ณ พระราชวังแคว้นเฟยหยาง
“หม่อมฉันไม่ยินดีเพคะ !!” เสียงใสดุจระฆังกังวานทว่าน้ำเสียงนั้นกราดเกรี้ยวอย่างมาก กลางท้องพระโรงกว้างยืนไว้ด้วยสตรีโฉมงามผิวขาวกระจ่างตาผู้หนึ่ง คำปฏิเสธอันกึกก้องนั้นสร้างความตื่นตะลึงให้กับเหล่าขุนนางรวมถึงองค์ราชาบนบัลลังก์ทอง
คิ้วสีอ่อนของ เฟยหยางฉี ราชาแห่งเฟยหยางขมวดฉับมองสบตาพระธิดาเพียงคนเดียวของตน ก่อนที่จะเปล่งสุรเสียงเคร่งขรึมดุดันออกมา
“เหลวไหล ! สานส์ตอบรับก็ส่งไปแล้ว ยังจะเปลี่ยนแปลงได้เช่นไร ! ไม่กลายเป็นที่ขบขันของประชาชนหรอกหรือ”
เฟยหยางซิ่วหวน ไม่สนใจอารมณ์โกรธของพระบิดาแม้แต่น้อย ดวงหน้างามเชิดขึ้น ดวงตาเปล่งประกายของความหยิ่งทะนง “หึ.. ข้า… องค์หญิงแห่งเฟยหยาง ศิษย์ผู้สืบทอดของวิหารแห่งแสง กลับต้องแต่งงานไปแคว้นแห่งธาตุมืดอันชั่วร้ายที่เปรียบดั่งแคว้นของศัตรูอันดับหนึ่ง ยังจะมีเรื่องเหลวไหลใดน่าขันกว่านี้อีก !!”
“บังอาจ !!” องค์ราชาตวาดเสียงก้อง ถูกพระธิดาโต้เถียงต่อหน้าเหล่าขุนนางจะให้ทรงเอาพระเกียรติของผู้ครองแคว้นไปไว้ที่ใด…
ด้วยฐานะพระธิดาเพียงองค์เดียวของราชาแห่งแคว้นทำให้องค์หญิงซิ่วหวนได้รับการผ่อนปรนและตามใจมาโดยตลอด ที่ผ่านมาแม้พระบิดาจะเข้มงวดทว่าก็ไม่เคยลงโทษนางอย่างจริงจัง ไม่ว่านางจะทำผิดหนักหนาเพียงใดก็ตามสุดท้ายก็มักจะได้รับการอภัยอย่างรวดเร็วเสมอ แม้ยามนี้นางถึงกับกล้าขัดราชโองการต่อหน้าเหล่าขุนนาง ดูเถิดว่า… นอกจากคำว่าบังอาจ องค์ราชากลับมิได้เอ่ยคำใดออกมามากกว่านี้
เฟยหยางซิ่วหวนสะบัดหน้าไปอีกทางอย่างไม่นึกกลัว ท่าทางนั้นทั้งสง่างามและเย่อหยิ่ง วัยของนางราวสิบแปดสิบเก้าปี ใบหน้างดงาม ผิวขาวดุจหยก เรือนผมสีอ่อนจาง ดวงตาสีน้ำตาลอมส้ม สำหรับคนทั่วไปนับเป็นความงามที่หาได้ยากยิ่ง นี่คือลักษณะเด่นของสมาชิกราชวงศ์เฟยหยางที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
เห็นท่าทีแข็งกร้าวเช่นนั้นองค์ราชาก็ตาลุกวาบด้วยความโกรธ ทว่ากลับยังไม่อาจตัดใจลงโทษบุตรสาวได้ สุดท้ายจึงหันไปตวาดใส่เหล่าขุนนางแทน “พวกเจ้าออกไปให้หมด !!” องค์ราชาไม่ต้องการเสียหน้าต่อหน้าเหล่าขุนนางจึงตัดสินใจไล่พวกเขาออกไป
“ฝ่าบาท ลูกยังเด็กนัก เรื่องนี้พวกเราหารือกันภายหลังเถิด” เมื่อเหล่าขุนนางจากไปแล้ว พระมเหสีที่นั่งสงบนิ่งอยู่ด้านข้างจึงได้เอ่ยปาก หมายจะไกล่เกลี่ยสถานการณ์ระหว่างทั้งสอง
“เฮอะ..นางอายุสิบแปดปีแล้ว ยังจะว่าเด็กได้หรือ ?! อีกอย่างหารือภายหลังได้อย่างไร ตามกำหนดการที่ฝ่ายนั้นส่งมาอีกครึ่งปีก็ต้องเข้าพิธีแล้ว”
“หม่อมฉันไม่มีวันแต่งไปต้าเยว่เพคะ !!”
“เจ้า !!” เสียงใสที่ปฏิเสธสวนมาทันทีทำให้ผู้เป็นบิดายิ่งโมโหมากขึ้น เห็นพระสวามีหายใจหอบแรงขึ้นด้วยอารมณ์โกรธ มเหสีแห่งเฟยหยางจึงยื่นมือมาลูบหลังและลูบอกเพื่อหวังให้ทรงคลายความโมโห ขณะเดียวกันก็หันมาเกลี้ยกล่อมบุตรสาวของตนด้วยเหตุผล
“ซิ่วหวน ราชาเยว่เทียนหงนั้นทั้งทรงอำนาจ มากพรสวรรค์ ทั้งยังรูปงามจนเลื่องลือไปทั่ว ทรงหมายจะอภิเษกเจ้าขึ้นเป็นมเหสี เหตุใดเจ้าจึงไม่พอใจเล่า ?”
คุณสมบัติเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สตรีทุกคนปรารถนา ทว่าเฟยหยางซิ่วหวนกลับคลี่ยิ้มเอ่ยตอบเสียงเยาะหยัน “หึ… ต้องแต่งให้มารร้ายอายุสั้น ข้าควรถามพวกท่านมากกว่าว่าเหตุใดจึงคิดว่าข้าควรพอใจ ?!”
“เรื่องพันธสัญญารัตติกาลนั่น ตำหนักจันทราก็ได้ทำนายแล้วว่าดวงชะตาของเจ้าและองค์ราชาแห่งต้าเยว่พ้องกัน ปราณธาตุแสงบริสุทธิ์ในร่างเจ้าสามารถลดความรุนแรงของธาตุมืดในร่างให้เขาได้ เจ้าและเขานับว่าเหมาะสมกันอย่างมาก
“หึ.. เป็นถึงราชาผู้ยิ่งใหญ่กลับคิดอาศัยการแต่งงานเพื่อต่อชะตา เช่นนั้นก็สมควรตายไปเสียดีกว่า !” ถ้อยคำราวกับสาปแช่งราชาผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้น ทำให้ราชาและพระมเหสีตกพระทัยอย่างมาก ดวงตาตื่นตระหนกเหลือบมองไปรอบด้านด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะค่อยเบาใจลงเมื่อพบว่ารอบโถงแห่งนี้มีเหลือเพียงคนสนิทไม่กี่คนเท่านั้น
“เหอะ.. หากไม่แต่งงานอายุเจ้าก็ใช่จะยืนยาวกว่าเขานัก” องค์ราชาเอ่ยเยาะหยันบ้าง.. ความจริงอันน่าหวาดหวั่นทำให้เฟยหยางซิ่วหวนชะงักไป
ความตกใจของบุตรสาวทำให้ราชาแห่งเฟยหยางอดรู้สึกสงสารไม่ได้ ยามเอ่ยประโยคต่อมาสุรเสียงแข็งกร้าวจึงอ่อนลงมาก “ซิ่วหวน เจ้าก็รู้ดีว่าแผ่นดินเฟยหยางยามนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แผ่นดินที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยปราณธาตุแสงมาตลอดยามนี้แห้งแล้งไม่ต่างจากต้าเยว่สักเท่าใด ปราณธาตุแสงนับวันยิ่งหายไปเรื่อยๆ ทว่าพวกเรากลับมิได้มีกำลังสนับสนุนของกระจกรัตติกาลเช่นต้าเยว่” ราชาแห่งเฟยหยางทอดถอนใจออกมา
“นึกถึงสัตว์อสูรรัตติกาลที่หลายร้อยปีไม่กล้าผ่านเข้ามา ทว่าสิบกว่าปีมานี้กลับปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบางตัวถึงกับสามารถผ่านม่านแสงชั้นในของเราเข้ามาได้ ดูเถิด… ธาตุมืดยิ่งนานยิ่งเติบใหญ่ หากมิใช่ตาข่ายแสงของอาจารย์เจ้าคุ้มครองไว้เกรงว่าแคว้นแห่งนี้คงตกต่ำจนหายสาปสูญไปนานแล้ว”
“สามร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ได้ยืนยันแล้วว่าตำนานเทพธิดานั่นเป็นเรื่องไร้สาระ อำนาจกระจกรัตติกาลยิ่งนับวันยิ่งมาก ไม่อาจลบล้างได้ วันหนึ่งใต้หล้านี้ย่อมต้องกลายเป็นของแผ่นดินธาตุมืด… เหตุใดพวกเราไม่ฉวยโอกาสผูกมิตรก่อนที่จะถูกพวกเขาทำลายลงเล่า”
สีหน้าลำบากใจของบิดาและความจำเป็นทั้งหลายเหล่านี้นางย่อมคาดได้ ทว่าอย่างไรนางก็ยังมีเหตุผลมากมายให้นางรู้สึกไม่พอใจอยู่ดี
“ต่อให้เป็นเช่นนั้น ทว่าวิธีการผูกมิตรมีตั้งมากมาย เหตุใดต้องเลือกการแต่งงาน …การที่พวกท่านคิดจะใช้ความสุขชั่วชีวิตของข้าเป็นเครื่องมือ ทั้งยังยอมอ่อนข้อเพียงนั้น …เคยคิดหรือไม่ว่า ข้าที่เป็นบุตรสาวพวกท่านจะต้องไปอยู่ที่นั่นด้วยความรู้สึกต้อยต่ำเพียงไร ? ข้าคือศิษย์เอกของนักบวชแห่งแสง ทว่าการแต่งงานของข้ากลับกลายสัญลักษณ์แห่งการยอมศิโรราบต่อแคว้นแห่งธาตุมืด ท่านจะให้ข้าและท่านอาจารย์คิดเช่นไร ” เฟยหยางซิ่วหวนระบายเหตุผลในใจออกมายาวเหยียดจนกระทั่งถึงเหตุผลสุดท้าย…
“ท่านอาจารย์ไม่มีทางยอมให้ข้าแต่งกับผู้ครอบครองกระจกรัตติกาลเป็นแน่” แต่ไรมาอาจารย์ผู้อ่อนโยนและสงบนิ่งของนางไม่เคยปิดบังความเกลียดชังที่มีต่อกระจกรัตติกาลได้เลย
“พอที.. !!” เฟยหยางฉีเอ่ยตัดบท “ท่านนักบวชมีบุญคุณต่อเจ้าและแคว้นเฟยหยางก็จริง ทว่าข้าต่างหากที่มีสิทธิ์ตัดสินเรื่องการแต่งงานของเจ้า !”
หากมิใช่นักบวชผู้นั้นเคยช่วยแคว้นเฟยหยางไว้ ทั้งยังมีปราณธาตุแสงสูงอย่างยิ่ง จนประชาชนให้ความเคารพเรียกเป็นนักบวชแห่งแสง บุรุษตาบอดที่เชื่อตำนานเรื่องธิดาเทพผู้นั้นไม่มีทางได้ใช้ชีวิตอยู่ในแคว้นเฟยหยางของเขาอย่างเป็นสุขแน่
สิบเจ็ดปีก่อน ยามที่แคว้นเฟยหยางเผชิญเข้ากับการบุกรุกของสัตว์อสูรรัตติกาลครั้งแรก บุรุษผู้นี้ก็ปรากฏตัวขึ้น เขายอมแลกดวงตากับการกางตาข่ายเวทย์เพื่อป้องกันแคว้นเฟยหยางเอาไว้ ตาข่ายเวทย์ที่เขาสร้างช่วยปกป้องสัตว์อสูรรัตติกาลส่วนมากได้ ทว่ายิ่งนานวันกลับยิ่งอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด หลายปีมานี้ถึงกับมีผีซิวรัตติกาลฝูงใหญ่ปรากฏกายขึ้นโจมตีทำร้ายชาวเมืองเป็นระยะ แม้จะไม่อาจฝ่าเข้ามาในเมืองหลวงที่เป็นจุดศูนย์กลางของม่านพลังได้ ทว่าเมืองรอบนอกนั้นไม่อาจรอดพ้นไปได้ ผ่านการเข่นฆ่าทำลายล้างของปีศาจเหล่านั้น ประชาชนก็เริ่มอพยพหนีหาย ยิ่งนานวันยิ่งแทบจะกลายเป็นเมืองร้างไปแล้ว
โชคดีอสูรที่ปรากฏตัวขึ้นมีเพียงเผ่าผีซิวเท่านั้น สัตว์อสูรรัตติกาลประเภทอื่นๆยังไม่อาจผ่านม่านแสงเข้ามาได้ คงเพราะว่าก่อนจะกลายเป็นอสูรรัตติกาลเหล่าผีซิวเคยสังกัดธาตุแสง จึงสามารถข้ามผ่านตาข่ายเวทย์ธาตุแสงได้
เหล่าผีซิวนั้นมีความเร็วเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า โชคดีที่นักบวชแห่งแสงเป็นดังดาวข่มของเหล่าผีซิวทั้งหลาย เพียงใช้วิชาของเขาก็สามารถจัดการพวกมันได้อย่างง่ายดาย… ผู้ที่ศึกษาวิชาลับนี้นอกจากเหล่าศิษย์ในวิหารแห่งแสงไม่กี่คนนั้นแล้ว องค์หญิงซิ่วหวนผู้เป็นศิษย์คนสำคัญก็ได้เรียนรู้มาด้วยทั้งยังเก่งกาจอย่างมาก การที่นางถูกเลือกเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของวิหารแห่งแสงมิใช่เพียงเพราะปราณธาตุแสงบริสุทธิ์และฐานะอันสูงส่งของนาง ทว่าเป็นเพราะความสามารถอย่างแท้จริง
เฟยหยางฉี…รู้ดีว่ายิ่งนานวันเกราะแสงของนักบวชผู้นั้นจะยิ่งอ่อนลง การสู้รบยืดเยื้อย่อมไม่ใช่วิธีที่ดีอีกแล้ว กลับกัน.. หากแคว้นเฟยหยางสามารถผูกมิตรกับผู้ครองกระจกรัตติกาล ไม่แน่อาจจะแก้ปัญหานี้ได้
‘อย่างไรก็ไม่พ้นชะตาต้องศิโรราบ ฉวยโอกาสผูกมิตรยามที่ยังไม่พ่ายแพ้น่าจะมีเกียรติกว่า’ นี่คือความตั้งใจของเฟยหยางฉี
นอกจากนี้เหตุผลสำคัญอีกอย่างที่ราชาแห่งเฟยหยาง อยากผูกสัมพันธ์กับต้าเยว่ นั่นก็คือ ‘เฟยหยางซิ่วหรง’ องค์รัชทายาทแห่งเฟยหยางบุตรชายคนเล็กของเขาที่เพิ่งอายุเพียงหนึ่งปีนั้น มีสุขภาพอ่อนแออย่างยิ่ง ขณะที่อ๋องทั้งหลายล้วนจ้องแย่งชิงบัลลังก์ หลายคนในมีอำนาจในมือมากพอที่จะก่อกบฏด้วยซ้ำ
เฟยหยางฉีลอบคิดว่า หากมิใช่เพราะสาส์นผูกสัมพันธ์จากต้าเยว่เมื่อครึ่งปีก่อน ‘ราชาแห่งต้าเยว่ประสงค์รับองค์หญิงซิ่วหวน แห่งเฟยหยางเป็นพระมเหสี กำหนดสมรสหนึ่งปีนับจากนี้’ …. ไม่แน่ว่าราชบัลลังก์เฟยหยางที่ตนครอบครองไว้นี้ อาจผลัดเปลี่ยนไปแล้วด้วยซ้ำ
เดิมทีที่ได้รับสาส์น เฟยหยางฉีรู้สึกราวกับถูกดูหมิ่นอย่างมาก.. ทว่าต่อเมื่อเห็นว่าอิทธิพลของแคว้นต้าเยว่และชื่อของเยว่เทียนหงสามารถสะกดความโลภของหมาป่าตาขาวพวกนั้นไว้ได้อย่างสมบูรณ์ จึงค่อยคิดได้.. หลังผ่านการใคร่ครวญพักใหญ่จึงได้ตัดสินใจส่งสาส์นตอบรับกลับไปเมื่อวาน
วันหน้าหากบุตรชายของตนมีราชาแห่งแคว้นอันดับหนึ่งผู้นั้นคอยสนับสนุน ผู้ใดยังจะกล้าหมายปองบัลลังก์ของเฟยหยางซิ่วหรงอีกเล่า
“เพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองและราชวงศ์เฟยหยาง อย่างไรเจ้าก็ต้องแต่งไปต้าเยว่ !” สุรเสียงแข็งกร้าวประกาศออกมา
“หม่อมฉันไม่เชื่อว่ากระจกบ้านั่นจะไม่มีทางทำลายได้ และหากถึงวันนั้นจริงการเสียสละของหม่อมฉันไม่เสียเปล่าหรือเพคะ”
“ทำลาย ?! เฮอะ.. ถูกฝังหัวเรื่องตำนานนั่นไปแล้วหรือไร… ?” เฟยหยางฉีเอ่ยเสียงหยัน “หรือเจ้าคิดจะรอให้ธิดาเทพยุทธ์ผู้นั้นมาช่วย นางชื่อมู่.. อะไรนะ.. ?” นิทานไร้สาระที่ถูกกุขึ้นโดยพวกทวีปกลาง เขาย่อมไม่คิดจะใส่ใจ
“อาจารย์เจ้าทราบเรื่องนางหรือไม่ ?” เฟยหยางฉีเอ่ยถามถึงคนเพียงคนเดียวในแคว้นที่เชื่อเรื่องตำนานธิดาเทพยุทธ์ด้วยสีหน้ากึ่งขบขันกึ่งอ่อนใจ
เรื่องที่มู่เชียนถูกเรียกเป็นธิดาเทพยุทธ์แพร่กระจายไปทั่วแผ่นดินแล้ว ทว่าสำหรับทวีปตะวันออกแห่งนี้พวกเขากลับไม่เชื่อตำนานปรัมปรานั่น… สำหรับพวกเขาเชื่อว่าธาตุแสงเท่านั้นที่สามารถสะกดธาตุมืดได้ และแต่ไรมาแคว้นเฟยหยางถูกนับถือเป็นผู้นำในการต่อต้านธาตุมืด …. น่าเสียดายที่อีกไม่นานคงไม่มีความเชื่อนี้อีกแล้ว
“หึ… เรื่องไร้สาระเช่นนี้หม่อมฉันย่อมไม่คิดบอกท่านอาจารย์หรอกเพคะ..” ริมฝีปากงามขององค์หญิงซิ่วหวนเหยียดยิ้มหยัน
อาจารย์ที่เป็นดั่งเทพในใจนาง.. คือคนที่นางเคารพที่สุดในชีวิต เฟยหยางซิ่วหวนทราบดีว่าอาจารย์กำลังรอการปรากฏตัวของสตรีผู้นั้น ด้วยทุกครั้งที่เอ่ยถึงตำนานธิดาเทพอันไร้สาระนั้นดวงตาพร่ามัว มักจะเปล่งประกายสุกสว่างราวกับดวงดารา ทว่านั่นกลับทำให้นางนึกริษยายิ่ง ดังนั้นต่อให้ข่าวของธิดาเทพยุทธ์จะกระจายไปทั่วแผ่นดิน .. ทว่านางกลับไม่เคยคิดจะเล่าให้เขาฟัง
“ฝ่าบาท แย่แล้วพะย่ะค่ะ ผีซิวรัตติกาลบุกเมืองทางใต้ ตีมาใกล้จะถึงเมืองหลวงแล้วพะย่ะค่ะ !!” องครักษ์คนสนิทผู้หนึ่งพุ่งปราดเข้ามา ความเร่งด่วนของสถานการณ์ทำให้ไม่อาจรอรายงานตามปกติได้
เฟยหยางซิ่วหวนได้ยิน ดวงตางดงามก็เปล่งประกายแข็งกร้าว “ส่งคนไปแจ้งวิหารแห่งแสง ส่วนข้าจะล่วงหน้าไปก่อน !” ไม่รอเอ่ยจบองค์หญิงผู้ครอบครองปราณระดับจ้าวยุทธ์ก็พุ่งปราดออกจากท้องพระโรงไป
เฟยหยางฉีมองตามร่างเพรียวบางที่จากไปด้วยดวงตาภาคภูมิใจอย่างมาก “ลูกคนนี้ทั้งมีพรสวรรค์และความกล้าหาญ น่าเสียดายที่เป็นบุตรสาว ไม่เช่นนั้นพวกเราคงไม่ต้องกังวลใจมากมายเยี่ยงนี้” เฟยหยางฉีเอ่ยพลางทอดถอนใจ “เกิดเป็นองค์หญิงต่อให้เป็นที่รักมากมายเพียงใด สุดท้ายก็ไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องแต่งงานเพื่อแว่นแคว้น คงได้แต่ต้องให้นางเสียสละแล้ว”