หนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์

    เรื่องปวดหัวของลั่วอู่หลิน

    หลังจากที่ลั่วอู่หลินและหลินชิงหลวนเดินทางมาถึงยังเมืองจ้าน เจ้าเมืองและตระกูลหลักก็ต่างพากันมาต้อนรับเป็นอย่างดีโดยไม่มีข้อบกพร่องใดๆ

     

    แต่ทว่าหลังจากที่สองป้าหลานตรวจสอบเรื่องต่างๆกลับมีเรื่องที่ทำให้ลั่วอู่หลินถึงกับคิ้วกระตุกและปวดหัวในทันที แม้ที่นี่จะไม่มีปัญหาเรื่องขุมกำลังเซิ่งหุน แต่ทว่ากลับมีเรื่องบาดหมางกับหอคอยสายฟ้าของนิกายเบิกฟ้า เจ้าพวกนี้ช่างสร้างปัญหาให้เขาและครอบครัวเสียจริง

     

    "ดี ดีมาก!! พวกมันยิ่งผยองถึงขนาดล่วงล้ำอาณาเขตของตำหนักเปลวเพลิงโชติช่วง ไปหลานข้า! ไปทำให้พวกมันรู้ว่านิกายของเราไม่ใช่อะไรที่จะยั่วยุได้ง่ายๆ!!"หลินชิงหลวนกล่าวด้วยความโกรเกรี้ยว ผิดกลับลั่วอู่หลินที่แทบจะร้องไห้ออกมา เขาอุตตส่าโล่งใจที่เมืองเบิกฟ้าอยู่ในเขตการปกครองของตำหนักดวงดาว แต่หอคอยสายฟ้าตัวดีถึงยังรุกล้ำพื้นที่เขตแดนของเมืองจ้านเสียอย่างนั้น

     

    "ทะ ท่านป้า เรื่องนี้ท่านต้องใจเย็นๆหากท่านลงมืออาจจะทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับตำหนักดวงดาวสั่นคลอนได้"

     

    "จะเย็นได้อย่างไร เรื่องนี้พวกเราไม่ผิด แต่เป็นพวกมันที่กล้ารุกล้ำพื้นที่เมืองเรา ถึงอย่างไรพวกมันก็ต้องรับผิดชอบ!!"หลินชิงหลวนกล่าวเสียงแข็ง และลอยขึ้นเรือเหาะไป ลั่วอู่หลินในตอนนี้ก็จนปัญญาที่จะห้ามได้ ท่านป้าคนนี้ช่างใจร้อยเสียจริงๆ

     

    "เห้อ ไว้ค่อยหาทางเอาตัวรอดก็แล้วกัน"ชายหนุ่มถอนหายใจและลอยตามขึ้นเรือไป แม้จะกล่าวออกมาเช่นนั้นแต่ความจริงลั่วอู่หลินก็หวังอยู่ลึกๆเช่นกันให้ท่านป้าผู้นี้กำจัดหอคอยสายฟ้าให้ เพราะถึงอย่างไรหอคอยนี้ก็รั้งจะสร้างปัญหาให้นิกายเบิกฟ้าอยู่แล้ว จะมีหรือไม่มีนิกายเบิกฟ้าก็ไม่ได้สั่นคลอนอะไร

     

    เรือเหาะเคลื่อนตัวออกไปรวดเร็วประดุจสายฟ้า ลั่วอู่หลินสัมผัสได้ว่ามันเร็วกว่าตอนที่เขาเดินทางจากตำหนักเทพสวรรค์มายังเมืองหยางเสียอีก สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหลินชิงหลวนควบคุมมันด้วยตนและใช้ลมปราณของตนเองในการขับเคลื่อนไม่ได้ดึงพลังปราณออกมาจากอากาศเหมือนอย่างปกติที่เรือเหาะควรทำ

     

    ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาวด้วยซ้ำ เรือเหาะลำนี้ก็มาหยุดลงที่บนท้องนภาเหนือเมืองเบิกฟ้าจนทำให้ทุกคนพากันแตกตื่นกับการมาถึงอย่างรวดเร็วของมัน แม้แต่ลั่วอู่หลินที่อยู่บนเรือเองก็เช่นกันด้วยความเร็วเช่นนี้เขาแทบจะยังไม่ทันได้ทำใจ

     

    "ใครหน้าไหนมันบังอาจรุกล้ำอาณาเขตของนิกายข้า ไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้!"หลินชิงหลวนไม่รอช้าเมื่อมาถึงก็ประกาศออกไปอย่างโกรธเกรี้ยวทันทีโดยไม่รั้งรอ

     

    เสียงของนางทำให้หลินอี้เฟยที่อยู่ในคฤหาสน์ถึงกับคิ้วขมวด ต่อให้ผ่านมาหลายร้อยปีแต่เสียงของหลานคนเดียวมีหรือที่นางจะจำมันไม่ได้

     

    "ชิงหลวนมาได้อย่างไร!!"ลั่วไห่เฟิงที่หลับตาทำสมาธิอยู่ในตอนนี้เต็มไปด้วยความจริงจัง

     

    หลินอี้เฟยส่ายหน้า "ข้าเองก็ไม่รู้ ดูเหมือนในนิกายของเราจะไปทำอะไรให้นางโกรธเคืองสักอย่าง เห้อ ดูเหมือนว่าสถานที่ๆพี่ชายของข้าอุตส่าปิดเป็นความลับกับท่านพ่อท่านแม่เอาไว้จะโดนหลานสาวคนนี้เปิดโปงเสียแล้ว"

     

    "กล่าวเช่นนี้ หมายความว่าพวกเราจะต้องเปิดเผยตัวตนใช่หรือไม่"ลั่วไห่เฟิงกล่าวถาม หลินอี้เฟยยกยิ้มพยักหน้าตอบรับ เนื่องจากถึงอย่างไรประมุขนิกายเบิกฟ้าก็แซ่ลั่ว หลินชิงหลวนที่รู้จักลั่วไห่เฟิงดีย่อมต้องเอะใจเป็นธรรมดา ดังนั้นนางจึงคิดว่าควรออกไปสนทนาเสียหน่อยเพื่อไม่ให้ความลับรั่วไหลออกไป

     

    ตัดกลับไปด้านบนท้องนภาในตอนนี้เจ้าหอคอยทั้งสี่รวมไปถึงผู้นำนิกายพุ่งทยานขึ้นมาบนท้องฟ้าด้วยความสงสัย เมื่อเห็นหญิงสาวเพียงหนึ่งคนกำลังมองพวกเขาด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยวก็อดแปลกใจไม่ได้ หญิงสาวคนนี้เป็นใครกัน เหตุใดถึงได้มาโวยวายดังลั่นไปทั่วทั้งเมืองเช่นนี้

     

    "แม่นางผู้นี้ ท่านมานี่นี่ด้วยเหตุอันใดงั้นหรือ"ลั่วเฉินกล่าวอย่างประนีประนอม เนื่องจากมิอาจจะสัมผัสพลังของหลินชิงหลวนได้ ดังนั้นเขาจึงคาดเดาสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ก่อนนั่นคือหญิงสาวคนนี้แข็งแกร่งกว่าเขา

     

    "หึ เจ้าคือผู้นำนิกายสินะ ก็ดี!! จะได้ถามให้รู้เรื่อง เจ้ารู้หรือไม่ว่าหอคอยสายฟ้าของนิกายเบิกฟ้าได้ลุกล้ำอาณาเขตเมืองจ้าน ทั้งยังสังหารทหารยามที่ริมชายแดนไปมากมาย!"หลินชิงหลวนกล่าวขึ้นเห็นได้ชัดเลยว่านางโกรธจริงๆ ส่วนลั่วเฉินที่ได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองผู้นำหอคอยสายฟ้านามเหล่ยหยางในทันที ไม่ใช่เพียงแค่ลั่วเฉิน แต่ผู้นำหอคอยเปลวเพลิง หอคอยหิมะขาว รวมไปถึงหอคอยสายลมเองก็เช่นกัน

     

    การรุกล้ำอาณาเขตของเมืองอื่นนั้นเป็นเรื่องต้องห้าม ยิ่งเมืองจ้านที่เป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนานยิ่งไม่ใช่เรื่องที่สมควร การกระทำเช่นนี้ของหอคอยสายฟ้าจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนในนิกายมิอาจที่จะละเลยได้

     

    "เหล่ยหยาง เจ้าต้องอธิบายเรื่องนี้ให้กระจ่าง ว่าเป็นอย่างที่แม่นางคนนี้กล่าวหรือไม่!!"ลั่วเฉินกล่าวขึ้นอย่างเคร่งครึม

     

    ชายวัยกลางคนไว้หนวดเล็กน้อยยกยิ้มเย็นยะเยือกและหัวเราะอย่างบ้าคลั่งออกมา "ฮ่าๆๆถ้าใช่แล้วมันจะทำไม ลั่วเฉินเจ้าเอาแต่พานิกายย้ำอยู่กับที่เช่นนี้แล้วมันจะไปได้เรื่องได้อย่างไร ข้าจึงอาสาออกคำสั่งขยายอาณาเขตของพวกเราออกไปเสียเลยยังไงละ เจ้าควรทราบซึ้งใจด้วยซ้ำและไม่ควรมาตำหนิข้าเช่นนี้"

     

    "เหล่ยหยาง เจ้าบ้าไปแล้วหรือ เมืองจ้านเป็นพันะมิตรกับพวกเราแล้วเจ้าไปโจมตีพวกเขาได้อย่างไร"ผู้นำหอคอยหิมะ ไป่หมิงกล่าวออกไปเช่นนั้น แน่นอนพวกเขาย่อมรู้ดีว่าที่เหล่ยหยางกล้าที่จะพูดเช่นนี้ออกมาเป็นเพราะบุตรสาวของมันได้แต่งงานกับผู้อาวุโสนิกายดวงดาว ดังนั้นความหยิ่งผยองจึงพลั่งพลูออกมาไม่น้อยเลยทีเดียว

     

    "โอ้ งั้นเจ้าก็ยอมรับแล้วสินะ ข้าจะได้สำเร็จโทษเจ้าเสียตรงนี้"หลินชิงหลวนกล่าว เหล่ยหยางที่ได้ยินก็พลันหยิ่งผยองยกยิ้มเย้ยอย่างไม่หวาดกลัว

     

    "สำเร็จโทษข้า สาวน้อยเจ้านับว่าเป็นตัวอะไรถึงกล้ากล่าวเช่นนั้นกับข้า"เหล่ยหยางกล่าวราวกับมันเป็นเรื่องตลก หลินชิงหลวนที่มีโทสะอยู่แล้วก็พลันระเบิดพุ่งออกมาในทันทีแและพุ่งตรงไปที่เหล่ยหยาง

     

    ภายในเสี้ยวพริบตาเท่านั้นฝ่ามือของหญิงงามก็ปะทะเข้ากับร่างกายของชายวัยกลางคนจะมันกระเด็นไปหลายสิบลี้ไปชนติดกับกำแพงของหอคอยสายฟ้าในทันทีจนทำให้หอคอยเริ่มที่จะแตกร้าวอย่างเห็นได้ชัด

     

    ลั่วอู่หลินที่นั่งชมอยู่บนเรือก็อดหัวเราะชอบใจไม่ได้ เจ้าหอคอยสายฟ้าคนนี้โง่เง่ายิ่งนักที่หยิ่งผยองกับคนที่ตนเองไม่สามารถตรวจสอบระดับพลังได้ โชคดีที่ท่านป้าของเขามิได้สวมชุดนิกาย ไม่เช่นนั้นอาจจะได้เห็นท่าทีนอบน้อมของเหล่ยหยางแทนได้ ซึ่งมันอาจจะเอาผลประโยชน์ต่างๆมาแลกเปลี่ยนเพื่อให้อยู่รอด และชายหนุ่มไม่ได้ต้องการเช่นนั้น

     

    "อั๊ก!!"

     

    เหล่ยหยางกระอักเลือดคำโต หน้าอกของมันยุบลงไปเป็นรูบฝ่ามือดูน่าหวาดเสียวยิ่ง เมื่อถูกการโจมตีโดยไม่รู้ตัวเช่นนี้ มันรู้แล้วว่าเล่นผิดคน หญิงสาวเบื้องหน้านี้ไม่ใช่อะไรที่มันสามารถรับมือได้

     

    "ท่านพ่อ!"เหล่ยหงพุ่งทะยานเข้ามาด้วยแววตาตื่นตระหนก ลั่วอู่หลินที่นั่งอยู่บนเรือเมือเห็นก็อดคิ้วขมวดในทันใด ชายคนนี้เคยทำร้ายไป่หนี่ทำไมเขาจะจำไม่ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ลั่วอู่หลินก็พลันชี้นิ้วไปทางเหล่ยหงในทันที และใช้ออกด้วยทักษะเทพสวรรค์จู่โจมอย่างไม่ต้องคิดอะไร

     

    "ไม่!!!"

     

    เมื่อเห็นลำแสงจากบนเรือพุ่งไปทางบุตรชาย เหล่ยหยางถึงกับหน้าซีดเซียวร้องตะโกนสุดเสียง แต่ทว่าคิดจะไปช่วยตอนนี้ก็ไม่ทันเสียแล้ว ลำแสงสีทองที่ประดุจการลงทัณฑ์จากสวรรค์กลืนกินร่างของเหล่ยหงหายไปและทำให้หอคอยสายฟ้ากลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่

     

    หลินชิงหลวนที่เห็นการลงมือของหลานชายก็อดสงสัยไม่ได้ ไหนตอนแรกบอกให้นางอย่าวู่วาม แต่ไฉนตอนนี้กลับทำเสียเองกัน

     

    "เอาเถอะ เอาเป็นว่ากำจัดชายคนนี้แล้วถล่มหอคอยสายฟ้าที่เป็นต้นเหตุเพื่อข่มขู่ก็พอ"หลินชิงหลวนกล่าวขึ้นพร้อมกับลูกไฟสีดำดวงเล็กๆที่น่าพิศวงยิ่ง

     

    ลั่วอู่หลินถึงกับหรี่ตามองท่านป้าของเขาในทันทีก่อนที่ดวงตาจะสั่นเคลือเต็มไปด้วยความตกตะลึง "เปลวเพลิงสวรรค์ลำดับที่สิบสอง เปลวเพลิงอเวจีนิรันดร์ ท่านป้าก็มีเปลวเพลิงสวรรค์อย่างนั้นหรือ นี่คงไม่ได้หมายความว่าในครอบครัวหลินจะมีกันทุกคนหรอกนะ"

     

    ชายหนุ่มอดคิดเช่นนั้นไม่ได้จริงๆหากตระกูลหลินมีเปลวเพลิงสวรรค์ครบทุกคนบอกได้เลยว่าในอนาคตความรุ่งโรจน์คงจะอยู่ไม่ไกลเป็นแน่แท้ ไม่ว่าจะแดนเซียนหรือแดนสวรรค์คงจะมีคนอ้าแขนต้อนรับพวกเขาอย่างเต็มใจ

     

    "จะ เจ้าจะฆ่าข้าไม่ได้ ลูกสาวข้าเป็นถึงภรรยาของผู้อาวุโสลำดับที่ห้าของตำหนักดวงดาว หากเจ้าฆ่าข้าไป เจ้าและครอบครัวไม่ตายดีแน่"เหลยหยางกล่าวข่มขู่ดวงหวังว่าอีกฝ่ายจะปล่อยเขาไป

     

    ส่วนทางด้านของผู้นำนิกายลั่วเฉินและเจ้าหอคอยทั้งสามไม่ได้ไปช่วยเหล่ยหยางแต่อย่างใด กรรมนี้อีกฝ่ายเป็นคนก่อขึ้นมาเอง อีกทั้งนิกายเบิกฟ้าแม้จะขาดตำหนักสายฟ้าก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากนัก กลับกันมันยังจะทำให้นิกายของพวกเขาดีขึ้นอีกด้วย

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งฝ่ามือพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน