มรรคาพลิกฟ้า

บทที่ 167 นงค์คราญเดือด

        สตรีทั้งสามเมื่อเห็นกังหลงเดินกลับมาก็เดินไปยังจุดทดสอบพร้อมกัน แม้สตรีทั้งสามจะปกปิดโฉมหน้าด้วยผ้าบาง แต่ด้วยรูปร่างทรวดทรงที่สมส่วนงดงาม แววตาสวยสดใสดุจน้ำค้างกลางหาว เพียงแค่นี้ก็ต่างเป็นจุดสนใจของผู้ชมทั้งสนามในทันทีที่ก้าวออกไป เสียงพูดคุยจึงดังขึ้น

 

        "โอ้.. ครานี้เมืองเนตรอสูรถึงกับส่งสตรีงามออกมาแสดงฝีมือแล้ว ทั้งสามนับว่าทรวดทรงรูปร่างช่างสวยงามยิ่ง ถึงแม้พลังฝีมือจะอ่อนด้วยแต่ด้วยรูปร่างหน้าตา แม้จะด้อยฝีมือเยี่ยงไรข้าก็พร้อมยินยอมจะรับเลี้ยงดูเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

 

        "พลั่ก..!!"

 

        "อุ๊บบ..!!"

 

        คนที่พูดต้องรีบเอามือปิดปากทันที เมื่อรู้สึกว่ามีบางสิ่งพุ่งเข้ามากระทบจนรู้สึกปวดขึ้นไปถึงหัวสมอง ยามเมื่อเอามือออกมากลับพบว่าในอุ้งฝ่ามือบัดนี้มีลูกปัดขนาดเล็กเม็ดหนึ่งพร้อมฟันหน้าสองซี่และโลหิตที่แดงฉานปนเปื้อนออกมาเต็มฝ่ามือ จึงทราบว่าตนได้โดนผู้เยี่ยมยุทธใดสั่งสอนเข้าให้แล้วจากการพูดจาเมื่อครู่ หันมองไปมามิพบเห็นใคร แต่พอมองไปยังสตรีที่สวยงามเปี่ยมบารมีกลางลานทดสอบกลับพบว่านางกำลังจับกำไลคลึงลูกปัดที่ข้อมือของตนอยู่ เมื่อสังเกตุดูดี ๆ ก็พบว่าเป็นชนิดเดียวกันกับลูกปัดเม็ดที่อยู่ในมือตน ถึงกับหน้าซีดเหงื่อแตกพลั่ก คาดว่าผู้ที่ลงมือสั่งสอนตนมิใช่ใครอื่นแต่คงเป็นสตรีผู้นี้แน่แล้ว และก็จริงดังคาดผู้ที่ได้ลงมือสั่งสอนผู้ที่พูดจาหยาบช้าก็คือนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะนั่นเองที่มิอาจทนทานวาจาล่วงเกินเหล่านั้นได้  พร้อมกับเสียงทางลมปราณที่ให้ได้ยินเฉพาะผู้เคราะห์ร้ายผู้นั้น

 

         "หากยังกล้าพูดจาไร้ยางอายเช่นเมื่อครู่อีก ครานี้การสั่งสอนต่อไปจะมิเพียงฟันสองซี่เท่านั้น..!! แต่ลำคอของเจ้าก็จะทะลุไปด้านหลังด้วย จำไว้..!!"

 

        สุ้มเสียงทางลมปราณได้ดังมากระทบโสตผู้ที่ถูกสั่งสอนจนฟันร่วง มันถึงกับหน้าซีดยิ่งกว่าเดิมรีบมุดกายหนีหายออกไปในทันที

 

        หยางเสี่ยวเอ๋อร์เป็นคนแรกที่เขียนชื่อและยื่นมือทดสอบกับแผ่นศิลาสีเขียวมรกต เสียงจอแสดงผลดังขึ้น

 

        "แว๊บบ..!!"

 

        "หยางเสี่ยวเอ๋อร์ อายุสิบหกปี ปราณราชันย์ระดับสามขั้นสุด"

 

        "ผ่าน"

 

        ทันที่ที่เสียงและภาพบนจอแสดงผลปรากฎ สุ้มเสียงได้ดังกระหึ่มขึ้น

 

        "อ๊าาาา..!!"

 

        "โอ้ ..เมืองเนตรอสูรถึงกับมีราชันย์อายุเยาว์เกิดขึ้นด้วย และระดับปราณเทียบเท่า เทพธิดาหงษ์เหลี่ยน นี่มันบ้าอะไรกัน..!!"

 

        "โอ้ววว...เมืองเนตรอสูรเปลี่ยนไปแล้ว..!!"

 

        "อา..มิน่าจะเป็นไปได้เมืองเนตรอสูรถึงกับบังเกิดอัจฉริยะระดับนี้ขึ้นมาได้ มิทราบนางมาจากตระกูลใดกัน ?"

 

        "นางมาจากตระกูลหยาง ตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองเนตรอสูร  คราวนี้การแข่งขันต้องน่าชมดูเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับมีราชันย์อายุเยาว์ถึงสองคนแล้ว..!!"

 

        "......"

 

       หยางเช็งซีและหยางไป่หู่ต่างตื่นตกใจกับเหตุการณ์นี้เช่นกัน  สอบถามสนทนากันอย่างยินดี      

 

        "โอ้...พี่สาวถึงกับมีปราณราชันย์ระดับสามขั้นสุด ..ดียิ่ง ๆ ...ท่านพ่อ ..พี่เสี่ยวเอ๋อร์ ยกระดับปราณไปสู่ปราณราชันย์ระดับสามขั้นสุดได้ตั้งแต่เมื่อใด ท่านทราบหรือไม่  ?"

 

        "บิดาก็มิทราบได้ คราก่อนตอนอยู่เมืองเหอหนาน พี่สาวเจ้าอยู่ที่ระดับปราณครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นสุดเอง แต่หลังจากนั้นพี่สาวของเจ้าก็ไปฝึกฝนกับหลานกังหลง นี่ก็ผ่านมายังมิถึงสองเดือน มิทราบได้เกิดวาสนาใดขึ้นกับพี่สาวเจ้า อืม..แต่ครานี้นับว่าตระกูลหยางเราได้รับการเชิดหน้าชูตาในระดับอาณาจักรบ้างแล้ว.."

 

        หลังจากหยางเสี่ยวเอ๋อร์สร้างความตกตะลึงให้ผู้คนทั่วสนามแม้แต่ทางฝ่ายตระกูลราชวงศ์ก็ยังให้ความสนใจมองไปยังเมืองเนตรอสูร ผู้มาจากเมืองเนตรอสูรก่อนหน้านี้ต่างหลบหน้าซ่อนตัวด้วยความอับอายไม่อยากเสนอตัวให้คนอื่นเหยียดหยาม แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ต่างยืนยืดอกเชิดหน้าแสดงความภาคภูมิในเมืองของตนขึ้นมาในทันที  หยางเสี่ยวเอ๋อร์เดินอย่างสงบกลับมายืนรอใกล้ ๆ นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะ และเยี่ยนฟาง

 

        ครานี้ถึงครานงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะที่ต้องออกไปทดสอบ นางเยื้องย่างดุจนางพญาไปยังแท่นทดสอบ เขียนชื่อ พร้อมยื่นมืออันขาวผ่องกลมกลึง กดประทับไปยังศิลาสีเขียวมรกตพร้อมปลดปล่อยพลังปราณออกไปช้า ๆ บังเกิดเสียงขึ้น

 

        "แว๊บบบ..!!" 

 

        หน้าจอแสดงผลมีตัวหนังสือเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ  จาก ปราณขุนพล ระดับหนึ่ง...ระดับสอง...ระดับสาม..ระดับสี่...ระดับห้า...ระดับ..หก...เจ็ด...แปด...ครึ่งก้าวสู่ราชันย์  การค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ชมยิ่ง คราแรกที่ปรากฎบนจอแสดงผลเพียงแค่ปราณขุนพลระดับหนึ่ง จนผู้คนต่างถอดใจเสียดายที่สตรีงามมีระดับปราณเพียงแค่นี้ แต่ไม่ทันกระพริบตา ระดับปราณก็ได้ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนถึงระดับครึ่งก้าวสู่ราชันย์แล้ว และยังไม่หยุดแค่นั้น

 

        ปราณราชันย์ระดับหนึ่ง..

 

        ปราณราชันย์ระดับสอง..

 

        ปราณราชันย์ระดับสาม..

 

        ปราณราชันย์ระดับสี่..

 

        ทันใดนั้นเสียงผู้คนได้ดังขึ้นเซ็งแซ่ทันที

 

        "โอ้ววว..!! พระเจ้า...ปราณราชันย์ระดับสี่แล้ว.."

 

        "ง๊ะ..!! นั่น..ๆ..ยังเปลี่ยนไปอีก.."

 

        ปราณราชันย์ระดับห้า.

 

       "อา..เป็นไปได้รึ ปราณราชันย์ระดับห้า..มิเคยมีผู้ใดที่มีพลังฝีมือระดับนี้มาก่อน"

 

        "....."

 

        สิ่งที่เกิดขึ้นบนจอแสดงผลสร้างความตื่นตระหนกให้ทุกผู้ทุกคนในลานประลอง เพราะนานนับร้อยปีมาแล้วที่ยังมิเคยมีใครพบเจอกับตาถึงผู้มีปราณยุทธระดับปราณราชันย์ระดับห้าแสดงตนมาก่อน เริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้นทั่วสนามประลอง กังหลงพลันขมวดคิ้วมุ่น ส่งทางทางลมปราณไปหานงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะทันที เยี่ยนฟางและหยางเสี่ยวเอ๋อร์ก็ตกใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรียกนางขึ้นพร้อมกัน

 

        "เหมี่ยวเซี๊ยะ ท่านกำลังทำอะไร..!!"

 

        "พี่เหมี่ยวเซี๊ยะ..!!"

 

        "ใครทำให้นางโกรธ..!!"

 

        หลังจากได้ยินเสียงเคร่งเครียดของกังหลงส่งมา และได้ยินเสียงของสองสาว นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะ ได้สติรีบควบคุมอารมณ์ที่ขุ่นมัว ความคิดที่จะแสดงพลังให้ผู้คนที่เหยียดหยามเมืองเนตรอสูรและพูดจาล่วงล้ำพวกนางให้ตื่นตกใจบ้าง จึงถูกสะกดลง นางค่อย ๆ ถอนดึงพลังปราณกลับมา จนจอแสดงผลเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงไปอีกครา

 

        ปราณราชันย์ระดับสี่ขั้นสุด..

 

        ปราณราชันย์ระดับสี่ขั้นกลาง.. 

 

        "งะ..!!  ระดับปราณไฉนกำลังลดลง.."

 

        "หรือเครื่องทดสอบมีความผิดพลาดใด ?"

 

        เสียงจอแจของผู้คนได้ดังขึ้น

      

        ปราณราชันย์ระดับสี่ขั้นต้น..

 

        ปราณราชันย์ระดับสามขั้นสุด..

 

        จวบจนค่าพลังระดับปราณมาอยู๋ที่ปราณราชันย์ระดับสามขั้นสุด นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะจึงเอามือออกจากแผ่นศิลาสีเขียว เสียงจากแท่นทดสอบดังขึ้น


        "นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะอายุสิบหกปี ปราณราชันย์ระดับสามขั้นสุด"

 

       "ผ่าน" 

 

       ผู้คนต่างตกตะลึงกันถ้วนทั่วจากเหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนคิดขึ้นได้ว่าสตรีงามนางนี้แท้จริงมีระดับปราณใดกันแน่หรือนางยังมิได้แสดงพลังทั้งหมดของนางออกมาผู้คนต่างเริ่มหวาดหวั่นแล้ว เสียงพูดคุยได้ดังขึ้นแต่ครานี้มิมีเสียงว่ากล่าวเสียดสีดังให้ได้ยินอีก มีแต่เสียงอุทานซุบซิบกันด้วยความตื่นเต้นตกใจ

 


คล้ายกับเรื่องมรรคาพลิกฟ้า ที่คุณอ่าน