ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 52 ของขวัญ
จินตรวจสอบความสามารถที่ได้มาใหม่อยู่นาน ก่อนจะสังเกตเห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ากำลังทำหน้าตาสงสัยอยู่ จึงเลิกสนใจกล่องของขวัญที่ระบบส่งมาให้ชั่วคราว แล้วหันกลับมามองที่คาลอสแทน
“อะแฮ่ม” จินกระแอมไอออกมาเล็กน้อย รู้ตัวว่าคนอื่นๆ ไม่สามารถมองเห็นหน้าต่างของระบบได้ การกระทำของเขาเมื่อครู่จึงดูแปลกๆ อยู่สักหน่อย
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าได้พัฒนามาเป็นอเวกระดับที่เจ็ดแล้ว ความสำคัญของเจ้าภายในตระกูลก็สูงขึ้นตามไปด้วย ตอนนี้เจ้านับเป็นเสาหลักของตระกูล สามารถปกป้องตระกูลได้อย่างแท้จริง” จินยิ้มให้กับคาลอส
“หาเป็นเช่นนั้นไม่ท่านบรรพบุรุษ ข้ายังรู้สึกว่าข้าอ่อนประสบการณ์อยู่มาก เรื่องหลายๆ สิ่งคงต้องให้พี่ๆ และผู้อาวุโสเป็นคนจัดการเสียมากกว่า” คาลอสกล่าวออกอย่างถ่อมตัว แต่แท้จริงก็เป็นเช่นนั้น คนที่บ้าคลั่งแต่การฝึกฝนอย่างเขา แทบจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกิจการภายในตระกูลเลย จะให้ไปเป็นเสาหลักของตระกูลได้อย่างไร
“อืม นั่นสินะ เรื่องที่เจ้าพูดมาก็เป็นความจริงบางส่วน แต่อย่าลืมว่ายามนี้เจ้าแข็งแกร่งที่สุดในตระกูลแล้วรองลงมาจากข้าที่บางครั้งก็ออกมาช่วยเหลือได้ไม่สะดวกนัก การที่มีเจ้าอยู่ เป็นการรับประกันความปลอดภัยของตระกูลไปได้อีกเปลาะหนึ่ง” จินไม่ได้ปฏิเสธคำพูดของอีกฝ่ายเสียทีเดียว แต่ก็ยังยกย่องให้อีกฝ่ายเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งรองลงมาจากตน
“เนื่องจากเจ้าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ข้าเองก็มีของขวัญจะมอบให้เจ้า” จินที่เหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออกพลันมองไปที่คลังของระบบ
คาลอสมองจินด้วยความสงสัยใคร่รู้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นจินดึงขวานสีแดงออกมา ตัวขวานเหมือนสร้างขึ้นมาจากอัญมณีบางอย่างเป็นสีแดงวาววับ แผ่ความร้อนแรงออกมาอย่างมิรู้ประมาณ
“นี่คือ......” คาลอสจ้องมองสิ่งที่อยู่ในมือของจินไม่วางตา
“ของขวัญสำหรับการเลื่อนระดับของเจ้า อาวุธที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผู้ปกป้องตระกูล” จินเปรยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ดูไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรกับสิ่งนี้นัก ก่อนจะค่อยๆ ยื่นขวานสีแดงเพลิงออกไปด้านหน้า
คาลอสที่เข้าใจท่าทางของบรรพบุรุษก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกไปรับอย่างเบามือ ความร้อนแรงพวยพุ่งออกมาจากตัวขวาน ทำให้ตัวเขาที่เป็นถึงอเวกระดับที่เจ็ดยังอดรู้สึกร้อนหน่อยๆ ไม่ได้
ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายยามที่มือของเขากุมขวานทั้งเล่มไว้แน่น
“มันเป็นอาวุธชั้นยอด ขวานเพลิงสุริยัน......”
“แม้ว่าข้าจะไม่มีเคล็ดวิชาที่เหมาะสมในการใช้มันให้แก่เจ้า แต่การมีมันอยู่อย่างน้อยก็เพิ่มความสามารถในการโจมตีให้เจ้าไปอีกขั้น พลังธาตุไฟของขวานเล่มนี้รุนแรงอย่างถึงที่สุด ต่อให้เป็นอเวกระดับที่แปดหรือระดับที่เก้า หากหลบหลีกไม่ทันก็มีโอกาสตายได้หากถูกมันฟันเข้าใส่จังๆ” จินอธิบายสรรพคุณของขวานเล่มดังกล่าว
คาลอสจับขวานในมือด้วยมือสั่นๆ พลังธาตุไฟอันรุนแรงที่เผาผลาญได้แม้กระทั่งอเวกระดับสูงอย่างนั้นหรือ?
พลังของสิ่งนี้ทรงพลังโดยแท้จริง ตระกูลในเมืองขนาดเล็กอย่างตระกูลพีไรซ์ไม่มีทางที่จะมีสิ่งของเช่นนี้อยู่ในคลังของตระกูลเด็ดขาด อาวุธชิ้นนี้ล้ำค่าจนเกินไป...แต่บัดนี้มันตกมาอยู่ในมือเขา เป็นของขวัญที่บรรพบุรุษมอบให้ในฐานะของความหวังต่อการปกป้องตระกูล
“ขอบคุณบรรพชน!” คาลอสรีบคุกเข่าคารวะชายหนุ่มชุดขาวที่อยู่เบื้องหน้า แต่มือยังคงกำขวานที่ได้มาใหม่ไว้แน่น
จินมองอีกฝ่ายอย่างพอใจ ความกตัญญูของตระกูลพีไรซ์นั้นไม่เลวเลย ไม่ใช่แค่คาลอส แต่ทุกคนในตระกูลล้วนประพฤติตัวได้ดีและเคารพบรรพชนจนสุดหัวใจ
“เอาล่ะลุกขึ้นเถอะ ข้ามีอีกหลายเรื่องที่ต้องบอกเจ้าในคราวเดียว ช่วงนี้ข้าอาจจะเข้าฝันได้ไม่บ่อยนัก” จินให้อีกฝ่ายลุกขึ้นเพื่อที่จะพูดคุยได้สะดวก เขายังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องมอบหมายให้คาลอสไปทำในคราวเดียว เพราะยันต์เข้าฝันถูกใช้ไปจนหมดคลังแล้ว
“ตอนนี้ตระกูลพีไรซ์กำลังเจอปัญหา แต่ไม่ต้องตกใจ มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก เพียงแค่มันยากที่จะดำเนินการ...แต่นั่นหมายถึงในตอนที่เจ้ายังไม่ข้ามมาถึงอเวกระดับที่เจ็ด” จินจ้องมองคาลอสครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่อ “ข้าคิดว่าปัญหานั้นน่าจะพอแก้ไขได้บ้างแล้ว”
“หลังจากตื่นขึ้น จงไปแจ้งมาคัสให้รู้ว่าเจ้าก้าวข้ามมาสู่อเวกระดับเจ็ดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจงบอกเรื่องที่ข้ามอบหมายให้เจ้าเป็นผู้จัดการปัญหาการค้าทางทิศใต้ซะ หลังจากนั้นมาคัสน่าจะรู้ว่าต้องควรทำอะไรต่อไป”
“นี่ถือเป็นการฝึกฝนของเจ้า จะมีเพียงความสามารถแต่ไร้ซึ่งประสบการณ์ไม่ได้ ขอให้การเดินทางครั้งนี้ได้ขัดเกลาเจ้าให้เติบโตขึ้น ไปเปิดหูเปิดตาด้านนอกตระกูลเสียบ้าง” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้จินก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที
“แล้วก็อย่าลืมบันทึกเคล็ดวิชาท่าร่างเคลื่อนคล้อยเงาไปมอบให้กับตระกูลด้วยเล่า คนในตระกูลจำเป็นต้องฝึกฝนมันเพื่อพัฒนาความสามารถให้แข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก” สุดท้ายก็ไม่ลืมกำชับเรื่องการส่งต่อวิชา
“ขอรับท่านบรรพบุรุษ เอ่อ ปัญหาของตระกูล......” เป็นเรื่องปกติที่คาลอสจะไม่รู้ปัญหาของตระกูล เพราะเอาแต่ฝึกซ้อมทั้งวี่ทั้งวัน อีกอย่างเรื่องการขยายกิจการลงใต้ก็เป็นความคิดของแคนซัสเสียส่วนใหญ่ กลุ่มคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องจึงไม่ได้รู้เรื่องมากนัก
“บอกแล้วว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แค่การขัดผลประโยชน์ทางธุรกิจก็เท่านั้น” จินไม่ได้ตอบอะไรมาก ถึงอย่างไรคาลอสก็ต้องไปคุยรายละเอียดกับมาคัสอยู่ดี จะดีกว่าหากให้มาคัสเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย
“อ้อ จริงสิ มีอีกเรื่องหนึ่ง...” จินเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ แต่ดูเหมือนจะลังเลไม่กล้าพูดออกไป
เด็กหนุ่มที่รอคอยคำพูดของบรรพบุรุษอยู่ จ้องมองนิ่งเงียบด้วยใจจดจ่อ
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของอีกฝ่าย ในที่สุดจินก็ตัดสินใจพูดออกไปจนได้ ความจริงมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเขาเอง แต่จะฝากฝังให้ลูกหลานช่วยอีกแรงก็คงไม่เสียหายอะไร
“เจ้าคงพอจะรู้มาบ้างว่าก่อนหน้านี้ข้าได้ให้คนในตระกูลช่วยตามหาหญิงสาวนางหนึ่ง... จริงๆ แล้วข้าไม่แน่ใจหรอกว่านางใช่คนที่ข้าต้องการพบหรือไม่ เพราะก็ผ่านมานานแล้ว แต่หากใช่แล้วข้าพลาดโอกาสอันดีไป คงจะน่าเสียดายไม่น้อย...” จินพูดพลางคิดเหม่อลอย ก่อนจะค่อยๆ ดึงสติกลับมา
“ถ้าเป็นไปได้ เจ้าก็จงขอรูปวาดที่มาคัสเก็บเอาไว้มาสักแผ่นนึงเถิด เจ้าต้องเดินทางลงใต้เหมือนกัน บางทีอาจจะได้เบาะแสอะไรกลับมาโดยบังเอิญก็ได้... แต่จงจำไว้ว่านี่ไม่ใช่ภารกิจหลักของเจ้า หน้าที่หลักของเจ้าคือจัดการปัญหาของตระกูล” จินที่พูดออกไปก็มีอาการประหม่าเล็กน้อย เรื่องส่วนตัว แต่กลับต้องให้สมาชิกวัยเยาว์มาช่วยเหลือ พูดไปก็กระดากอายไม่เบา
คาลอสรับปากว่าจะช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ให้โดยไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไร เรื่องของบรรพบุรุษ ก็เหมือนเป็นเรื่องของลูกหลานเองที่ต้องดูแลเอาใจใส่ให้มาก
หลังจากให้คาลอสทดลองใช้ขวานจนคล่องมือ จินก็ร่ำลา ออกจากห้วงความฝันของอีกฝ่าย จากนั้นก็แอบนำขวานเพลิงสุริยันของจริงวางไว้ข้างเตียง เมื่ออีกฝ่ายตื่นมาก็น่าจะเอื้อมคว้ามันขึ้นมาได้ไม่ยาก
หลังจากส่งลูกหลานในตระกูลเข้านอน จินก็เดินทางกลับมายังศาลบรรพชน พื้นที่พักพิงอันสงบสุขที่สุดในเขตตระกูลรองลงมาจากสวนดอกไม้
[กล่องของขวัญเปิดออก]
[ได้รับ : ยันต์ติดตามx10, ยันต์เข้าฝัน x10, ยันต์ผู้พิทักษ์x3]
จินมองรายการสิ่งของที่ได้จากการเปิดกล่องของขวัญ กล่องที่เพิ่งได้รับมาตอนตระกูลยกระดับขึ้นหนึ่งระดับ
สิ่งของที่ได้มานั้น ไม่ต่างไปจากมีคนยื่นหมอนมาให้นอนหนุนยามง่วง ของที่กำลังขาดแคลนและไม่ได้มีทีท่าจะหามาเพิ่มได้เร็วๆ นี้ กลับเพิ่มขึ้นทันทีในปริมาณที่มากพอจะใช้ฟุ่มเฟือยไปได้ช่วงใหญ่ๆ
เมื่อเห็นเช่นนี้วิญญาณชายหนุ่มก็เป่าปากผ่อนลมออกมา รู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยเขาก็สามารถแจ้งข่าวหรือยื่นมือช่วยเหลือสมาชิกในตระกูลได้บ้างตามสถานการณ์
จินใช้ช่วงเวลาค่อนคืนที่เหลือในการฝึกฝนพลัง ทำความเข้าใจหลักการอันลึกซึ้งของคัมภีร์บ่มเพาะภูตอัสนีต่อไปจนรุ่งเช้า
------------------------------
หลังจากตื่นนอน ในตอนเช้า คาลอสที่ตื่นจากความฝันก็ประคองขวานข้างเตียงมาเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี สิ่งนี้เป็นอาวุธชิ้นแรกที่ตนได้รับมาจากบรรพบุรุษในฐานะที่ได้กลายเป็นอเวกระดับที่เจ็ดซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในตระกูล ยิ่งได้อาวุธอันทรงพลังเช่นนี้มาอยู่กับตัว เด็กหนุ่มอายุสิบแปดคนนี้ก็ไม่ต่างไปจากพยัคฆ์ติดปีก
วันนี้คาลอสไม่ออกไปฝึกฝนแต่เช้าเหมือนเช่นทุกวัน แต่นั่งจดบันทึกข้อมูลทุกอย่างที่ตนเองท่องจำในความฝันลงบนหน้ากระดาษเปล่าหลายสิบแผ่น ทั้งยังพยายามถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจของตนเองเพิ่มเติมเข้าไปในช่วงท้ายด้วย
เวลาผ่านไปจนช่วงสาย ในที่สุดเคล็ดวิชาท่าร่างเคลื่อนคล้อยเงาก็เสร็จสมบูรณ์ พร้อมที่จะนำไปส่งมอบให้กับหัวหน้าตระกูล
คาลอสจัดเรียงเอกสารทั้งหมดก่อนจะหอบมันมุ่งหน้าตรงไปที่ใจกลางของเรือนหลัก
…
“โฮ่ อเวกระดับที่เจ็ด! ตระกูลของพวกเรามีอเวกระดับที่เจ็ดแล้ว!”
หลังจากพูดคุยจนเข้าใจ หัวหน้าตระกูลพีไรซ์อย่างมาคัสก็แสดงความยินดีกับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
นี่นับได้ว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดตั้งแต่มาคัสขึ้นนั่งตำแหน่งหัวหน้าตระกูลก็มิปาน การได้เห็นลูกหลานเติบใหญ่ กลายเป็นที่พึ่งพิงให้กับตระกูลได้ เป็นสิ่งที่ทำให้คนแก่ๆ อย่างเขาดีใจอย่างมิรู้ประมาณ
จากนั้นมาคัสครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจเรียกประชุมผู้อาวุโสทั้งหมด นอกเหนือจากการแจกแจงเรื่องเคล็ดวิชาใหม่แล้ว ยังเพื่อวางแผนการเดินทางให้กับคาลอส
สรุปที่ประชุมต้องการให้เรื่องนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย ให้คาลอสติดตามไปกับกลุ่มพ่อค้าที่ต้องเดินทางไปยังเมือง B-24 ในสองวันข้างหน้า หากไม่มีเหตุสุดวิสัยอะไร ก็คงใช้เวลาเดินทางอีกสี่วัน
ส่วนเรื่องข้อมูลต่างๆ ก็มีอีริกผู้ติดตามของแคนซัสคอยดูแลเรื่องราวอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นปัญหาสำหรับคาลอสที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างภายในเมือง
เมื่อเป็นเช่นนั้น คาลอสจึงต้องเตรียมตัวทุกอย่างให้พร้อมสรรพ เพื่อจัดการแก้ปัญหาให้กับตระกูลของตน
ในระหว่างนี้เขาเข้าใจปัญหาของเหตุการณ์มากขึ้น ศัตรูในครั้งนี้เป็นคู่แข่งทางการตลาด เนื่องจากโอสถรักษาชนิดเม็ดของตระกูลพีไรซ์มีประสิทธิภาพดีจนเกินไป อีกฝ่ายผลิตโพชั่นรักษาเป็นธุรกิจหลักมาอย่างช้านาน หากยอมให้ตระกูลพีไรซ์เข้ามาทำการค้าได้สำเร็จ ส่วนแบ่งทางการตลาดของพวกมันต้องตกต่ำจนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้
นั่นเป็นเหตุให้เกิดการกลั่นแกล้ง ขัดขวาง ใช้วิธีสกปรกสารพัด จนตระกูลพีไรซ์ไม่สามารถวางรากภายในเมืองขนาดกลางนอกอาณาเขตได้แม้แต่แห่งเดียว
คาลอสที่เข้าใจเรื่องราวก็ตระหนักว่าอีกฝ่ายเล่นแรงกันเกินไป ถ้าต่อสู้กันด้วยสินค้า ด้วยเกมธุรกิจ ตัวเขายังพอจะอะลุ่มอล่วยให้ได้ แต่หากอีกฝ่ายใช้ไม้แข็งกับตระกูลของเขาแล้วล่ะก็...ตาต่อตา ฟันต่อฟันเห็นจะเป็นวิธีการตอบโต้ที่ดีที่สุดสำหรับคู่แข่งรายนี้
เด็กหนุ่มเดินกลับที่พักของตนเอง คิดวิธีจัดการกับอีกฝ่ายพร้อมควงขวานที่เพิ่งได้รับมาใหม่ไปมาให้ชินมือ