“หายโกรธกันแล้วใช่หรือไม่”
ในหน้ายังคงมีน้ำตาแต่ยังคงทำหน้าเคือง “ข้าจะหายโกรธหากท่านสัญญาว่าจะให้ข้ามีบุตรแค่สองคน”
^^ “หึหึ สามีล้วนตามใจ เจ้าก็รู้ว่าพี่รักเจ้ามาก สิ่งใดขัดใจเจ้าพี่ล้วนไม่ทำแน่” และเขาตั้งใจเอาไว้เช่นนั้นจริงๆ จะมีบุตรหนึ่งคนรึสองคนล้วนแล้วแต่นางสั่งการ รึถ้าจะมีร้อยคนจริง เขาก็สู้ไหว ^^
ชิงเซียนยิ้มถูกใจ “เช่นนั้นคราวหน้าอย่ากล่าวว่าจะมีร้อยคนอีกนะเจ้าคะ” สตรีมีบุตรได้ครั้งละคน รึสองคนถ้าเป็นฝาแฝดเช่นนาง นั่นล้วนแล้วแต่สวรรค์เบื้องบนกำหนด...ใจหวนนึกไปถึงมารดา ที่สามีเคยเล่าให้ฟังเมื่อไม่นานมานี้ เห็นว่ามารดาของนางคือพรายน้ำ นางเชื่อว่ามารดาคงจะแอบหมายปองท่านพ่อมานานจนถึงขั้นพยายามสร้างกายหยาบขึ้นมาเพื่อครอบครองท่านพ่อ หากไม่มีมารดา นางย่อมมิมีวันได้เกิด “ท่านพี่”
“ว่าอย่างไร”
“มารดาข้ายามนี้จะได้มาเกิดใหม่หรือไม่”
ฟานอวี้ถงเงียบไป เนื่องด้วยตัวเขานั้นมิได้อยู่ในช่วงเวลาที่พรายน้ำในเรื่องเล่ามีชีวิตอยู่ หรือแม้กระทั่งมารดาของเขาเอง เขาก็ยังไม่รู้ ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับท่านโหวซานและบิดาของเขาล้วนคลุมเครือ เหนือสิ่งอื่นใดคือเขาไม่กล้าถามซึ่งโดยปกติแล้วผู้คนในเผ่ามาร เมื่อให้กำเนิดบุตรออกมาไม่นานพวกเขาย่อมเดินทางออกไปก่อร่างสร้างตัวด้วยตนเองและเลือกวิถีชีวิตของตนเองแตกต่างจากคนธรรมดาที่ยังคงอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวจนแก่เฒ่า ไม่ต่างจากเขาที่ออกมาเติบโตจากข้างนอก แต่เดิมนั้นหากเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในร่างแมวเป็นร่างหลัก ตัวเขาคงมิได้มาอยู่เป็นสามีของนางเช่นทุกวันนี้ (หากเลือกอยู่ในร่างแมวเป็นหลักจะเปลี่ยนร่างเป็นคนได้เพียงไม่นาน) ต่างจากท่านโหวซานที่สามารถอยู่ในร่างใดก็ได้นานนับร้อยปี นี่คืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทั่วทั้งแผ่นดินมารต่างยกย่องให้ท่านเป็นผู้นำและเรียกว่าจอมมาร “ข้ารู้แค่เพียงว่ามารดาเจ้าไร้กายหยาบมาตั้งแต่แรก สุดท้ายนางจึงกลายเป็นเพียงสายน้ำไหลเวียนอยู่ในแม่น้ำทั่วแผ่นดิน” คงมิมีทางเกิดใหม่ “ถือเป็นชะตาของนาง เช่นเจ้าที่มาอยู่ตรงนี้ เข้าใจหรือไม่"
“ข้ารู้” ชิงเซียนทำหน้าเศร้า เหม่อมองออกไปยังลานหน้ากระท่อม เสียงด่าทอดังเล็ดลอดเข้ามาให้นางได้ชะเง้อมอง ก่อนจะพบเข้ากับกลุ่มของลิงตัวร้าย มุย และบุรุษร่างเล็กประมาณสามคนทะเลาะกันตาม เดินหลังของสตรีนางหนึ่งรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นไม่ต่างจากนาง “สตรีผู้นั้นเป็นใครเจ้าคะ”
ฟานอวี้ถงมองตามความชุลมุนนั้นไป ก่อนจะตอบคำถามของชิงเซียน “นั่นคือเนี่ยจู สตรีไร้พันธะ งดงามเป็นอันดับสองในเผ่ามาร” เห็นอยู่ว่าเนี่ยจูนั้นมีท่าทีรำคาญเหล่าสัตว์น้อยใหญ่กับเหล่าบุรุษทุกคน...เขาเห็นเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยที่เขายังเป็นแมวดำอี้หยุนแล้ว
“แล้วอันดับหนึ่งเล่า”
ผู้ถูกถามก้มมองสตรีตัวน้อย “ย่อมเป็นเจ้า หรือจะพูดให้ถูกก็คือชิงเซียนพี่สาวฝาแฝดของเจ้านั่นอย่างไร แต่นางไว้ตัวและดุจนมิมีผู้ใดกล้าเข้าหา” เขารู้เพราะนางคือเรื่องเล่าก่อนหน้าที่นางจะต้องโทษ ‘ซึ่งมันคืออดีต’ “และยามนี้ล้วนเป็นเจ้า แต่เจ้ามีสามีแล้ว” ^^ “ผู้ใดย่อมมิกล้าเข้าใกล้”
“มิเข้าใกล้ข้าแต่สตรียังเข้าใกล้ท่าน บุรุษย่อมมีอนุ” นี่เป็นสิ่งที่นางรังเกียจแต่มิอาจปฏิเสธได้ ชาติเดิมเป็นอย่างไรชาติใหม่มิอาจทำตาม แม้เท่าที่นางเห็น ฟานอวี้ถงผู้เป็นสามีจะมิเคยสนใจเรื่องสตรีก็เถอะ ‘นั่นเพราะเขาอยู่แค่ร้านหมอดูจึงมิอาจมีสัมพันธ์กับสตรีอื่นใดได้แต่มิใช่ที่นี่ ที่แผ่นดินมาร!!’
ฟานอวี้ถงลูบใบหน้าสวยใสที่เขาหลงใหลอยู่ทุกวันต่างจากเจ้าของร่างตัวจริงที่เป็นนางมารน้อยหน้าเฉย ความละมุนและอ่อนโยนคือความต่างของฝาแฝดทั้งสองอย่างเห็นได้ชัด “ใยฮูหยินมิสังเกต”
“เจ้าคะ?” ทำหน้างุนงง
ฝ่ายสามียิ้มหวานพลางผายมือไปรอบๆ บริเวณพร้อมกับอธิบายความต่างในเผ่ามารและผู้คนด้านนอกภูเขา “ในแดนมาร มีสตรีน้อยกว่าบุรุษเกือบครึ่ง อีกทั้งชาวเรายังนิยมการมีคู่ครองเพียงหนึ่ง เว้นเสียแต่ว่าคู่ใดหมดรักกันหากตีจากแล้วย่อมมีรักใหม่ได้ มิเหมือนคนในยุทธภพที่มีหลากหลายอนุ ยิ่งเรื่องงานมงคลใดๆ ล้วนไม่มีนอกเสียจากว่าบิดามารดายังอยู่ตรงนี้มิร่อนเร่ไปฝึกวรยุทธ์เสียก่อน จึงแค่บอกกล่าวคาราวะเท่านั้น เจ้ามิเห็นรึว่าข้าเพียงเข้ามาแจ้งแก่บิดาเจ้า มิได้มีสินสอดใดๆ หรือพิธีการใดเลย” มันคือเรื่องจริงทั้งสิ้น จะกล่าวว่าเหล่ามารต่างดำรงชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ก็คงไม่ผิด เว้นเสียแต่ว่ามีเรื่องบาดหมางส่วนตัว (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องแย่งชิงสตรีกันเสียมากกว่า) จึงขอประลองยุทธ์กันเท่านั้นคือจบ
^^ “เข้าทาง” นางโล่งใจไปมากกว่าครึ่งเลยทีเดียว จะว่าตัวนางโชคดีก็ย่อมไม่ผิด...แต่จะว่าไป สมัยที่นางอยู่ในภพเก่า นิยายทุกเรื่องที่นางเคยอ่านมา สตรีหลงยุคทุกคนก็ย่อมได้ดีหมดและนางคือหนึ่งในนั้น