เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 113 พื้นที่ราบจงยาง

              หลังจากที่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์สยบความเดือดดาลในสายเลือดลงได้ทั้งสองจึงกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง

              ทว่าหลังจากที่ได้ดูดกลืนพลังของอสรพิษเนตรทับทิมเข้าสู่ร่างกายไป๋สุ่ยเอ๋อร์เลื่อนระดับพลังมาอยู่ขั้นเกลาวิญญาณระดับเก้าทันทีซึ่งมันเป็นความรวดเร็วที่น่าสะพรึงและยังดูเหมือนว่าพร้อมที่จะบรรลุขั้นขึ้นไปยังระดับเซียนได้ทุกเมื่ออีกด้วย

              เมื่อได้เห็นดังนั้นต่อให้เป็นเมิ่งฝานก็ยังตกตะลึงจนพูดไม่ออก เพราะตนเองพยายามอย่างสุดกำลังและใช้เวลาในการบำเพ็ญตนมานานกว่าจะมาถึงระดับนี้ได้

              เมื่อเห็นว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันก้าวมาถึงระดับพลังที่ตนเองใช้เวลากว่าครึ่งปีในการบำเพ็ญตนเด็กหนุ่มก็ถึงกับพูดไม่ออก

              พรมแดนจตุทิศกว้างใหญ่อย่างยิ่งเรื่องน่าประหลาดใจก็ยังมีอีกมากมายเมิ่งฝานคงต้องปลอบใจตนเองด้วยคำพูดนี้เท่านั้น ทั้งสองคนบำเพ็ญพลังอยู่ท่ามกลางขุนเขาบางครั้งก็หาเวลามาประลองฝีมือกัน ถึงแม้จะอยู่ในขั้นพลังเดียวกันแต่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็หาใช่คู่ต่อสู้ของเมิ่งฝานผู้มากด้วยประสบการณ์ไม่

              ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็รู้ดีว่านี่อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่อีกฝ่ายไม่ได้เรียกสัตว์อสูรแต่ดูคล้ายว่าในช่วงนี้ไม่ว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์จะไปที่ใดก็ล้วนแต่ได้รับความเชื่อใจจากสัตว์อสูรในระดับต่ำๆอย่างง่ายดาย ทว่าเมื่อเวลาผ่านพ้นไปเรื่อยๆ ทั้งสองต่างก็รู้สึกหม่นหมองลงไปเพราะต่างฝ่ายต่างก็รู้ดีว่าถึงเวลาที่ต้องแยกจากกันแล้ว

              จากที่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์เคยบอกมานั้นนางจะต้องเข้าไปยังดินแดนที่มากไปด้วยอันตรายอีกแห่งเพื่อตามหาโลหิตของสัตว์อสูรมาเพิ่มพลังความแข็งแกร่งให้แก่ตนเองและเมิ่งฝานเองก็รู้ดีว่าหนทางแห่งการสังหารของตนเองก็เพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น

              บนท้องฟ้าสูงแสงอาทิตย์เปล่งประกายเจิดจ้า

              เมิ่งฝานยืนอยู่ที่เดิมทางฝั่งของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็ยืนอย่างเงียบงันอยู่ไม่ไกลเช่นกัน ท่วงท่าอันสง่างามทำให้หัวใจของผู้คนสั่นไหวส่วนเหยี่ยวที่เฝ้ารออยู่บนท้องฟ้าก็มองลงมายังคู่บุรุษสตรีด้วยความไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก

              “ไปเถอะข้าเองก็ต้องเดินทางแล้วเช่นกัน!”

              เมิ่งฝานเอ่ยขึ้นพลางยิ้มส่งไปพร้อมทำท่าบิดขี้เกียจทางฝั่งของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็พยักหน้ารับ นัยน์ตาของนางมีความรู้สึกสับสนมากมายปรากฏขึ้นก่อนจะเอ่ยเสียงเบา“ถ้าอย่างนั้น...เจ้ารักษาตัวด้วย!”

              “เจ้าเองก็เช่นกันจำคำที่ข้าเอ่ยไว้ด้วยล่ะ!”

              เมิ่งฝานเอ่ยพลางยิ้มส่งไปแล้วหันหลังเตรียมตัวจากไปโดยหาได้มีท่าทีอิดออดไม่ส่วนไป๋สุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่บนท้องฟ้าก็พยักหน้ารับ นางนั่งอยู่บนหลังของเหยี่ยวแต่เวลานี้สัตว์พาหนะกลับบินโฉบไปหาเมิ่งฝาน

              “เมิ่งฝาน!”

              เมื่อได้ยินเสียงประดุจเสียงขลุ่ยสวรรค์เมิ่งฝานก็หันหลังกลับไปด้วยความสงสัยก่อนจะพบว่าถึงแม้ไป๋สุ่ยเอ๋อร์จะนั่งอยู่บนหลังเหยี่ยวแต่ใบหน้าของนางกลับอยู่ใกล้ตนอย่างมากจนเขาได้กลิ่นหอมบนกายนาง

              “หากวันหนึ่งข้าทำภารกิจของตนเองสำเร็จข้าจะไปหาเจ้า!”

              ใบหน้าของนางแดงก่ำเล็กน้อยและเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันไพเราะด้วยท่าทีเหนียมอายก่อนจะจูบลงบนริมฝีปากของเมิ่งฝานอย่างรวดเร็ว

              “ไป!”

              แล้วเหยี่ยวตัวนั้นก็บินจากไปหลังจากที่จูบลงบนริมฝีปากของเมิ่งฝานไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็จากไปบนท้องฟ้าโดยมีเหยี่ยวตัวนั้นเป็นสัตว์พาหนะเส้นผมสวยของนางปลิวสะบัด สง่างามประหนึ่งเทพธิดาทว่าใบหน้าของนางกลับแดงก่ำจนกระทั่งหายเข้าไปในกลีบเมฆ

              เมิ่งฝานมองดูแผ่นหลังของไป๋สุ่ยเอ๋อร์หายลับเข้าไปในกลีบเมฆจึงได้สติจูบแรกของเขา...จะเสียไปเช่นนี้เลยหรือ!

              ให้ตายสิ!

              เมิ่งฝานสบถออกมาในใจแต่บนใบหน้ากลับมีเพียงความจนปัญญามันเร็วเกินไปแล้ว เร็วจนเขาไม่ทันได้รู้สึกอันใดด้วยซ้ำ...

              เด็กหนุ่มสูดดมความหอมที่ยังคงอยู่ในอากาศก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาจากนั้นจึงย่างก้าวเพื่อเดินทางต่อไป ถึงแม้จะไร้แผนที่แต่เมิ่งฝานรู้ว่าเพียงเดินทางไปยังทิศเหนือก็พอแล้วเพราะถึงอย่างไรเขาก็มีจุดหมายที่ยิ่งใหญ่คือเมืองหลวงของอาณาจักรหัวอวิ๋น แม้จะเห็นได้ชัดว่าสุสานสวรรค์จะอยู่ไกลกว่าแต่เมิ่งฝานก็อยากจะไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองหลวงเสียหน่อย

              ถึงอย่างไรแล้วแผ่นที่ซึ่งไม่สมประกอบที่เมิ่งฝานมีอยู่นั้นก็เกี่ยวข้องกับวัตถุศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ดอย่างขุมพลังโลกันตร์ด้วยสิ่งที่เลิศล้ำเช่นนั้น หากบอกว่าไม่สนใจก็คงจะเป็นเพียงเรื่องเหลวไหลเท่านั้นแม้ระหว่างทางจะแฝงไปด้วยอันตรายอันใหญ่หลวง แต่เมิ่งฝานก็ยังอยากที่จะไปเหยียบเมืองหลวงสักครั้ง

              ร่างของเมิ่งฝานเคลื่อนขยับด้วยความเร็วปานสายฟ้าเขาไม่ต้องการพาหนะใดๆ เพราะเขาอยากที่จะฝึกตนอย่างหนักอยู่แล้ว เมื่อออกจากเทือกเขาแห่งนั้นมาเมิ่งฝานก็มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือซึ่งเมื่อทอดสายตาออกไปก็พบว่ามันเป็นพื้นที่ราบที่กว้างขวางจนมองไม่เห็นเส้นเขตแดน

              สถานที่แห่งนี้คือจุดเชื่อมต่อระหว่างอาณาจักรต้าก้านและอาณาจักรหัวอวิ๋นพื้นที่ราบจงยาง!

              บนทุ่งกว้างแห่งนี้ก็คือการค้าขายระหว่างกันของทั้งสองอาณาจักรเป็นสถานที่ซึ่งมีการสัญจรไปมามากที่สุดดังนั้นจึงค่อนข้างเจริญรุ่งเรือง มีผู้ทรงอิทธิพลจำนวนมากขบวนการค้าสัญจรไปมาไม่ขาดสาย

              แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะเคยประสบภัยสงครามระหว่างสองอาณาจักมาหลายครั้งแต่ความรุ่งเรืองก็ไม่มีท่าทีว่าจะถดถอยลงไปเมื่อทอดสายตามองพื้นที่ราบเบื้องหน้าเมิ่งฝานก็ถอนหายใจออกมาเสียงยาว เพราะรู้ดีว่าเมื่อข้ามผ่านพื้นที่ราบตรงหน้านี้ไปก็คงจะไปถึงเมืองหลวงของอาณาจักรหัวอวิ๋น    

              จักรพรรดินีผู้นั้นหาได้คล้ายดั่งผู้อื่นไม่นางอยู่ในป้อมปราการขนาดใหญ่ที่สุดของอาณาจักรและสถาปนาให้มันเป็นเมืองหลวง ดินแดนเบื้องหลังของเมืองนั้นต่างหากจึงจะเป็นเนื้อที่ของอาณาจักรที่แท้จริงซึ่งจักรพรรดินีก็อยู่ที่เมืองหลวงซึ่งเป็นแนวหน้าและอาจถูกผู้อื่นบุกรุกเข้ามาถึงตัวได้ทุกเมื่อ

              แต่ก็น่าเสียดาย หลายปีมานี้มีจอมยุทธ์มากมายต้องการยลโฉมของจักรพรรดินีทว่ากลับถูกฉีกจนขาดสะบั้นเป็นชิ้นๆ ในจำนวนนั้นรวมถึงจอมยุทธ์ในขั้นปราณทะลวงผู้แข็งแกร่งด้วยถึงขั้นที่แม้แต่จอมยุทธ์ในขั้นปราณมายาทมิฬก็ยังหาได้รับในสิ่งที่ตนต้องการไม่

              เมิ่งฝานก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆแล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงที่น่าหลงใหลดังขึ้นมา

              “หึหึ เมิ่งฝาน ดูท่าแล้วเจ้าในเวลานี้จะรู้สึกสบายไม่น้อยเลยสินะ?”

              หมายความว่าอย่างไรกัน?

              เมิ่งฝานลูบปลายจมูก เป็นดั่งที่รั่วสุ่ยอีเอ่ยจริงๆเมื่อพลังของเขาก้าวหน้าขึ้นแรงกดดันจากเกราะอัสนีก็ลดน้อยลง หากก้าวขึ้นสู่ขั้นเกลาวิญญาณเกรงว่าเกราะอัสนีนี้คงจะไร้ประโยชน์

              รั่วสุ่ยอีหัวเราะเสียงเบา จากนั้นจึงเอ่ยว่า“ไม่มีอันใดหรอกนะ ข้าเพียงอยากบอกว่าข้านำซานเซียนเฉ่ากับเหล็กบริสุทธิ์มาหลอมศัสตราวุธได้สำเร็จแล้วเท่านั้นหึหึ...เจ้าคงต้องลองมันดูเสียหน่อย!”

              บนทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ที่ไม่อาจมองเห็นจุดสิ้นสุดแสงอาทิตย์ที่สาดส่องทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ

              บนพื้นหญ้านั้น มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งกำลังก้าวเดินไปเบื้องหน้าแต่กลับเชื่องช้าเป็นอย่างยิ่งร่างกายที่ดูคล้ายมีขนาดใหญ่ของคนผู้นั้นทำให้ผู้คนโดยรอบล้วนแต่มองมาด้วยความตกตะลึงเพราะบนร่างของเขานั้นสวมเกราะรบขนาดใหญ่สีขาวที่มีขนาดใหญ่เทอะทะ ทั้งยังหนักยิ่งซึ่งเมื่อคนผู้นั้นนั้นสวมเกราะรบขนาดใหญ่จนโอบร่างของเขาเอาไว้ภายในจึงทำให้ผู้ที่สวมใส่ดูราวกับมนุษย์เหล็กมีเพียงดวงตาที่โผล่ออกมาให้เห็น ก้าวเดินไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้าประหนึ่งหอยทาก

              “ให้ตายสิเกราะของท่านมันช่างทรมานข้าเสียจริง หากเดินทางต่อไปเช่นนี้แล้วเมื่อใดข้าจะไปถึงเมืองหลวงเล่าขอรับ!”

              ท่ามกลางชุดเกราะนั้น เมิ่งฝานเอ่ยเสียงดังด้วยความไม่พอใจบนใบหน้าแสดงถึงความเดือดดาล

              ชุดเกราะบนร่างของเขามีน้ำหนักถึงหนึ่งหมื่นจินซึ่งสร้างขึ้นจากเหล็กบริสุทธิ์ทั้งหมด ดังนั้นไม่ต้องบอกก็คงจะรู้กันดีว่าหนักเพียงใดต่อให้เมิ่งฝานจะมีศักยภาพอันน่าสพรึงแต่เมื่อต้องสวมชุดเกราะนี้ก็ยังมีความเร็วที่สูงกว่าหอยทากเพียงไม่มากนัก

              เมื่อเท้าเหยียบลงไปบนพื้นเศษฝุ่นก็ฟุ้งกระจายมีวัตถุหนักนับหมื่นจินอยู่บนร่างซ้ำยังต้องเร่งรีบเดินทาง หลังจากนั้นหลายชั่วยามร่างของเมิ่งฝานก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อพลังในร่างกายสูญสิ้นไปเจ็ดถึงแปดส่วน

              “หึในเมื่อต้องการฝึกบำเพ็ญตนก็จะต้องเล่นใหญ่สียหน่อยไม่อย่างนั้นเมื่อใดเจ้าจะบรรลุระดับพลังได้กันเล่า!”

              รั่วสุ่ยอีส่งเสียง ‘หึ’ ออกมาแล้วเอ่ยขึ้นอย่างไม่ได้สนใจ เดิมทีนางก็มิได้สนใจความรู้สึกของเมิ่งฝานแต่อย่างใดชุดเกราะนี้มีน้ำหนักมากกว่าเกราะอัสนีถึงสิบเท่าแม้แต่เมิ่งฝานก็ยังแทบไม่อาจรับไหวอยากจะถอดมันออกเสียหลายต่อหลายครั้ง

              แต่รั่วสุ่ยอีก็เอ่ยขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะว่าหากเมิ่งฝานถอดออกจะต้องรับมือกับการโจมตีของนางหนึ่งพันครั้งเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันอันน่าสะพรึงเช่นนี้ ต่อให้เขาสบถด่ารั่วสุ่ยอีอยู่ในใจครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังทำได้เพียงสวมชุดเกราะแล้วเดินต่อไป

              แต่เพราะข้อจำกัดในเรื่องความหนักของเกราะนี้จึงทำให้เมิ่งฝานต้องหยุดพักชั่วครู่หลังจากที่เดินทางไปหลายชั่วยามจากนั้นจึงใช้ไข่อสูรทมิฬในการฟื้นฟูพลัง ซึ่งเขาต้องทนทุกข์กับวัฏจักรแห่งความทุกข์นี้อยู่นานนับเจ็ดวันกว่าจะเดินมาถึงใจกลางของพื้นที่ราบจงยาง

              เมื่อเดินมาถึงขุนเขาแห่งหนึ่งเมิ่งฝานก็หยุดการเดินทางอีกครั้งก่อนจะหอบหายใจด้วยอาการของผู้ที่พลังปราณภายในร่างกายลดน้อยลงไปเจ็ดถึงแปดส่วน

              มีทั้งข้อจำกัดที่ยิ่งใหญ่และมีน้ำหนักมหาศาลสิ่งที่รั่วสุ่ยอีสร้างขึ้นมาช่างแปลกประหลาดเสียจริง แต่สิบวันต่อมาเมิ่งฝานก็เริ่มคุ้นชินกับน้ำหนักของชุดเกราะนี้แล้วขอเพียงเคลื่อนพลังปราณเขาก็จะสามารถทำให้มันขยับเคลื่อนไปตามร่างกายของตนได้

              แต่หากต้องการอาศัยพละกำลังของตนเองเคลื่อนขยับชุดเกราะก็ยังเป็นเรื่องที่ห่างชั้นจากความสามารถของเขาในยามนี้อย่างมาก!

              เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็กัดฟันแน่น ขณะเดียวกันก็กำหมัดแน่นเพราะคิดว่าหากมีโอกาสได้ตีสะโพกของรั่วสุ่ยอีแรงๆสักครั้งมันจะดีเพียงใด และในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นพลันมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นมาเมื่อเมิ่งฝานมองตามไปยังต้นเสียงกำลังภายในพลันแผ่ซ่านทันที

              เพราะมัน...คือการฆ่าสังหาร!

              เบื้องหน้าของเขาคือเงาร่างของคนผู้หนึ่งที่กำลังพยายามหนีไปให้ไกลเส้นผมของนางยาวสะบัด เสื้อผ้าบนกายถูกถอดอกไปกว่าครึ่งเผยให้เห็นเนื้อเนียนสีขาวภายในซึ่งน่าหลงใหลไม่น้อยทว่าเมื่อมองดูใบหน้าก็พบว่านางยังมีอายุไม่มาก และเวลานี้เจ้าของใบหน้างามสง่านั้นก็กำลังวิ่งหนีตาย

              ด้านหลังของนางเป็นชายฉกรรจ์จำนวนไม่น้อยบนร่างสวมชุดเกราะและมีใบหน้าแสดงความชอบใจ

              “หึหึ แม่สาวน้อย ไม่ต้องหนีหรอกลุงจะทำเบาๆ !”

              “ใช่แล้ว รีบเข้ามาเจ้าหนีไปไหนไม่รอดหรอก!”

              “ถูกต้องแล้ว ไปเป็นนายหญิงของค่ายหารกับพวกข้าเสียเถอะ!”

              เห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้เป็นทหารรับจ้างที่มากด้วยประสบการณ์เมื่อเห็นดรุณีน้อยเนื้อเนียนโผล่ออกมานอกเสื้อผ้าลูกตาก็แทบหลุดออกมาจากเบ้า

              ตึก!

              เห็นได้ชัดว่าดรุณีน้อยผู้นั้นหาได้มีประสบการณ์ในการต่อสู้แต่อย่างใดทั้งยังมีพลังอยู่ในขั้นหลอมกายาเท่านั้น เมื่อไม่ทันระวังก็ล้มลงไปเสียแล้ว

              หลังจากที่ล้มลงไปบนพื้นนางก็มีน้ำตานองหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ช่วยข้าด้วย...”

              “ฮ่าฮ่าฮ่า แม่สาวน้อย ที่นี่ไม่มีผู้ใดช่วยเหลือเจ้าได้หรอกนะ”ทหารรับจ้างผู้หนึ่งเอ่ยพลางกระตุกยิ้ม จากนั้นผู้ที่ติดตามที่อยู่ด้านหลังก็เข้าไปล้อมตัวนางเอาไว้ดุจฝูงจิ้งจอกรูม่านตาของเมิ่งฝานที่อยู่ไม่ไกลหดเล็กลง ก่อนที่สุดท้ายจะหันหน้าหนีไป

              แม้จะต้องเดินไปบนเส้นทางแห่งการฆ่าฟันแต่เมิ่งฝานก็มิได้ชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่น ดรุณีน้อยผู้นั้นมองไปยังผู้คนโดยรอบที่สัญจรไปมาก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำตาที่นองหน้า “ข้ามีเพียงสิบเหรียญทองคำเท่านั้นช่วยข้าด้วย...ช่วยข้าด้วย!”

              “หึ ให้เหล่าจื่อช่วยเจ้าเอง!”

              ทหารรับจ้างผู้หนึ่งกระตุกยิ้มแล้วบอกไปขณะเดียวกันก็เอื้อมมือไปยังหน้าอกของนางทว่าในเวลาต่อมากลับมีกำลังภายในทะลวงอากาศเข้ากระทบร่างของทหารรับจ้างผู้นั้นก่อนจะทำให้เขาผู้นั้นลอยกระเด็นออกไปโดยที่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาเลยด้วยซ้ำ

              “สิบเหรียญทองคำข้าจะรับไว้เองส่วนพวกเจ้า...ไสหัวไป!”                                

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน