้เป็นเมนูยอดฮิตในฤดูหนาวนี้มากทีเดียวจากรสชาติที่เผ็ดร้อนประกอบกับเป็นเมนูซุปที่ทานดับหนาวได้
หมูผัดกิมจิ เมนูจานผัดง่ายๆ ที่มีรสชาติแปลกใหม่แต่ลงตัว และรายการสุดท้ายคือกิมจิผัดไข่ เหมาะสำหรับคนที่ททานอาหารยากๆ หรือเป็นเมนูที่สามารถยกขึ้นสำหรับได้ง่ายๆ และราคาย่่อมเยาว์สำหรับคนที่อยากลิ้มลองเมนูกิมจิ
ซึ่งสัญญาที่ได้ทำกับโรงเตี๊ยมเหลาฝูเอาไว้ คือสัญญาแบบส่วนแบ่งจากรายการเมนูอาหาร 3 ในสิบส่วน โดยจะทำบัญชีรายรับในทุก ๆ เดือนตลอดเวลา ทำให้ตอนนี้คนตระกูลเป่ย มีรายได้จากการคำนวณคร่าวๆ แล้ว มากกว่า 100 ตำลึงทองต่อเดือนเข้ามา เรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาสามเดือนในช่วงหน้าหนาวที่กำลังจะผ่านพ้นไป
“นายท่านขอรับ ตอนนี้คุณหนูจินเออร์ยังคงสลบนอนนิทราเช่นเดิมขอรับ” เสียงหนึ่งรายงานออกมา
“อืม แล้ววางกำลังป้องกันไว้เยอะกว่าเดิมหรือไม่”
“ขอรับ กองกำลังที่วางไว้เข้มงวดกว่าเดิมและมากกว่าเดิม”
“อืม กลับไป”
“ขอรับนายท่าน”
“จัดการคนที่ตามยุ่งกับนางให้หมด”
“ขอรับ”
จินเออร์ หวังว่าเจ้าจะฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องเข้าไปดูเจ้าก่อนกลับแล้วเด็กน้อย
“นางเป็นเช่นไรบ้างเจ้าแปด” เสียงหนึ่งถามออกมา เมื่อหันไปเห็นคนที่กำลังเดินเข้ามาในตำหนักตนเอง
“ตอนนี้ยังนอนสลบอยู่เหมือนเดิมพะยะค่ะ” องค์ชายแปดตอบออกไปด้วยน้ำเสียงคล้ายจะสนใจและไม่สนใจอยู่ในตัว
“อืม แล้วคนของเราเป็นเช่นไรบ้าง”
“ไม่สามารถเข้าใกล้บ้านตระกูลเป่ยได้เลยพะยะค่ะ” พูดถึงองครักษ์ที่ส่งไปองค์ชายแปดก็ทำสีหน้าอมทุกข์ขึ้นมา เนื่องจากองครักษ์บางส่วนที่ส่งเข้าไป หากหนีไม่รอดหรือมีท่าทีเข้าใกล้บ้านตระกูลเป่ยมากเกินไปจะโดนสังหารแบบไร้สุ่มเสียง ไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ที่มาสังเกตบ้านของเด็กน้อยคนนั้น ไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่าจะเป็นกลุ่มคนที่หวังดี หรือหวังร้ายกันแน่
“อืม”
ปล.1 ภาคนี้ยังไม่เน้นเรื่องพลังเท่าไหร่นะคุณรี้ด เราจะเน้นเรื่องการใช้ชีวิตของน้องและการทำมาหากินครับ
ปล.2 ขอบคุณที่เข้ามาอ่านมาให้กำลังใจกันจริงๆ นะ ขอบคุณเหมือนเดิม
ปล.3 สัญญาว่าจะพัฒนาผลงานต่อไปเรื่อยๆ