ความปรารถนาที่เพิ่มขึ้น
หนึ่งวันหลังจากเริ่มทดลอง ผลลัพธ์จากการปลูกฝังเถาวัลย์ทั้งสองชนิดลงบนตัวของหมูป่าก็ปรากฏขึ้น วันแรกที่ทำการปลูกฝังนั้น มันให้ใบไม้สีละ 12 ใบด้วยกัน
ส่วนวันที่สองหลังจากให้น้ำให้อาหารและปุ๋ยเวทมนตร์กับหมูป่าตัวดังกล่าว มันก็ให้ใบไม้เพิ่มอีกสีละ 2 ใบด้วยกัน
หากมองดูที่จำนวนที่ได้อาจจะน้อยไปบ้าง แต่พลังงานที่มันสะสมเอาไว้ในใบไม้แต่ละใบนั้น เทียบได้กับพลังจากราชาอสูร 1 ตัวเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้แม้จะดูเหมือนน้อยแต่ความจริงกลับมีจำนวนที่ไม่น้อยเลยทีเดียว หากไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น จำนวน 2 ใบ ต่อ 1 วันก็นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจแล้ว
ในตอนนี้ดินแดนย่อยพิเศษมีขนาดใหญ่ถึง 2 แสนไร่ นั่นก็หมายความว่ามันมีสัตว์อสูรอยู่ในดินแดนไม่ต่ำกว่า 2 พันตัวเป็นอย่างน้อย
ซึ่งถ้าหากนำ 2 พันมาคูณกับจำนวนของใบไม้ที่จะได้ในแต่ละวัน ก็จะเท่ากับ 4 พันใบ หรือเท่ากับพลังชีวิตและพลังวิญญาณของราชาอสูรถึง 4 พันตัวเลยทีเดียว
จำนวนนี้อาจจะดูเหมือนไม่มากนักและในความเป็นจริงกัสก็ไม่สามารถนำสัตว์อสูรทั้งหมดมาเลี้ยงได้เพราะมันจะไม่มีสัตว์อสูรเหลือไว้ให้สาวๆ ของเขาได้ฝึกฝนการต่อสู้
แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงจำนวนที่มีอยู่ในตอนที่ดินแดนย่อยมีขนาด 2 แสนไร่เท่านั้น หากกัสขยายขนาดของดินแดนหลักออกไปอีก จำนวนของสัตว์อสูรก็จะเพิ่มขึ้นเอง
จาก 2 พัน ก็จะกลายเป็น 4 พัน แล้วกลายเป็น 6 พัน เพิ่มจำนวนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว
ถึงตอนนั้นงานหนักที่สุดก็คงไม่พ้นการขยายพันธุ์เถาวัลย์ทั้งสองชนิดและการสร้างคอกสำหรับเลี้ยงสัตว์อสูรเท่านั้น
ไม้ที่กัสใช้ในการสร้างคอกเป็นไม้เนื้อแข็งซึ่งมีจำนวนจำกัด ถึงจะพยายามตัดโค่นต้นไม้ทุกต้นที่มีขนาดที่ตรงตามความต้องการ แต่มันก็ยังยากที่จะตอบสนองต่อความต้องการในปัจจุบันได้เพราะป่าที่มีไม้ชนิดนี้ขึ้นมีขนาดเพียงแค่ 2 ไร่เท่านั้นเอง
จากขนาดของดินแดน 1 แสนไร่ แต่กลับมีป่าที่ให้ไม้เนื้อแข็งชนิดนี้เพียง 2 ไร่ คงไม่ต้องบอกถึงมูลค่าและความหายากของมัน ซึ่งต่อให้กัสพยายามตัดมันเต็มที่ เขาก็ยังได้ไม่เพียงวันละ 20 ต้นเพียงเท่านั้น
ไม้ 20 ต้นเมื่อนำไปแปรรูปแล้วจะได้แผ่นไม้ที่เพียงพอต่อการสร้างคอกสำหรับเลี้ยงสัตว์อสูรเพียง 10 คอกเท่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะโครงสร้างของคอกเลี้ยงสัตว์อสูรนั้นมีความแข็งแกร่งสูงมาก มันจึงต้องใช้ไม้จำนวนมากตามไปด้วย
และที่ขาดยิ่งกว่าไม้ก็คือ เหล็กที่ได้จากการขุดเหมืองซึ่งมีอยู่เพียง 2 แห่งในดินแดนหลักที่ให้เหล็กที่มีคุณภาพสูงพอที่จะใช้ในการสร้างคอกเลี้ยงสัตว์อสูร
ทรัพยากรที่ต้องใช้ในการสร้างนับว่ามีน้อยจนน่าผิดหวัง ทว่ากัสก็ไม่ได้รู้สึกกดดันนักเพราะว่าเขาสามารถสร้างแท่นบูชาปฐพีเอาไว้ใกล้ๆ เหมืองเพื่อเร่งการฟื้นฟูแร่ในเหมืองได้ นอกจากนั้นก็สร้างแท่นบูชาพงไพรใกล้ๆ กับป่าที่มีไม้เนื้อแข็งขึ้นอยู่ได้อีกด้วย
ซึ่งก็ยังไม่พอ กัสก็เลยขอให้มิโดริทำการปลูกไม้วิเศษได้และทำการตอนกิ่งปักชำ เพื่อขยายพันธุ์ไม้เนื้อแข็งขึ้นมาได้อีกด้วย
ด้วยความสามารถของมิโดริ เธอสามารถตัดกิ่งของไม้เนื้อแข็งออกมาเปลี่ยนเป็นต้นกล้าได้อย่างง่ายดาย โดยที่แทบไม่ต้องพึ่งพาพลังของเธอเลยเพราะว่าคุณภาพของไม้นั้น เพียงพอต่อความต้องการของกัสอยู่แล้ว
สิ่งเดียวที่มิโดริสนใจและทำกับไม้เนื้อแข็งที่ถูกปลูกนั้น มีเพียงการใส่นิสัยที่ผิดเพี้ยนลงไปในตัวของพวกมันเท่านั้น
นิสัยที่ว่านั้นเป็นการใส่ลงไปอย่างจงใจและผิดธรรมชาติอย่างมาก ซึ่งผลลัพธ์จากการใส่นิสัยนี้ลงไปนั้น กว่ากัสจะได้เห็นก็ตอนที่มิโดริทำการปลูกไม้วิเศษจนสำเร็จและส่งปุ๋ยเวทมนตร์ของไม้วิเศษไปบำรุงต้นไม้ในป่าใหม่ที่มิโดริปลูกจนกระทั่งมันโตเต็มที่เท่านั้น
ซึ่งหลังจากเห็นภาพของต้นไม้ที่ถูกมิโดริใส่นิสัยแปลกๆ ลงไป กัสกับโรสก็มองดูด้วยความทึ่ง
“ทำไม..ต้นไม้มันกลายเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้ละ..”
คำถามนี้กัสเพียงถามออกไปแบบนั้นเองเพราะถึงจะไม่มีใครบอก เขาก็รู้ได้ไม่ยากว่าผลลัพธ์ดังกล่าวมาจากการกระทำของมิโดริทั้งสิ้น ส่วนโรสนั้นหลังจากมาตัดไม้ตามคำสั่ง เธอก็ตกใจจนต้องรีบกลับไปเรียกเขาให้มาดูเพราะว่าต้นไม้พวกนี้มันผิดปกติ
ต้นไม้ที่แต่เดิมจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นวงกลมหรือไม่ก็วงรี ทว่าต้นไม้ที่อยู่ตรงหน้ากัสในตอนนี้ มันมีรูปทรงเป็นแท่งสี่เหลี่ยม ความสูงเองก็สูงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ที่ดูสูงกว่าเดิมมากก็เพราะว่าลำต้นมันตั้งตรงราวกับถูกดัด จึงทำให้มันสูงมากยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์ของต้นไม้หลังจากใส่นิสัยแปลกๆ ไปลงนั้น ได้ทำให้ผลผลิตจากการแปรรูปเพิ่มสูงขึ้นราวๆ 1 – 2 ส่วน ทั้งนี้เพราะปริมาณไม้ที่เสียไปกับการแปรรูปลดลง เนื่องจากรูปทรงของไม้กลายเป็นสี่เหลี่ยมไปแล้ว
ผลงานในส่วนนี้ของมิโดรินับว่าน่าชื่นชมเป็นอย่างมาก เพราะถึงจะเป็นการดัดแปลงที่ไม่มากนัก แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ค่ำคืนนั้นกัสก็เลยต้องให้รางวัลมิโดริอีกครั้งด้วยการเริงรักที่อบอุ่นอ่อนโยนตลอดทั้งคืน ซึ่งครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำไปเพื่อรางวัลเสียทีเดียวแต่เพื่อเติมพลังให้กับมิโดริด้วย
เนื่องจากหลายวันมานี้มิโดริต้องทำงานหนักติดต่อกันทุกวัน ไหนจะต้องขยายพันธุ์เถาวัลย์ทั้งสองชนิดให้มากยิ่งขึ้น ไหนจะต้องปลูกไม้วิเศษ ไหนจะต้องปลูกป่าไม้เนื้อแข็ง
งานทุกงานล้วนใช้พลังงานของเธอไปมากจนทำให้กัสต้องแวะมาหามิโดริทุกวันเลยทีเดียว เพียงแต่การเริงรักที่ยาวนานนั้น กัสเพียงทำกับเธอแบบวันเว้นวันเท่านั้น
ส่วนวันที่เว้นไป กัสก็ไปทำแบบนั้นกับน้องสาวของเขาบ้าง ซึ่งปรากฏว่ามันส่งผลต่อการฝึกคู่ของพวกเขาเป็นอย่างมาก กับน้องสาวคนโตของเขานั้น พวกเขาสำเร็จถึงขึ้นผสานกายากันได้อย่างง่ายดาย จนถึงช่วงสุดท้ายถึงกับสัมผัสกับชายขอบของขั้นผสานวิญญาณได้เลยทีเดียว
และเมื่อสัมผัสกับขั้นผสานวิญญาณได้ กัสก็ได้เห็นทะเลสาบวิญญาณของน้องสาวอีกครั้งและได้เห็นสภาพของทะเลสาบวิญญาณที่ต่างจากทะเลสาบวิญญาณของเขาโดยสิ้นเชิง
พื้นที่ราว 1 ใน 5 ของทะเลสาบวิญญาณนั้นเป็นพลังวิญญาณเหลว ส่วนที่เหลือนั้นปกคลุมไปด้วยพลังวิญญาณหมอกที่มีความหนาแน่นแตกต่างกันในแต่ละส่วน
ส่วนที่มีความหนาแน่นมากที่สุดคือส่วนที่อยู่ใกล้กับแกนวิญญาณ ซึ่งหนาแน่นจนมองไม่เห็นแกนวิญญาณเลยทีเดียว ส่วนชายขอบนั้นบางเบาไปบ้างจนดูราวกับหมอกควันในตอนเช้าที่บดบังสายตาได้เพียงเล็กน้อย
หลังจากมองเห็นทะเลสาบวิญญาณอีกครั้ง กัสก็ไม่ได้ตื่นเต้นตกใจอีก หากแต่พยายามรักษาความรู้สึกเช่นนี้เอาไว้และดำเนินกิจกรรมระหว่างสามีภรรยาที่อ่อนโยนนุ่มนวลราวกับสายลมของฤดูใบไม้ผลิต่อไป
ซึ่งหลังจากสำเร็จถึงขั้นผสานวิญญาณได้ กัสก็เริ่มหันกลับไปศึกษาเคล็ดฝึกคู่อีกครั้งเพื่อหารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นผสานวิญญาณ เพื่อดูว่าในขั้นนี้เขาสามารถทำอะไรกับน้องสาวของเขาได้บ้าง แล้วมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยเร่งความเร็วในการฝึกฝนพลังวิญญาณให้กับเธอ
ผลลัพธ์จากการศึกษานั้น ค่อนข้างที่จะน่าผิดหวังเพราะรายละเอียดในเคล็ดวิชานั้นไม่ได้บอกวิธีที่เหมาะสมที่สุด มีเพียงคำแนะนำบางอย่างที่ทำให้กัสต้องมานั่งคิดนอนคิดอยู่สองสามวันถึงจะพอเข้าใจแนวทาง
ในขั้นผสานกายานั้น วิชาที่ฝึกฝนขณะที่ใช้เคล็ดฝึกคู่จะส่งผลกระทบไปยังคู่ฝึกด้วย ซึ่งจะทำให้การฝึกฝนเคล็ดวิชานี้มีประสิทธิภาพที่มากยิ่งขึ้นและจะมากที่สุดหากทั้งสองคนฝึกฝนวิชาเดียวกัน
ส่วนขั้นผสานวิญญาณนั้น มันมีเพียงการใช้จิตสำนึกของตนเองเข้าไปช่วยสนับสนุนการควบแน่นหรือกลั่นพลังวิญญาณของคู่ฝึกเท่านั้น ซึ่งในกรณีนี้กัสซึ่งมีความแข็งแกร่งทางพลังวิญญาณที่มากกว่า ย่อมสามารถช่วยเหลือน้องสาวของเขาได้
ในขณะที่น้องสาวของเขานั้น แทบจะสนับสนุนเขาไม่ได้เลย
ทว่าสิ่งที่ทำให้กัสรู้สึกผิดหวังนั้นไม่ใช่ส่วนนี้ แต่เป็นส่วนที่พูดถึงการใช้จิตสำนึกในการสนับสนุนเสียมากกว่าเพราะต่อให้เขาช่วยสนับสนุนน้องสาวของเขาได้ด้วยวิธีนี้
แต่เขาก็ช่วยเธอได้จำกัดมากเพราะความชำนาญในการใช้จิตสำนึกของเขานั้นต่ำมาก เนื่องจากเคล็ดวิชาวิญญาณที่เขาฝึกคือลมหายใจวิญญาณซึ่งแทบไม่ได้ใช้ความสามารถของจิตสำนึกเลย ต่างกับวิชาฝึกฝนพลังวิญญาณแบบอื่นที่ต้องพึ่งพาจิตสำนึกในการดึงดูดพลังวิญญาณในธรรมชาติ
‘ช่วยไม่ได้นะ..ดูเหมือนว่าข้าจะยึดติดกับทางลัดมากไปจริงๆ’
หลังจากพบกับความผิดหวังกัสก็ได้แต่ทอดถอนใจด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย จะบอกว่าผิดหวังมันก็ผิดหวัง แต่จะบอกว่าเขาหวังมากจนเกินไปก็ไม่นับว่าผิดเช่นกัน
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะตัวเขาประสบความสำเร็จในการค้นหาทางลัดในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนวิชาเกี่ยวกับร่างกาย การฝึกฝนพลังวิญญาณ หรือการเพาะปลูกพืชวิเศษหรือเลี้ยงสัตว์วิเศษ ไหนจะการบ่มเพาะราชาอสูรอีก
ทุกๆ เรื่องเขาล้วนประสบความสำเร็จด้วยทางลัดทั้งสิ้น จนทำให้กัสเริ่มยึดติดกับการใช้วิธีลัดขึ้นมา ทั้งที่ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้วิธีลัดกับการฝึกฝนทุกอย่าง
เวทมนตร์แยกร่างก็หนึ่งแล้ว ครั้งนี้มาถึงการสนับสนุนน้องสาวเพื่อฝึกฝนพลังวิญญาณอีก นับว่ากัสได้พบเจอกับความผิดหวังถึงสองครั้งในเวลาอันสั้น มันจึงทำให้เขาเริ่มสำนึกว่าเขาออกจะหวังมากไปกับการฝึกฝน
หลายวันผ่านไปหลังจากออกไปยืนยามครั้งหนึ่งและไม่ได้พบเจอเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นอะไร กัสก็กลับมาบ้าน ฝึกฝนร่วมกับคริสตัลตามกำหนด จากนั้นกลับบ้านไปเริงรักกับน้องสาวแสนรักกับข้ารับใช้ใกล้ชิดอย่างอิจิโกะกับน้องจนพึงพอใจ
เช้าวันใหม่ก็ตื่นมากินราชาอสูรที่ท่านหญิงเป็นคนจัดการซึ่งได้พลังมามากกว่าเดิมเล็กน้อย เทียบได้กับราชาอสูรราว 1 หมื่น 5 พันตัว ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นในอัตราที่น่าพอใจ
ส่วนคอกสัตว์ในดินแดนย่อยพิเศษนั้น ตอนนี้ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมแล้ว เนื่องจากคอกพวกนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการผลิต DP กัสเลยใช้หุ่นยนต์ของแองจี้มาจัดการระบบภายในคอกเกือบทั้งหมด
ทั้งการให้น้ำ ให้อาหาร การกำจัดของเสีย ทั้งหมดล้วนพึ่งพาแรงงานจากหุ่นยนต์แทบทั้งสิ้น ซึ่งส่วนนี้อาจจะทำให้มูลค่าของวัตถุดิบที่ได้หายไปก็เป็นได้
แต่เพราะกัสไม่มีความคิดที่จะหา DP จากสัตว์อสูรพวกนี้เขาเลยไม่สน เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือการเก็บเกี่ยวใบไม้ทั้งสองสีที่มีพลังชีวิตกับพลังวิญญาณสะสมเอาไว้เท่านั้น
ส่วนวิธีใช้นั้นก็ง่ายแสนง่าย นั่นคือการกิน คุณสมบัติของใบไม้ทั้งสองยังคงเดิม นั่นคือสภาพที่แข็งราวกับแก้วผลึก มันยากที่จะนำไปกลั่นเป็นยาได้ แต่สำหรับกัสแล้วการกินลงไปตรงๆ นี้ง่ายกว่ากันเยอะเพราะต่อให้มันย่อยยากกว่าอาหารทั่วไปอยู่บ้าง
แต่ในสายตาของกัส มันก็เหมือนกับขนมกรอบที่กินแล้วอยู่ท้องเป็นพิเศษก็เท่านั้น เรียกได้ว่ากินแล้วอิ่มนานกว่าปกติเลยทีเดียว
ส่วนเถาวัลย์วิญญาณมืดกับเถาวัลย์โลหิตปีศาจที่ถูกชำระล้างจนเสร็จสิ้นทีละกำสองกำนั้น กัสก็ได้ส่งไปให้มิโดริเพื่อให้เธอใช้เถาวัลย์เหล่านี้เป็นแหล่งพลังชีวิตและพลังวิญญาณในการขยายพันธุ์เถาวัลย์ทั้งสองชนิดที่ถูกปรับปรุงสายพันธุ์แล้วเท่านั้น เขาไม่ได้เอามากินเองอีก
ผลลัพธ์จากความพยายามของมิโดริกับกัสนั้นค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างในที่สุด พื้นนี้นับร้อยไร่รอบแท่นบูชาที่เป็นทางเข้าออกของดินแดนย่อยพิเศษนั้น ตอนนี้แทบจะกลายเป็นพื้นที่ปศุสัตว์ไปแล้ว มันเต็มไปด้วยคอกสัตว์อสูรที่ถูกกั้นเป็นคอกๆ
ภายในเต็มไปด้วยสัตว์อสูรจำนวนมาก ทั้งหมาป่า หมูป่า กวาง กระต่าย แม้กระทั่งแมลงก็ยังมีอยู่ ซึ่งพวกแมลงนี้ต้องใช้กรงแบบพิเศษในการขังมันเอาไว้ ซึ่งนับว่าให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่าพวกสัตว์อสูรเสียด้วยซ้ำ
ทั้งนี้เพราะแมลงนั้นมีจำนวนมาก แม้แต่ละตัวจะมีพลังชีวิตและพลังวิญญาณที่น้อยกว่าสัตว์อสูร แต่ความสามารถในการบ่มเพาะและการกินของมันนั้น แทบไม่ได้ด้อยกว่าสัตว์อสูรเลย
ด้วยเหตุนี้เมื่อมีการเลี้ยงดูพวกแมลงด้วยอาหารจำพวกน้ำหวาน ผลไม้ พืชผักไปจนถึงปุ๋ยเวทมนตร์ พวกมันก็ให้ใบไม้ทั้งสองชนิดในจำนวนที่มากกว่าสัตว์อสูร 1 ตัวมาก
โดยเฉลี่ยแมลงหนึ่งตัวจะให้ใบไม้วันละ 1 ใบเป็นอย่างน้อย อาจจะมากถึง 2 ใบหากพวกอาหารที่ให้พวกมันมีคุณภาพมากพอ
เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจนี้ กัสก็อดไม่ได้ที่จะหันไปยิ้มให้มิโดริที่มีสีหน้าภาคภูมิใจและเขินอายเพราะหลายวันมานี้เธอได้รับความรักความเอ็นดูจากเขามากยิ่งกว่าใคร ทำให้เธอทั้งมีความสุขและรู้สึกละอายใจไปพร้อมกัน
ข้ารับใช้คนอื่นๆ เองก็ทำได้เพียงมองดูมิโดริด้วยความอิจฉาที่เธอมีความสามารถแบบนี้ ในขณะที่พวกเธอนั้นหลายวันมานี้แทบจะไม่ได้รับความเอ็นดูจากกัสเลย
มากสุดก็อาจจะแค่คนละครั้งสองครั้งเพียงเท่านั้น เนื่องจากเวลาว่างของกัสนั้นไม่ได้มีมากอย่างที่เคย
แม้ว่าเขาจะใช้ร่างแยกทำงานแทนเขาได้เกือบทั้งหมดแล้ว แต่มันก็มีงานอยู่หลายงานที่เขาไม่สามารถใช้ร่างแยกทำได้ เช่นการจับสัตว์อสูรมาขังไว้ในคอก
หน้าที่เช่นนี้ร่างแยกทำไม่ได้แน่ทำให้หลายวันมานี้กัสจึงยุ่งอยู่ในดินแดนย่อยมากเป็นพิเศษ ทำให้เขาออกจะละเลยข้ารับใช้ของเขาไปบ้าง
ถึงกัสจะพยายามแบ่งเวลามาให้ความรักความเอ็นดูกับพวกเธอ แต่มันก็ไม่มากพอที่จะเติมเต็มความปรารถนาของพวกเธอได้แต่อย่างใด
ท้ายที่สุดมันก็ทำให้สาวๆ เกิดอาการอดอยากปากแห้งขึ้นมา ความปรารถนาในตัวของพวกเธอก็เหมือนจะรุนแรงขึ้น
ทว่ากัสก็ยังไม่มีเวลามาดูแลพวกเธออยู่ดีเพราะเขากำลังเร่งขยับขยายพื้นที่เลี้ยงสัตว์ ไหนจะต้องให้เวลากับมิโดริมากเป็นพิเศษเพื่อเติมพลังงานที่สูญเสียไปให้กับเธอ
คืนไหนว่างๆ เขาก็ต้องดูแลน้องสาว ไม่ก็อิจิโกะกับน้อง ส่วนข้ารับใช้คนอื่นๆ นั้น มากสุดก็แวะไปหาในช่วงเย็นก่อนนอนเท่านั้น ซึ่งระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่นี้กัสย่อมไม่สามารถเติมเต็มความปรารถนาให้พวกเธอได้
การที่ไม่ได้กินจนอิ่มมาหลายวันเช่นนี้ ย่อมทำให้ความอยากอาหารของคนเพิ่มสูงขึ้น ความปรารถนาในกามอารมณ์ก็เป็นเช่นเดียวกัน หากไม่ได้รับการเติมเต็มนานๆ เข้ามันก็ย่อมมีความต้องการที่มากขึ้นเป็นธรรมดา
ทว่าสิ่งที่กัสเองก็คิดไม่ถึงก็คือ ผลลัพธ์จากความอดอยากปากแห้งของสาวๆ นั้นได้ถูกพวกเธอเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นและนำไปใช้ในการฆ่าฟันเหล่าราชาอสูร จนในที่สุดเหล่าหญิงสาวก็เริ่มทำผลงานออกมาได้สำเร็จ
แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ และเป็นเพียงชัยชนะที่ได้รับมาอย่างยากลำบาก แต่พวกเธอก็ตื่นเต้นยินดีเป็นที่สุดเพราะผลงานนี้ทำให้พวกเธอได้รับการสนับสนุนจากกัสผ่านร่างแยกนานถึง 2 ชั่วโมงเต็มๆ
ในส่วนนี้กัสเองก็ไม่รู้ว่ามันมีอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่ จนกระทั่งเสียงครางกระเส่าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดังผ่านหูของร่างแยกมาถึงตัวของเขา
ช่วงเวลานั้นกัสกำลังเติมพลังงานให้กับมิโดริอยู่เลย มันจึงทำให้เขานึกแปลกใจจนต้องหลับตาลงและส่งความคิดไปมองภาพจากร่างแยกร่างหนึ่ง
ภาพที่กัสเห็นนั้นทำให้เขายิ้มฝืนๆ เมื่อเห็นหนอนโลหะสาวนอนถ่างขาโชว์ส่วนลับที่เปียกชุ่มให้กับร่างแยกแล้วเอ่ยปากขออ้อนวอนให้ร่างแยกช่วยปลดเปลื้องความปรารถนาของเธอด้วยนิ้วมือและลิ้น
ร่างแยกนั้นถูกควบคุมด้วยจิตสำนึกส่วนหนึ่งของกัสมันจึงมีความทรงจำร่วมกับเขาและมีนิสัยใจคอแบบเดียวกับเขา
ต่อหน้าการกระตุ้นเช่นนี้มันย่อมเคลื่อนไหวไปตามความต้องการที่ถูกกระตุ้นและโถมเข้าไปยังกลีบเนื้อที่อวบอูมของเด็กสาวแล้วเริ่มตวัดลิ้นเลียอย่างเอร็ดอร่อยจนทำให้หนอนโลหะสาวส่งเสียงครางกระเส่าด้วยความสุขสม
เนื่องจากนิ้วมือของร่างแยกนั้นเล็กเกินไป มันจึงใช่ทั้งมือเสียบเข้าไปในร่องรักของหนอนโลหะสาวเลย มือเล็กๆ เทียบเท่ากับเด็กน้อยของมันนั้น พอดีเสียบเข้าไปในร่องรักของหนอนโลหะสาวได้อย่างพอดิบพอดี เผลอๆ มันจะเล็กกว่าแกนกายของกัสเพียงนิดเดียวเท่านั้น
ด้วยการช่วยเหลือเช่นนี้มันจึงพอที่จะดับเพลิงแห่งความปรารถนาของหนอนโลหะสาวได้บ้างและทำให้เธอเสร็จสมจนพอใจก่อนจะโอบกอดร่างแยกของกัสแล้วเริ่มฝึกฝนวิชาอย่างตั้งใจด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อด้วยความอิ่มเอมใจ
กัสที่มองภาพผ่านสายตาของร่างแยกนั้น ได้แต่ยิ้มฝืนๆ ก่อนจะสังเกตเห็นกิจกรรมที่เร่าร้อนซึ่งเกิดขึ้นกับข้ารับใช้คนอื่นๆ
เมื่อเห็นกิจกรรมที่คล้ายๆ กันนี้กัสก็ได้แต่ยิ้มฝืนๆ ก่อนจะถอนหายใจเพราะตัวเขานั้นไม่มีเวลาว่างไปดูแลพวกเธอเท่าที่ควรจนทำให้พวกเธอต้องไขว่คว้าความสุขสมด้วยตัวของพวกเธอเอง
แม้ว่าสิ่งที่ช่วยบรรเทาความปรารถนาของพวกเธอจะเป็นเพียงร่างแยก แต่ในสายตาของพวกเธอแล้ว มันก็ไม่ต่างจากความรักความเอ็นดูจากกัสสักเท่าไหร่
เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าทายาทบุรุษในตระกูลนั้น มักจะมีข้ารับใช้จำนวนมาก แต่กลับไม่มีเวลาว่างมาดูแลพวกเธออย่างทั่วถึงแบบนี้
การใช้ร่างแยกมาให้ความรักความเอ็นดูแทนตนเองนั้น จึงกลายเป็นวิธีที่ดีที่สุดในสายตาของข้ารับใช้ไปแล้ว มันกลายเป็นความฝันสูงสุดของข้ารับใช้สาวจนถึงกับมีคำเรียกขานที่รู้จักกันดีในหมู่ข้ารับใช้เสียด้วยซ้ำ
‘ความเมตตาของนายท่าน’
คำๆ นี้คือความฝันสูงสุดของเหล่าข้ารับใช้ในตระกูล อาจจะสูงยิ่งกว่าการได้เป็นข้ารับใช้ใกล้ชิดเสียด้วยซ้ำ
เนื่องจากโอกาสที่จะกลายเป็นข้ารับใช้ใกล้ชิดนั้นมีน้อยมาก ทำให้ความฝันที่จะได้เป็นข้ารับใช้ใกล้ชิดนั้น มีน้อยกว่าการได้รับความเมตตาของนายผ่านเป็นไหนๆ
เพราะถ้าเทียบกันแล้วข้ารับใช้ใกล้ชิดนั้นมีได้เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ในขณะที่ความเมตตาของนายท่านนั้น หากนายท่านของพวกเธอใช้เวทมนตร์แยกร่างได้ โอกาสที่พวกเธอจะได้รับความเมตตาของนายท่านก็แทบจะแน่นอนแล้ว
ต่างกับข้ารับใช้ใกล้ชิดที่ต้องอาศัยโชคช่วยซึ่งโอกาสที่จะได้เป็นมีน้อยกว่ามากเพราะมีเพียงไม่กี่คนจากจำนวนหลายสิบคนเท่านั้นที่จะได้เป็น