ว่ากันว่ามนุษย์นั้นประกอบไปด้วยสามอย่าง
อารมณ์ หลักเหตุผล และสัญชาตญาณดิบที่มีมาั้แ่กำเนิด
ทั้งสามสิ่งล้วนถูกใช้งานในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะยึดถือและตั้งมั่นในสิ่งใดมากกว่ากัน
ในกรณีของกวี หลักแห่งเหตุและผลคืออันดับแรกสุด มีเพียงน้อยครั้งที่อารมณ์จะขึ้นมีอิทธิพลอยู่เหนือหลักแห่งเหตุและผล
หากแต่ว่ามันมิใช่ในครั้งนี้
เวลาเที่ยงตรง ณ ลานประลองที่เสียงะโยังคงดังก้องกังวาน
ความฮึกเหิมและความตื่นเต้นได้เพิ่มพูนทวิทวีคูณ แม้เสียงะโจะดังก้องกังวานขึ้นมามากเท่าใด ทว่าดวงหน้าของกวีกลับไร้ซึ่งรอยยิ้มแต้มแต่ง มีเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในใจ นั่นคือเปลวไฟ เปลวไฟแห่งความแค้นที่จะแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้มอดม้วยมรณา
เมื่อสายลมได้พัดผ่านใบหูในยามบ่าย ชายผู้นั้นในยามนี้สามารถเปรียบได้ดังสัตว์ป่า ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ เป็เพียงอสูรร้ายผู้บ้าคลั่ง มิอาจแยกแยะได้ว่าผู้ใดกันคือมิตรหรือศัตรู
.
“เข้ามาสิวะไอ้พวกสวะ..”
.
“ชั้นจะเล่นกับพวกแกเอง”
.
วาจาของเขาถูกเปล่งขึ้นพร้อมรอยยิ้มปานประหนึ่งปีศาจร้าย เมื่อสิ้นเสียงของชายหนุ่ม พลม้าเร็วทั้งสองพลันเริ่มต้นเคลื่อนไหวเข้าหาเขาด้วยความเร็วสูง
แววตาของพวกมันเปล่งประกายแสงสีแดงชาด ต่างฝ่ายต่างก็ยกดาบขึ้นสูงอยู่เหนือศีรษะ เป้าหมายของพวกเขานั้นเรียบง่าย เพียงแค่ศัตรูตรงหน้าถูกสะบั้นเป็สองส่วนหรือตนนั้นจะสิ้นชีวีไปเสียเอง
กวีเร่งตั้งท่าพร้อมตระเตรียมวิชาดาบเพื่อป้องกันอย่างใจเย็น แววตาจดจ้องไปที่ศัตรู หูฟังและจดจ่อ ร่างกายแน่นิ่งเพื่อสังเกตความเคลื่อนไหวของพวกมัน
ดาบแรกของพลม้าเร็วทั้งสองได้พุ่งทะยานเข้าทิ่มแทง ทว่าเพียงหนึ่งวินาทีที่ล่วงผ่านไป บริเวณที่คมดาบของพวกมันได้เข้าเชือดเฉือนกลับไร้ซึ่งสิ่งใดที่ถูกทิ่มแทง
พลันรู้สึกตัวอีกครั้ง ใครบางคนได้ปรากฏตัวขึ้นมาจากด้านหลังของเหล่าพลม้าเร็ว ั์ตาสีทมิฬได้จ้องมองมา พร้อมคมดาบได้ถูกตวัดเพื่อสะบั้นคอด้วยความรวดเร็วอย่างยิ่งยวด
ลูกบาศก์แสงปริศนาได้ปรากฏขึ้นจากห้วงอากาศอันว่างเปล่า นับเป็อีกครั้งที่คมดาบของเขาได้ถูกปัดป้องลงอย่างง่ายดาย
ทันใดนั้น ดาบของเหล่าพลม้าเร็วพลันสะบั้นสวนกลับมา ทว่าในเสี้ยววินาทีที่คมดาบใกล้ถึงตัว ออร่าสีมรกตที่ปกคลุมร่างกายของกวีก็ได้เลือนหายไป
แสงสว่างได้หลอมรวมเข้าหากัน ณ แขนทั้งสองข้างของกวี คมดาบของทั้งสองฝ่ายต่างเข้ากระทบกันก่อให้เกิดเป็สะเก็ดไฟและเสียงเสียดสี กระนั้นกลับเป็ฝ่ายของกวีที่ลอยละลิ่วปลิวออกไป
“ดวงตา5% เท้า25% แขน70%”
ในชั่วพริบตา เรือนร่างของกวีที่ลอยละลิ่วได้ลุกโชนด้วยออร่าสีเขียวมรกต เริ่มต้นจากบริเวณรอบดวงตา แม้กระทั่งขาและปลายเท้ายังส่องประกาย และที่ส่องสว่างยิ่งกว่าขาของเขา นั่นคือแขนทั้งสองลามไปถึงดาบได้เปล่งประกายแสงสีมรกตออกมามากที่สุด
พลันร่างกายใกล้ร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง ปลายดาบในสองมือได้ปักลงสู่พื้นลานในฉับพลัน
ขาทั้งสองข้างตั้งตระหง่านและไถลไปตามแรง และหลังจากนั้นเพียงไม่นานนัก เรือนร่างของกวีก็หยุดการเคลื่อนไหวลงได้โดยสมบูรณ์
ทว่าวิบากกรรมกลับยังไม่จบ พลันกวีสามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ศัตรูก็อาศัย่เวลาอันน้อยนิดเข้าจู่โจมต่อเนื่องรวดเร็วประหนึ่งยุทธการสายฟ้าฟาด
แววตาสีแดงฉานเปล่งประกายพร้อมรังสีอำมหิตได้เริ่มต้นแผ่ขยาย คมดาบทั้งสองพลันพุ่งตรงเข้ามาหาเพื่อหวังปลิดชีพเขาให้สิ้นลงไปเสีย
เพียงแต่ว่า กวีกลับยังคงนิ่งสงบไม่สั่นไหว และแล้วรอยยิ้มอ่อน ๆ ก็ได้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า พร้อมกับหนึ่งวาจาพลันถูกเปล่งออกไปบางเบาราวกับหนึ่งเสียงกระซิบ
“กำลังรอจังหวะนี้อยู่เลยว่ะ”
สิ้นสุดถ้อยคำว่ากล่าว ออร่าสีมรกตที่ปกคลุมทั่วกายเมื่อครู่ได้หลอมรวมกันอยู่ ณ แขนสองข้างในฉับพลัน
“ฉึบบ !!”
คมดาบเชือดเฉือนเคลื่อนผ่านเรือนร่างของพลม้าเร็วทั้งสอง ร่างกายของพวกมันขาดสะบั้นเป็สองส่วนและร่วงหล่นกลายเป็กองเศษซากโครงกระดูก
.
< ว่าแล้วเชียว ทักษะป้องกันของมันมีระยะคูลดาวน์อยู่จริง ๆ ด้วย แต่ก็ไม่นึกว่าจะเร็วขนาดนี้ โชคดีจริง ๆ ที่เราเข้าใจถึงการไหลเวียนของพลังงานประหลาดได้ก่อน >
.
กวีครุ่นคิดอยู่ในใจพลางก้าวถอยหลังออกมาอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง
ในความเป็จริงแล้ว โล่ของพลโล่ทั้งสามจะส่องสว่างตลอดเวลา กระนั้นเมื่อพวกมันใช้งานทักษะไปแล้วครั้งหนึ่ง แสงสว่างจะเลือนหายไป และหากเมื่อใดที่แสงสว่างหมดลง พวกมันจะมิอาจสร้างโล่ป้องกันการโจมตีจากระยะไกลได้ในชั่วครู่ขณะหนึ่ง
พลังประหลาดมิได้มอบแค่เพียงความแข็งแกร่งให้แก่เขา หากแต่มันยังรีดเค้นประสิทธิภาพทางร่างกายให้เพิ่มพูนทวี ประสาทััที่เฉียบคม กล้ามเนื้อเองก็แข็งแกร่งขึ้นประหนึ่งเหล็กกล้า
ใน่แรกพลังจะถูกส่งต่อไปทั่วร่างกาย แต่หากเมื่อใดที่พวกมันหลอมรวมกันอยู่ ณ จุด ๆ เดียว ไม่ว่าจะเป็แขนหรือขา อวัยวะ ณ จุดนั้นจะเพิ่มพูนทวีประสิทธิภาพขึ้นไปอย่างมากมายมหาศาล
เพื่อให้พลังไหลเวียนไปยังจุดที่้า จำเป็ต้องมีเคล็ดลับเฉพาะตัวซึ่งมิได้ยากต่อการฝึกฝน หากแต่ว่ามันกลับใช้เวลาเนิ่นนานจนกว่าจะได้มันมา..
‘นั่นคือสมาธิ’
กวีจ้องมองกองกำลังของศัตรูที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แม้ว่าพลม้าเร็วทั้งสองจะสิ้นชีพลงแล้วก็ตาม กระนั้นเหล่าศัตรูที่เหลือกลับยังคงนิ่งสงบเฉกเช่นเดิม ราวกับพวกมันเป็เพียงตุ๊กตาที่ไร้ซึ่งดวงิญญาสิงสู่อยู่ภายใน
.
< เป็อย่างที่คิดเอาไว้เลย พวกมันมีอยู่สามตัวก็จริง แต่กลับสามารถสร้างโล่ได้เพียงหนึ่งเดียว และหากมองจากระยะเวลาในครั้งแรก เมื่อแสงสว่างดับไป มันจะใช้เวลาราว ๆ ห้านาทีก่อนที่ทักษะของพวกมันจะกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง >
.
กวียังคงครุ่นคิด แม้ยามนี้ศัตรูจะยังมิได้เคลื่อนไหว ทว่าพวกมันก็ยังมิได้เปิดเผยพลังที่แท้จริงออกมาให้เห็น
ทันใดนั้น ชายหนุ่มพลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้
“จริงสิ เราไม่ต้องฆ่าพวกมันทั้งหมดก็ได้นี่หว่า !!”
ราวกับตนได้ล่วงรู้ถึงบางสิ่ง เมื่อนั้นมือขวาของกวีได้ถือดาบและยืดออกไปด้านหลัง มืออีกข้างและเท้าซ้ายยื่นออกมาข้างหน้าเพื่อตระเตรียมท่าทางเข้าสู่สภาวะพร้อมรบ
“เพิ่มพลังไปที่มือขวา100% กินให้อิ่มแล้วตายไปซะไอ้สวะ !!”
ชายหนุ่มพลันเผยยิ้ม พร้อมมือขวาเร่งเค้นแรงเหวี่ยงดาบและขว้างออกไปด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีอยู่
บรรดาผู้ชมต่างจับจ้องโดยไม่ยอมเลิกละสายตา คมดาบนั้นพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด และเป้าหมายของมันก็คือองค์าาที่ยืนสูงเด่นเป็สง่ายิ่งกว่าผู้ใดอยู่ ณ ใจกลาง
ทว่าเ้าปีศาจร่างั์กลับไม่มีท่าทีว่าจะหลบหลีก หรือหากให้พูดในอีกใจความหนึ่ง ตัวมันนั้นไม่มีเหตุผลอันใดให้ต้องหลบต่างหาก
คมดาบพุ่งทะยานเข้าสู่กลางอก เกิดเป็เสียงดังกู่ก้องสั่นะเืไปทั่วทุกบริเวณรอบสนามประลอง
ถึงกระนั้น การโจมตีของกวีกลับมิอาจสร้างาแให้แก่ร่างกายของมัน ดาบพลันกระเด็นออกมา ร่วงหล่นและกระทบลงสู่พื้นลานราวกับเป็เพียงเศษเหล็กชิ้นหนึ่ง
ร่างกายของมันแข็งแกร่งประหนึ่งหินผา แววตาที่จ้องมองมาช่างเงียบสงบและแฝงความหยิ่งทะนง ครั้นเมื่อกวีขว้างดาบเข้าหามัน เ้าปีศาจร่างั์กลับไม่แม้แต่จะเคลื่อนไหวหรือหวาดผวาต่อการโจมตีของเขา
ในขณะเดียวกัน แม้ตัวเขาจะมิอาจโค่นล้มองค์าาของกองทัพแห่งความตาย กระนั้นภาพการแสดงฤทธิ์เดชของเขากลับสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ชมจนหลายคนเริ่มประทับใจ
เพราะความเฉลียวที่กวีแสดงออกมาให้เห็น แม้แต่ฮูโม่เองก็อดมิได้ที่จะเอ่ยคำชื่นชม
“เ้าหนูนี่ เพียงแค่ชั่วครู่เดียวแต่กลับสามารถใช้พลังที่เรามอบให้ได้อย่างชำนาญ นับว่าไม่เลวจริงๆ”
แม้จะว่าเช่นนั้น แต่แล้วบาทหลวงเฒ่ากลับเผยยิ้มอย่างร้ายกาจ
“อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนแกจะลืมไปหนึ่งอย่าง เพราะตราบใดที่แกยังไม่อาจโค่นล้ม ‘าาผู้ควบคุมความตาย’ ได้ การต่อสู้นี้ก็จะไม่มีวันจบลง”
ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมทั่วสนามในชั่วครู่ขณะ บางสิ่งที่ไม่คาดฝันได้เริ่มต้นบังเกิดขึ้นมาในทันใด
“เอาจริงดิ !!”
เสียงของกวีพลันถูกเปล่งออกมาด้วยความตกตะลึง ยามนี้เรือนร่างของพลม้าเร็วทั้งสองได้ฟื้นคืนสภาพกลับมาเป็ดังเดิม ประกายแสงสีแดงฉานเปล่งประกายจากรูม่านตา อันเป็สัญญาณว่าเหล่าเครื่องจักรสังหารได้เริ่มต้นกระบวนการทำงาน
พลันรู้สึกตัวอีกครั้ง เรือนร่างของกวีก็ได้ถอยห่างออกมาราวห้าสิบเมตร สองฝีเท้าเร่งทะยานมุ่งไปคว้าดาบกลับคืนมาก่อนที่ตนจะถูกโจมตี
.
< คงต้องบอกว่า ‘อย่างนี้นี่เอง’ และ ‘เป็ไปอย่างที่คิด’ ตราบใดที่าาผู้ควบคุมความตายยังไม่ถูกกำจัด การต่อสู้นี้ก็จะไม่มีวันจบลงเช่นเดียวกัน >
.
กวีทอดถอนลมหายใจออกมา ดาบในสองมือยกขึ้นป้องตระเตรียมกระบวนท่าเพื่อรับมือกับพวกมัน
ศัตรูที่สามารถฟื้นคืนชีพแม้ร่างกายจะขาดเป็สองส่วน ระยะการโจมตีที่กว้างไกลไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ตราบใดที่เขามิอาจสังหารเ้าพลม้าเร็วทั้งสอง กวีก็อย่าได้หวังว่าตนจะได้แตะต้องเ้าปีศาจร่างั์แม้แต่ปลายก้อย
หนึ่งคำถามได้ปรากฏขึ้นมาอยู่ในหัว ว่าเ้าร่างั์คือาาผู้ควบคุมความตายจริงหรือ?
หากมองด้วยหลักของเหตุและผล าาคือผู้ที่ปกครองด้วยพละกำลังและสติปัญญาเหนือผู้อื่น ทุกคนล้วนต่างก้มหัวและคุกเข่าอยู่ภายใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
เมื่อมองในเื่ความน่าเกรงขามและพละกำลัง เ้าปีศาจร้ายผู้สวมมงกุฎจึงเหมาะสมควรค่าแก่นามของาา
พละกำลังของมันเหนือล้ำยิ่งกว่าที่ผู้ใดจะคาดคิด ร่างกายแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า กระทั่งคมดาบก็มิอาจสร้างได้แม้แต่รอยขีดข่วน การพุ่งทะยานเข้าปะทะซึ่งหน้าจึงมิใช่แผนการที่ดีเท่าใดนัก
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาและความเร็วของกวีนั้นเหนือล้ำยิ่งกว่าพวกมันมากนัก การจะสะบั้นศัตรูให้ขาดเป็สองส่วนอีกครั้งย่อมมิใช่เื่ยากดั่งที่คาดคิด
หากแต่ว่าเขากลับคิดผิด
“ท่านผู้ชมผู้มีเกียรติทั้งหลาย ได้โปรดฟังทางนี้ด้วยขอรับ !!”
เสียงของฮูโม่ดังก้องกังวานขึ้นมาในชั่วครู่ขณะ พลม้าเร็วทั้งสองได้หยุดชะงักลงตามคำสั่ง ทุกคนต่างมอบความสนใจ ร่วมกันเงยหน้ามองขึ้นไป ณ จุดยอดสุดของหอคอยกันอย่างพร้อมเพรียง
“กระผมเกรงว่าการประลองระดับนี้คงมิอาจทดสอบอะไรได้มากนัก” ฮูโม่เริ่มกล่าวอีกครั้ง “เพราะฉะนั้น เพื่อเพิ่มความสนุกขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น กระผมจึงจำเป็ต้องเพิ่มระดับความท้าทายขึ้นไปอีกขั้นขอรับ !!”
กวีมิได้ล่วงรู้เลยว่าบาทหลวงเฒ่ากำลังเอื้อนเอ่ยถึงสิ่งใด จนกระทั่งเมื่อเวลาพลันล่วงผ่านไปราวหนึ่งนาที ทันใดนั้นเอง เรือนร่างของเหล่ากองทัพแห่งความตายได้เริ่มต้นเปล่งประกายแสงสว่างสีมรกตกันอย่างพร้อมเพรียง
“ไอ้เวรนี่ อย่าบอกนะว่า !!”
ความเดือดดาลของกวีเพิ่มพูนขึ้นจนถึงขีดสุด พร้อมเรือนร่างของพลม้าเร็วทั้งสองได้เลือนหายไปรวดเร็วจนดวงตามิอาจตามทัน
เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง แผ่นหลังของเขาพลันััได้ถึงไอเย็นแห่งความตายที่เคลือบคลานเข้ามาใกล้
เพียง่เวลาในเสี้ยววินาที กวีได้ตวัดดาบกลับไปเพื่อปัดป้องการโจมตี
ศัตรูได้ปรากฏตัว ร่างกายของพวกมันส่องประกายด้วยแสงสว่างสีมรกต คมดาบได้เข้าปะทะกับคมดาบ เกิดเป็เสียงเสียดสีดังก้องกังวานพร้อมก่อกำเนิดเป็สะเก็ดประกายไฟ
หากช้าอีกเพียงแค่ก้าวเดียว ศีรษะของกวีคงขาดสะบั้นพร้อมกับชีวิตของเขาที่สิ้นสุดลง
ยังไม่วายรอดพ้นจากบ่วงกรรม เมื่อการโจมตีแรกพลาดพลั้งไป ดาบที่สองพลันพุ่งทะยานเข้าทิ่มแทงด้วยความเร็วเหนือล้ำยิ่งกว่าครั้งก่อนหน้า
ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ปลายดาบใกล้เข้าถึงตัว กวีได้เร่งส่งพลังทั้งหมดไปยังเท้าทั้งสองข้าง เรือนร่างของเขาเลือนหายไปในชั่วพริบตา หลงเหลือเอาไว้เพียงภาพติดตาที่ยังคงสะท้อนอยู่บนห้วงอากาศใน่เวลาในอีกไม่กี่วินาที
ข้อได้เปรียบในเื่ความเร็วได้หมดลง อีกฝ่ายเพิ่มพูนพลังขึ้นมาเฉกเช่นเดียวกัน มิหนำซ้ำ เกรงว่าพวกมันคงรวดเร็วยิ่งกว่าตัวกวีในยามนี้อีกนับเท่าตัว
“ซุ่ม !!”
บางสิ่งได้พุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูงสุด รูปลักษณ์ของมันคล้ายกับเปลวเพลิงที่หลอมรวมกันกลายเป็ลูกบอล
“อย่ามาดูถูกกันนะเว้ยย !!”
กวีส่งเสียงะโพลางเลี่ยงหลีกการโจมตีได้อย่างทันท่วงที ทว่าเมื่อเขาหันกลับไปอีกครั้ง บอลเพลิงที่ควรจะล่วงผ่านไปกลับพุ่งตรงเข้ามาจากทิศทางตรงกันข้าม
ะุเพลิงั์แห่งความตาย คือหนึ่งในพลังพิเศษของจอมเวทโครงกระดูก หากเมื่อใดที่มันใช้งานทักษะ ลูกแก้วเวทมนตร์จะเปล่งประกายแสงสว่างสีมรกต พร้อมกับสร้างะุเพลิงั์ที่ใหญ่โตราวลูกบอลยิงเข้าใส่ศัตรู
ะุเพลิงแห่งความตายจะไม่มีวันพลาดพลั้งเป้าหมาย มันจะคอยติดตามไปตราบใดที่ศัตรูยังคงมีลมหายใจ
กวียังคงวิ่งหนี ลูกบอลเพลิงยังคงติดตาม ในขณะเดียวกัน เพลม้าเร็วทั้งสองก็ยังไม่วายไล่ตามมาราวกับว่าพวกมันคือนักล่าทาสผู้ป่าเถื่อน
“งั้นถ้าหลบไม่ได้ ก็รับแม่งตรง ๆ เลยก็แล้วกัน !”
เสียงะโดังก้องกังวาน เสียงฝีเท้าได้หยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน แววตาจดจ้องไปยังะุเพลิงั์อย่างใจจด พอมันใกล้เข้าถึงตัว มือและเท้าทั้งสองข้างพลันเปล่งประกายแสงสว่างสีมรกตออกมาให้ได้เห็น
“มือ80% เท้าใช้ยึดเหนี่ยวแค่20%ก็พอ เอาไปกินแล้วหายไปซะไอ้เวรเอ้ย !!”
สิ้นเสียงของเขา คมดาบได้ถูกตวัดพร้อมเข้าเชือดเฉือนะุเพลิงั์จนขาดออกเป็สองส่วน
“สำเร็จ !!”
เขาะโโห่ร้องจนสุดเสียง
ถึงกระนั้น แม้ว่าตนจะสามารถกำจัดะุเพลิงนำวิถีได้สำเร็จ กวีก็หาได้พลิกความได้เปรียบกลับคืนมาได้แต่อย่างใด
ไม่เพียงแค่ต้องวิ่งหนีจากศัตรูที่ไล่ตามมาติดๆ ทว่าในขณะเดียวกันกลับยังต้องคิดหาวิธีกำจัดาาผู้ควบคุมความตายให้จงได้
ยังมีเ้าปีศาจร่างใหญ่และเหล่าพลธนูที่ยังมิได้เริ่มต้นเคลื่อนไหว พวกมันมีไพ่ตายอีกมากนักที่ยังมิได้เปิดเผย กวีจึงถือเป็มวยรองบ่อนเฉกเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง
แต่แล้วความสิ้นหวังกลับเคลือบคลานเข้ามาหาอีกครั้ง เมื่อบางสิ่งได้พุ่งทะยานเข้ามาด้วยความเร็วสูง ความร้อนระอุที่ััได้ผ่านิั ลูกแก้วเวทมนตร์ในมือเ้าจอมเวทที่เริ่มต้นเปล่งประกายแสง
“มันไม่มีคูลดาวน์รึไงวะ !!”
ไม่เพียงแค่พลม้าเร็ว หากแต่ยังรวมไปถึงะุเพลิงั์ลูกใหม่ที่ถูกยิงออกมาแม้จะสลายไปแล้วครั้งหนึ่งก็ตาม
ด้วยเหตุนั้น กวีจึงจำเป็ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการต่อสู้
“งั้นก็ต้องเริ่มจากจัดการไอ้ตัวน่ารำคาญที่สุดซะ !!”
เมื่อสิ้นเสียง ฝีเท้าของเขาพลันมุ่งไปยังกองทัพโครงกระดูกที่ยังคงหยุดนิ่ง
เป้าหมายของเขาคือการปลิดชีพจอมเวทเสียให้สิ้น ในกรณีที่ดีที่สุด เปลวเพลิงที่ติดตามมาคงสูญสลายหายไป และในขณะเดียวกันก็อาจมีโอกาสได้เข้าใกล้ตัวาาแห่งความตาย
ทว่าความเสี่ยงกลับยิ่งมากล้น ในขณะที่อีกฝ่ายสามารถคืนชีพได้อย่างไม่มีขีดจำกัด กระนั้นกวีกลับมีชีวิตเพียงหนึ่ง
“เป็ไงเป็กันสิวะ !!”
กวีตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด ปลายเท้าทั้งสองข้างเปล่งประกายแสงสว่างสีมรกตออกมาอย่างสว่างไสว
เรือนร่างของเขาพลันหายไปในเสี้ยววินาที กระทั่งลูกบอลเพลิงหรือพลม้าเร็วมิอาจไล่ตามทัน
กวีปรากฏกายขึ้นมาอยู่ ณ บริเวณเหนือหัวของจอมเวท มือของเขาเปล่งประกายแสงสว่างสีมรกต ดวงตาจดจ่อไปที่ศัตรู ความเดือดพล่านเริ่มต้นเดือดระอุ มือทั้งสองกำแน่นแข็งกร้าวจำต้องปลดปล่อยโทสะให้เร็วที่สุด
แต่แล้วกลับมีบางสิ่งที่ผิดแปลกไปจากปกติ
“เอ๊ะ ?”
แววตาของเขาแสดงออกถึงความตกตะลึง ปลายศรได้จดจ่อมุ่งตรงมาที่เขาด้วยความเร็วสูง เ้าพลธนูตนนี้ราวกับมีลางสังหรณ์ เพราะเพียงเสี้ยววินาทีที่กวีได้ปรากฏตัว แววตาของมันกลับจับจ้องมาที่เขาราวกับทุกสิ่งได้ถูกคาดการณ์เอาไว้ั้แ่แรก
“แม่งเอ๊ย !!”
กวีเร่งตวัดดาบเพื่อปัดศรได้ทันฉิวเฉียด กระนั้นตัวเขากลับพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย ดาบนี้ควรวาดผ่านศีรษะของจอมเวทให้ขาดสะบั้นลง มิใช่เพื่อปัดป้องการโจมตี
หากแต่ว่าโอกาสนั้นคงไม่มีอีกต่อไป
“ัันี้มันคืออะไร ?”
เสียงของชายหนุ่มพลันถูกเปล่งขึ้นพร้อมมีแววตาที่เบิกกว้าง จิตสังหารอันแรงกล้าที่แผ่ขยายเป็วงกว้างพุ่งทะยานเข้ามาหาจนร่างกายหยุดชะงักในเสี้ยววินาที
เรือนเงาขนาดใหญ่ปกคลุมรอบตัวราวกับกำลังมีพายุเมฆฝน รูม่านตาอันว่างเปล่าได้เริ่มต้นเปล่งประกายแสงสีแดงฉานพร้อมจับจ้องมองมาที่ชายหนุ่มผู้โชคร้าย
อสุรกายยกดาบเล่มใหญ่ขึ้นอยู่เหนือหัว ความสูงของมันแรกเริ่มเดิมทีอยู่ที่ราวสองเมตร กระนั้นเมื่อรวมกับดาบที่ถูกชูขึ้นสู่ผืนฟ้า ความสูงของมันจึงเพิ่มพูนทวียิ่งขึ้นกลายเป็สามเมตร
ดาบเล่มั์ได้ถูกตวัดออกไปด้วยเรี่ยวแรงอันมหาศาล แรงที่ว่านั้นมีมากมายใกล้เคียงกับการร่วงหล่นของอุกกาบาต
พลันคมดาบใกล้เข้าถึงตัว ออร่าสีมรกตทั้งหมดได้หลวมรวมกันอยู่ที่คมดาบและมือทั้งสองข้างในเสี้ยววินาที
ดาบทั้งสองพลันเข้าปะทะกัน กระนั้นกลับเป็ฝ่ายของกวีที่มิอาจต้านทานพลัง ร่างกายพลันลอยละลิ่วปลิวออกไป ศัตรูมีพลังเหนือล้ำยิ่งกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้มากนัก
“อ้ากกก !!”
เสียงกรีดร้องได้เริ่มต้นก้องกังวาน ความเ็ปที่ส่งผ่านแทรกซ่านไปทั่วแขนแผ่ลามไปทั่วิั
ความเ็ปที่พอกพูนขึ้นมามากล้นจนเกินทน เพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานให้ลดน้อยลง ใบหน้าของบาทหลวงเฒ่าจึงปรากฏขึ้นมาอยู่ในหัวของเขา ไฟแห่งความแค้นได้ถูกปลุกให้ลุกโชติ่อีกครั้ง จนยามนี้กระทั่งพระผู้มาโปรดก็มิอาจทำให้จิตใจของเขาเย็นลงได้อีก
“หยุดเสียงหัวเราะกับรอยยิ้มอันน่ารังเกียจของแกสักทีไอ้เศษสวะ !!!”
ร่างกายของกวียังคงล่องลอยอยู่บนห้วงอากาศ และในอีกไม่นานนัก เขาจะร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน หากไม่เร่งลงมือทำอะไรสักอย่าง หลังของเขาจะไถลไปกับพื้นลาน ความเ็ปและาแจะเพิ่มพูนทวีขึ้นอีกนับไม่ถ้วน และในท้ายที่สุด พลม้าเร็วทั้งสองก็จะเสียบแทงทะลุร่างกายของเขาจนกลายเป็รูพรุน
“เท้า25% แขน75% !!”
กวีเร่งเปล่งเสียงะโ พลันสองเท้าใกล้ร่อนลง สองมือกำดาบแน่นพร้อมปักลงสู่พื้นลานประลองด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี
ร่างกายเริ่มต้นไถลไปข้างหลัง แม้จะเคลือบออร่าไว้ที่เท้าเอาไว้บางส่วน หากแต่ด้วยแรงผลักอันมากมายมหาศาล ทำให้ิัใต้เท้าจึงถลอกปอกเปิกจนก่อเกิดเป็แผลเล็กแผลน้อย
“หยุดสิวะไอ้หอกหักกก !!”
เสียงะโของเขายังคงก้องกังวานอยู่ร่ำไป และแล้ว กวีได้หยุดชะงักลงอยู่ ณ ขอบลานประลอง ด้วยความเหนื่อยล้าอันมากล้น ทำให้ตนจึงล้มลงและร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ณ เบื้องล่าง
เพียงแต่ว่า ความโชคร้ายกลับยังไม่หมดเพียงเท่านั้น
“นี่พวกแก.. กะจะเล่นกันให้ตายไปข้างเลยรึไงวะ ?”
ท่ามกลางเสียงะโโห่ร้องของเหล่าผู้ชม ร่างกายของกวีที่ยามนี้ไร้ซึ่งพลังแม้แต่จะลุกขึ้นยืน เสียงร้องของเขากลับมิอาจส่งถึงผู้ใด
สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าคือสองพลม้าเร็วที่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง พวกมันช่างราวกับนักรบแดนเถื่อน และยังมีะุเพลิงที่ไล่ตามมาติดๆ ร้อนแรงจนสามารถแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้มอดม้วยมรณาแค่เพียงเสี้ยววินาที
ใน่เวลาตัดสินความเป็ความตาย กวีมิอาจเคลื่อนไหวได้อย่างทันท่วงที โชคชะตาคงกำหนดมาให้เขาต้องตายอย่างน่าอเนจอนาถ
ชายหนุ่มตัดสินใจยินยอมละทิ้งดาบ แววตาของเขาแลดูสิ้นหวัง แม้จะพยายามสักเพียงใดกระนั้นทุกอย่างกลับสูญเปล่า และในอีกไม่นาน ชีวิตของเขาคงสิ้นสุดลงพร้อมกับศีรษะที่ขาดสะบั้นออกจากคอ
ดวงตาของกวีค่อย ๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้า คงถึงเวลาแล้วที่ต้องยอมจำนนต่อชะตากรรมอันโหดร้าย
หรือในบางที ฮูโม่ก็อาจเปล่งวาจาเพื่อสั่งการให้เหล่าม้าเร็วหยุดชะงักอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะเป็ทางเลือกใด มันก็ไม่สำคัญกับเขาอีกต่อไป
ทว่า ทุกสิ่งกลับผิดคาดไปจากที่คิดไว้ในคราแรกมากนัก
“ทำไมพวกมันถึงไม่เข้ามาโจมตีเรากันล่ะ ?”
วาจาที่แฝงเอาไว้ด้วยความงวยงงได้ถูกเปล่งขึ้น ในขณะที่ั์ตายังคงจดจ้องมองไปข้างหน้า เหล่าพลม้าเร็วทั้งสองได้หยุดอยู่ ณ ริมขอบสนาม พวกมันฟาดฟันไปรอบ ๆ แม้ไม่มีสิ่งใดอยู่ก็ตาม
ทันใดนั้น ะุเพลิงั์ได้พุ่งตรงเข้ามาหากวี แต่แล้วรูปลักษณ์ของมันกลับสูญสลายหายไปอย่างไร้ซึ่งสาเหตุ
ช่างน่าประหลาด
พลันได้เห็นถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มจึงฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้
“อย่าบอกนะว่า พวกมันไม่สามารถออกมาจากสนามประลองได้น่ะ !”
การค้นพบครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่เขา
หากจะให้คาดเดาตามสิ่งที่เห็น เหล่ากองทัพแห่งความตายมีระยะโจมตีและการเคลื่อนไหวได้เพียงภายในสนาม
หากเป็เช่นนี้ ในเมื่อตนนั้นมีอิสระ ไม่จำเป็ต้องกังวลว่าจะถูกพลพรรคโครงกระดูกไล่ตาม ไฉนจึงไม่ใช้โอกาสนี้ในการหลบหนีไปเสีย
แต่แล้วตัวเขากลับแปรเปลี่ยนความคิดไปในทันที
“ดูเหมือนว่า.. คงจะไม่ได้สินะ..”
กวีกล่าวพลางกวาดสายตามองรอบกาย ทั่วทุกสารทิศปรากฏเหล่าพลซุ่มยิงกำลังเล็งปลายศรมาทางนี้ และหากเมื่อใดที่เขาคิดหลบหนี ยามนั้นคงถึงคราที่ต้องสิ้นชีวีโดยที่ปลายเท้ายังมิทันได้ััอิสรภาพ
“คงมีแต่ต้องสู้ต่อสินะ”
เขากล่าวพลางเผยยิ้มขึ้นอย่างขมขื่น ไม่มีทางเลือกใดอีก ทางเดียวที่เหลืออยู่คือการโค้นล้มาาผู้ควบคุมความตาย
แต่แล้วใครคือาาผู้ควบคุมความตายกันล่ะ ?
หากใช้เพียงลางสังหรณ์และอุปมาตามรูปลักษณ์ที่มองเห็น ภาพแรกที่นึกออกคงเป็เ้าปีศาจร่างใหญ่ แข็งแกร่งและสูงส่ง ทรงสง่าดั่งหินผา ความน่าเกรงขามที่พลันแผ่ขยายออกมาจากร่างกายล้วนแล้วเป็ของจริง
ทว่ากลับเป็เพราะเหตุผลอันใดสักประการหนึ่ง กวีกลับไม่คิดว่ามันจะเป็าาผู้ควบคุมความตายแต่อย่างใด
“โครงกระดูก? ความตาย? ผู้ควบคุม? หินผา?”
ทันใดนั้น แววตาของเขาได้ถูกจุดประกายเปลวเพลิงแห่งการตระหนักรู้ กวีได้ฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ใน่เวลาอันสั้น
รอยยิ้มอันชั่วร้ายได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้า แววตาจดจ้องมองไปยังเหล่าพลทหารโครงกระดูกทั้งหลาย มือข้างขวาได้กำดาบเอาไว้แน่นขนัดจนมองเห็นเป็เส้นเืผุด
ห่างไกลออกไป ณ จุดยอดสุดของหอคอย
“ไอ้หนูนี่ รู้สึกว่ามันจะดวงดีเอาตัวรอดได้จนถึงตอนนี้เลยสินะ แต่ขอชั้นดูหน่อยเถอะ ว่าแกจะกำจัดาาผู้ควบคุมความตายได้ยังไง”
ฮูโม่บ่นพึมพำพลางหัวเราะอยู่ในใจ สำหรับเขา ตัวกวีคงเปรียบได้เพียงของเล่นชิ้นหนึ่ง และหากเมื่อใดที่มันผุพังจนไร้ซึ่งหนทางเยียวยารักษา เมื่อนั้นเ้าเฒ่าจะโยนมันทิ้งลงสู่ถังขยะในทันทีโดยไร้ซึ่งเยื่อใย
ณ สนามประลอง
กวีในยามนี้สามารถกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ทว่าในขณะเดียวกัน เหล่าพลม้าเร็วทั้งสองกลับยังคงฟาดฟันอากาศอยู่ ณ ที่เดิมมิได้เปลี่ยนแปลง
“เอาล่ะ ก่อนอื่นเลย มาลองใช้ความคิดกันสักหน่อยดีกว่า”
เขากล่าวพลางเริ่มต้นครุ่นคิด
ใน่เวลาก่อนหน้านี้ บางสิ่งบางอย่างแลดูจะผิดสังเกต เหตุใดเ้าปีศาจร่างั์จึงไม่หลบหลีกการขว้างปาดาบของเขา มันเพียงแค่หยิ่งผยองและมองกวีเป็แค่มดปลวก หรือบางทีก็อาจเป็เพราะเหตุผลอื่นกันแน่
.
< จะว่าไปพอมาคิด ๆ ดูแล้ว พวกมันทั้งหมดเป็เพียงแค่โครงกระดูกที่ทำตามคำสั่งที่ได้รับ หลักฐานก็คือพวกมันไม่สามารถออกมาจากลานประลองได้ ส่วนคำสั่งที่ได้รับก็คงจะเป็.. จงพุ่งเข้าโจมตีจนกว่าจะดับลมหายใจของศัตรูได้สำเร็จ >
.
ในขณะที่ครุ่นคิดอยู่นั้น กลับมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นมาภายในหัวของเขา
.
< เดี๋ยวก่อนๆ งั้นถ้าคำสั่งคือ ‘พุ่งเข้าโจมตี’ แล้วทำไมถึงมีแค่เ้าพลม้าเร็วที่เข้ามาโจมตีใส่เราล่ะ ? >
.
หนึ่งคำถามได้ปรากฏขึ้นมาแทนที่ ในขณะเดียวกัน ศัตรูเองก็ยังมิได้ลงมือกระทำการสิ่งใด พลม้าเร็วทั้งสองยังคงฟาดฟันอากาศอันว่างเปล่า ในขณะที่ศัตรูตนอื่นก็มิได้เคลื่อนไหวหรือลงมือทำสิ่งใดที่ผิดสังเกต
ทำให้เขาจึงฉุกคิดได้อีกครั้ง
.
< เข้าใจล่ะ หากการคาดเดาของเราไม่ผิดพลาด โครงกระดูกแต่ละชนิดอาจมีความสามารถรวมไปถึงคำสั่งที่ได้รับที่แตกต่างกันสินะ >
.
ในความคิดของกวี เหล่าพลทหารแต่ละประเภทล้วนแล้วมีความแตกต่าง
คำสั่งของพลม้าเร็วคือ ‘จงพุ่งเข้าโจมตีอีกฝ่าย’
สำหรับพลโล่ทั้งสามคือ ‘จงสร้างลูกบาศก์หากเมื่อใดที่เหล่าพลม้าเร็วได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต’
ส่วนจอมเวทก็อาจเป็ ‘จงสร้างะุเพลิงั์เพื่อคอยสนับสนุนพลม้าเร็วและปั่นป่วนศัตรูจากระยะไกล’
และสุดท้ายก็คือเ้าพลธนู ‘จงยิงศรออกไปเมื่อศัตรูเข้ามาใกล้ในระยะการโจมตี’
ความคิดหลากหลายอย่างปรากฏขึ้นมามากมายราวกับดอกเห็ด แต่แล้วหลังจากนั้นเพียงไม่นาน ความคิดเห็นอันแตกต่างกลับปรากฏพร้อมสร้างความขัดแย้งในสมองของกวีขึ้นอีกครั้ง
.
< ไม่ใช่สิ >
.
< เดี๋ยวก่อนๆ ! >
.
< งั้นถ้าโครงกระดูกแต่ละประเภทได้รับคำสั่งที่แตกต่างกัน.. >
.
< แล้ว.. >
.
< เ้าร่างั์ได้รับคำสั่งแบบไหนกันล่ะ ? >
.
หลากหลายความคิดกำลังผสมปนเปกันอยู่ในหัว แต่แล้วรอยยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยเลศนัยก็ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“โอเค งั้นมาลองทดสอบสมมุติฐานกันหน่อยดีกว่า”
เมื่อสิ้นเสียง กวีจึงก้มเก็บก้อนหินขนาดพอดีมือขึ้นมา และจึงขว้างมันออกไปด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ข้ามผ่านเหล่าพลม้าเร็วทั้งสอง ที่ยามนี้ก็ยังคงฟาดฟันห้วงอากาศอันว่างเปล่าไม่เคยแปร
ก้อนหินพุ่งทะยานกระทบเข้ากับศีรษะของเ้าั์อย่างแม่นยำ แต่ก็เป็ไปดั่งที่คิด เพียงแค่ก้อนหินคงมิอาจสร้างแม้กระทั่งรอยขีดข่วนให้แก่มัน
ทว่าเป้าหมายของกวีกลับแตกต่างออกไป เมื่อนั้นรอยยิ้มอันน่าสยดสยองได้ปรากฏขึ้น ณ ริมฝีปากของเขา
“งั้นต่อไปก็.. เพิ่มพลังไปที่สองเท้า100%”
พลันถ้อยคำสิ้นสุดลง เท้าทั้งสองได้เปล่งประกายแสงสีมรกตขึ้นมาอีกครั้ง
ร่างกายของเขาหายลับไปอย่างรวดเร็ว ข้ามผ่านเหล่าพลม้าเร็วทั้งสอง จนเมื่อพวกมันรู้สึกตัวอีกครั้ง ร่างกายของกวีก็อยู่ห่างออกไปแล้วมากมายนับร้อยเมตร
ท่ามกลางแววตาของบรรดาผู้ชมที่จับจ้อง บางสิ่งได้พุ่งทะยานเข้าหากองทัพโครงกระดูกด้วยความเร็วประหนึ่งเสียง ทว่าเป้าหมายกลับหาใช่เ้าปีศาจร่างั์ หากแต่เป็เ้าปีศาจจอมเวทที่ยืนอยู่ ณ ด้านหลังของมันอีกทีหนึ่ง
พลันรู้สึกว่ามีบางสิ่งเข้ามาใกล้ เ้าปีศาจร้ายได้ยกดาบเล่มใหญ่ขึ้นมาด้วยมือเพียงข้างเดียว
ด้วยพละกำลังมหาศาล เ้ายักษาพลันเร่งตวัดดาบเข้าใส่บางสิ่งที่ใกล้เข้ามาด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด
บางสิ่งได้ถูกคมดาบเข้าเชือดเฉือน บรรดาผู้ชมต่างเฝ้ามองว่ามันคือสิ่งใด
หรืออาจเป็เรือนร่างของกวี บางทีชายหนุ่มผู้น่าสงสารคงบ้าคลั่งจนเสียสติไปแล้ว
หากแต่ว่าทุกคนกลับคิดผิดไปอย่างมหันต์
“ดาบ ?”
ฮูโม่และเหล่าผู้ชมต่างเอื้อนเอ่ยถ้อยคำขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง บางสิ่งที่ถูกทำลายหาใช่เรือนร่างของกวี หากแต่มันคือดาบขนาดกลางแค่เพียงเล่มเดียว
บางสิ่งได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ในครั้งนี้มาจากด้านซ้ายของเ้าจอมเวทโครงกระดูก
ด้วยสายตาของพลธนูที่แม่นยำยิ่งกว่าคนธรรมดา ตัวมันมิได้มีลางสังหรณ์ที่หยั่งรู้ถึงอนาคต แท้จริงแล้ว มันแค่เพียงสามารถััได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้เร็วกว่าคนอื่นเพียงไม่กี่เสี้ยววิ
ปลายศรพุ่งไปยังบางสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา เป็การโจมตีที่เด็ดขาดและแม่นยำจนสิงโตก็มิอาจหลบพ้น
แม้ว่าเ้าปีศาจร่างั์จะมีการโจมตีที่แลดูทรงพลัง ทว่ากลับนำพามาซึ่งข้อด้อยในเื่ความเร็ว พลันตวัดดาบไปแล้วครั้งหนึ่ง กระบวนท่าต่อไปจำต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อเริ่มต้นโจมตีอีกครั้ง เพราะฉะนั้น การมีพลซุ่มยิงคอยสนับสนุนอยู่ ณ แนวหลังจึงสมเหตุสมผลเป็ที่สุด
เพียงแต่ การจะรับมือกับผู้ที่มากไปด้วยปัญญากลับเป็อีกเื่หนึ่ง
“เสื้อ ?”
บรรดาผู้ชมต่างเปล่งวาจาขึ้นมาเป็เสียงเดียวกัน บางสิ่งที่ปลายศรทิ่มแทงหาใช่เรือนร่างของกวี หากแต่เป็เสื้อของเขาเพียงแค่ผืนเดียว
ใน่เวลาที่ทุกคนยังคงตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า บางสิ่งได้ปรากฏกายขึ้นมาอีกครั้งจากด้านหลังของเ้าจอมเวทโครงกระดูก
ทว่าในครั้งนี้ กลับมิใช่ถุงเท้าหรือกางเกงใน หากแต่เป็กวีที่ร่างกายท่อนบนล่อนจ้อนและในมือไร้ซึ่งอาวุธใดๆ
“เพิ่มพลังไปที่มือ100% เลิกเล่นแล้วกลับลงหลุมไปซะไอ้สวะ !!”
กวีเปล่งเสียงะโด้วยความสะใจ มือทั้งสองข้างเปล่งประกายแสงสีมรกตพลางเข้าบีบคอของเ้าจอมเวทอย่างรุนแรง
“แผล่ะ !!”
ศีรษะของจอมเวทโครงกระดูกได้แหลกละเอียดเป็ผุยผง เหล่ากองทัพแห่งความตายจึงค่อย ๆ สิ้นลงก่อนจะสูญสลายหายไปจนหมดสิ้น
ในชั่วพริบตาทั่วทุกหนแห่งได้เงียบเสียงเป็ป่าช้า และแล้วชัยชนะก็ได้ตกเป็ของกวีโดยสมบูรณ์
แท้จริงแล้ว เ้าปีศาจร่างใหญ่หาใช่าาผู้ควบคุมความตาย ตัวมันมิได้แตกต่างไปจากองครักษ์ผู้ปกป้องาา และาาผู้ควบคุมความตายที่แท้จริง..
‘ก็คือจอมเวทโครงกระดูก’
กวีค่อย ๆ ก้าวเดินไปยังทิศทางที่มีหอคอยตั้งตระหง่าน แววตาจดจ้องมองขึ้นไป ณ จุดยอดสุด ที่แห่งนั้นมีฮูโม่ที่ยามนี้กำลังมองต่ำลงมาราวกับว่ามันกำลังเย้ยหยันอีกฝ่าย
“ชั้นชนะแล้ว ทีนี้ก็ปล่อยชั้นไปซะ !!”
เสียงของกวีพลันก้องกังวานขึ้นมา ทุกสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปก็เพื่อ่เวลานี้โดยเฉพาะ เป็่เวลาที่ตนนั้นจะได้รับอิสรภาพกลับคืนมาอีกครั้ง
แต่แล้วรอยยิ้มอันชั่วร้ายกลับปรากฏขึ้นอยู่บนใบหน้าของบาทหลวงเฒ่า มันแทบมิได้สนใจกวี แววตาของมันจับจ้องไปยังบรรดาผู้ชมและจึงกล่าวขึ้น
“ท่านผู้ชมผู้มีเกียรติทุกท่าน ได้โปรดรับฟังในสิ่งที่กระผมกำลังจะกล่าวด้วยขอรับ !!”
ถ้อยคำนั้นหมายถึงสิ่งใด มิใช่ว่ากวีสมควรได้รับการปล่อยตัวหรอกหรือ
กระนั้นบาทหลวงเฒ่ากลับหมางเมินประหนึ่งว่าอีกฝ่ายไม่มีตัวตน ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวอีกครั้งและจึงเอ่ยพูดขึ้น
“การชำระบาปเมื่อครู่นับว่าประสบผลสำเร็จเป็อย่างสูง ความโสมมที่แทรกซึมผ่านิัของเด็กชายผู้น่าสงสารยามนี้ได้เลือนหายไปบ้างแล้ว”
กวีมิได้เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเ้าจิ้งจอกเฒ่าร้อยหน้าได้เริ่มเปล่งวาจาขึ้นมาอีกครั้ง
“แต่ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก เพราะการต่อสู้ในครั้งนี้เป็เพียงแค่ส่วนหนึ่งของการชำระบาปเท่านั้น เพื่อให้ท่านผู้กล้าหลุดพ้นจากวงจรอันน่าเศร้า ทำให้ตัวเขาจำต้องรับการทดสอบอีกสิบสองอย่างขอรับ !!”
บาทหลวงเฒ่าประกาศกร้าวออกมาด้วยเสียงดังฟังชัด เสียงะโโห่ร้องได้เริ่มต้นก้องกังวานขึ้นมาจากทั่วทุกบริเวณ หากแต่การแสดงออกผ่านสีหน้าของกวีในยามนี้กลับแลดูสิ้นหวังยิ่งนัก
“หมดหน้าที่ของชั้นแล้วใช่ไหม งั้นชั้นขอตัวก่อน”
เสียงที่เอื้อนเอ่ยออกมาช่างเป็เสียงน่าคุ้นชินเสียนี่กระไร พลันกวีแหงนมองขึ้นไป เ้าของเสียงของชายผู้ที่กล่าวก็คืออิลไค
พลันสิ้นสุดถ้อยคำ ตัวเขาจึงก้าวเดินจากไปด้วยกันกับทั้งโมมิยะและเซโน่ หากแต่พวกเขากลับไม่แม้แต่จะสละเวลาสักนิดเพื่อชายตามองมาที่กวี
ความหวังที่มีอยู่เพียงน้อยนิดได้ดับสูญหลงเหลือเพียงความสิ้นหวัง เหตุใดกันชะตาจึงจำต้องกลั่นแกล้งเขาอย่างไม่ปราณีและไร้เยื่อใย
ในเวลาต่อมา ณ เรือนจำใต้ดินอันมืดมิด
พลันทุกสิ่งได้สิ้นสุดลง กวีจึงถูกลากกลับมายังเรือนจำอันเป็ที่ซุกหัวนอน ร่างกายแนบชิดติดกับกำแพง ขาทั้งสองข้างถูกพันธนาการโดยโซ่ตรวนเหล็กกล้าขึ้นสนิม
ชายผู้หนึ่งได้ก้าวเดินเข้ามาหา มันคือบาทหลวงเฒ่าผู้มีนามว่าฮูโม่ ชายหนุ่มส่งสายตาจ้องมองด้วยความเจ็บแค้น หากวันนี้จำต้องฆ่าใครสักคน ตัวเขานั้นคงยื่นมือเข้าบีบคอมันผู้นี้โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
รอยยิ้มโสมมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเ้าปีศาจ แววตาจ้องมองต่ำลงมาราวกับกำลังมองดูหนอนหรือแมลงตัวจ้อย
“ทำได้ดีมากเ้าของเล่น”
พลันได้ยินคำเชยชมที่น่าสังเวช กวีพลันพุ่งตรงเข้าหาฮูโม่ด้วยความบ้าคลั่งดั่งสัตว์ป่า สองมือยื่นไปเบื้องหน้าประหนึ่ง้าบีบคออีกฝ่าย กระนั้นกลับช่างน่าเสียดาย ด้วยโซ่ตรวนที่ล่ามเท้าทั้งสองจึงมิอาจแม้แต่จะยื่นปลายนิ้วเข้าไปใกล้
ดวงตาของทั้งคู่จดจ้องมองกันและกันในระยะประชิด ฮูโม่ส่งยิ้มให้แก่ชายหนุ่มอย่างเย้ยหยัน ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวและพร้อมกันนั้นจึงกล่าวขึ้น
“เป็อะไรของแก ทั้ง ๆ ที่แกได้สร้างความบันเทิงให้บรรดาชนชั้นสูงพวกนั้นตั้งมากมาย ไม่คิดว่ามันจะเป็เื่ที่น่ายินดีบ้างเลยรึไง”
ได้ยินถ้อยคำจากปากโสมมของมัน พลันทำให้กวีเดือดดาลขึ้นมาจนผู้ใดก็มิอาจหยุดยั้งได้อีก
“จริงสิ ในเมื่อแกสร้างความดีความชอบ งั้นชั้นก็ต้องให้รางวัลกับแกสินะ”
เ้าเฒ่านรกเกิดความคิดบรรเจิด ความดีความชอบ? รางวัล? ตัวกวีนั้นมิอาจคาดเดาได้เลยว่ามัน้าสื่อถึงสิ่งใด
“แกหมายความว่ายังไง ?” ชายหนุ่มพลันเร่งเอ่ยถาม
เ้าบาทหลวงเฒ่าจึงไม่รีรอและเร่งเอ่ยตอบกลับไปว่า
“แกรู้รึเปล่า เพื่อให้ทุกสิ่งมีความสมดุล พระเ้าจึงสร้างให้ผู้ชายเปรียบดังลูกกุญแจ ส่วนผู้หญิงก็เปรียบเสมือนแม่กุญแจ ยังมีอีกหลายสิ่งที่เป็คู่ตรงข้าม ความมืดและแสงสว่าง ความดีและความชั่ว ปีศาจร้ายและพ่อพระ ทั้งสิ่งที่ดีและเลวล้วนคงอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างสมดุลให้แก่กันและกัน”
ในขณะที่ว่ากล่าว ฮูโม่ทำมือข้างซ้ายประหนึ่งรูแม่กุญแจ และนิ้วชี้ข้างขวาประหนึ่งลูกกุญแจ ชายเฒ่าเสียบนิ้วชี้ข้างขวาเข้านิ้วข้างซ้ายที่ยามนี้คล้ายคลึงกับรู
เสียบเข้าและเสียบออก เสียบเข้าและเสียบออก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับว่ามัน้าจะสื่อถึงสิ่งใดสักประการหนึ่ง
กวีนั้นมิอาจเข้าใจถึงความหมายที่แน่ชัด กระนั้นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อตัวเขาย่อมมิใช่เื่ดีเท่าใดนัก
“แก้าจะพูดอะไรกันแน่..”
ในใจนั้นราวกับกำลังดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความหวาดผวา ทันใดนั้น ข้างกายของฮูโม่พลันเริ่มต้นปรากฏแสงสว่างขึ้นมาอย่างเจิดจรัส มันช่างคล้ายคลึงยิ่งนัก กับครั้นเมื่อกองทัพแห่งความตายได้ปรากฏตัวขึ้นมาใน่เวลาก่อนหน้านี้
เมื่อแสงสว่างเลือนหายไป โครงกระดูกร่างใหญ่ได้ปรากฏขึ้นมาแทนที่ มันมิได้แตกต่างไปจากโครงกระดูกตนอื่น ร่างกายซูบผอมไร้ซึ่งเนื้อหนัง หากแต่ศีรษะของมันกลับเป็กะโหลกของหมีมิใช่มนุษย์
เ้าโครงกระดูกค่อย ๆ ก้าวเดินเข้ามาหากวี เสียงเท้ากระทบพื้นดังกึกก้องเป็จังหวะอย่างน่าสะพรึง ชายหนุ่มจึงเร่งก้าวเดินถอยหลัง กระนั้นกลับถูกโซ่ตรวนหยุดยั้งทำให้ตนต้องล้มลง
เ้าปีศาจร้ายยังคงก้าวเดินเข้ามาหาอย่างเชื่องช้า กวีพยายามตะเกียกตะกายเพื่อหลบหนี เท้าของเขาได้เสียดสีกับโซ่ตรวนจนสายโลหิตเริ่มต้นหลั่งไหล
“ขอร้องล่ะ บอกชั้นทีว่าแกคิดจะทำอะไรกันแน่ !!”
เขาสิ้นหวัง ในใจมิอาจคงสติสัมปชัญญะให้หยุดนิ่งได้อีกต่อไป
“ก็อย่างที่ชั้นบอก” และแล้วฮูโม่ก็เริ่มกล่าว “ผู้ชายเปรียบดังลูกกุญแจ ส่วนผู้หญิงก็เปรียบเสมือนแม่กุญแจ และแกเองก็มีเหมือนกันใช่ไหมล่ะ..”
‘รูกุญแจน่ะ’
สิ้นเสียงของฮูโม่ เ้าปีศาจร้ายได้ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดกดศีรษะของกวีลงไปกับพื้น
แม้จะมิอาจมองเห็นว่ายามนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น กระนั้นกวีกลับได้ยินเสียงมือของมันค่อย ๆ ถลกกางเกงของเขาออก
“ได้โปรดบอกให้มันหยุดทีเถอะ !!”
เขาพยายามอ้อนวอนร้องขอชีวิต หากแต่ว่าทุกสิ่งกลับไม่สัมฤทธิผล ชายหนุ่มััได้ถึงบางสิ่งที่กำลังถูกสอดใส่เข้ามาผ่านรูทวารอย่างเชื่องช้า
“อ้ากกกกกกกกกก ;P#$%>o<#%@-..-!% :)”
เสียงกรีดร้องของกวีดังลั่นไปทั่วทั้งเรือนจำ หากแต่ช่างน่าสังเวชและเวทนา เพราะคงไม่มีใครอื่นได้ยินเสียง หรือต่อให้ใครสักคนจะได้ยินเสียง พวกเขาเ่าั้ก็มิอาจมอบความช่วยเหลือใด ๆ ให้แก่เขา
เมื่อนั้นฮูโม่ได้หันหลังใส่
“เกรงว่าชั้นคงไม่สามารถทนดูภาพอันอุจาดตาในตอนนี้ได้ เช่นนั้นก็คือให้สนุกกับการออกกำลังกายยามว่างก่อนมื้อค่ำก็แล้วกันนะเ้าของเล่น ส่วนชั้นก็คงต้องขอตัวก่อนล่ะ”
สิ้นสุดวาจาว่ากล่าว ฮูโม่ก้าวเดินออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง
ในครู่ต่อมา ณ บริเวณที่ห่างไกลจนเสียงกรีดร้องส่งมาไม่ถึง
“จะว่าไป เ้านั่นมันมีชื่อว่าอะไรนะ ?”
บาทหลวงเฒ่าราวกับกำลังครุ่นคิด สมองของเขาบางครั้งก็เลอะเลือนเพราะ่อายุที่มากแล้ว
“แต่ก็ช่างเถอะ”
เฒ่านรกสลัดความคิดในหัวในเร็วพลัน สองเท้าก้าวเดินต่อไปพร้อมกล่าวและเย้ยยิ้มอย่างไม่สนพระสนเ้า
“ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องมานั่งจำชื่อพวกของเล่น เพราะเมื่อใดที่ชั้นเบื่อแล้ว..”
‘มันก็ต้องตายอยู่ดี’