ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 35 จุดจบและการเริ่มต้น

    บทที่ 35จุดจบและการเริ่มต้น

    “แค่อยากให้เธอรู้ว่าฉันคอยเฝ้ามองดูเธออยู่ตรงนี้ฉันหวังแค่นั้นจริงๆ”

     


    -มิวนิค, เยอรมัน-

            

            ‘งั้นเหรอ ที่โรงเรียนของเธอมีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย’

                 

            เด็กหนุ่มเปรยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งขณะมองออกไปนอกหน้าต่างสายลมพัดปะทะผ้าม่านผืนบางให้พลิ้วไหวเข้ามาภายในตัวบ้านที่หน้าต่างทุกบานเปิดอ้า

                 

            เด็กหนุ่มร่างสูงนั่งอยู่บนโซฟาเดี่ยวสีแดงเลือดนกแขนข้างหนึ่งวางพิงพนักรับน้ำหนักของใบหน้าที่วางกดลงมา เสี้ยวหน้าคมคายถูกกลืนหายไปตามไรผมสีเพลิงที่ยาวปกคลุมศีรษะ ขณะที่ชายเสื้อคลุมสีขาวทิ้งตัวระท่อนขาที่ยกขึ้นมาไขว้กัน

                 

            เด็กสาวที่มาบอกข่าวแก่เขาวางถาดของว่างของบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลหม่นข้างเด็กหนุ่มก่อนจะค่อยๆนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเอ่ยถามเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า

                 

            ‘เด็กคนนั้นคือคนที่พวกคุณเคย์ตามหางั้นเหรอคะ?’

                 

            เด็กหนุ่มสูงวัยกว่าไม่ได้ตอบอะไรขณะที่ทอดสายตาไปยังสวนนอกตัวบ้าน

                 

            ‘คิดว่างั้น’เด็กหนุ่มบอกก่อนจะผ่อนระบายลมหายใจ ‘ช่วยติดต่อเอเรียลให้ทีสิ’

                 

            ‘ทราบแล้วค่ะ’

                 

            เด็กสาวพยักหน้ารับก่อนจะลุกเดินไปยังโทรศัพท์บ้านเครื่องโบราณที่ตั้งวางอยู่ไม่ไกลเธอหมุนหมายเลข รอสาย  ไม่นานปลายทางก็รับ

                 

            ‘มีอะไร?’

                 

            น้ำเสียงทุ้มตอบรับมาตามสายเด็กสาวเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างก่อนจะเอ่ย

                 

            ‘คุณเคย์อยากพบน่ะค่ะ’

                 

            สายถูกวางลงในทันใดเด็กสาวสาบานได้ว่าเธอได้ยินเขาสบถเป็นภาษาอิตาลีด้วย

                 

            ไม่ถึงนาทีหลังจากนั้นแสงสว่างสีม่วงเข้มก็ส่องวาบขึ้นที่พรมผืนใหญ่ใจกลางห้องเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงริมหน้าต่างไม่ได้หันมาสนใจมองแต่เด็กสาวที่เพิ่งเห็นมันได้แค่ไม่กี่ครั้งก็ยังห้ามอาการตกใจไว้ไม่อยู่

                 

            ร่างเล็กๆของเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับเธอปรากฏตัวขึ้นตรงที่แสงสีม่วงสว่างวาบเป็นรูปวงกลมพอลำแสงหายวับไปเขาก็เดินก้าวอาดๆออกมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

                 

            ‘อะไรอีกล่ะ?’เด็กหนุ่มถาม ก่อนจะหันมาเห็นเด็กสาวที่ทำสีหน้าตื่นตระหนกอยู่ไม่ไกล‘นี่เธอยังไม่ชินอีกเหรอ มิกิ?’

                 

            ‘จะให้ฉันชินได้ยังไงล่ะคะเรื่องแบบนี้มันปกติซะทีไหน!’เธอพูด

                 

            ‘เออนะคนธรรมดาก็งี้แหละ’ แบล็คบ่นเสียงก่อนจะกระแทกตัวลงนั่งบนโซฟาตรงข้ามเด็กหนุ่ม

                 

            ‘มีอะไรอีกล่ะเรด?’

                 

            คนถูกเรียกหันมาหานัยน์ตาสีเหลืองทองที่ใช้การได้เพียงข้างเดียวสบตากับเด็กหนุ่ม ส่วนอีกข้างถูกปิดไว้ด้วยผ้าปิดตาสีดำสนิท

                 

            ‘คิดว่าเจอตัวแล้วล่ะ’

                 

            คนฟังเลิกคิ้วอย่างประหลาด

                 

            ‘อยู่กับพวกมันนั่นแหละ’เรดเสริม แล้วแบล็คก็กระตุกรอยยิ้ม

                 

            ‘จริงเหรอ?’

                 

            นั่นฟังเหมือนจะเปรยขึ้นมามากกว่าจะเป็นคำถาม

                 

            เรดสบตาแบล็คอีกครั้งก่อนจะค่อยๆแกะผ้าปิดตาออกนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของแบล็ควาววับเมื่อเห็นนัยน์ตาอีกข้างที่อยู่ภายใต้ผ้าปิดตามันไม่ใช่สีเหลืองทองแบบที่เขาเห็นประจำบนใบหน้าเด็กหนุ่มแต่นัยน์ตาข้างที่เรดเพิ่งลืมตาขึ้นมานั้นเป็นนัยน์สีแดงสดที่แดงก่ำคล้ายสีเลือดมีคราบเลือดแห้งเกรอะกรังอยู่ใต้ขอบตา มิกิเอามือปิดปากแน่นสภาพนัยน์ตาของเด็กหนุ่มนั้นคล้ายกับมาโมรุไม่มีผิด

                 

            ‘มันเป็นแบบนี้มาร่วมอาทิตย์แล้วฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คราวนี้พอจะมั่นใจขึ้นมาแล้วล่ะ’

                 

            เรดบอกก่อนจะหลับตาข้างแปลกประหลาดนั้นลงมิกิหายวับไปทางห้องน้ำก่อนจะกลับมาพร้อมกับผ้าขนหนูชุบน้ำให้เขาเด็กหนุ่มรับมาประคบนัยน์ตาเบาๆ

                 

            แบล็คเอนตัวพิงพนักโซฟาอย่างพอใจ

                 

            ‘ได้แบบนี้ก็ไวเลยสิ’เขาเอ่ย ‘ดูสิว่าระหว่างเรากับมัน ใครจะทำได้สำเร็จก่อนกัน!’

                 

            ‘จะลงมือเลยไหมล่ะ?’เรดถาม

                 

            ‘ขอตรวจสอบอะไรนิดหน่อยแล้วก็ต้องบอกเรื่องนี้กับไวโอเลตด้วย’ แบล็คว่า


            ‘แต่เด็กคนนั้นดูไม่เหมือนเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนเลยนะคะ’ มิกิเอ่ย ขณะที่เรดและแบล็คสบตากัน


            ‘เจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนที่ฉันเคยพบน่ะดูไม่คล้ายกับเธอเลย’


            ‘หมายถึงหน้าตาหรือนิสัย?’ แบล็คถาม ‘ของแบบนั้นน่ะมันเปลี่ยนกันได้ดูอย่างฉันสิ! เป็นคนของเอิร์ธสโตนแท้ๆ แทนที่จะมีสีผม สีตาเป็นสีน้ำตาล แต่ดันออกมาเป็นแบบนี้’

                 

            เด็กหนุ่มชี้ไปที่นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของตัวเอง

                 

            เรดมองดูเขาก่อนเอ่ย ‘แต่นิสัยแกไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแบล็ค’


            ‘ฉันว่าเป็นที่บุคลิกค่ะ!’ มิกิบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ‘เจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนที่ฉันเคยพบน่ะเธอเป็นคนที่อ่อนโยนและใจดีกว่านี้ แต่คนที่ฉันเห็นในตอนนั้นถึงจะมีนัยน์ตาสีเดียวกัน แต่เธอดูไม่เหมือนเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนเลย’

                 

            มิกินึกถึงตอนที่นัยน์ตาของเด็กสาวเปลี่ยนสีไปมีตัวตนอีกบุคลิกหนึ่งเข้ามาแทนที่เจ้าของร่างนั้นและแม้ว่าเธอคนนั้นจะมีนัยน์ตาสีเดียวกันกับคนที่เด็กสาวเคยพบแต่บุคคลิกที่เปลี่ยนไปนั้นไม่เหมือนกับคนที่เด็กสาวรู้จักเลย

                 

            เรดกับแบล็คสบตากันอีกครั้ง

     

            ‘ฉันว่าเธออย่ายุ่งกับเรื่องนี้มากไปกว่านี้ดีกว่ามิกิ’ เรดบอกด้วยน้ำเสียงสงบ ‘ถึงเธอจะมีความทรงจำเมื่อสมัยก่อนอยู่กับตัวแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปเสียทุกอย่าง’


            ‘เรื่องนั้นฉันรู้ค่ะ’เด็กสาวบอก ‘ด้วยสถานะของฉันตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะเข้าไปก้าวก่ายได้เรื่องนั้นฉันรู้ดี’

                 

            เธอเอ่ย

                 

            ‘แต่ถึงอย่างนั้น แล้วพวกคุณเคย์คิดจะทำยังไงต่อไปเหรอคะ?’ มิกิถาม ‘มาโมรุน่ะ ดูเป็นห่วงเด็กคนนั้นมากนะคะทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองเข้าใกล้เธอไม่ได้ แต่ก็เฝ้ามองเธอไม่ห่าง แถมพี่มาซารุเองก็คอยดูแลเธออยู่ตลอดแล้วพวกคุณจะทำยังไงต่อ?’


            ‘พวกเราจะไปที่นั่น’แบล็คว่า ‘ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราต้องรีบจบเรื่องนี้ลงให้ได้ ยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ทางนี้เองก็จะยิ่งแย่ขึ้นเหมือนกัน’

                 

            แบล็คสบตามองนัยน์ตาข้างที่เป็นสีแดงของเรดอย่างกังวลใจ


            ‘มาโมรุเองก็ต้องทรมานเพราะนัยน์ตานั่นเหมือนอย่างที่คุณเคย์เป็นสินะคะ’

                 

            มิกิพึมพำ


            ‘ฉันพอจะช่วยอะไรได้ไหมคะ?’

                 

            เป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มสองคนในห้องรับแขกสบตามองกันอย่างกังวลใจแขกอีกคนของบ้านยักไหล่ เป็นเชิงบ่งบอกว่าเขาไม่อยากจะเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้นั่นเลยทำให้เจ้าของบ้านต้องถอนหายใจหนัก เรดจัดการปิดตาข้างที่เป็นปัญหาก่อนจะใช้นัยน์ตาสีเหลืองทองอีกข้างจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าเขาอย่างตรงไปตรงมา


            ‘ฉันอยากเจอเด็กคนนั้น’เรดบอกมิกิ ‘ถ้าเป็นไปได้ โดยที่เจ้าหล่อนไม่ได้รับความคุ้มครองจากผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์’


            ‘จะลองดูค่ะ’ มิกิตอบ ‘แต่รับปากฉันอย่างนึงได้ไหมคะ?ถ้าเด็กคนนั้นเป็นทางผ่านที่จะนำไปสู่สิ่งที่พวกคุณเคย์ตามหาฉันขอร้องว่าอย่าทำร้ายเธอมากไปกว่านี้’


            ‘ถ้าได้สิ่งที่พวกฉันต้องการมาแล้ว ฉันจะไป’ เรดว่า


            ‘แล้วก็...’มิกิเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวลใจและไม่สบตากับเรดเลยตอนที่พูดหลังจากนั้น ‘ถ้าหากมาโมรุอยู่ที่นั่นด้วยในตอนนั้น ได้โปรด...’


            ‘ฉันไม่สนใจหมอนั่น’เรดบอกด้วยความสัจจริง ‘ที่พวกเราสู้กันในสงครามคราวนั้นเป็นเพราะหน้าที่เธอก็รู้ สิ่งที่เราตามหาคือเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูนคนเดียวเท่านั้นถ้าหมอนั่นไม่เข้ามาแส่หาเรื่อง ฉันรับรองว่าจะไม่เป็นอะไร’

                 

            แบล็คกระตุกรอยยิ้มเหยียดแต่ไม่พูดอะไร


            ‘เข้าใจแล้วค่ะ’

                 

            มิกิเอ่ยขึ้นมาในที่สุด

                 

            ‘ฉันจะช่วยเท่าที่จะทำได้แล้วกันนะคะฉันเองก็อยากจะเห็นผลลัพธ์ของเรื่องครั้งนี้เหมือนกัน’

                 

            แบล็คยักไหล่ผายมือให้เธออย่างยอมรับ แต่เรดกลับทำหน้านิ่งก่อนจะเอ่ยถามเธอ

                 

            ‘แล้วเธอจะยอมรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในกรณีที่มันผิดพลาดได้รึเปล่า?มิกิ’ เด็กหนุ่มถาม ‘ถ้าทุกอย่างไม่สามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกครั้งเธอจะเสียใจกับการกระทำครั้งนี้หรือเปล่า?’

                 

            ‘ฉันไม่เสียใจหรอกคะ’เด็กสาวพูดโดยไม่เสียเวลาคิด ‘เพราะถึงจะมีอะไรเปลี่ยนไป แต่ถึงยังไง...ฉันก็เชื่อว่ามาโมรุไม่ได้เปลี่ยนไปอยู่ดี’

                 

            ...

                 

            ...

                 

            ใช่แล้วล่ะ...ไม่มีอะไรเปลี่ยนเขาได้หรอก

                 

            ไม่มีทางจะเปลี่ยนเขาให้หันมามองฉันได้หรอก...ไม่มีวัน

     

                 



            ‘สวัสดี’

                 

            เสียงใสที่เอ่ยอยู่ข้างตัวทำให้ร่างบางสะดุ้งเธอขยับตัวถอยห่างออกไปไกลแต่คนทักแค่ทำสีหน้าประหลาดใจก่อนจะยิ้มให้

                 

            ‘ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะ’มิกิว่า ‘ฉันชื่อนางามิ มิกิ อยู่อนุบาลสองห้องทานตะวันปีนี้ก็จะขึ้นอนุบาลสามแล้ว ฝากตัวด้วยนะคะ!’

                 

            เด็กสาวที่ถูกทิ้งไว้คนเดียวในสนามเด็กเล่นกลางสวนสาธารณะทำสีหน้าประหลาดเธอเอ่ยเสียงแผ่ว

                 

            ‘ม...ไม่กลัว...ฉันเหรอ’

                  

            ‘ทำไมต้องกลัวด้วยล่ะ?’คนเข้ามาทักถามเสียงใส ‘ก็เธอน่ะ ไม่เห็นจะน่ากลัวเลยสักนิด!’

                 

            เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองอย่างซึ้งใจมิกิยิ้มให้เธออีกครั้งก่อนจะนั่งลงข้างๆ

                 

            ‘ขอนั่งด้วยนะ’

                 

            ‘อย่า...อย่าเข้ามาใกล้ฉันดีกว่านะ ฉันอาจจะเผลอทำร้ายเธอก็ได้’

                 

            ‘ไม่เป็นไรหรอก’มิกิบอก ‘ไม่ต้องกลัวหรอกนะ ไม่เป็นไร’

                 

            เด็กสาวขยับตัวออกห่างเธอนิดๆอย่างเขินอาย

                 

            มิกิกันมาถามเธอ‘รอใครอยู่เหรอ?’

                 

            ‘แอล...’เธอบอก ‘แอลยังไม่เลิกเรียน มินาโยะมารอแอลอยู่’

                 

            มิกิชักสีหน้างง

                 

            แอล...?  หมายถึงใครกันก็คนที่เธอเห็นอยู่ประจำกับเด็กคนนี้นั้นเป็น--

                 

            กระแสลมในอากาศพัดวูบมิกิเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เด็กสาวข้างตัวเธอเงยหน้าตามท้องฟ้าช่วงตะวันใกล้ตกดินเป็นสีเทาอมส้มทอง รอบข้างเธอเงียบเหงาเสียงชิงช้าไร้ผู้ครอบครองแกว่งไกวไปตามสายลม หิมะเริ่มตกลงมาอีกครั้ง และนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูใหม่

                 

            มิกิลุกขึ้นยืนก่อนจะหันมาหาเธอ

                 

            ‘รออยู่ที่นี่ก่อนนะมีใครบางคนอยากเจอเธอ’

                 

            เด็กสาวเอียงคออย่างสงสัยแต่ก่อนที่เธอจะทันได้เอ่ยถามว่า ‘ใคร?’ ร่างบางของเพื่อนใหม่ก็เดินจากเธอไปไกลแล้ว

     

            



            ‘แน่ใจเหรอว่าใช่?’

                 

            เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงถามอยู่ที่อีกมุมหนึ่งของสวนสาธารณะนัยน์ตาสีทองหลุบต่ำมองดูร่างบางของเด็กสาววัยหกขวบที่นั่งซุกตัวอยู่มุมหนึ่งของเสาชิงช้า

                 

            คนที่พาเขามาพยักหน้า

                 

            ‘ไม่ผิดแน่นี่แหละร่างใหม่ของเจ้าหญิงแห่งเอิร์ธมูน’

                 

            แบล็คบอกหันไปมองเพื่อนร่วมทีมที่มองเป้าหมายอย่างไม่เชื่อสายตา

                 

            ‘ไม่เหลือคราบเจ้าหญิงเลย’

                 

            ‘ถูกทิ้งไว้สินะ’

                 

            ‘ก็สมควรอยู่หรอกนะที่จะโดนทิ้งไว้’เจ้าของเรือนผมสีแดงเพลิงว่า ‘ไม่ค่อยอยากจะลงมือกับเด็กผู้หญิงเท่าไหร่’

                 

            ‘ใจอ่อนหรือไง?เรด’

                 

            เด็กหนุ่มถามพลางยักไหล่คิ้วเข้มเลิกขึ้นแต่นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มส่องประกายกล้าขณะที่อีกคนยังคงนิ่งเงียบฝ่ามือข้างที่ว่างเผลอลูบไล้นัยน์ตาซ้ายที่ถูกปิดไว้ด้วยผ้าสีดำอย่างไม่รู้ตัว

                 

            ‘ลงมือกันเถอะ’แบล็คพูดอีกครั้ง ‘ก่อนที่จะต้องมีใครสูญเสียมากไปกว่านี้’

                 

            เด็กหนุ่มเดินนำร่างของเรดตรงไปยังเด็กสาวที่นั่งอยู่คนเดียวตรงหน้าเรดถอนหายใจก่อนจะเดินตามไป รอบข้าง อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ หิมะที่ปลายเท้าก็ทับถมกันหนาความมืดเริ่มเข้ามาปกคลุมพื้นที่ขณะที่แบล็คยังคงจ้องมองร่างของเป้าหมายอย่างไม่วางตาไม่มีความรู้สึกใดฉายอยู่บนใบหน้าของเด็กหนุ่ม

                 

            ร่างบางสะดุ้งเมื่อรู้สึกถึงการมาเยือนของพวกเขาเธอหันมาหานัยน์ตาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เรือนผมสีน้ำตาลทองหันมาสบกับนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของแบล็ค

                 

            ใบหน้าของเด็กสาวฉายแววตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัดเธอลุกขึ้นยืนขณะที่แบล็คยังคงจ้องเธอนิ่ง เด็กสาวขยับตัวถอยไปด้านหลังเธอสะดุดขาของตัวเองจนล้มลงไปนั่งกับพื้น แบล็คหลับตาลำแสงสีดำสนิทไหลวนเป็นเกลียวรอบตัวเด็กหนุ่มก่อนที่มันจะห่อหุ้มร่างเขา

                 

            ‘อย่าเข้ามาใกล้นะ!’

                 

            เด็กสาวเอ่ยเสียงดังลั่นเมื่อเห็นสิ่งที่แบล็คกำลังทำอยู่ในตอนนี้

                 

            เรดขยับเข้ามาขวางระหว่างเธอกับแบล็ค

                 

            ‘จะเอาอะไรไปอีก!แค่นี้ไม่พออีกหรือไง... จะต้องสูญเสียอะไรไปอีก!’

                 

            ‘ไม่หรอกไม่ใช่! เพราะมีเธออยู่ต่างหากละพวกเราถึงได้สูญเสีย’ เรดบอกเสียงนิ่ง

                 

            แบล็คลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง‘พร้อมแล้วล่ะ’

                 

            เรดค่อยๆแกะผ้าปิดตาออกช้าๆพร้อมๆกับที่แบล็คขยับตัวเข้าไปใกล้เธอ

                 

            ‘เอาคืนมาเถอะเอาความหวังสุดท้ายของพวกเรากลับคืนมา’

                 

            เด็กสาวมีสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด

                 

            ‘ฉัน--ไม่...  ไม่ใช่นะ! ไม่ใช่ฉันนะ!’

                 

            ‘หายไปซะเถอะนะ’

                 

            แบล็คแตะปลายนิ้วลงบนศรีษะของเด็กสาวขณะที่เรดหลับตาข้างที่เป็นแก้วตาสีทองก่อนจะลืมตาข้างที่ถูกผนึกขึ้นมานัยน์ตาสีม่วงใสสบกับนัยน์ตาสีแดงสดภายใต้ผ้าปิดตานั้น

                 

            เธอกรีดร้องลั่น

                 

            ตู้ม!

                 

            มีอะไรบางอย่างพุ่งออกมาจากตัวของเด็กสาวมันเป็นแรงอัดอันมหาศาลที่ทำให้ร่างของแบล็คลอยถลาไปไกลจนต้องเผลอปล่อยมือออกจากเธอขณะที่เรดเหมือนจะสูญเสียการควบคุมตัวเองไปแล้วเมื่อนัยน์ตาสีม่วงใสของเด็กสาววาวแสงวับท่ามกลางความมืดมิดหิมะรอบตัวปลิวว่อนอยู่ในอากาศ ร่างของเด็กสาวลอยสูงขึ้นจากพื้น

                 

            ตู้ม!

                 

            เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้งแบล็คหรี่ตามองฝ่าม่านหิมะตรงไปที่เรด มีอะไรบางอย่างกำลังพุ่งตรงมาที่พวกเขา เด็กหนุ่มรีบกลับไปรวมกลุ่มอย่างรวดเร็ว

                 

            ‘อะไรกันน่ะ!’

                 

            แบล็คสบถดังลั่นเมื่อหิมะที่โปรยปรายอยู่รอบตัวพวกเขากลายเป็นพายุหิมะที่โหมกระหน่ำนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของเด็กหนุ่มเรืองแสงกร้าวในที่สุดเขาก็มองเห็นต้นตอของความผิดปกติทั้งหมดที่เกิดขึ้น

                 

            ร่างสูงของเด็กหนุ่มในชุดดำยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากพวกเขานัยน์ตาสีเทาวาวโรจน์ขณะที่สายพลังสีม่วงอ่อนไหลวนอยู่รอบตัวของเด็กหนุ่มที่ปลายเท้า... วงแหวนเวทสีม่วงเข้มหลายวงวิ่งวนซ้อนทับกันเหมือนมีอะไรบางอย่างแผ่พุ่งออกมาจากวงแหวนเวทพวกนั้นชายเสื้อคลุมสีดำสนิทของเด็กหนุ่มโบกสะบัดตราสัญลักษณ์รูปดาวสีม่วงเข้มส่องสว่างอยู่ตรงหน้าอก

                 

            นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของแบล็คเบิกกว้าง

                 

            ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์!

                 

            โดยไม่รอให้เขาได้ขยับตัวร่างสูงนั่นพุ่งเข้ามาปะทะเขาด้วยความเร็วที่เขามองไม่เห็นแบล็คทำได้แค่ยกมือขึ้นตั้งรับ แต่ความต่างชั้นของพลังทำให้เขาเพลี่ยงพล้ำและบาดเจ็บสาหัสเสื้อคลุมสีขาวของเขาขาดวิ่น แบล็คกระอักเลือดโดยที่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร

                 

            ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์ไม่ได้สนใจเขาอีกต่อไป!

                 

            เด็กหนุ่มหันไปสนใจร่างของเรดที่ใช้นัยน์ตาสีแดงสดคู่นั้นจับจ้องอยู่ที่ร่างของเด็กสาวฝ่ามือของเรดข้างหนึ่งยื่นตรงออกไปข้างหน้าสายพลังสีแดงสดพุ่งออกจากแขนของเรดตรงเข้ามัดตัวเด็กสาวที่ร่างลอยสูงอยู่เหนืออากาศผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์พุ่งเข้าใส่ร่างของเรดแต่จู่ๆก็หยุดชะงักเมื่อมีเสาหินแท่งมหึมาผุดขึ้นจากพื้นดินตรงเข้าขวางเขา

                 

            ‘ไม่ยอมให้หยุดได้หรอก’

                 

            แบล็คพูดเสียงหอบมาจากฝั่งตรงข้ามใช้เรี่ยวแรงที่พอเหลืออยู่ทั้งหมดบังคับเสาหินให้พุ่งเข้าใส่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์เด็กหนุ่มแค่ปัดมันออกห่างจากตัวเท่านั้น เสาหินนั่นก็กลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา

                 

            ‘โธ่เว้ย!’

                 

            แบล็คสบถลั่นพยายามยันดันเองให้ลุกขึ้นมายืนอย่างไร้ผล อีกฝ่ายลงมือโจมตีเรดด้วยเวทมนตร์ที่เขาไม่เคยเห็น

                 

            ‘อ๊ากก...’

                 

            เรดร้องลั่นกระอักเลือดเปื้อนพื้นหิมะเป็นสายนัยน์ตาสีแดงสดของเรดปิดลงพร้อมๆกับที่นัยน์ตาสีเหลืองทองเปิดขึ้นเด็กหนุ่มได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง 

                 

            กำแพงไฟพวยพุ่งขึ้นล้อมตัวนักรบอเวจีหนุ่มแบล็คเช็คหยดเลือดที่มุมปากออกก่อนจะหันไปรวมตัวกับเรด แต่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์เข้ามาขวางหมอนั่นถีบเขากระเด็นไปชนเสาชิงช้าดังโครมเขารู้สึกว่ากระดูกซี่โครงหักไปหลายซี่ขณะที่เรดหันมาเล่นงานผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์บ้างส่วนเป้าหมายของพวกเขานั้นยังคงลอยคว้างอยู่กลางอากาศ

                 

            เหมือนความพ่ายแพ้กำลังจะตกเป็นของพวกเขาแต่แล้วร่างเล็กๆของเด็กหนุ่มคนหนึ่งก็วิ่งออกมาจากสวนด้านข้างพุ่งตรงมาหาพวกเขาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองร่างที่ลอยสูงอยู่เหนือหัว

                 

            ‘มินาโยะ!’

                 

            ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธสตาร์ผละมือจากเรดในทันใด

                 

            ‘อย่าเข้าไปใกล้เธอนะ!’

                 

            สายไปเสียแล้วเด็กหนุ่มผู้มาใหม่ไม่ได้ยินคำพูดของเขานัยน์ตาสีแดงคู่นั้นสบกับนัยน์ตาสีม่วงใสของเด็กสาวที่เบิกกว้างรอยยิ้มชั่วร้ายปรากฏขึ้นบนใบหน้าอ่อนเยาว์นั่น ร่างของเด็กหนุ่มทรุดฮวบลงกับพื้นนัยน์ตายังคงจับจ้องแต่ภาพของเด็กสาว

                 

            แบล็คอาศัยช่วงชุลมุนนั้นวิ่งเข้าไปหาเรดนิ้วมือเล็กวาดไปมาในอากาศก่อนที่วงแหวนเวทสีม่วงเข้มจะปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าสูบร่างของเขากับคู่หูให้หายวับไป

                 

            



            ‘ไม่นะ!’

            

            เสียงที่ร้องดังอยู่ตรงหน้านำให้ร่างของโทวะและนานาโกะที่ออกวิ่งตามหาเพื่อนสนิทต้องพุ่งไปหาโทวะวิ่งผ่านซุ้มต้นไม้แห้งๆที่หิมะเกาะจนกลายเป็นน้ำแข็งออกไปยังลานโล่งกลางสวนสาธารณะเจ้าของเสียงยืนตัวสั่นอยู่หลังกระดานลื่นอันใหญ่ นัยน์ตาสีดำสนิทเบิกกว้างน้ำตาไหลอาบใบหน้าเป็นทางยาวเมื่อเห็นร่างของมาโมรุที่นั่งนิ่งอยู่กลางลานกว้างที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

           

             ‘มิกิ?’

            

            โทวะพึมพำอย่างประหลาดใจที่เห็นเด็กสาวมาอยู่ที่นี่เขาไล่สายตามองตามเธอไป นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างนานาโกะที่เพิ่งเห็นเหตุการณ์กรีดร้องลั่น

            

            ‘มาโมรุ!’

            

            คนถูกเรียกไม่มีวี่แววว่าจะได้ยินเสียงของพวกเขาเด็กหนุ่มยังคงนั่งนิ่ง สิ่งเดียวที่เขาได้ยินคือเสียงหัวเราะของเด็กสาวตรงหน้า

                 

            ‘ฮะๆๆๆ...  ฮะๆๆๆ...’

                 

            เด็กสาวหัวเราะสุดเสียงขณะที่มาซารุกำลังสารวนกับการร่ายเวทโทวะวิ่งเข้าไปหามาโมรุ เขาไม่รู้หรอกว่าทำไมมาโมรุถึงได้กลายเป็นแบบนี้อีกครั้งเขารู้แค่ว่าถ้าเขาไม่เข้าไปขวางไว้ล่ะก็ มาโมรุคงต้องตายแน่

                 

            ‘โทวะ!’

                 

            นานาโกะร้องเรียกเขาก่อนจะวิ่งตามมาทิ้งมิกิให้ยืนตะลึงค้างอยู่ข้างกระดานลื่นอันใหญ่ตามลำพัง

                 

            เสียงหัวเราะของเด็กสาวที่ลอยเด่นอยู่ตรงหน้าดังมาตามสายลมท่ามกลางเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่ปลิวว่อนอยู่รอบตัวพวกเขา

                 

            โทวะเงยหน้าขึ้นมาเธอ

                 

            ร่างบางของเด็กสาวผมยาวประบ่าสีน้ำตาลทองลอยอยู่เหนือตัวเขานัยน์ตาสีม่วงใสของเธอวาวโรจน์ เธอกำลังหัวเราะ หัวเราะอย่างสุดเสียง ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวก่อนจะแสยะยิ้มอย่างยินดีเมื่อตอนที่สบตามองมาที่เขา

                 

             ‘กลับมา...ในที่สุดฉันก็ได้กลับมา...’

                 

            เสียงใสไพเราะของเธอหายไปแล้วกลายเป็นเสียงของใครอีกคนที่กำลังควบคุมเธออยู่ ร่างของเด็กสาวลอยต่ำลงสู่พื้น เธอเดินตรงมาหาเขาก่อนที่จะใช้ปลายเท้าของเธอซัดร่างเขาให้ออกห่างจากมาโมรุ โทวะแทบกระอักแรงแตะนั่นมันไม่ใช่แรงของเด็กอนุบาลเลยด้วยซ้ำ เธอเป็นใครกันแน่!

                 

            ‘ฉันมาแล้วผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซัน’

                 

            เสียงนั้นกระซิบอยู่ข้างหูมาโมรุเมื่อตอนที่เธอกระชากร่างของเด็กหนุ่มขึ้นจากพื้นมาโมรุไร้เรี่ยวแรง แขนสองข้างห้อยตกอยู่ข้างลำตัวนัยน์ตาสีแดงสดที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาเลือดพยายามจะลืมขึ้นมาเพื่อมองหน้าเด็กสาว

                 

            ‘ออก..ไป’มาโมรุกระซิบเสียงพร่า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างที่โทวะไม่มีวันเข้าใจ‘ออกไป..จาก..ร่างเธอ’

                 

            แล้วมาโมรุก็รวบรวมแรงทั้งหมดผลักเธอออกห่างก่อนที่ร่างของเขาจะทรุดลงกับพื้นนานาโกะกรีดร้องสุดเสียง

                 

            ‘พี่มาซารุ!พี่มาซารุ!’

                 

            เธอตะโกนร้องเรียกคนที่กำลังร่ายเวทอยู่ข้างตัวพวกเขาอย่างคนเสียสติแต่โทวะไม่มีเวลาสนใจเธอแล้ว ตอนนี้มาโมรุสำคัญกว่าการกระทำของพี่มาซารุ

                 

            ‘ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์’

                 

            เด็กสาวตรงหน้าเขาพึมพำก่อนจะเดินเข้ามาหาผลักร่างของเขาให้ล้มลงกับพื้นก่อนที่เธอจะกระโดดขึ้นนั่งคร่อม ฝ่ามือเล็กๆของเธอกุมอยู่ที่คอของเขาก่อนจะเค้นแรงบีบอย่างสุดกำลัง

                 

            ‘อั๊ก!’

                 

            โทวะกระอักเลือดสติของเขากำลังเลือนพร่าสิ่งเดียวที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือนัยน์ตาสีม่วงอ่อนที่มองมาที่เขาด้วยแววตาเกลียดชัง 

                 

            นานาโกะตะโกนเสียงลั่น

                 

            ‘พี่มาซารุ!!’

                 

            เขากำลังจะตาย...โทวะบอกตัวเอง เปลือกตากำลังจะปิดตัวลง เขาหายใจไม่ออก และไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้ว

                 

            หนาว...หนาวเหลือเกิน...

                 

            ‘ไม่นะ!’

                 

            เสียงของนานาโกะดังอยู่ข้างหูทำไมเขาถึงยังได้ยินเสียงของเธออยู่ล่ะ?

                 

            อุ่น?

                 

            โทวะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งรู้สึกมีอะไรบางอย่างกดทับตัวเขาอยู่ ไม่ใช่ร่างของเด็กสาวคนนั้น... ใครกัน?

                 

             ‘นานะ?’ โทวะพึมพำอย่างประหลาดใจ นานาโกะประคองร่างเขาไว้ในอ้อมแขนน้ำตาของเธอกำลังรินไหลกระทบร่างที่สั่นสะท้านของเขาน่าแปลกที่มันทำให้เขารู้สึกอบอุ่นและมีพลัง

                 

             ‘มินาโยะ’

                 

            เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนก่อนที่ร่างของเด็กหนุ่มในชุดดำจะเดินผ่านตัวพวกเขาไป เรือนผมสีน้ำตาลเข้มลู่ไปตามกระแสลมที่โบกพัดนัยน์ตาสีเทาเย็นชาที่เขาเคยเห็นมาตลอดตอนนี้มันกลับเจือปนไปด้วยความเศร้าและความเจ็บปวดอย่างสุดก้นบึ้งของหัวใจบางทีเขาอาจตาฝาด บางทีเขาอาจเห็นเกล็ดหิมะที่ปลิวสัมผัสใบหน้าของพี่มาซารุเป็นน้ำตา

                 

            ทำไมน้ำเสียงของพี่มาซารุถึงได้ฟังแล้วดูเศร้าขนาดนั้นนะ

                 

            ‘กลับมาเถอะมินาโยะ’

                 

            สิ้นคำพูดของเด็กหนุ่มร่างสูงก็ฉุดร่างของเด็กสาวที่กำลังอาละวาดเข้าหาตัว โอบกอดเธอไว้แน่นเด็กสาวขัดขืนอย่างสุดความสามารถเล็บยาวๆขูดใบหน้าหล่อเหลาเป็นรอยจนเรียกหยดเลือดให้ไหลซึมผ่านแต่เด็กหนุ่มไม่สนใจขืนร่างเธอไว้ในอ้อมแขน เด็กสาวกรีดเสียงร้อง จิกเล็บลงลึกบนแผ่นหลังเรียกหยดเลือดไหลย้อมเสื้อนักเรียนสีขาวให้กลายเป็นสีแดงสด 

            

            เธอกำลังทรมาน โทวะบอกตัวเอง เขารู้สึกได้...นัยน์ตาของเธอกำลังเปลี่ยนสลับไปมาระหว่างสีแดงสดกับสีม่วงอ่อนเธอกำลังคุมตัวเองอยู่แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เด็กสาวกำลังร้องไห้ เธอตะโกนพูดเรื่องอะไรที่เขาไม่เข้าใจแต่คราวนี้เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดพี่มาซารุกำลังร้องไห้อยู่จริงๆเมื่อตอนที่กอดร่างของเธอไว้แน่น

            

            แล้วเด็กสาวก็หยุดดิ้นเธอนิ่งเงียบไปพร้อมๆกับสิ่งที่ทำให้เขาตาค้าง นานาโกะโอบร่างของเขาไว้แน่นอย่างตื่นตะลึงเช่นเดียวกับมาโมรุที่หันหน้าหนีไปอีกทางก่อนจะบีบฝ่ามือแน่น

            

            พี่มาซารุกำลังจูบเธอ เขาไม่ได้ฝันไป พวกเขากำลังจูบกันจริงๆแต่ทำไมถึงได้เห็นร่างของสองคนนั้นเลือนรางในม่านหิมะชั่ววินาทีหนึ่งคนทั้งคู่หายไปจากมโนภาพของเขาก่อนจะถูกแทนที่ด้วยร่างของคนอีกคู่ที่หน้าตาเหมือนสองคนนั้นแต่ต่างกันที่อายุเด็กหนุ่มวัยรุ่นในชุดสีน้ำเงินเข้มแปลกประหลาดกับเด็กสาววัยไล่เลี่ยกันในชุดกระโปรงยาวสีขาวทิ้งตัวราบกับพื้นภาพของทั้งคู่ซ้อนทับขึ้นมาก่อนจะหายวับไปเมื่อเขากระพริบตา

    แล้วร่างของเด็กสาววัยหกขวบก็กลับคืนมาอีกครั้งเธอสลบไปในอ้อมแขนของเด็กหนุ่มที่ยกขึ้นมารองรับ มืออีกข้างที่ว่างยื่นอยู่เหนือหน้าอกของเด็กสาววงแหวนเวทสีน้ำเงินเข้มปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของคนทั้งคู่ก่อนที่ร่างของเด็กสาวจะลอยขึ้นสูงมีลำแสงสีม่วงอ่อนลอยล้อมรอบร่างกายของเธอ ต่ำลงไปเบื้องล่างมีร่างของเด็กหนุ่มเจ้าของข่ายเวทยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเขาเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวที่ลอยสูงอยู่เหนือเขาขึ้นไป ในที่สุดเมื่อวงแหวนเวทนั่นส่องแสงสว่างจ้าอีกครั้งรอยสักสีดำสนิทก็ลามไปทั่วแขนของเด็กหนุ่มพร้อมๆกับน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน