กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    SS2_No.12 ใครฟร่ะ

    หลังจากที่น็อกสั่งการหลายๆ อย่างเสร็จสิ้นเขาก็ให้เมดสาวทุกคนกางม่านอักขระคุ้มกันระดับสูง เพราะเขาต้องการเชื่อมต่อกับเนตรลึกลับของหลินเพื่อดูว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรที่รุนแรงขึ้นอีกหรือไม่ และเมื่อทุกคนกางม่านอักขระคุ้มกันอย่างหนาแน่นเรียบร้อย น็อกก็เริ่มวาดลวดลายอักขระลงกลางบ้าน ก่อนจะให้หลินไปนั่งอยู่ใจกลาง
    น็อกถ่ายส่งพลังปราณในร่างของเขาเพื่อเชื่อมต่อกับเนตรของหลิน และพยายามจะเปิดมันเพื่อดูอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น
    "วู้บบบบ!!?"
    ทว่าเนตรของหลินก็ไม่ใช่ธรรมดา เมื่อน็อกพยายามบังคับมันเพื่อเปิดดูอนาคต มันกลับดูดกลืนพลังปราณในร่างของน็อกจนแทบเหือดแห้ง ทำให้ห้วงวิญญาณของเขาเริ่มได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก นีน่าที่เห็นท่าไม่ดีเธอจึงรีบส่งพลังปราณเข้าสู่ร่างของพ่อเธอทันทีเพื่อไม่ให้ขาดห้วงไป แต่เนตรของหลินนั้นถือว่ามีพลังมหาศาลมากทำให้ทั้งสองเริ่มที่จะย่ำแย่ มินมินกับฮันน่าจึงรีบส่งพลังปราณเข้าไปช่วยเสริมน็อกอีกแรงทันที ทำให้พลังของน็อกเริ่มกลับมาเสถียรอีกครั้งนึง
    "พรึ่บ!!"
    เนตรของหลินที่ได้รับพลังมหาศาลจากทั้งสี่ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ น็อกรีบเร่งเพิ่มปราณก่อนจะดึงภาพเหตุการณ์ในอนาคตทั้งหมดที่มองเห็น เข้าสู่สมองของเขาทันทีทว่าความเป็นไปได้จากภาพที่เขามองเห็นนั้นมีมากเกินไป การที่ดึงมันเข้าสู่สมองโดยตรงทำให้เขาถึงกับกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ แต่กระนั้นน็อกก็ยังฝืนรับข้อมูลพวกนั้นเข้ามาเรื่อยๆ ท่ามกลางความห่วงใยของทุกๆ คนจนกระทั่งภาพสุดท้ายเข้าสู่สมองเขา
    "อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!?"
    น็อกถึงกับแผดเสียงร้องออกมาอย่างทุกข์ทรมาณก่อนจะหมดสติไป และวงแหวนอักขระก็พลันสลายไปภายในพริบตานีน่า มินมิน และฮันน่าเร่งเข้ามาประคองร่างของน็อก ก่อนจะรีบถ่ายพลังปราณเข้าไปรักษาเขาทันที ทว่าเมื่อทั้งสามถ่ายพลังเข้าไปในร่างของน็อกก็ถูกตีกลับอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่ามีพลังอะไรบางอย่างคอยปกป้องคุ้มกันร่างกายของน็อก ทำให้ทุกคนไม่สามารถทำอะไรได้อีกจึงต้องรอให้น็อกฟื้นขึ้นมาเอง
    ---------------------------------------------------------------------
    เมื่อน็อกลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็ต้องแปลกใจ เพราะเมื่อมองไปรอบๆ กลับพบว่านี่เขาอยู่ภายในห้วงวิญญาณอีกแล้วงั้นหรือ ก่อนจะคิดไปต่างๆ นานาว่านี่เขาโดนเหล่าบรรพบุรุษดึงเวิ้งวิญญาณเขามาอีกแล้วหรือนี่ ขณะที่เขากำลังคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยนั้น ก็ได้ยินเสียงลึกลับบางอย่าง
    "เฮ้ออออ!!? เจ้ามาที่นี่เร็วเกินไปแล้วนะ!!"
    "ใครกันอีกล่ะเนี่ย!!"
    "พรึ่บ!!" จู่ๆ ก็ปรากฏชายรูปร่างกำยำในชุดคลุมสีดำปกปิดใบหน้า
    น็อกหรี่ตาเล็กน้อยมองด้วยความแปลกใจ ชายร่างกำยำคนนี้ให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นเขาเองก็ยังไม่วางใจเท่าไหร่
    "ท่านเป็นใคร แล้วที่บอกว่ามาที่นี่เร็วเกินไปหมายความว่ายังไง!!?"
    "ก็ตามที่พูดนั่นแหละ เสียเวลามามากล่ะ!!"
    ชายร่างกำยำตอบอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะดีดนิ้วขึ้นหนึ่งครั้งพื้นที่สภาพโดยรอบก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง น็อกมองรอบๆ ตรงหน้าที่กลายเป็นห้องทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในเสี้ยวพริบตา ด้วยความแปลกใจเพราะด้วยวิทยาการที่เขาเห็นอยู่ในตอนนี้ มันไม่ใช่สิ่งที่โลกของเขาจะมีได้ภายในช่วงเวลา 100 ปีนี้อย่างแน่นอน ก่อนจะเอ่ยถาม
    "ที่นี่คือ!!?"
    "โลกที่เจ้าอยู่หลังจากนี้อีก 3,000 ปี"
    "อนาคต 3,000 ปีต่อจากนี้งั้นหรือ แสดงว่าโลกไม่ได้ถูกทำลายโดยจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างงั้นสินะ"
    "ห๊า!! นี่ความหวังของมนุษย์ฝากฝังไว้กับตัวโง่งมเช่นเจ้าหรือนี่!!"
    น็อกที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับคิ้วกระตุกทันที เพราะโดนไอ้บ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาต่อว่าเขา แต่น็อกก็เลือกที่จะเงียบดีกว่า ชายร่างกำยำมองมาอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะดีดนิ้วอีกครั้งสถานที่ภายในห้องทดลองก็หายไป กลับกลายเป็นสถานที่โล่งแจ้งที่มองเห็นซากปรักหักพังของเมือง ทั้งตึกที่ดูทรุดโทรมบ้านเรือนที่พุพังไร้ซึ่งผู้คนอาศัย แต่กลับมีโครงกระดูกมากมาย และสัตว์อสูรนัยน์ตาสีแดงที่กำลังกัดกินเศษซากของพวกเดียวกัน ทั้งยังสภาพอากาศที่เลวร้ายเมฆหมอกกลายเป็นสีแดงฉานดั่งถูกโลหิตย้อมไว้ น็อกที่เห็นภาพเบื้องหน้านั้นถึงกับขนลุกซู่ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์
    "หมายความว่าโลกไม่อาจหนีพ้นการถูกทำลายล้างได้งั้นหรือ!!"
    "อืม!! จะว่างั้นก็ได้" "แล้วสถานที่ก่อนหน้านั้นคือ..."
    ชายกำยำดีดนิ้วอีกครั้งพวกเขาก็กลับมาอยู่ภายในห้องทดลองอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเล่าถึงสถานการณ์ต่างๆ
    "นี่คือสถานที่เพียงแห่งเดียวของโลกที่ยังอยู่รอดมาได้จากช่วงเวลายุคของเจ้า จักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างนั้นคร่าสิ่งมีชิวิตทุกชนิดที่ไม่ใช่สัตว์อสูร มนุษย์กลุ่มนี้ได้จำต้องละทิ้งกายมนุษย์และเปลี่ยนแปลงร่างกายตนให้กลายเป็นจักรกลถึงยังมีชีวิตอยู่ได้จนมาถึงเวลานี้ สิ่งที่พวกเขากำลังทำกันอยู่นั้นก็คือสิ่งที่เจ้าได้รับไปนั่นแหละ"
    น็อกถึงกับเบิกตาโพลง เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายกำยำพูด เขาเคยคิดเสมอว่าระบบที่เขาได้รับมานั้นต้องมีสาเหตุอะไรบางอย่างเป็นแน่ และของแบบนี้มันควรจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้นที่ทำได้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ยากจะคาดเดา
    "ท่านกำลังจะบอกว่าระบบที่ผมมีถูกสร้างจากกลุ่มคนเหล่านี้งั้นหรือ มันไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้ามอบให้เพื่อช่วยเหลือผู้คนในโลกหรือไง"
    "เหอะ!! ไร้สาระพระเจ้าเป็นตัวอะไรกัน พวกเจ้าทั้งหลายแค่ปั้นเสริมเติมแต่งไปวันๆ ว่าพระเจ้าคือผู้สร้างโลก คอยช่วยเหลือผู้คน ข้าอยู่มา 3,000 ปียังไม่เคยเห็นสิ่งที่พวกเจ้าเรียกว่าพระเจ้า หากมีจริงโลกจะอยู่ในสภาพนี้รึไง"
    "เอิ่ม!! ถามดีๆ ทำไมต้องเหวี่ยงใส่ตรูด้วยฟร่ะ!!" น็อกได้แต่คิดในใจอย่างเงียบๆ
    ชายกำยำที่เห็นเด็กหนุ่มเงียบไป ก็เริ่มพูดต่อทันที "เลิกถามเรื่องไร้สาระได้ล่ะ"
    "ครับ!!"
    "ก่อนที่จักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างจะโดนผนึกในมิติอนันตเวคิน ได้แยกพลังของมันออกเป็น 4 ส่วนกระจายไปทั่วโลก พลัง 4 ส่วนของมันแบ่งออกเป็น พลังทำลายล้าง พลังฟื้นฟูนิรันด์ พลังบิดเบือนเวลา และดวงเนตรอสูร พลังแห่งการทำลายล้างไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน แต่พลังฟื้นฟูนิรันด์อยู่ในห้วงวิญญาณของเจ้า พลังบิดเบือนเวลาอยู่ในห้วงวิญญาณของคนที่ฆ่าเจ้าและมันกลายมาเป็นของเจ้าไปแล้ว ส่วนดวงเนตรอสูรก็ที่เจ้ากำลังจะเปิดมันเพื่อดูอนาคตนั่นแหละ แต่เพราะเจ้าใช้พลังเพื่อควบคุมมันและสยบมันได้มันจึงกลายเป็นของเจ้า ตอนนี้พลัง 3 ใน 4 อยู่กับเจ้า อีกหนึ่งเจ้าต้องหามันให้พบและหลอมรวมกับมันซะ"
    "ถ้าผมได้พลังครบทั้งหมดจะสามารถสู้กับจักพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างได้ใช่ไหม"
    "ไร้สาระ ต่อให้ได้พลังครบหมดเจ้าก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยในสายตาจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง"
    "อ้าว!! แล้วจะให้ข้าตามหาพลังที่เหลือทำไม"
    "เฮ้อออ!!! เจ้านี่โง่เกินเยียวยาจริงๆ ก็เพราะถ้าหากจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างได้ครอบครองพลังทั้ง 4 ก็จะไม่มีใครสามารถสังหารมันได้ แต่หากพลังทั้ง 4 เจ้าเป็นผู้ถือครองเจ้าก็สามารถรวบรวมมนุษย์และเผ่าพันธ์ุอื่นๆ เพื่อสังหารมันได้ยังไงเล่า"
    น็อกขมวดคิ้วอีกครั้งเขาสงสัยมากว่าจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างนั้นแข็งแกร่งมากขนาดไหนกันแน่ ขนาดแยกพลังออกเป็น 4 ส่วนยังต้องรวบรวมทุกเผ่าพันธุ์เพื่อไปสังหารมัน
    "ท่านรู้ความแข็งแกร่งของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างใช่ไหม!!"
    "อืม!! ต่อให้ไม่มีพลังทั้ง 4 ลำพังแค่มันตัวเดียวก็เพียงพอที่จะสังหารตัวตนขอบเขตพระเจ้าที่ต่ำกว่าระดับ 7 ได้อย่างง่ายดาย นี่ยังไม่นับขุนพลอสูรทั้ง 12 ตนที่อยู่ในขอบเขตพระเจ้าขั้นที่ 5-6 อีกด้วย หากไม่ใช่เพราะมันถูกผนึกในมิติอนันตเวคินเกรงว่ามิตินั้นคงถูกทำลายไปแล้ว รวมถึงโลกใบนี้ด้วย"
    น็อกที่ได้ยินถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว เพราะขอบเขตพระเจ้าไม่ได้ไต่ระดับขึ้นไปง่ายขนาดนั้น ที่สำคัญเหล่าเจ้าตำหนักก็อยู่แค่เพียงครึ่งก้าวขอบเขตพระเจ้า ถึงสำเร็จการฝึกฝนจากเหล่าบรรพบุรุษก็เพียงแค่ขึ้นมาเป็นขอบเขตพระเจ้าขั้นที่ 1 เท่านั้นหากต้องไปถึงขั้นที่ 2 คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายสิบปี หากเป็นเช่นนั้นคงไม่ทันการที่จะรับมือกับจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างเป็นแน่ น็อกเริ่มรู้สึกหมดหวังเป็นอย่างมากก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่หดหู่
    "เช่นนั้นจะทำยังไงถึงจะเอาชนะจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างได้กัน"
    "หืม!! ก็แค่เรื่องง่ายๆ เจ้าที่ครอบครองพลังบิดเบือนเวลาก็หัดใช้งานให้เป็นประโยชน์สิ"
    "ง่ายขนาดนั้นเลยรึไง"
    "สำหรับข้าเรื่องง่ายๆ แต่เจ้าข้าไม่รู้!!"
    "สอนผมได้ไหม!!?"
    "ข้ามอบให้ได้แค่แนวทางการใช้งาน ด้วยการส่งข้อมูลเข้าสู่สมองของเจ้าโดยตรง ส่วนเจ้าจะใช้งานมันได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง"
    "ว่าแต่ท่านเป็นใครกันแน่!!" ชายกำยำไม่ได้พูดอะไรมากก่อนจะปลดผ้าคลุมหน้าออก น็อกที่ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของชายกำยำที่พูดคุยกับเขามาเป็นเวลานานถึงกับตกตะลึงมือไม้สั่นและช็อคค้างไปในทันที
    ---------------------------------------------------------------------

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน