จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 118 มังกรฟ้าพิโรธ

            เมื่อเห็นสีหน้าของฉู่ซวนเอ๋อร์เย่เฉินก็พูดขึ้นเบาๆ และจำเป็นจะต้องแสดงฝีมือออกมา

            ทันทีที่เขากำลังจะใช้วิชาแปลงกายเย่เฉินก็มองไปยังเชือกที่กำลังมัดตนเองเอาไว้ และหัวเราะเบาๆ “เอ่อ อาจารย์! ท่านช่วยปล่อยศิษย์ก่อนได้ไหม เชือกของท่านกักพลังปราณของข้าเอาไว้”

            “ข้าอยากดูสักหน่อยว่าเจ้าจะแปลงกายออกมาเป็นอะไร”ฉู่ซวนเอ๋อร์โบกมือทันทีและเรียกคืนเชือกที่ถูกหลอมมาเป็นพิเศษ

            เมื่อเย่เฉินถูกปลดปล่อยแล้วเขาสัมผัสใบหน้าที่บวมช้ำของตนเองเป็นอันดับแรกจากนั้นจึงทำการขยับกล้ามเนื้อและกระดูก และยกประสานมือทำมุทรา ทำแบบนี้อยู่ครู่หนึ่งในที่สุดก็ตะโกนเสียงดัง “เปลี่ยน”

            ทันใดนั้นก็มีกลุ่มไอของพลังสีขาวปรากฏบนร่างกายเขา ขณะนี้รูปลักษณ์ของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

            เขาแปลงกายเป็นชายร่างใหญ่มีหนวดเคราร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า ใบหน้าเต็มไปด้วยความดุร้าย ดวงตาดุดันน่าเกรงขามกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างดูเหมือนกับของจริงมาก ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อประดุจดังมังกรฉิวหลงที่มีพลังอำนาจมากที่สุดในหมู่มังกร

            “อาจารย์คนสวยเป็นอย่างไร” เย่เฉินหันกลับมา รู้สึกพึงพอใจกับวิชาที่ตนเองได้แอบเรียนมาอย่างมากในใจจึงอดไม่ได้ที่จะทึ่งกับความสามารถในการวิเคราะห์และคัดลอกของเนตรวงล้อเทวะ

            เมื่อมองไปยังฉู่ซวนเอ๋อร์อีกครั้งสีหน้าของนางดูตื่นเต้นมาก นางนึกไม่ถึงเลยว่าศิษย์ฝึกหัดขั้นรวมพลังจะสามารถใช้วิชาการแปลงกายได้ยอดเยี่ยมเช่นนี้

            “เปลี่ยนอีกครั้ง”อีกด้านหนึ่ง เย่เฉินที่เรียนรู้วิชาแปลงกายได้แล้วจากนั้นได้ทำการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและรูปลักษณ์อย่างต่อเนื่องบางครั้งก็กลายเป็นชายชรา บางครั้งก็กลายเป็นบัณฑิต บางครั้งก็กลายเป็นหญิงสาวและบางครั้งก็กลายเป็นเด็กหนุ่ม

            ท้ายที่สุดเขาก็แปลงกายเป็นรูปลักษณ์ของฉู่ซวนเอ๋อร์

            “เจ้าเด็กนี่...”เมื่อมองไปยังเย่เฉินที่อยู่ตรงหน้าดวงตาที่งดงามของฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

            “ไม่เลวนี่”ขณะที่กำลังหันไปรอบๆ เย่เฉินก็ยกมือขึ้นและมองตนเองเป็นระยะๆเขาแปลงกายออกมาได้คล้ายคลึงเป็นอย่างมาก หากจะมองแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกเกรงว่าคงจะเป็นเรื่องยากที่คนนอกจะแยกออกว่าคนไหนคือฉู่ซวนเอ๋อร์ตัวจริง

            “นุ่มจริงๆ”เย่เฉินหมุนไปรอบๆ และวางมือลงบนหน้าอก สัมผัสไปบนยอดเขาหยกคู่นั้น ความรู้สึกที่แสนนุ่มนวล ช่างเหมือนกับการได้สัมผัสกับหน้าอกของฉู่ซวนเอ๋อร์จริงๆ

            เมื่อเห็นการกระทำของเย่เฉินในดวงตาของฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เกิดประกายไฟลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็วแม้ว่าเย่เฉินจะกำลังลูบไล้ตนเอง แต่เขาได้แปลงกายอยู่ในรูปลักษณ์ของฉู่ซวนเอ๋อร์เมื่อได้สัมผัสกับภูเขาหยกคู่นั้น จึงทำให้นางทั้งอายทั้งโกรธ

            เพียะ!

            ไม่นานเสียงการตบของฝ่ามือก็ดังขึ้นกึกก้อง มันดังเป็นพิเศษเย่เฉินที่กำลังสัมผัสหน้าอกของตนเองอยู่นั้นก็ถูกฝ่ามือหนึ่งตบเข้าไปจนนอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้น

            “ข้าให้เจ้าสัมผัสให้เจ้าสัมผัส” ฉู่ซวนเอ๋อร์ได้พับแขนเสื้อขึ้นทันทีแล้วกดเย่เฉินจมลงไปบนพื้นอีกครั้ง สีหน้าของนางดูไม่สบอารมณ์ราวกับจะเข้ามาทุบตีตามใจ

            “บ้าหรือข้าไม่ได้สัมผัสท่านสักหน่อย” เย่เฉินตะโกนเสียงดังออกมาแต่ก็ได้รับการตอบกลับด้วยการถูกตบหน้า

            จากนั้นฉู่ซวนเอ๋อร์ก็ยกแขนขึ้นมาสูดหายใจเข้าลึกๆ และมีความรู้สึกพอใจชัดเจนอยู่บนใบหน้าที่งดงามของนาง

            เมื่อมองไปยังเย่เฉินอีกครั้งทั่วทั้งใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยน้ำตา!

            “วันนี้อาจารย์อารมณ์ดีวิชาลับนี้ก็ให้เป็นรางวัลเจ้าไปแล้วกัน” ฉู่ซวนเอ๋อร์สะบัดผม ก้าวไปในอากาศจากนั้นก็มีม้วนตำราหยกร่วงหล่นลงมา มันตกลงมาตรงด้านหน้าของเย่เฉิน

            เย่เฉินที่ถูกทุบตีไปจนเปื้อนเลือดเมื่อได้ยินว่ามีวิชาลับ เขาก็รีบเช็ดเลือดที่จมูกและมุ่งไปหยิบม้วนตำราหยกบนพื้น

            “แบบนี้มันจึงจะคุ้มค่ากับการต่อสู้”เย่เฉินหัวเราะด้วยใบหน้าที่บวมช้ำ หากเขาต้องได้รางวัลเป็นวิชาลับเขาก็อยากจะให้ฉู่ซวนเอ๋อร์กลับมาจริงๆ และทุบตีเขาอีกสักสองสามครั้ง ไม่รู้ว่าหากนางรู้เรื่องวิชาลับเช่นนี้ของเขา นางจะบอกกับเย่เฉินไปว่าเจ้านี่เลวจริงๆ

            ในตอนกลางคืนเย่เฉินกำลังนั่งอยู่บนเถาวัลย์ของต้นไม้โบราณ ในภูเขาด้านหลัง

            แกรก!

            เมื่อเขาออกแรงใช้นิ้วจิ้มลงไปม้วนตำราหยกนั้นก็แตกออกทันที

            ทันใดนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่หน้าผากของเขากลายเป็นตัวอักษรที่เห็นได้อย่างเลือนลาง ตรงด้านหน้าสุดของตัวอักษรเหล่านั้นยังมีตัวอักษรอีกสองตัวที่ใหญ่กว่าเล็กน้อยเขียนเอาไว้ว่า"มังกรฟ้าพิโรธ"

            มังกรฟ้าพิโรธ

            เย่เฉินหลับตาทั้งสองข้างลงในขณะที่กำลังซึมซับอยู่นั้น เย่เฉินก็พึมพำคำทั้งสี่คำนี้

            เขาได้เรียนรู้จากคำแนะนำของมังกรฟ้าพิโรธว่านี่คือวิชาลับที่เกี่ยวกับคลื่นเสียงโดยส่วนมากแล้วมักจะเป็นวิชาลับที่มุ่งเป้าโจมตีจิตวิญญาณของมนุษย์ยิ่งถ้าฝึกจนสำเร็จ ก็ไม่ต้องพูดถึงอานุภาพของเสียงคำรามที่ดังทะลุชั้นฟ้านั้นเลย

            “มุ่งโจมตีจิตวิญญาณเป็นวิชาลับที่มีความลึกลับมากจริงๆ”สีหน้าของเย่เฉินในตอนนี้เต็มไปด้วยความดีใจอย่างท่วมท้นเพียงแต่การตะโกนออกไปดังๆ นั้น ก็ยังไปได้ไม่ถึงไหน!

            เย่เฉินตระหนักดีว่าฉู่ซวนเอ๋อร์ไม่ได้หลอกลวงเขา และยังถ่ายทอดวิชาลับอันน่าเกรงกลัวให้กับเขาด้วยความลึกลับจนพิสดารของจิตวิญญาณทำให้วิชาลับที่มุ่งโจมตีจิตวิญญาณนั้นมีอยู่น้อยมาก หากนำไปใช้งานได้อย่างเหมาะสมก็คงจะมีผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงอย่างแน่นอน

            เขาค่อยๆระงับความตื่นเต้นที่มีอยู่ในใจจนสงบลง จากนั้นจึงจดจ่ออยู่กับการทำความเข้าใจความลึกลับของวิชามังกรฟ้าพิโรธ

            ค่ำคืนที่ดึกสงัดดวงดาวพร่างพราวดุจฝุ่นกระจายทั่วท้องฟ้า

            ภูเขาด้านหลังสำนักเหิงเยว่ในตอนนี้เงียบสงบเย่เฉินกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเถาวัลย์ดุจนักพรตชราที่กำลังนั่งเข้าฌานสมาธิทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับการศึกษาวิชามังกรฟ้าพิโรธ

            เมื่อระยะเวลาผ่านไปชั่วเวลาหนึ่งคิ้วของเขาบางครั้งขมวดแน่น บางครั้งก็คลายออก

            ขณะที่ค่อยๆซึมซับวิชาและศึกษาวิชามังกรฟ้าพิโรธทำให้เขามีความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพลังของจิตวิญญาณมังกรฟ้าพิโรธเป็นวิชาที่มุ่งเน้นการโจมตีจิตวิญญาณพลังจิตวิญญาณและธรรมชาตินั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างมากกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าระดับความแข็งแกร่งของวิชามังกรฟ้าพิโรธส่วนมากแล้วจะขึ้นอยู่กับระดับของพลังจิตวิญญาณ

            ยิ่งไปกว่านั้นเขายังพบว่าการใช้วิชามังกรฟ้าพิโรธจะต้องได้รับการช่วยเหลือจากพลังจิตวิญญาณซึ่งจะต้องมีพลังจิตวิญญาณอยู่ในระดับขั้นกระจกวิญญาณเป็นอย่างน้อย ไม่อย่างนั้นอานุภาพที่ทรงพลังของมังกรฟ้าพิโรธก็จะทำลายจิตวิญญาณของตนเองได้

            เขามีคุณสมบัติที่จำเป็นทั้งหมดในการฝึกฝนวิชามังกรฟ้าพิโรธอยู่ก่อนแล้ว

            สวีฝูเคยทดสอบพลังจิตวิญญาณของเขาแล้วซึ่งมีระดับอยู่ในขั้นกระจกวิญญาณ ซึ่งเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่เขาจะใช้วิชาลับมังกรฟ้าพิโรธ

            “อันที่จริงมันคือวิชาลับที่ทรงอานุภาพมาก”

            “ควบคุมพลังปราณรวบรวมพลังจิตวิญญาณ จากนั้นก็ใช้วิชามังกรฟ้าพิโรธแสดงคลื่นเสียงนั้นออกมาและโจมตีสร้างความเสียหายให้กับจิตวิญญาณของศัตรู”

            “ผู้อาวุโสที่สร้างวิชามังกรฟ้าพิโรธขึ้นมาจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน”

            เย่เฉินพึมพำอย่างต่อเนื่องจากนั้นจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นวิธีการฝึกฝนของวิชาลับมังกรฟ้าพิโรธได้ตราตรึงอยู่ในความทรงจำในทะเลลมปราณของเขาแล้ว

            “ไม่รู้มันจะทรงพลังเพียงใด”เย่เฉินพูดออกมาพลางกระโดดพลิกตัวลุกขึ้นยืน จากนั้นก็เดินไปยังกำแพงหิน

            เขาสูดหายใจเข้าลึกๆจากนั้นจึงหลับตาลงอีกครั้ง และทำการทบทวนวิธีการฝึกฝนมังกรฟ้าพิโรธอย่างเงียบๆ ทั้งพลังปราณและพลังจิตวิญญาณถูกกระตุ้นขึ้นในเวลาเดียวกันจากนั้นพวกมันก็รวมตัวเข้าด้วยกัน และมาบรรจบกันที่หน้าอกของเขา

            ทันใดนั้นดวงตาทั้งสองของเขาก็เบิกโพล่งขึ้นทันที และอ้าปากกว้างส่งเสียงตะโกนออกมา

            ทันใดนั้นพลังต่างๆ ที่รวมตัวกันอยู่ตรงอกของเขา ก็พวยพุ่งออกมาจากปากเขา

            โฮก!

            คลื่นเสียงอันแข็งแกร่งได้แผ่กระจายออกไปพร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องมันกระทบลงบนกำแพงหิน จนกำแพงหินที่แข็งแรงนั้นเกิดการสั่นสะเทือน

            โอ้!

            ทันใดนั้นเสียงคร่ำครวญของเย่เฉินก็ดังขึ้น เขาเริ่มรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในใจจากนั้นเลือดลมภายในร่างกายก็เกลือกกลิ้งไปทั่วหน้าอกของเขาเจ็บปวดหน้าอกอย่างรุนแรง ถึงขั้นส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมา

            เฮือก!

            “ทรงพลังจริงๆ”เย่เฉินถอนหายใจ และลูบคางตนเอง เขาครุ่นคิดอยู่ในใจว่าเขาควรจะหาช่วงเวลาให้อาจารย์ของตนเองแสดงเคล็ดวิชาลับออกมาและเขาก็สามารถเรียนรู้แต่ละวิชาได้ด้วยการอาศัยเนตรวงล้อเทวะ

            “วันหลังค่อยคิดเรื่องนี้เรื่องการทดสอบในป่าร้างสำคัญที่สุด”

            “มีทั้งวิชาแปลงกายและมังกรฟ้าพิโรธแล้วบวกกับขนาดความจุของทะเลลมปราณของข้า เม็ดยาหุยเสวียนและยังมีสิ่งของที่เหล่าคนร้ายใช้กันอีก...การทดสอบในป่าร้างครั้งนี้ก็คงไม่ยากอย่างที่คิด”

            เมื่อคิดเช่นนี้ในใจเย่เฉินก็ยิ้มร่าเริง ป่าร้างมีอาณาบริเวณเป็นของตนเอง ครอบคลุมพื้นที่กว้างมากเขามีต้นทุนและพลังงานที่มากพอจะจัดการกับพวกของจั่วชิวหมิงได้แล้วและหากเขาสามารถจัดการได้ดี บางทีเขาอาจจะได้ผลตอบแทนที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้