“อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงแสนซน นายท่านสั่งมาให้... นี่คุณเห็นฉันเป็นตัวอะไรคะ! แล้วไอ้ข้าวผัดจานเนี้ย ทำไมมันมีแต่แครอทขูดเป็นรูปหน้ายิ้มกวนประสาทแบบนี้!”
เธอยืนตัวสั่นเทา มือหนึ่งถือช้อน อีกมือถือถุงอาหาร ในขณะที่ผมหลุดขำพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่ได้
ผมยืนพิงขอบประตูห้องนอน กอดอกมองคนสวยที่กำลังสติหลุดด้วยความรู้สึกพึงพอใจเป็นที่สุด สายตาผมกวาดมองถุงอาหารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ซึ่งผมจงใจโน้ตข้อความกวนๆ ติดไว้ทุกกล่อง ทั้งซุปแก้ปากเสีย หรือ ผัดผักสำหรับเด็กดื้อ
“อ้าว... ใครจะไปรู้ล่ะครับ อีกอย่างผมก็ไม่ได้สั่งแค่ข้าวผัดมาให้คุณอย่างเดียวสักหน่อย ถ้าไม่ชอบจานนั้นก็เลือกกินอย่างอื่นก็ได้นี่ครับ มีให้เลือกตั้งเยอะแยะ” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้นหัวเราะ พลางเลิกคิ้วมองท่าทางฟัดเหวี่ยงของเธอ
“อย่างอื่นมันก็เขียนมากวนประสาทฉันเหมือนกัน! คุณนี่นะ... มันน่าโดนจริงๆ เลย!”
เอลลี่วีนออกมาอย่างเหลืออดพลางเดินกลับไปที่โต๊ะอาหาร ก่อนจะวางถุงอาหารลงบนโต๊ะเสียงดังปัง แล้วหันมาจ้องหน้าผมเขม็ง ใบหน้าเนียนใสตอนนี้แดงก่ำไปถึงใบหู
“น่าโดนอะไรครับ โดนกัดอีกรอบเหรอ ผมว่าคุณกินข้าวให้มันอิ่มก่อนดีกว่านะ จะได้มีแรงมาสู้กับผมต่อ”
“ไอ้คนนิสัยเสีย! อย่าให้ถึงทีฉันบ้างก็แล้วกัน!” เธอขบเคี้ยวเคี้ยวฟันใส่ แต่สุดท้ายก็ยอมทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาแล้วกระชากกล่องอาหารเปิดออกอย่างแรงเพื่อระบายอารมณ์
ผมแกล้งทำเป็นขยับเท้าก้าวเข้าไปหาเธออย่างรวดเร็ว พร้อมกับเอื้อมมือไปหมายจะคว้าถุงอาหารบนโต๊ะ “ถ้าลำบากใจที่จะกินขนาดนั้นก็เอาคืนมาเถอะครับ ผมจะได้เอาไปทิ้ง ไม่ต้องฝืนใจกินหรอก”
“ไม่! นี่มันของฉัน... คุณไปไกลๆ เลย!”
เอลลี่รีบคว้าหมับเข้าที่ถุงอาหารแล้วดึงกลับไปกอดไว้แนบอกทันทีราวกับกลัวผมจะแย่งไปจริงๆ พร้อมกับถลึงตาใส่ผมพลางขยับตัวถอยหนีไปแทบจะตกเก้าอี้
ผมหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างผู้ชนะที่เห็นคนปากแข็งยอมจำนนต่อความหิว “ไหนตอนแรกบอกว่าผมกวนประสาทไงครับ ทีอย่างนี้ล่ะหวงเชียวนะ”
ผมขยับถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว ขมวดคิ้วมองเธอด้วยความระอาพลางพูดเสริม “อีกอย่างนะ... คุณจะไล่เจ้าของห้องให้ไปไกลๆ แบบนี้เนี่ยนะ ใจคอทำด้วยอะไรครับ”
ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจเธออีกต่อไป “ช่างเถอะ ในเมื่อคุณได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ก็อย่ามาเรียกผมอีกนะ ผมจะพักผ่อน”
พูดจบผมก็ยกนิ้วชี้หน้าเธอเป็นเชิงคาดโทษ แต่ความว่องไวของยัยซีอีโอตัวแสบก็ทำให้ผมเหวอไปครู่หนึ่ง เมื่อเอลลี่ยกมือขึ้นปัดนิ้วผมทิ้งอย่างแรงดัง เพียะ!
“อย่ามาชี้หน้าฉันนะ! ฉันไม่ใช่เด็กสักหน่อย!” เธอเถียงเสียงดังลั่น ดวงตากลมโตจ้องกลับมาอย่างไม่ลดละ ท่าทางเหมือนแมวที่กำลังพองขนใส่เจ้าของไม่มีผิด
ผมถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าให้กับความดื้อรั้นของเธอที่ไม่มีทีท่าว่าจะยอมใครได้ง่ายๆ ในเมื่อพูดไปก็เปลืองน้ำลายเปล่า ผมเลยตัดสินใจตัดบทแบบไร้เยื่อใย
“ก็ตามใจครับ กินให้อิ่มแล้วกัน...แล้วอย่ามาเรียกผมอีกล่ะผมจะนอน”
ผมทิ้งท้ายด้วยคำกวนประสาทอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงดิ่งกลับเข้าห้องนอนของตัวเอง ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ผมก็จัดการปิดประตูใส่กลอนล็อกอย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันไม่ให้ยัยซีอีโอจอมวีนเข้ามากวนผมได้อีก
“นี่คุณวายุ! เดี๋ยวสิ! กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน...!”
เสียงเอลลี่ตะโกนไล่หลังมาตามด้วยเสียงกำปั้นทุบโต๊ะ แต่ผมไม่สนใจ ทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่มๆ พลางนึกขำในใจว่าคนอย่างเธอที่เคยชี้นิ้วสั่งคน กลับต้องมานั่งงมกับรหัสไวไฟและกินข้าวกล่องที่มีหน้ายิ้มกวนๆ อยู่กลางห้องรับแขกของผม
จากตอนนั้นเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปนานจนน่าตกใจ พอกดดูหน้าจอมือถืออีกทีก็พบว่าเป็นเวลาสามทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว อีกไม่กี่นาทีผมก็ต้องเตรียมตัวออกไปทำงาน
ตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันเป็นต้นมา ผมตัดสินใจขลุกตัวอยู่แต่ในห้องนอน ไม่ยอมก้าวเท้าออกไปข้างนอกแม้แต่ก้าวเดียว สาเหตุก็ไม่ใช่เพราะอะไร... ผมแค่เบื่อที่จะต้องออกไปปะทะฝีปากกับยัยซีอีโอขี้บ่นคนนั้นที่เอาแต่บ่นพึมพำอะไรอยู่คนเดียวไม่หยุดหย่อนตั้งนานสองนาน
แต่ตอนนี้ดูเหมือนเสียงเจื้อยแจ้วนั่นจะเงียบหายไปแล้ว บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดจนผมคาดเดาว่าเธอคงจะทนความง่วงไม่ไหวและผล็อยหลับไปแล้วแน่ๆ
คิดได้ดังนั้นผมจึงค่อยๆ หมุนลูกบิดและเปิดประตูออกมาอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมชะโงกหน้าออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบเพื่อเช็กให้แน่ใจว่ายัยซีอีโอจอมวีนหลับไปจริงๆ
แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าก็เป็นไปตามที่คาดไว้... เธอผล็อยหลับไปแล้วจริงๆ
ผมก้าวเท้าออกจากห้องช้าๆ พยายามไม่ให้เกิดเสียงดังก่อนจะก้าวไปหยุดยืนดูเธออยู่ห่างๆ เอลลี่ในตอนหลับดูแตกต่างจากตอนที่ตื่นเป็นคนละคน ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงและสายตาที่คอยแต่จะจิกกัดผมบัดนี้ดูสงบนิ่งและไร้พิษสง
ผมยืนกอดอกมองร่างที่หลับลึกอยู่บนโซฟาพักหนึ่ง ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบาๆ ในใจ “ไม่ว่าจะมุมไหนคุณก็ดูดีไปหมดจริงๆ ไม่ว่าจะตอนนอนหรือทำอะไร...”
ผมทิ้งช่วงไปครู่หนึ่งแล้วแอบแสยะยิ้ม “แต่เสียอยู่อย่างเดียว คุณมันขี้บ่นเกินไปหน่อย แถมยังจู้จี้จุกจิกเป็นบ้า ใครได้คุณเป็นแฟนคงได้ปวดหัวตายแน่ๆ”
พอบ่นจบ ผมก็สะบัดไล่ความคิดไร้สาระทิ้ง ปล่อยให้เธอนอนจมอยู่ในห้วงนิทราต่อไปแบบนั้นโดยไม่คิดจะปลุก ผมหมุนตัวกลับเข้าห้องนอนเพื่อจัดการอาบน้ำชำระร่างกาย และเปลี่ยนเป็นชุดทำงาน
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ รถคู่ใจของผมก็กำลังแล่นทะยานอยู่บนถนนยามค่ำคืนแล้ว ภายในห้องโดยสารมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่มเบาๆ พร้อมกับหน้าจอโปร่งแสงที่ลอยเด่นขึ้นมาเหนือคอนโซล ปรากฏตารางงานประจำวันนี้ของผม
งานของผมในคืนนี้คือการไปรับตัวศิลปินนักร้องชื่อดังที่เพิ่งบินลัดฟ้ามาถึงเมืองไทยเพื่อเตรียมตัวเปิดคอนเสิร์ตใหญ่เป็นเวลาสองวันเต็ม หน้าที่ของผมไม่ใช่แค่การขับรถรับส่งเท่านั้น แต่ต้องคอยดูแลความปลอดภัยในทุกย่างก้าวอีกด้วย
“สองวันเต็มเลยเหรอเนี่ย... แล้วแบบนี้ฉันจะได้กลับบ้านบ้างไหม”
ผมพึมพำออกมาเบาๆ พลางใช้นิ้วปัดไล่ดูรายละเอียดบนหน้าจอโปร่งแสงอย่างมีความหวังลึกๆ ว่าจะมีช่วงพักบ้าง แต่ยังไม่ทันจะหาช่องว่างเจอ เสียงเรียบเฉยไร้ความรู้สึกของระบบก็ดังแทรกขึ้นมาเป็นคำตอบที่ทำเอาผมแทบอยากจะจอดรถซะตอนนั้นเลย
“จากการวิเคราะห์ข้อมูล คุณจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าที่พักจนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้นในอีก 48 ชั่วโมงข้างหน้าครับ”
คำยืนยันจากระบบ ทำเอาผมถอนหายใจทิ้งเป็นรอบที่ร้อยของวัน “ขอบใจมากที่ย้ำเตือน... ไอ้ระบบเฮงซวย”
“แล้วทีนี้ ยัยนั่นจะอยู่ยังไงกันล่ะเนี่ย” ผมพึมพำกับตัวเองด้วยความกังวลที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ นึกไปถึงยัยซีอีโอที่ยังหลับปุ๋ยอยู่บนโซฟา แต่ระบบก็ดันเงียบกริบ ไม่ได้ให้คำตอบหรือทางออกอะไรกลับมาเลย
“ซวยแล้วสิเรา... จะกลับตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วด้วย” ผมสบถเบาๆ พลางเหยียบเบรกเมื่อรถมาหยุดสนิทอยู่หน้าบริษัทรักษาความปลอดภัยแล้ว