ยามนี้สีหน้าของเมิ่งฝานนั้นบ่งบอกถึงความตกตะลึงอย่างที่สุดก่อนหน้านี้ที่ได้ยินรั่วสุ่ยอีเอ่ยออกมาเขาก็เพียงเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างทว่าเวลานี้กลับได้เห็นในสิ่งที่ทำให้ต้องคิดใหม่
สำหรับรั่วสุ่ยอีแล้วนั้นการสังหารจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณง่ายดายดุจดั่งสังหารมดตัวหนึ่งเท่านั้น!
ไม่นานเสียงหัวเราะของรั่วสุ่ยอีพลันดังขึ้นในหูของเมิ่งฝานนางเอ่ยเสียงเรียบว่า “เจ้าเป็นอะไรไป เลิกตกตะลึงได้แล้วจะจัดการผู้ที่นอนอยู่บนเตียงนั้นด้วยเลยหรือไม่?”
เมิ่งฝานปรายตามองเหยียนเย่าที่ยังคงสลบไม่ยอมตื่นแล้วส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบเช่นกัน “ถึงอย่างไรเขาก็ไร้ประโยชน์ไปแล้ววันข้างหน้าไม่มีทางได้เป็นใหญ่แน่นอน พวกเราไปกันเถอะ!”
“อื้ม!”
รั่วสุ่ยอีพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยพลางยิ้มขึ้น“เจ้าให้ข้าช่วยเหลือไปแล้วครั้งหนึ่งเช่นนี้ ควรจะมีสิ่งตอบแทนด้วยไม่ใช่หรือไร?”
“ท่านว่าอย่างไรนะ?”
เมื่อได้ยินดังนั้นรูม่านตาของเมิ่งฝานพลันหดเล็กลงซ้ำยังมีลางสังหรณ์ไม่ดีเกิดขึ้นในหัวใจอีกด้วย
ทางฝั่งของรั่วสุ่ยอีก็หัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะเอ่ยอย่างหยิ่งทะนง“ในเมื่อข้าจัดการหัวหน้าใหญ่ของพวกมันไปแล้วที่เหลือข้าก็จะมองเจ้าจัดการกับพวกนั้นโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยหากเจ้าตายไปข้าก็จะไปหาผู้อื่น แต่ว่า...ข้าจะคิดถึงเจ้าแน่นอน!”
แม้จะเป็นเสียงที่ไพเราะดุจดั่งขลุ่ยสวรรค์ทว่าเมื่อดังเข้าหูของเมิ่งฝานกลับเป็นดั่งค้อนที่หนักอึ้งขณะที่เขากำลังตกตะลึงพลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นลั่นห้อง “มีคนถูกสังหารแล้วท่านเจ้าเมืองสิ้นแล้ว!”
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณเพียงชั่วพริบตาต่อมาเมิ่งฝานก็รู้ดีว่ารั่วสุ่ยอีต้องการทำสิ่งใด เพียงแต่เขานึกไม่ถึงว่ารั่วสุ่ยอีจะให้ตนเองฝ่าวงล้อมออกไปจากจวนเจ้าเมืองเหยียนแห่งนี้ด้วยตนเอง
เด็กหนุ่มกัดฟันแน่นเพราะรู้ดีว่าเสียงองครักษ์ผู้นั้นคือเสียงของรั่วสุ่ยอี
ปีศาจสาวตนนี้!
สีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันเพราะได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากกำลังใกล้เข้ามาขณะเดียวกันก็มีเสียงข้าวของถูกทำลายดังขึ้นหลายครั้งและใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว
“ท่านมันใจร้าย!”
หลังจากที่พูดจบเมิ่งฝานก็เผยสีหน้าเดือดดาลออกมายาตราเซียนเหินถูกปลดปล่อยในชั่วพริบตา ก่อนเขาจะกระโดดออกไปทางหน้าต่างด้วยความเร็วประหนึ่งดาวตก
“อยู่ตรงนั้น หยุดนะ!”
เสียงตวาดเดือดดาลขององครักษ์จวนเจ้าเมืองดังขึ้นทั่วสารทิศเมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานกระโดดออกไปจึงพากันกรูเข้าไปหาบรรดาองครักษ์หลายร้อยนายเหล่านั้นล้วนแต่สวมชุดเกราะวิจิตรงดงามซึ่งสร้างจากเหล็กที่ล้ำเลิศพร้อมกับถือหอกไว้ในมือและมีพลังปราณแผ่ซ่านออกมาจากร่างกายนัยน์ตาเฉียบขาดบ่งบอกว่ามีประสบการณ์ทำสงครามมาอย่างโชกโชน
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็สัมผัสได้ว่าท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรีมีเงาร่างของมนุษย์จำนวนมากมายกำลังกรูเข้ามาหาตนเขากัดฟันแน่นเพราะรู้ว่าในเมื่อรั่วสุ่ยอีเอ่ยออกมาเช่นนี้ต้องไม่ใช่เพียงการหยอกล้อเขาเป็นแน่
ฝ่าเท้าเหยียบย่ำลงไปบนพื้นเมิ่งฝานพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าขณะเดียวกันนิ้วทั้งห้าก็คว้าใส่องครักษ์ผู้หนึ่งด้วยความเร็วปานสายฟ้า
พลังภายในทะลวงอากาศ มือของเมิ่งฝานพุ่งเข้าใส่หน้าอกขององครักษ์ตรงหน้าอย่างดุดันและทรงพลังในทันใดเมื่อเขาปล่อยพลังออกไปชุดเกราะซึ่งสร้างจากเหล็กที่เลิศล้ำบริเวณหน้าอกพลันแตกสลายองครักษ์กระอักเลือดออกมา ร่างลอยกระเด็นไปไกล
เมื่อเลือดสาดกระเซ็นลงบนใบหน้านัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ทันใดแม้เขาจะผ่านประสบการณ์ต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วนแต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาฆ่าคนจึงทำให้เลือดลมภายในร่างกายเดือดพล่านและมีความเร็วที่สูงขึ้นกว่าเดิมทันที
ความรู้สึกของเขาในยามนี้คล้ายดั่งว่ามีบางสิ่งในสายเลือดถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลและเริ่มระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่ง!
นัยน์ตาของเด็กหนุ่มวาวโรจน์ก่อนจะพุ่งทะยานหาทางหนีท่อนขาขยับเหยียบย่ำอากาศด้วยความเร็วปานสายฟ้าร่างขยับไปมาอย่างฉับพลันจนยากที่จะมองเห็นร่างจริง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารม้าที่ขวางทางอยู่สิบกว่านายเมิ่งฝานก็พุ่งกระโจนเข้าใส่พร้อมทั้งทำมือเป็นกรงเล็บท่อนแขนของเขาขยับอย่างรวดเร็วว่องไว ทั้งผ่าทั้งตวัด ทั้งยังใช้เท้าเตะไปด้วยทำให้เพียงชั่วพริบตาที่เขาปล่อยพลังก็มีองครักษ์สามนายตายไปจากทั้งสามกระบวนท่าของเมิ่งฝาน
จอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณ ลงมือรวดเร็วปานสายฟ้าพลังปราณลอยล่องไปตามลม!
“ใครขวางข้ามันต้องตาย!”
เมิ่งฝานตวาดเสียงดังรูขุมขนทั้งร่างกายขยายตัวเมื่อกำลังภายในของเขาระเบิดออกมาทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำล้วนแต่มีเลือดสาดกระเซ็นร่างมนุษย์กระเด็นอาชาล้มลงกองกับพื้น
เมื่อบุรุษปลดปล่อยจิตสังหาร ย่อมไม่มีการปรานี!
เมื่ออยู่ท่ามกลางความตายจึงกระตุ้นศักยภาพของเมิ่งฝานออกมาทั้งหมดเพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานที่ทะยานหลบด้วยความเร็วก็มาถึงเขตพรมแดนของจวนเจ้าเมืองแล้วทว่าในวินาทีต่อมากลับมีสายลมพัดกรรโชกเกิดขึ้นที่ด้านหลังจากบุรุษวัยกลางคนที่สวมชุดเกราะอันวิจิตรงดงามมท่าทางสง่าแข็งแกร่ง เห็นได้ชัดว่าเขาคือหัวหน้าของเหล่าองครักษ์และยามนี้ก็กำลังพุ่งเข้ามาหาเมิ่งฝานอย่างรวดเร็วดุจศรหลุดคันธนู
จอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณ!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงเพราะสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายพลังปราณของบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นไม่มีทางด้อยไปกว่าเขาแน่นอน
แสงสีดำเขียวเปล่งประกายขึ้นพร้อมกับที่บุรุษวัยกลางคนกางนิ้วทั้งห้าออกทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นล้วนแต่นำมาซึ่งการสั่นสะเทือนพลังปราณแผ่ซ่านเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมเมิ่งฝานดุจตาข่ายขนาดใหญ่ยักษ์หากถูกอีกฝ่ายจับได้เขาจะต้องตกอยู่ในวงล้อมเป็นแน่ เมื่อถึงเวลานั้นก็จะคงถูกขังจนไร้ทางสู้
เมิ่งฝานกัดฟันแน่นเพราะรู้ดีว่าตนเองมีโอกาสลงมือเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรีท่อนแขนภายใต้เสื้อคลุมสีดำขยับ ก่อนที่จะมีพลังมหาศาลก่อตัวขึ้นมาแล้วชกออกไปหนึ่งหมัด
สายธารหลั่งธารา!
ตู้ม!
หมัดของเมิ่งฝานและบุรุษวัยกลางคนปะทะกันอย่างรุนแรงกลางอากาศก่อนจะแยกออกจากกันทว่าในวินาทีต่อมาพลันมีเลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นขึ้นกลางอากาศเพราะหมัดของบุรุษวัยกลางคนผู้นั้นแตกกระจายทันทีที่แยกจากกัน!
อ๊าก!~~
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวดังออกมาจากปากของบุรุษวัยกลางคนใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวและล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็วซึ่งความเจ็บปวดเช่นนี้ต่อให้เป็นชายฉกรรจ์อย่างเขาก็ยังไม่อาจทนรับไหว
สีหน้าของบรรดาองครักษ์ที่อยู่โดยรอบต่างเปลี่ยนไปในทันใดการที่หัวหน้าองครักษ์ซึ่งอยู่ในขั้นหลอมปราณแพ้พ่ายในหมัดเดียวก็นับว่ากระทบกระเทือนต่อหัวใจพวกเขาประหนึ่งว่ามีไม้ตะบองฟาดลงมาบนหัวใจซึ่งขณะที่ผู้คนกำลังตกตะลึงนั้นเมิ่งฝานก็เคลื่อนทะยานหายเข้าไปในความมืดแล้ว
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานทะยานหนีออกไปอย่างรวดเร็วหัวใจของบรรดาองครักษ์ทั้งหลายต่างสั่นสะท้านจากนั้นจึงมีคนตะโกนขึ้นเสียงดังว่า “ยิงธนู”
ขณะเดียวกันพลันมีเสียงทะลวงอากาศของลูกศรจำนวนนับไม่ถ้วนดังขึ้นพุ่งไปยังจุดที่เมิ่งฝานเคยอยู่และหายเข้าไปในความมืดนั้น
“ท่านเจ้าเมืองตายแล้วจริงหรือ!”
ไม่รู้ว่าผู้ใดเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางผู้คนที่มากมายเหล่านั้นแล้วปรายตามองไปยังห้องที่เคยมีเงาของเหยียนหยางอยู่ภายในเหล่าองครักษ์ต่างพากันนิ่งเงียบและชะงักงันดุจไก่ไม้ทั้งรู้โดยทั่วกันว่าเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้...คงจะต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว!
ภายใต้ความมืดมิดที่ปกคลุมนั้นเงาร่างของผู้ที่ใส่ชุดคลุมสีดำกลับเข้ามายังหอมหาสมบัติ เขาคือเมิ่งฝานนั่นเองหลังจากกลับมาถึงห้องและมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดบังเอิญเห็นตนเองเมิ่งฝานก็ถอนหายใจออกมาเสียงยาว
การที่ต้องฝ่าวงล้อมออกมาจากจวนเจ้าเมืองตามลำพังนับว่าอันตรายอย่างยิ่งเขารู้ว่าหากตอนนั้นตนเองช้ากว่านี้แม้เพียงก้าวเดียวก็คงจะถูกล้อมเอาไว้จนไม่อาจหลบหนีได้
“ช่างอันตรายเสียจริง!”
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มขึ้นที่มุมปากเมื่อถอดชุดคลุมสีดำบนร่างออกไปก็พบว่ามีเลือดไหลออกมาหัวลูกศรปักลึกเข้าไปในกระดูกของเขาถึงสองดอกแม้ว่าจะเคลื่อนไหวว่องไวเพียงใดก็ไม่อาจหลบเลี่ยงลูกศรมากมายนับไม่ถ้วนเหล่านั้นได้ทั้งหมดอยู่ดี
เด็กหนุ่มกัดฟันแน่นก่อนจะดึงลูกศรนั้นออกมาจากนั้นจึงใช้พลังจากไข่อสูรทมิฬฟื้นฟูพลังให้แก่ร่างกายกว่าจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้งเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปพักใหญ่
“เป็นอย่างไรบ้าง ฟื้นฟูได้พอประมาณแล้วใช่หรือไม่?”
เสียงของรั่วสุ่ยอีดังขึ้นที่ข้างหูนัยน์ตาของเมิ่งฝานอัดแน่นไปด้วยความโกรธในทันใด ก่อนจะกัดฟันเอ่ยว่า“ท่านเกือบทำให้ข้าต้องตาย!”
“เจ้าก็ยังไม่ตายไม่ใช่หรือ?” รั่วสุ่ยอีหัวเราะออกมาเสียงเบาจากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หาได้สนใจสิ่งใด “นี่เพิ่งจะเท่าใดกันเองทุกย่างก้าวของการบำเพ็ญพลังปราณนั้นเต็มไปด้วยอันตรายใหญ่หลวงโดยเฉพาะการฝึกฝนคัมภีร์ทวนเทพของเจ้าที่อย่างไรก็ต้องดำเนินชีวิตอยู่บนการล่าสังหารอยู่แล้วไม่เจ้าก็ศัตรูที่ต้องตายกันไปข้างข้าเพียงให้เจ้าได้สัมผัสถึงรสชาติของมันก่อนเท่านั้นเอง เป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ยิ้มเจื่อนก่อนจะเอ่ยอย่างจนปัญญา“หากเป็นเช่นนั้นท่านก็ควรจะบอกข้าล่วงหน้าก่อนไม่ใช่หรือขอรับ!”
“เอาล่ะ เอาล่ะครั้งหน้าข้าจะบอกเจ้าก่อนก็แล้วกัน!”รั่วสุ่ยอีส่ายหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายอกสบายใจ
เมิ่งฝานอ้าปากกำลังจะเอ่ยวาจาทว่าสีหน้าของเขากลับเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันเพราะมีการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเกิดขึ้นกับพลังปราณภายในกายชั่วพริบตาต่อมาลมปราณพลันแผ่ซ่านไปทั่วร่างนัยน์ตาของเด็กหนุ่มวาวโรจน์ก่อนจะรีบนั่งลงไปบนเตียงขนาดเล็กนั้น
ยามนี้พลังปราณภายในร่างกายกำลังไหลเวียนอย่างไม่หยุดยั้งซึ่งนี่...มันคือเค้าลางของการบรรลุ!
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็รู้สึกตื่นเต้นไปทั้งหัวใจเขานึกไม่ถึงเลยว่าการเผชิญกับอันตรายที่อาจถึงชีวิตครั้งหนึ่งจะเป็นการกระตุ้นศักยภาพภายในร่างกายจนทำให้เกิดการบรรลุระดับพลังเช่นนี้
เมื่อนั่งขัดสมาธิลงได้เด็กหนุ่มจึงทำการเคลื่อนพลังปราณตามขั้นตอนของคัมภีร์ทวนเทพแม้ว่าวิชายุทธ์แห่งพลังปราณม้วนนี้จะลึกลับเป็นอย่างยิ่งแต่ก็ยังไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดถึงขั้นที่แทบไม่อาจเทียบกับวิชายุทธ์ระดับสูงธรรมดาได้เลยด้วยซ้ำ
เพียงชั่วพริบตาหลังจากที่เมิ่งฝานเคลื่อนพลังปราณตามขั้นตอนของคัมภีร์กล้ามเนื้อในร่างกายพลันขยายตัวพลังปราณภายในร่างไหลเวียนประหนึ่งสายธารหลากก็ไม่ปานหนึ่งชั่วยามผ่านพ้นสองชั่วยามผ่านไป สุดท้ายพลังปราณทั้งหมดในร่างกายของเมิ่งฝานล้วนทะยานขึ้นเบื้องบนแล้วไปรวมกันยังจุดหนึ่งเหนือสมุทรจิต
จุดไป๋ฮุ่ย!
ร่างกายของเมิ่งฝานสั่นสะท้านเขารู้ดีว่าจุดไป๋ฮุ่ยนั้นคือจุดที่ตั้งทะเลปราณของตนเองเป็นศูนย์รวมพลังปราณที่อยู่ในร่างกายทั้งหมดเขารู้สึกราวกับว่าประตูบานใหญ่ของสมองได้เปิดกว้างขึ้นในทันใดก็ไม่ปานพลังปราณของทั้งร่างนั้นก็พลันเดือดพล่านขึ้นเช่นกัน ก่อนจะมีอักขระอันแปลกประหลาดปรากฏขึ้นที่หัวใจอย่างคาดไม่ถึง!
มันเป็นอักขระที่แปลกประหลาดยิ่งเกิดขึ้นจากการผสานตัวของพลังปราณและตั้งตระหง่านอยู่บนสมุทรจิตเพียงชั่วพริบตาลมปราณภายในร่างกายของเมิ่งฝานพลันแผ่ซ่านพร้อมกับตวาดเสียงต่ำเส้นแขนงปราณภายในร่างกายขยายตัวมากกว่าเดิมราวสามเท่า
ขั้นหลอมปราณระดับที่สอง!
เมิ่งฝานบรรลุระดับพลังในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจผสานพลังปราณทั้งร่างกายเข้าด้วยกัน กำลังภายในแตกซ่านกล้ามเนื้อปรากฏขึ้นมาอย่างเด่นชัดเมื่อระดับพลังเลื่อนขึ้นอีกครั้งเมิ่งฝานก็รู้ดีว่ายามนี้พื้นฐานแห่งพลังปราณภายในร่างกายของตนเองนั้นมั่นคงอย่างยิ่งแล้วแต่เขายังไม่มีเวลาไปดีใจกลับมองไปยังจุดทะเลปราณของตนเองแทน
อิงตามหลักแล้วหลังจากที่เลื่อนมาถึงขั้นหลอมปราณระดับที่สองไม่ว่าจอมยุทธ์ผู้ใดก็จะมีสมุทรปราณเกิดขึ้นในจุดไป๋ฮุ่ยเพื่อควบคุมพลังปราณภายในร่างกายทั้งสิ้นทว่าทะเลปราณของเขานั้นกลับเป็นอักขระที่แปลกประหลาด
หรือมันจะเป็นเพราะคัมภีร์ทวนเทพ?
หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านก่อนจะรีบมองไปยังอักขระตัวนั้นแต่เขาก็หาได้พบเจอสิ่งที่แปลกประหลาดไม่ คงจะมีเพียงการบำเพ็ญพลังต่อไปในภายหน้าเขาจึงจะรู้ถึงความแตกต่างของมัน
เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นในใจและรู้ดีว่าพลังของคัมภีร์ทวนเทพของตนเองในยามนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้นอิงตามที่บันทึกเอาไว้ก็บ่งบอกได้ว่าภายหน้าเขาจะต้องกลืนกินพลังของอีกฝ่ายจึงจะรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของคัมภีร์ม้วนนี้ได้
การพัฒนาของวิชายุทธ์นั้นเกรงว่าแม้แต่บนผืนแผ่นดินใหญ่นี้ก็คงไม่มีผู้ใดเคยได้ยินเลยด้วยซ้ำดูท่ามรรคาแห่งการบำเพ็ญตนของเมิ่งฝานคงไม่มีทางเหมือนผู้อื่นเป็นแน่
หลังจากที่ครุ่นคิดขึ้นในใจเด็กหนุ่มก็มองออกไปนอกหน้าต่างแสงจันทร์ในสายตาเขาคล้ายสายธารทว่าในสายตาของสถานที่ซึ่งมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนานั้นกลับเป็นดั่งจันทร์สีเลือดเมื่อเหยียนหยางตายไปก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าสีหน้าของผู้คนในเมืองเหยียนเฉิงในวันรุ่งขึ้นจะเป็นเช่นไร!